“แบงก์ชาติ”พิมพ์ธนบัตร 20 บาทใหม่ด้วย‘พอลิเมอร์’

คุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. จะนำธนบัตรใหม่ชนิดราคา 20 บาทที่พิมพ์ด้วยวัสดุพอลิเมอร์ออกใช้ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งแบบใหม่เป็นการพัฒนาคุณภาพให้ประชาชนได้ใช้ธนบัตรที่มีสภาพใหม่,สะอาดและใช้งานได้นานขึ้น ธนบัตรชนิดราคา 20 บาทเป็นธนบัตรที่ประชาชนใช้จ่ายหมุนเวียนเปลี่ยนมือบ่อย จึงทำให้ธนบัตรมีสภาพเก่ากว่าธนบัตรชนิดราคาอื่น การพิมพ์จากวัสดุพอลิเมอร์ซึ่งเป็นพลาสติกแบบพิเศษ จะไม่ดูดซับความชื้นและสิ่งสกปรกเหมือนธนบัตรกระดาษแบบเดิม

ด้วยลักษณะเฉพาะของธนบัตรพอลิเมอร์ จึงช่วยลดปริมาณการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนธนบัตรที่ชำรุด และเอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยสอดคล้องกับธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศที่ได้ออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ เช่น อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ฯลฯ

มีภาพและลักษณะโดยรวมเหมือนกับธนบัตรกระดาษชนิดราคา 20 บาทในปัจจุบัน มีการใช้เทคโนโลยีต่อต้านการปลอมแปลงที่ทันสมัยและมีมาตรฐานสูงเช่นเดียวกับธนบัตรกระดาษ  แต่ที่พิเศษเพิ่มขึ้นมาคือมีช่องใสที่สามารถมองเห็นทะลุได้ทั้งสองด้าน ด้านล่างเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เมื่อพลิกธนบัตรขึ้นลงจะเห็นเป็นสีเหลือบแดง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มจุดสังเกตสำหรับผู้บกพร่องทางสายตาในบริเวณช่องใสด้านบนที่เป็นทรงหยดน้ำ โดยมีตัวเลข “20” ขนาดเล็กพิมพ์ดุนนูนเพื่อให้สัมผัสได้ง่ายขึ้น

คุณสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธปท. กล่าวว่า ธนบัตรแบบพอลิเมอร์ จะแก้ไขปัญหาธนบัตรแบบกระดาษเดิมที่มีการหมุนเวียนและต้องนำกลับเข้าระบบเพื่อทำลายอย่างน้อยทุก 2-3 ปี แต่ธนบัตรแบบพอลิเมอร์ มีคุณสมบัติไม่ดูดซับความชื้นและสิ่งสกปรก จึงมีความสะอาดมากกว่าและมีอายุใช้งานยาวนานมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

ปัจจุบันธปท.พิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ระบบ 1,800 ล้านฉบับต่อปี ลดลงจากเดิมที่พิมพ์ 2,000 ล้านฉบับต่อปี ในจำนวนนี้ เป็นธนบัตร 20 บาทกว่า 600 ล้านฉบับต่อปี มีสัดส่วนมากกว่า 30%ของจำนวนธนบัตรที่พิมพ์ทั้งหมด  มีมูลค่าหมุนเวียนอยู่ในระบบ 4.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ธปท.เคยนำวัสดุพอลิเมอร์มาใช้พิมพพ์ธนบัตรชนิดราคา 50 บาทแล้ว แต่เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้คุณภาพการพิมพ์มีความทนทานแตกต่างจากในอดีต ซึ่งการเริ่มนำมาใช้พิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท ก็เป็นแนวปฏิบัติที่ ธปท.ได้ศึกษาจากหลายประเทศ ซึ่งในอนาคตก็จะเปลี่ยนไปใช้กับธนบัตรชนิดราคาอื่นด้วย

‘เพอร์เฟค แพคเกจจิ้ง’ โรงพิมพ์ฉลากติดจรวด

                                                                                       ขันติ ลาภณัฐขันติ    เรื่อง/ภาพ

ต่างเป็นที่รู้กันในวงการการพิมพ์ว่า บริษัท เพอร์เฟค แพคเกจจิ้ง จำกัด เป็นโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์อ่อนประเภทอาหารและยา  มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วประหนึ่งเป็นโรงพิมพ์ติดจรวด เพราะเพียงแค่ดำเนินการมาไม่กี่ปีแรกก็สามารถจัดอันดับอยู่ในระดับท็อปเท็นของเมืองไทย ปัจจุบันดำเนินการมาแล้ว 27 ปี แต่ก็เขิน ๆ ที่จะบอกว่า เป็นโรงพิมพ์ที่ชั้นนำที่ไม่เป็นสองรองใคร

คุณชาญชัย พึ่งพระรัตนตรัย กรรมการผู้จัดการ ให้ข้อมูลว่า เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นลูกจ้างอยู่ในธุรกิจการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ช่วงอายุ 18-19 ปี  ไต่เต้าตั้งแต่เป็นเด็กส่งของ เป็นพนักงานเก็บเงิน จนกระทั่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ขณะอายุได้ 27 ปี แต่เมื่อถึงช่วงอายุ 28-29 ปี คุณชาญชัยพูดด้วยความมั่นใจว่า ถึงเวลาที่ต้องเป็นเจ้าของกิจการเอง

จึงร่วมหุ้นกับเพื่อน ๆ เปิดโรงงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ขึ้นมาใหม่แห่งหนึ่ง อาจจะเรียกว่าเป็นคู่แข่งเล็ก ๆ ของโรงพิมพ์เดิมก็ได้ เพราะมีการดำเนินการคล้าย ๆ กัน แต่เมื่อสร้างกิจการเติบโตมาด้วยกันได้ 15 ปี ก็มีอันต้องแยกวง เพราะเป้าหมายของหุ้นส่วนเปลี่ยนไปในลักษณะที่ต้องการเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการ “เล่นหุ้น” ขณะที่คุณชาญชัย ต้องการสร้างกิจการด้วยฐานที่เป็นความจริงมากกว่า

