มงลง! แฟลช กรุ๊ป ขึ้นแท่นเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทย

แฟลช ปิดดีลใหญ่ระดมทุนจาก Buer Capital และ SCB 10X พร้อมด้วย eWTP -โออาร์-เดอเบล- กรุงศรี ฟินโนเวต ลงเพิ่ม ซีรีย์ E มูลค่ารวมกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ

กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ผู้ให้บริการ E-commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร และเป็นบริษัทแม่ของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ผู้ให้บริการด้านขนส่งเอกชน ปิดดีลยักษ์จากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ และ ซีรีย์ E คว้ากลุ่ม Buer Capital Limited และ SCB 10X ร่วมทุน พร้อม eWTP -โออาร์-เดอเบล-กรุงศรีฟินโนเวต ลงเพิ่มได้เม็ดเงินรวมไปกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,700 ล้านบาท ประกาศขึ้นเป็นขนส่งเอกชนอันดับ 1 ด้วยตัวเลขจัดส่งพัสดุต่อวันสูงสุดร่วม 2 ล้านชิ้น ทะยานสู่ยูนิคอร์นตัวแรกของไทย

นายคมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ผู้ให้บริการ E-Commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ ที่ได้ผู้ร่วมทุน รายใหม่อย่าง SCB 10X พ่วงด้วย บริษัทจันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด เข้าสนับสนุน โดยในส่วนของ ซีรีย์ E ก็ยังคว้า Buer Capital กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ร่วมด้วย SCB 10X ที่ให้การสนับสนุนทั้งซีรีย์ D+ และ E ตามด้วยผู้ลงทุนเดิมอย่าง eWTP, บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์, บริษัท เดอเบล จำกัด (Durbell) ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP, บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (Krungsri Finnovate) ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป ที่ตบเท้าลงเพิ่มในซีรีย์ E ซึ่งดีลใหญ่นี้ทำให้กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) สามารถระดมทุนไปได้สูงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,700 ล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะถูกกระจายไปในหลายสัดส่วนทั้งด้านการบริหาร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ครอบคลุมไปถึงการลงทุนในด้านแพลตฟอร์ม eCommerce ที่จะตอบโจทย์ และสร้างความแตกต่างให้แก่ตลาด รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขาย ขยายบริการ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ

กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิด การเป็นผู้ให้บริการ E-commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร โดยได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มนักลงทุนหลายอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมสนับสนุน ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมธุรกิจในเครือหลากหลายประเภท อาทิ Flash Express ผู้ให้บริการขนส่งแบบครบวงจร ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการด้านระบบขนส่ง โดยปัจจุบัน Flash Express มียอดจัดส่งพัสดุต่อวันสูงสุดร่วม 2 ล้านชิ้น นอกจากนี้ยังมีบริการ Flash Fulfilment คลังสินค้าแบบครบวงจร ที่มีบริษัทชั้นนำเป็นพันธมิตร และใช้บริการมากมาย รวมถึงบริษัทใน

เครืออีกหลายบริษัทที่สอดคล้องกับธุรกิจ E-commerce และรูปแบบตลาดของประเทศไทย รวมไปถึงบริการใหม่ที่เตรียมขยายออกสู่กลุ่มประเทศใน SEA ซึ่งรอการเปิดเผยหลังจากนี้

“ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจของทีมงานแฟลชทุกคน ที่ทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา โดยจากนี้บริษัทฯ จะทยอยประกาศความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มธุรกิจแฟลช กับผู้ลงทุน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์หลักของแผนการทำงานยังคงมุ่งไปที่การเป็นผู้ให้บริการแบบ One stop service สำหรับ E-Commerce ทั้งในประเทศไทย และสากล รวมไปถึงการเร่งขยายบริการออกสู่ต่างประเทศโดยยึดความตั้งใจเดิม คือ เริ่มจากกลุ่มประเทศในแถบ SEA แม้จะมีอุปสรรคในช่วงสถานการณ์ Covid19 แต่แผนการทำงานของ แฟลช กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งคาดว่าภายใน Q4 ของปีนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น จากการทยอยเปิดให้บริการบางส่วนใน SEA” นายคมสันต์ กล่าว

มร.เหลียง จี้ ผู้อำนวยการ กลุ่ม Buer Capital (Buer) ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์รายหลักของซีรีย์ E กล่าวว่า Buer เป็นนักลงทุนที่มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยงแปลงโครงสร้างด้านการบริโภค Buer มีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจขนส่งเป็นหนึ่งในระบบสาธารณูปโภคหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เมื่อระบบขนส่งถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับขึ้นไปอีกขั้นจะทำให้มีการเปลี่ยนแนวคิด space-time ของธุรกิจค้าปลีก รวมถึงมีความมั่งคั่ง รวดเร็ว และประหยัด ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับกลยุทธ์การลงทุนของแฟลชทั้งในด้านเทคโนโลยี และด้านบริหาร รวมไปถึงศักยภาพในด้านฐานข้อมูล (Data base) ที่จะช่วยผลักดัน และพัฒนาธุรกิจให้มีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆในตลาดได้อย่างระยะยาว