จึงแยกตัวออกมาเปิดโรงพิมพ์ใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2537 และเป็นของคนเดียวล้วน ๆ ในช่วงที่คุณชาญชัยอายุ 45 ปี ภายใต้ชื่อ บริษัท เพอร์เฟค แพคเกจจิ้ง จำกัด ซึ่งยืนยาวมาถึงปัจจุบันและกำลังกล่าวถึงกันในฐานะที่กิจการเติบโตเร็วแบบติดจรวดในวันนี้

โรงพิมพ์เพอร์เฟคฯ ก่อร่างสร้างตัวเริ่มต้นจากศูนย์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท มีพนักงานรวมทั้งหมด 12 คน ใช้พื้นที่โรงงาน 1,600 ตรม.ดำเนินการอยู่ย่านเอกชัย ทำการผลิตบรรจุภัณฑ์อ่อนให้ลูกค้าด้วยเครื่องจักรที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย แต่อาศัยประสบการณ์ที่มีอยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน จึงทำให้กิจการดำเนินเริ่มต้นด้วยดี

เพียง 1 ปีถัดมา คือปี 2538  กิจการก็มองเห็นแนวโน้มเติบโตชัดเจน จึงนำเข้าเครื่องพิมพ์ 5 สีจากประเทศญี่ปุ่น และเครื่องเคลือบพลาสติกจากเกาหลี มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 5 ปี ก็มีผลสัมฤทธิ์ เมื่อมียอดขายถล่มทลายแซงหน้าบริษัทเก่าไปเลย

ปี 2545 กิจการโรงพิมพ์ถึงเวลาที่ต้องขยายใหญ่ แต่สถานที่เดิมคับแคบ จึงต้องย้ายฐานการผลิตมาอยู่โรงงานแห่งใหม่ที่ทันสมัยในปัจจุบัน โดยมีพื้นที่ที่ใช้เป็นฐานกำลังการผลิต 9,600 ตรม. เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 16 ล้านบาท นำเข้าเครื่องพิมพ์ 8 สีและเครื่องเคลือบพลาสติกจากญี่ปุ่น รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

ปี 2548 ได้เพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง ด้วยการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 32 ล้านบาท นำเข้าเครื่องพิมพ์ 8 สี ระบบ Sectional Drive พร้อมระบบตรวจสอบงานพิมพ์ (Inspection System) และเครื่องเคลือบพลาสติกจากประเทศอิตาลี เพื่อรองรับงานบรรจุภัณฑ์ที่ไม่มีการใช้สารทำละลาย (Solvent) ในกระบวนการผลิต อีกทั้งนำเข้าสู่ระบบ ISO 9001:2000 เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

ปัจจุบันบริษัท เพอร์เฟค แพคเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินการด้วยเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่ทันสมัยอย่างครบครัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้า และจะพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ต่อไป

เหตุผลของการเติบโตเร็ว คุณชาญชัยอธิบายว่า อันดับแรกเป็นเพราะมองทิศทางตลาดออกว่า จะดำเนินไปในทิศทางไหน อย่างเช่น เทรนด์ของบรรจุภัณฑ์ในยุคปัจจุบันและอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็จะมีการนำเสนอให้ลูกค้าทราบ  โดยการทำงานผลิตมีทั้ง 2 รูปแบบคือ ออกแบบแล้วเสนอให้ลูกค้า และผลิตตามแบบที่ลูกค้าสั่งมา

“เทรนด์แพ็คเกจจิ้งมันเปลี่ยนตลอดเวลา อย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มสมัยก่อนจะเป็นขวดตั้ง  แต่เดี๋ยวนี้จะเป็นถุงรีฟิวแบบใช้เติม เดี๋ยวนี้แทบเป็นอย่างนั้นหมดเลย ในอนาคต สิ่งหนึ่งที่จะก้าวมาเร็วมากก็คือ ซองบรรจุอาหารซึ่งสามารถเข้าเครื่องเวฟได้ หรือกรณีผักกาดดอง,ปลากระป๋อง จากที่เคยใช้กระป๋อง ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ซอง เพราะโลหะกระป๋องมันแพงมาก ต่างประเทศก็เริ่มเปลี่ยนเป็นถุงหมดแล้ว”

คุณชาญชัยระบุว่า อนาคตผู้ผลิตวัตถุดิบก็พยายามจะพัฒนาอะไรก็ตาม เพื่อหนีปัญหาโลกร้อน รวมทั้งพยายามจะหนีวัตถุดิบที่เป็นพลาสติกด้วยส่วนหนึ่ง โดยจะเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้  ซึ่งบริษัท เพอร์เฟค ฯ แม้ไม่ได้พัฒนาขึ้นเอง แต่ก็พยายามสั่งซื้อวัสดุพวกนี้มาใช้

‘ปฐม’ถวายเงินทอดกฐินวัดโบสถ์ร่วมสร้างเมรุ 1.02 ล้านบาท

คุณปฐม สุทธาธิกุลชัย ประธานกรรมการบริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด ในฐานะประธานอุปถัมภ์ทอดกฐินสามัคคี ถวายเงินจำนวน 1,020,045 บาทที่ได้จากการจัดตั้งองค์กฐินของคนในอุตสาหกรรมการพิมพ์ เพื่อสมทบทุนสร้างเมรุเผาศพ(ตาถ่าน) แก่พระครูสุทธิสารโสภณ เจ้าอาวาสสวัดโบสถ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2564

ปฐม สุทธาธิกุลชัย

‘โกโกพริ้นต์’ โรงพิมพ์ออนไลน์นับวันยิ่งแกร่ง

สภาพการณ์ของธุรกิจการพิมพ์ไทยที่อ่อนไหวอย่างหนักในหลายปีมานี้ กลับปรากฏชื่อ “โกโกพริ้นท์” ด้วยสัญลักษณ์โลโก้ “gogoprint” กระหน่ำโฆษณาตัวเองเป็นโรงพิมพ์ออนไลน์ของประเทศไทย ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค, กูเกิ้ลแอดและยูทูปอย่างหนัก ซึ่งได้ผลดีเกินคาด เมื่อผู้ประกอบการรายนี้สามารถยืนยงอยู่ในไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี ทั้งที่เป็นชาวต่างชาติ

มร.เดวิด แบร์กฮอยเชอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกโกพริ้นต์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่สัญชาติเยอรมัน มองเห็นระบบดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในโลกยุคปัจจุบัน และมีผลกระทบทำให้คนอ่านหนังสือลดน้อยลงไปบ้าง แต่ส่วนตัวเชื่อว่า ธุรกิจงานพิมพ์จะยังคงอยู่ได้“โกโกปริ้นต์”จึงได้เข้ามาทำตลาดเมืองไทยเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว วางเป้าหมายเจาะลูกค้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ใช้สิ่งพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ สินค้าและบริการ ผ่านชิ้นงานสิ่งพิมพ์ประเภทนามบัตร แผ่นพับ โบรชัวร์ โปสเตอร์ โปสการ์ด ใบปลิว แฟ้มเอกสาร ฯลฯ

สาเหตุของการเลือกทำธุรกิจรับงานพิมพ์ออนไลน์ในตลาดเมืองไทย เริ่มต้นจากที่ มร.เดวิด เคยเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่สาขาวิชาการบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2554  ประมาณ 2 ปี จากนั้นมีโอกาสได้ทำงานที่เมืองไทยกับบริษัท ซาโลร่าฯ (ZALORA) เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ทางด้านธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและความงาม มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่มีสาขาอยู่ในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ อีก 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ทำให้เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดออนไลน์

“เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ธุรกิจอีคอมเมิร์ชในเมืองไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก จึงสนใจว่า น่าจะมีอนาคตที่ดีเหมือนที่เยอรมัน ในส่วนตัวผมก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บังเอิญมีเพื่อนไปทำออนไลน์พริ้นติ้งที่ประเทศบราซิล กิจการเติบโตประสบความสำเร็จด้วยดี และยิ่งได้เห็นราคานามบัตรที่พิมพ์ที่เยอรมันเทียบกับไทยพบว่า พิมพ์ที่เยอรมันถูกกว่า ทั้ง ๆ ที่เยอรมันต้องนำเข้ากระดาษ  จึงมองเห็นโอกาสและช่องว่างว่า ถ้าทำธุรกิจการพิมพ์ออนไลน์ที่ไทย น่าจะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับเพื่อนที่บราซิล”

สำหรับจุดแข็งที่แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น คือ งานพิมพ์คุณภาพดีเยี่ยมในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งมีการจัดส่งสินค้ารวดเร็ว ขณะที่ขั้นตอนการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ซึ่งเป็นหน้าร้านก็ง่ายและสะดวก สามารถสั่งซื้อผ่าน www.gogoprint.co.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นการให้บริการที่ตอบตรงโจทย์ผู้ประกอบการเอ็มเอ็มอี

มร.เดวิด กล่าวว่า ที่ผ่านมา “โกโกพริ้นต์” รุกทำตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค กูเกิ้ลแอดและยูทูปเป็นหลัก ภายใต้ทีมงานที่แข็งแกร่งประมาณ 50 คน ประกอบด้วย ทีมดูแลลูกค้า (Customer Service), ทีมเขียนบล็อกเพื่ออัพเดทบริการ รวมทั้งให้ความรู้ทางด้านการพิมพ์แก่ลูกค้าด้วย เช่น การเคลือบมันเคลือบด้าน, อาร์ตเวิร์คที่เหมาะสมสำหรับการพิมพ์ให้ได้คุณภาพ เป็นต้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผลตอบรับดีมาก โดยเฉพาะงานพิมพ์นามบัตรและโบว์ชัวร์

“เราได้ผู้ร่วมงานที่ดี ได้โรงพิมพ์ที่ดีมาเป็นพาร์ตเนอร์ มีการคัดเลือกโรงพิมพ์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณสมบัติตามที่เราวางไว้ชัดเจน เรารู้ว่าแต่ละโรงพิมพ์มีจุดแข็งอะไร ถนัดอะไร แล้วก็แบ่งส่งงานให้ตามจุดแข็งและความถนัด ทำให้ลูกค้าได้งานคุณภาพที่ตรงเวลา โดยเรามีทีมงานตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งตรงถึงมือลูกค้าด้วย”

มร.เดวิด กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ถ้ามีโรงพิมพ์ออฟเซ็ตหรือโรงพิมพ์อิงค์เจ็ตที่สนใจเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจออนไลน์ด้วยกัน  ก็ยินดีมาก และไม่อยากให้มองว่า  “โกโกปริ๊นต์”เข้ามาเป็นคู่แข่งโรงพิมพ์ดั้งเดิมในเมืองไทย แต่อยากให้มองว่า เข้ามาทำงานด้วยกัน พัฒนาตลาดให้เติบโตไปด้วยกัน

‘ฟอยล์มาสเตอร์’แบรนด์ไทย สีสันเพิ่มมูลค่าการพิมพ์

                                                                                      ขันติ ลาภณัฐขันติ…. เรื่อง/ภาพ

เทคโนโลยีการพิมพ์ฟอยล์ในตลาดเมืองไทย นับวันยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเพื่อความสวยงามของสิ่งพิมพ์ทั่วไปและการตบแต่งบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า จึงหนุนส่งให้ “ฟอยล์มาสเตอร์”สามารถแจ้งเกิดและยั่งยืนมากว่า 3 ทศวรรษ

คุณชิณโชติ ภัคสุขชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอยล์มาสเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด  ให้ข้อเท็จจริงว่า ตลาดการพิมพ์ฟอยล์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ มีภาพรวมเติบโตขึ้นอย่างมากจากในอดีต โดยเฉพาะการใช้พิมพ์ฉลากสินค้า  เนื่องจากเจ้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนไม่น้อย นิยมใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ฟอยล์มาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า และเพื่อความสวยงามตามที่ตลาดต้องการ