มร.เจียง ดาเหว่ย พาร์ทเนอร์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายของเงินของ eWTP Capital อีกหนึ่งนักลงทุนรายใหญ่ในรอบซีรีย์ E กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง แฟลช กรุ๊ป (Flash Group) ทีมงานทุกคนได้แสดงให้ผมเห็นถึงวิสัยทัศน์ของการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนประสิทธิภาพในกระบวนการบริหารงานด้านโลจิสติกส์ได้อย่างลงตัว ประกอบกับความทุ่มเทอย่างแน่วแน่ในการทำงาน สามารถสร้างความเข้าใจ และตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลัก สิ่งนี้ได้ยกระดับให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นชั้นนำในธุรกิจ last-mile logistics ของประเทศไทย เรายินดี และยังคงเฝ้ามองความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพวกเขา รวมถึงการเติบโตในอนาคต พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจและบริการด้านอื่น ๆ ต่อไป ”

ด้าน SCB 10X ผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่ให้การสนับสนุนทั้งรอบซีรีย์ D+ และ ซีรีย์ E โดยนางปิติพร พนาภัทร์ Chief Business Development and Financial Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักของ SCB 10X คือ มุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพทั่วโลก รวมถึงสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตและก้าวสู่เวทีโลกได้ ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจแฟลช ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงเป้าหมายในการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในการระดมทุนรอบ Series D+ และลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่องในรอบ Series E ร่วมกับนักลงทุนชั้นนำ นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจแฟลช ยังมีแผนในการต่อยอดความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันและบริการทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) และสร้างประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าในอนาคตอันใกล้

นายศิระ ศรีสุกใส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ คนที่ 3 จากซ้ายมือ ผู้ลงทุนหลักจากรอบซีรีย์ D เผยถึงการตัดสินใจลงทุนเพิ่มในซีรีย์ E การร่วมลงทุนและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง โออาร์ และแฟลช จะเป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านขนส่งและพลังงาน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ของโออาร์ เชื่อมต่อธุรกิจแบบ Online to Offline เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตที่มีไลฟ์สไตล์ปรับตัวสู่โลกออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริม Startup ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ปัจจุบัน โออาร์ และ แฟลช ได้มีความร่วมมือทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจหลักของทั้งสองบริษัท เช่น การที่โออาร์ให้บริการน้ำมันแก่รถที่ใช้ในการขนส่งของ Flash Express หรือการที่ Flash Express เริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ของ โออาร์ และยังมีแผนเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ ทั้งความร่วมมือในการทดลองเปิดให้บริการจุดรับส่งพัสดุของ Flash Express ภายในร้าน Café Amazon บางสาขา และการวางแผนในการพัฒนาพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บางแห่ง เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าของ Flash Express เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศต่าง ๆ ผ่านบริษัทย่อยในต่างประเทศของกลุ่มโออาร์ตามแผนการขยายธุรกิจของแฟลชอีกด้วย

บริษัท เดอเบล จำกัด (Durbell) ผู้นำด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศไทย ในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนแก่แฟลชทั้งรอบ ซีรีย์ D และE โดยนางสาวนุชรี อยู่วิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจขนส่งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศในแถบ

SEA สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal นี้ และแฟลช กรุ๊ปก็สามารถตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยมแม้ในสภาพการแข่งขันที่ดุเดือด ด้วยบริการขนส่งพัสดุครบวงจรที่ก่อกำเนิดมาจากความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงและระบบปฏิบัติงานที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานเดียวกันกับบริษัท เดอเบล จำกัด บริษัทกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของโลกและประเทศไทย เช่น กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ และอื่นๆ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงทุนและเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของแฟลช กรุ๊ปในทั้ง 2 ซีรีส์

นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้สนับสนุนเงินทุนแก่ แฟลช ทั้งในรอบ ซีรีส์ D และ E กล่าวว่า เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้ลงทุนไทยกลุ่มแรกที่ได้ร่วมลงทุนในแฟลชตั้งแต่รอบซีรีส์ D ในปี 2020 ด้วยเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพที่โดดเด่นและเป้าหมายที่ชัดเจนของแฟลช และการลงทุนเพิ่มในรอบซีรีส์ E ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา เราต่างต่อยอดความสำเร็จจากความเชี่ยวชาญและจุดแข็งที่มี ผลักดันความร่วมมือระหว่างกันซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในการร่วมกันสร้าง eCommerce Ecosystem ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้บริการแฟลช นอกจากนี้ การลงทุนในแฟลชยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรี ฟินโนเวต ที่ต้องการเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดยูนิคอร์นสัญชาติไทย ซึ่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวกระโดดของแฟลชในวันนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ และเรายังเชื่อว่าการส่งเสริมระบบขนส่งที่ดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