บริษัทฯ ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ พ.ศ.2530 โดยเป็นผู้นำเข้าฟอยล์จากหลากหลายแบรนด์ทั่วโลก เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในประเทศไทย ถึงวันนี้ดำเนินการมาได้กว่า 3 ทศวรรษ ทำให้ชื่อบริษัทฯกลายเป็นชื่อแบรนด์“ฟอยล์มาสเตอร์” ที่ทุกคนรู้จักและยอมรับเป็นอย่างดีในฐานะผู้นำตลาดอันดับต้นๆ ของตลาดฟอยล์เมืองไทย

“ปัจจุบันมีผู้ผลิตฟอยล์อยู่ทั่วโลก เราเองต้องคิดว่า เราจะเอาจุดไหนเป็นจุดขาย เลยต้องทำระบบของเราเอง เช่น ควอลิตี้คอนโทรล เป็นห้องแล็บทดสอบคุณภาพ ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป พวกฟอยล์มีคุณภาพหลากหลาย สินค้าญี่ปุ่น อเมริกาและยุโรป บางครั้งบางยี่ห้อก็ดีเกินความจำเป็น อาจไม่ต้องทนแรงขีดข่วนสูงมาก เอาแค่มีคุณสมบัติตามที่ลูกค้าต้องการและมีราคาเหมาะก็พอ หลักการเดียวกับการเลือกรถไว้ขับบางทีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรถเบ๊นซ์เสมอไป”

“ฟอยล์มาสเตอร์”มีคาถามัดใจลูกค้า 3 ข้อหลักๆ ด้วยกัน ข้อแรกคือคัดสรรสินค้าที่เหมาะสมตอบโจทย์ตรงตามลักษณะงานที่ลูกค้า  ข้อสองคือควบคุมคุณภาพสินค้าก่อนส่งตรงถึงมือลูกค้าทุกขั้นตอน และข้อสุดท้ายสำคัญมากคือ การรับประกันสินค้าพร้อมรับเคลมภายในระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันบริษัทฯ คัดสรรฟอยล์ที่มีคุณภาพสูง และมีคุณสมบัติที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกมาจำหน่าย อาทิ กลุ่มประเทศยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, เกาหลี ฯลฯ สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันของบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ มาไว้ที่นี่แล้ว เพื่อการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น     เมทัลลิกฟอยล์ และโฮโลแกรมฟอยล์ ซึ่งให้ความเงาสะท้อนแสงเสมือนโลหะ หรือพิกเม้นท์ฟอยล์ สำหรับทดแทนการพิมพ์หมึกธรรมดาทั่วไป หรือการพิมพ์สกรีน ซึ่งเหมาะกับการตบแต่งเฉพาะจุด รวมทั้งยังมี โค้ดดิ้ง ฟอยล์ (Coding Foils) ฟอยล์สำหรับพิมพ์วันที่ผลิต,วันหมดอายุคุณภาพสูง ฯลฯ

คุณชิณโชต์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีสินค้าเพื่อใช้ในการป้องกันการปลอมแปลงและช่วยเพิ่มภาพลักษณ์และความแตกต่างให้กับสินค้า โดยมีให้เลือกทั้งแบบ Security Hologram Foil และ Tamper Evident Void ด้วยเทคนิคเฉพาะในการป้องกันการปลอมแปลงมากมาย ทั้งแบบตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า (Overt Technology) และแบบตรวจสอบได้ด้วยเครื่องมือ (Covert Technology) รวมทั้งเทคโนโลยีเฉพาะในการผลิต Hologram ทำให้มีความสว่าง, ความคมชัด และความชัดเจนสูง  และมีให้เลือกทั้งแบบ Hot Stamping Foil, Cold Stamping Foil, PET Label ตามความต้องการใช้งานของลูกค้า

คุณชิณโชติ ถ่ายภาพกับฟอยล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

‘โรงพิมพ์ด่านสุทธา’สู่จุดสูงสุดพร้อมปรับทิศธุรกิจ

                                                                                           ขันติ ลาภณัฐขันติ... เรื่อง/ภาพ

บันไดทางเดินของโรงพิมพ์ด่านสุทธาก้าวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา ผ่านร้อนหนาวผจญฝนฟ้ามาแล้วถึง 45 ปี แม้ระหว่างทางเดินจะมีช่วงขั้นบันไดลานกว้างเป็นจุดพักบ้าง แต่ก็ยังคงสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ กระนั้นก็หาใช่ว่า ไม่มีอุปสรรคอะไรเลย ซึ่งก็คงจะเป็นคำกล่าวที่เกินจริง

คุณปฐม สุทธาธิกุลชัย ประธานกรรมการ บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด เรียกว่า ธุรกิจเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงปรับตัวตลอดเวลา

บ่อยครั้งที่โรงพิมพ์ด่านสุทธาโตแบบสวนกระแส  บางครั้งหยุดชะงักบ้างตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ดังที่เคยกระทบหนักมาแล้วในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเมื่อปี พ.ศ.2540 แต่ก็ผ่านไปด้วยดีและมีการเติบโตชดเชยก้าวกระโดดคล้อยหลังจากนั้นไม่นาน  ประมาณว่าเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจเลยก็ว่าได้

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการทำธุรกิจโรงพิมพ์ อาจไม่มีเครื่องมือวัดที่ชัดเจน แต่ถ้าถามถึงกำลังการผลิตและความพร้อมขององค์กรก็พอจะตอบได้ว่า ในวันที่ร้อนแรงที่สุดคือ มีเครื่องพิมพ์ขนาด 1 สี, 4 สีและ 5 สี จำนวนมากถึง 11 เครื่อง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องไฮเดลเบิร์ก รองลงมาเป็นแมนโรแลนด์ โคโมริและอื่น ๆ มีระบบงานก่อนพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ทูเพลท (CTP) เครื่องปรู๊ฟดิจิตอล 3 เครื่อง มีเครื่องจักรในกระบวนการงานหลังพิมพ์เพียงพอ รองรับงานต่อเนื่องได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน มีพนักงาน 150 คน และที่สำคัญมียอดขายต่อเดือน 10 ล้านบาทขึ้นไป

“เรื่องขนาดโรงพิมพ์ใหญ่ไม่ใหญ่ผมว่าไม่สำคัญหรอก สำคัญอยู่ที่เราทำงานให้ลูกค้าพอใจได้ไหม ทั้งเรื่องบริการ ราคาและคุณภาพ ซึ่งเป็น 3 สิ่งที่ได้ยึดถือมาตลอด และพิมพ์งานมาแล้วเป็นล้าน ๆ ชุด มีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนให้ความไว้วางใจใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง และที่ภูมิใจที่สุดคือ มีโอกาสได้รับงานพิมพ์จากสำนักพระราชวัง, สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี  โครงการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน และจัดพิมพ์งานพระราชนิพนธ์ของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์”

คุณปฐมระบุว่า สถานการณ์ของโรงพิมพ์ด่านสุทธา ขึ้นกับกระแสเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นเดียวกันกับโรงพิมพ์หรือธุรกิจอื่น ๆ เปรียบได้กับน้ำขึ้นน้ำลง ต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา ดังเช่นล่าสุด ต้องเผชิญกับ Digital Disruption การรุกคืบของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียทำให้การบริโภคงานพิมพ์ลดลง ส่งผลให้มีงานพิมพ์ส่วนหนึ่งหายไป จึงต้องปรับทิศทางธุรกิจเล็กน้อยคือ เพิ่มการให้บริการงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์มากขึ้นด้วย

“การปรับทิศทางธุรกิจด้วยการพิมพ์บรรจุภัณฑ์นั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และถือเป็นความโชคดีกว่าโรงพิมพ์ที่เริ่มต้นใหม่ เพราะเรามีบุคลากร เครื่องพิมพ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ รองรับได้อยู่แล้ว โดยเพียงแต่เพิ่มเครื่องหลังการผลิตมาทางบรรจุภัณฑ์มากขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ให้แก่บุคลากรเท่านั้น”

ปัจจุบันหลังจากโรงพิมพ์ด่านสุทธา เพิ่มให้บริการงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์แล้ว 3 ปี สามารถทำยอดขายได้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 % ของยอดขายรวม และมีท่าทีที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกเช่นกัน

ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19 แก่สังคมแวดล้อมโรงพิมพ์ในซอยลาดพร้าว 87

โรงพิมพ์‘คอนติเนนตัล’ ผู้นำบรรจุภัณฑ์กระดาษ

                                                                                          ขันติ ลาภณัฐขันติ….เรื่อง/ภาพ

เอ่ยถึงโรงพิมพ์คุณภาพระดับชั้นนำของเมืองไทย ชื่อโรงพิมพ์บริษัท คอนติเนนตัล บรรจุภัณฑ์(ไทยแลนด์) จำกัด ดีดเด้งขึ้นมาอยู่ในระดับชั้นนำในทันที เพราะความมีชื่อเสียงและเป็นเจ้าตลาดด้านการพิมพ์บรรจุภัณฑ์กระดาษ ต่างเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ด้วยคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์การพิมพ์เองไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ขวดเหล้า ฯลฯ และมีรางวัลต่าง ๆ การันตีมากมายหลายวาระและโอกาสด้วยกัน

หนึ่งในนั้นคือรางวัล PM AWARD 2016 : Prime Minister’s Export Award 2016 ซึ่อถือเป็นปีแรกที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยมีชื่อเข้ารับรางวัลนี้ และโรงพิมพ์คอนติเนนตัลฯ ที่มีอาจารย์มานิตย์ กมลสุวรรณ อาจารย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อน ได้เป็นหนึ่งในผู้รับเกียรติครั้งแรกนี้

รางวัล PM AWARD ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดให้มีพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบโล่รางวัล “ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2559 หรือ  โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้มอบให้คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขณะนั้น ไปเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบโล่รางวัลแทน เนื่องจากติดภารกิจการแถลงนโยบายครบรอบ 2 ปีของรัฐบาล เมื่อบ่ายวันที่ 15 กันยายน 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ปีนั้นมีคัดเลือกผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกดีเด่นเข้ารับรางวัลสูงสุดของรัฐบาล จำนวน 43 บริษัท รวม 50 รางวัล โดยในส่วนสาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ในประเภทรางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม ซึ่งทำการคัดเลือกและมอบรางวัลเป็นปีแรก ปรากฏว่า มีโรงพิมพ์ได้รับ 2 รางวัลคือ บริษัท คอนติเนนตัล บรรจุภัณฑ์(ไทยแลนด์) และบริษัท ทีพีเอ็น เฟล็กซ์แพค จำกัด

การได้รับรางวัล PM AWARD ถือเป็นผู้ที่สร้างชื่อเสียงแก่สินค้าและบริการของประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสร้างกระแสบริโภคนิยมสินค้าและบริการไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการไทยได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง อีกทั้งจะนำความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ มาช่วยพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริการไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก

อาจารย์มานิตย์ กมลสุวรรณ และคุณภาวิมาส กมลสุวรรณ

 

11 เหตุผลที่สำนักพิมพ์จะไม่ตีจากโรงพิมพ์ ในมุมมอง‘คุณจรัญ หอมเทียนทอง’

                                                ขันติ ลาภณัฐขันติ...เรื่องและภาพ

ไม่ว่าครั้งไหน ๆ บรรยากาศของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ รวมทั้งงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย   ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็จะพบเห็นความคึกคัก ผู้คนล้นหลามหลั่งไหลไปเลือกซื้อหาหนังสือ และที่สำคัญคือ มีหนังสือทั้งปกใหม่ปกเก่า จัดพิมพ์ออกมาจำหน่ายกันอย่างมากมายหลากหลาย..นับวันนับปีมีแต่เพิ่มขึ้น!!

แต่ในภาคของการผลิตหนังสือซึ่งก็คือโรงพิมพ์  กลับมีเสียงพร่ำบ่นเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเสมอ ๆ ทุกฤดูกาลว่า “งานหาย..ลูกค้าหด และสำนักพิมพ์ตีจาก” ซ้ำร้ายบางรายถึงกับม้วนเสื่อกลับบ้านเลิกกิจการไปเลยก็มี  จึงเป็นปรัศนี?ที่มีความขัดแย้งกันในตัวว่า งานพิมพ์ลดน้อยหดหายจริงหรือ ? หากไม่จริงโดยอ้างอิงกับบรรยากาศงานสัปดาห์หนังสือฯ ก็จะมีคำตอบกลับกลายเป็นว่า ลูกค้าและสำนักพิมพ์เป็นฝ่ายตีจากไปเสียเอง..บางโรงพิมพ์จึงไม่มีงาน

 แล้วทำอย่างไร?? เพื่อไม่ให้ลูกค้าสำนักพิมพ์ตีจากหรือหนีหายไปไหน แบบที่ภาษาการตลาดเรียกว่า “ภักดีแบรนด์”  จึงขอนำเสนอคำตอบ ด้วยการสัมภาษณ์แนวคิดและมุมมองของคุณจรัญ หอมเทียมทอง อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และอดีตประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมการพิมพ์ ในฐานะตัวแทนสำนักพิมพ์ และคำตอบที่ได้จำนวน 11 เหตุผล แม้บางเหตุผลจะ “แรง ๆ” สักนิด แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า เป็นการสะท้อนมุมมองของลูกค้า และล้วนมีคุณประโยชน์ต่อโรงพิมพ์ที่ต้องการพัฒนาตนเองได้เป็นอย่างดี

เหตุผลข้อที่ 1 ที่สำนักพิมพ์จะไม่หลีกหนีตีจากไปไหนนั้น คุณจรัญระบุว่า โรงพิมพ์จะต้องให้การบริการที่ดี มีการดำเนินการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ให้บริการตั้งแต่การทำเพลท การพิมพ์ เข้าเล่มและอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการจัดทำหนังสือ ซึ่งข้อแรกนี้อาจจะเป็นคำตอบที่กว้างไปหน่อย แต่ก็คงจะทำให้เห็นภาพเบื้องต้นได้ว่า พื้นฐานงานบริการในฐานะโรงพิมพ์ควรเป็นอย่างไร

เหตุผลข้อที่ 2 คุณจรัญใช้คำว่าโรงพิมพ์ต้องซื่อสัตย์ ซึ่งที่ผ่านมี 2 ประเด็นที่ไม่ซื่อสัตย์และสำนักพิมพ์ยอมรับไม่ค่อยได้คือ  ประเด็นที่ 1 โรงพิมพ์เอากระดาษที่สำนักพิมพ์จัดส่งให้ไปใช้ก่อน ซึ่งสมาชิกพบเห็นเยอะแยะมากและร้องเรียนว่า โรงพิมพ์เอากระดาษเขาไปใช้ด้วยการเอาไปหมุนเวียนก่อน

“ระหว่างที่สำนักพิมพ์ส่งกระดาษไปให้เพื่อรอพิมพ์งาน เขาจะเอากระดาษไปใช้พิมพ์ให้คนอื่นก่อน แล้วก็อ้างว่าทำไม่ทันและเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เหตุที่สำนักพิมพ์จับได้เพราะว่า หนังสือที่ผลิตออกมามีกระดาษเป็นคนละสี ซึ่งเป็นไปได้ยากที่กระดาษล็อตเดียวกันจะเป็นคนละสี

ความไม่ซื่อสัตย์ประเด็นที่ 2  คือ นอกจากเอากระดาษไปหมุนเวียนใช้ก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาพิมพ์จริงให้ลูกค้าเจ้าของงาน กลับพบว่า กระดาษที่นำมาพิมพ์ให้ใหม่กลายเป็นแกรมที่ต่ำกว่า หรือเรียกให้ชัดว่า  เป็นการหลอกลูกค้าเรื่องแกรมกระดาษ

เหตุผลข้อที่ 3 คือเรื่องคุณภาพการพิมพ์ อันนี้เข้าใจว่า โรงพิมพ์ก็เหมือนกับร้านทำผม บางแห่งก็ทำผมสวย แต่บางแห่งก็ทำไม่สวย โดยเหตุที่ทำไม่สวยส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่างไม่มีฝีมือ ประสบการณ์น้อยหรือขาดความชำนาญอะไรก็ตาม  แต่ที่พบบ่อยก็คือ โรงพิมพ์ส่วนใหญ่จะอาศัยเด็กว่างงานจากต่างจังหวัดแล้วนำมาฝึกเป็นช่างพิมพ์แบบพี่สอนน้อง จึงขาดทักษะความเชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ คุณภาพก็ต้องเสียไป งานพิมพ์ออกมาไม่ดี เหตุผลข้อนี้ ร้อยทั้งร้อยลูกค้าก็อยากเปลี่ยนโรงพิมพ์ใหม่

 หตุผลข้อที่ 4 คือเรื่องเวลาหรือกำหนดงานแล้วเสร็จ แต่ถึงเวลากลับไม่เสร็จ อย่างเช่น กำหนดส่งมอบงานวันที่ 1 เพื่อลูกค้าจะนำไปแจกในงานเปิดตัววันที่ 2 แต่พอถึงเวลาส่งมอบกลับทำไม่ได้ อันนี้ ลูกค้าก็เสียหาย ซึ่งเหตุผลข้อนี้ก็นำไปสู่เหตุผลข้อที่ 5 คือ  รับปากโดยไม่รับผิดชอบ

โดยคุณจรัญระบุว่า เหตุผลข้อที่ 5 นั้น มีที่มาจากการที่โรงพิมพ์หลายแห่งมักจะรับปากได้ทุกอย่าง จะเอาเวลาไหนได้หมด เพื่อให้ได้งานหรือไม่ต้องการให้งานนั้น ๆ หลุดไป   แต่เมื่อทำงานจริงและถึงเวลาส่งมอบงาน กลับมีการอ้างสารพัดไปเรื่อยว่า ทำไม่เสร็จเป็นเพราะอะไร  ซึ่งคุณจรัญมองว่า เป็นผลเสียของโรงพิมพ์มากกว่า เพราะยิ่งกลัวงานหลุดด้วยการรับปากไปทุกเรื่อง งานก็หลุดไปจริง ๆ ตรงกันข้าม หากรู้ว่า งานไหนจะทำไม่ทัน ก็ควรจะบอกลูกค้าตรง ๆ เพื่อร่วมหาทางแก้ไข  หรือแม้กระทั่งในส่วนของโรงพิมพ์เอง ก็อาจต้องใช้พันธมิตรมาร่วมผลิตก็ได้  ซึ่งอันนี้ ก็อยู่ที่ว่าโรงพิมพ์จะบริหารตัวเองอย่างไร

เหตุผลข้อที่ 6 คือเรื่องการเงิน โดยปัจจุบันมีโรงพิมพ์ใหญ่ปล่อยเครดิตยาว ๆ ซึ่งเป็นความต้องการของลูกค้าสำนักพิมพ์ทุกราย เช่น โรงพิมพ์กลุ่มทุนใหญ่ให้เครดิต 3 เดือน แต่โรงพิมพ์ขนาดกลางและเล็กให้ไม่ได้ แถมมีการไปเร่งให้ชำระหนี้บ้างจุกจิกอะไรบ้าง คุณจรัญย้ำว่า เหตุผลข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญและเกิดขึ้นจริงแล้ว จะไปโทษลูกค้าสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้ เพราะต่างก็ใช้ระบบเงินหมุนเวียนทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุผลข้อนี้ก็เห็นใจโรงพิมพ์ที่สายป่านสั้นเช่นกัน โดยเฉพาะโรงพิมพ์ขนาดกลางหรือเล็กที่ไม่สามารถหมุนเงินแบบยาว ๆ ได้ แต่ก็ไม่สามารถชี้ทางออกอะไรให้ได้ เพียงแต่ต้องการบอกให้รู้ว่า ปัจจุบันมีแบบนี้แล้ว และบังเอิญว่าสำนักพิมพ์กลุ่มหนึ่งก็อยากได้แบบนี้ ส่วนโรงพิมพ์จะนำไปพิจารณาบริหารจัดการอย่างไร หรือจะใช้จุดแข็งอะไรมาใช้เป็นกลยุทธ์แก้ปัญหาข้อนี้ก็ว่ากันไป

เหตุผลข้อที่ 7 คือโรงพิมพ์อื่นครบวงจรกว่า เช่น มีบริการทั้งการทำเพลทและเป็นโรงพิมพ์ด้วย บางแห่งก็ให้บริการไสกาวเข้าเล่มด้วย ใครที่รับจ้างพิมพ์อย่างเดียว ก็คงมีตลาดและอยู่ได้ในแบบหนึ่ง แต่ถ้าถามใจสำนักพิมพ์ ก็คงอยากทำที่เดียวให้เสร็จไปเลย  ซึ่งเหตุผลข้อที่ 7 ก็มีผลสืบเนื่องไปเป็นเหตุผลข้อที่ 8 ได้ว่า เป็นความไม่สะดวกของสำนักพิมพ์ เพราะใช้ทำงานแล้วไม่สะดวก ต้องย้ายกระดาษไปพิมพ์ที่นั่น แล้วขนไปไสกาวที่อื่นฯลฯ

เหตุผลข้อที่ 9 คือหนังสือหายและหนังสือเกิน  เช่น สั่งพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่ส่งจริง 2,500 เล่ม แล้ว 500 เล่มหายไป ส่วนหนึ่งที่หายไปเพราะใช้ทดลองพิมพ์ตอนตั้งเครื่องพิมพ์มากไปหน่อยกว่าจะเข้าที่  คุณอ้างลองแท่น 200 แผ่น ขณะที่คนอื่นเขาลองแท่น 50 แผ่น  คุณก็ไม่ไหวแล้ว บางแห่งไม่บอกด้วยว่าหนังสือหายไป ถ้าลูกค้าไม่นั่งนับอย่างละเอียดก็ไม่สามารถรู้ได้

กรณีการพิมพ์เกินจากที่สั่งพิมพ์ก็เป็นปัญหาเช่นกัน โดยคุณจรัญระบุว่า ในวงการโรงพิมพ์อาจพูดถึงน้อย แต่สำหรับวงการสำนักพิมพ์มีการพูดถึงมาก เพราะหนังสือบางปกพิมพ์ออกมาแล้ว ก็ไปเจอตามตลาดนัดหรือตลาดหนังสือบางแห่งที่ไม่อยู่ในแผนงานของสายส่ง เห็นแล้วก็ได้แต่งงว่า หลุดมาได้ไง? มิหนำซ้ำยังขายต่ำกว่าราคาปกอีกด้วย ทั้งที่เป็นหนังสือใหม่และเป็นหนังสือขายดี

“หนังสือแปลแนวเวทมนตร์พ่อมด ๆ ที่เป็นวรรณกรรมขายดีที่สุดในโลก”นี่ล่ะ เป็นตัวอย่างของการพิมพ์หนังสือที่ต้องเปลี่ยนโรงพิมพ์บ่อย เพราะหนังสือของเขาหาย แล้วไปโผล่ที่สวนจตุจักรบ้างตามตลาดนัดบ้าง แม้ไม่ได้มีการประเมินว่าเสียหายวงเงินเยอะหรือไม่ แต่ได้ทำให้เกิดความเสียหายและเสียความรู้สึกกับโรงพิมพ์แล้วเหตุผลข้อที่ 10 เป็นปัญหาทั่วไปที่รวมตั้งแต่ข้อที่ 1-9 คือปัญหาการจัดการภายในของโรงพิมพ์ กล่าวคือ  โรงพิมพ์ต้องมีระบบการจัดการที่ดี จะต้องมีคนรับงาน คนดูแลงาน คนที่ติดต่อและตามงานได้   แต่โรงพิมพ์ส่วนใหญ่ถ้าถามว่า จะตามงานกับใครได้ ก็ต้องตามกับเถ้าแก่ “เฮีย”ไม่อยู่คนเดียว ตามงานไม่ได้เลย

แถมเหตุผลข้อ 11 อีกข้อหนึ่ง คือโรงพิมพ์อื่นมาเซลล์งาน หรือมาเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น คุณเคยได้รับเงื่อนไขอะไร คู่แข่งมาให้ดีกว่านั้น  ประเด็นนี้ แม้แต่โรงพิมพ์เองก็มีการพูดถึงมากเช่นเรื่องตัดราคา เขาทำได้เพราะมีการบริหารต้นทุนและการจัดการที่ดี  เป็นเรื่องที่สำนักพิมพ์ได้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้แนะนำว่าโรงพิมพ์จะต้องตัดราคากันเสมอไป เพราะเรื่องราคาเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่พิจารณาเท่านั้น แต่อยากบอกว่า โรงพิมพ์ควรจะเป็นผู้นำเสนอสิ่งดี ๆ ให้แก่สำนักพิมพ์ตลอดเวลา

 การประมวลเหตุผลทั้ง 11 ข้อมานี้ ขอย้ำว่า เป็นการสะท้อนมุมมองส่วนหนึ่งของลูกค้า โดยผ่านการสัมภาษณ์คุณจรัญ หอมเทียนทอง อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า มุมมองนี้ถือเป็นปัญหาของโรงพิมพ์ส่วนน้อยที่มีวิธีการดำเนินการที่ผิดบ้างถูกบ้าง และ 11 เหตุผลที่นำเสนอ ถือเป็นคำแนะนำเชิงตักเตือนว่า สุดท้ายโรงพิมพ์ที่ไม่พัฒนาการให้บริการ และประเภทที่เข้าข่ายละเมิดลูกค้าจะไม่สามารถอยู่ได้

แต่ทั้งนี้ ก็เป็นที่น่ายินดีว่า โรงพิมพ์ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขอบเขตของ 11 เหตุผลที่สำนักพิมพ์จะไม่หลีกหนีตีจากไปไหน ดังจะเห็นได้จาก มีหลายร้อยพันสำนักพิมพ์ก็ยังคงใช้บริการของโรงพิมพ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนก็เปลี่ยนน้อยที่สุด และส่วนหนึ่งก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนการใช้บริการของโรงพิมพ์นั้น ๆ เลยทีเดียว เพียงแต่เพิ่มการใช้บริการโรงพิมพ์ใหม่เข้ามาเสริม เพราะนับวัน ๆ จะมีผู้อ่านเพิ่มจำนวนมากขึ้น ตามโครงการส่งเสริมการรักการอ่าน และมีการพิมพ์ปกหนังสือเพิ่มมากขึ้น ตามที่เห็นเป็นรูปธรรมและกลายเป็นที่มาของประเด็นการนำเสนอในวันนี้คือ บรรยากาศงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่มีความคึกคัก ผู้คนแห่ซื้อหนังสือล้นหลาม และมีปริมาณและยอดการพิมพ์หนังสือเพิ่มขึ้น

โรงพิมพ์ที่สามารถปฏิบัติได้ตามเหตุผล 11 ข้อ จึงไม่น่าเป็นห่วงที่จะต้องพบคำว่า “งานหด ลูกค้าหาย และสำนักพิมพ์ตีจาก” อีกต่อไป!!

      

นำเข้า-ขายเครื่องจักรสำหรับงานพิมพ์ทุกชนิด

 เครื่องพิมพ์,เครื่องจักรในประเทศไทย ที่ใช้งานสำหรับโรงพิมพ์ ราคาถูกๆ Prepress -Digital print @180 Kb. -Screen CTP 102 /2005 Completely line @xxx Kb. -Automatic Plate Cleanner machine @x Kb. Heidelberg Press Machines Tiegel (ตีธง) -Tiegel Red @xx Kb. KOR -KORD/19xx,Conv. @Xx Kb. S-Cylinder -S-Cylinder/19xx,23 inches @xx Kb. -S-Cylinder/19xx,23 inches,Hot-Stamping @Xxx Kb. -S-Cylinder/19xx,28 inches@3xx Kb. -SBG-Cylinder/197x,30 inches,Hot-Stamping @ 5xx Kb. GTO (Primaster GTO) -GTO 52-1+/198X @1X0 Kb. -GTO 52-1+/198X @1X0 Kb. ฯลฯ
สนใจเครื่องตัวอื่นๆ ติดต่อด่วน Hot line 24 ชั่วโมง บริการหลังการขาย-อะไหล่ครบครัน มีบริการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศและขายเครื่องรวมประกัน 6-12 เดือน หรือนำเข้าขายตัดตามสภาพใช้งาน
ติดต่อ 081 826 8872 

ขายเครื่องอิงค์เจทพร้อมอุปกรณ์

สำหรับลูกค้าผู้ที่ต้องการเปิดร้านใหม่หรือขยายกิจการ ขายเครื่องพิมพ์อิงค์เจทและอุปกรณ์ ราคาทั้งเซ็ทเพียง 129,000 บาทเท่านั้น พร้อมของแถมอีกมากมาย
ทั้งแผ่นไวนิลและแผ่นเคลือบใสเพิ่มให้อีกอย่างละ1 ม้วน สินค้ารับประกัน 1 ปี ดูแลให้ตลอดอายุการใช้งาน และมีช่างผู้เชี่ยวชาญอบรมสอนการใช้งานพร้อมติดตั้ง
สนใจสอบถามเพิ่มเติมติดต่อ โทร.098-1572715 อ้อค่ะ