แฟลช กรุ๊ป (Flash Group) นับเป็น Startup ไทยรายแรกที่สามารถระดมทุนรวมได้มากที่สุดในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี ซึ่งทำให้ธุรกิจมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 30,000 ล้านบาทไทย

 

“ไทยวาโก้” มอบอุปกรณ์จำเป็นให้แพทย์และชุมชนสู้โควิด-19

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบอุปกรณ์การแพทย์ อาทิ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ถุงมือทางการแพทย์ หน้ากากอนามัย และวาโก้ถุงปันสุขจาก นางสาวการุณี สุหร่าย กรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งต่อให้กับโรงพยาบาลสนามบุษราคัม สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ภายใต้โครงการ Wacoal We Care โดยมีคณะผู้บริหาร บมจ.ไทยวาโก้ เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน ณ อาคาร 1 ตึกสำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งก่อนหน้านี้โครงการ Wacoal We Care ได้มอบเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว หน้ากากอนามัย วาโก้ถุงปันสุข และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้กับโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และมอบผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในวาโก้ให้กับประชาชนในชุมชนบางคอแหลม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 1,000 ชุด รวมมูลค่าอุปกรณ์และสิ่งของบริจาคทั้งสิ้น 627,000 บาท

คุ้มจุกๆ Food Legends By MBK เสิร์ฟโปรแรง

เอาใจสายกินอย่างต่อเนื่อง ศูนย์อาหารฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (Food Legends By MBK) ฉลองเปิดสาขาใหม่ เดอะ ไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ รวม 5 โปรเด็ด เสิร์ฟโปรแรง แบบคุ้มจุก ๆ ที่คุณไม่ควรพลาด

เริ่มต้นกับ โปรรองท้อง ร้านเจ๊ติ้งซาลาเปาทับหลี (ระนอง) อีกหนึ่ง OTOP ของดีเมืองระนอง สูตรต้นตำรับกว่า 80 ปี ที่มีให้เลือกหลายไส้ อาทิ หมูสับ ครีม หมูแดง มันม่วง เป็นต้น พิเศษ ซื้อซาลาเปา 10 ลูก ฟรี 1 ลูก ต่อด้วย โปรอิ่มคุ้ม ร้านโยเนะ ซูชิ มาฟินกับซูซิเต็มคำ กับวัตถุดิบคุณภาพ กับโปรพิเศษ ซื้อซูชิ 10 ชิ้น ฟรี 1 ชิ้น ตั้งแต่วันนี้ -19 มิ.ย. 64

อยากเพิ่มสารอาหารให้ร่างกาย ต้องโดนกับ โปรเพิ่มวิตามินในร่างกาย กับ ร้านสวนผลไม้คุณยายวิว พบกับ บุฟเฟ่ต์ผลไม้รวม 99 บาท อาทิ อะโวคาโด เสาวรส เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง ฝรั่ง เป็นต้น ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย. 64 และส่วนใครที่ชื่นชอบทุเรียนต้องห้มพลาด พบกับทุเรียนภูเขาไฟเกรดคัดพิเศษ ราคาโปรโมชั่น 190 บาท (เดิมราคากิโลกรัมละ 250 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย. 64

เหมือนร่างกายต้องการน้ำตาลแต่ถ้าทานมากไม่ดี แนะนำ โปรเพิ่มความสดชื่นแบบเฮลตี้ ที่ ร้าน Coconut Monkey มิติใหม่ของวงการน้ำมะพร้าว เจ้าแรกที่ใช้หญ้าหวานแทนน้ำเชื่อม อร่อยแบบสุขภาพดี และเจ้าเดียวที่มี Topping ให้เลือกกว่า 20 รายการ เมื่อซื้อน้ำมะพร้าวน้ำหอมปั่นไข่มุก หรือชานมมะพร้าวน้ำหอมไข่มุก แถมฟรี ชาผลไม้ 1 แก้ว ตั้งแต่วันนี้ -30 มิ.ย. 64

ปิดท้ายกับ โปรดับร้อน เพียงซื้อแก้วพรีเมี่ยม พร้อมน้ำอัดลม ราคาพิเศษ 35 บาท นำกลับมาเติมน้ำอัดลมได้ในราคา 15 บาท (ซื้อแก้วพรีเมียมได้ ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย. 2564 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) และสามารถนำแก้วพรีเมียม กลับมา รีฟิล 15 บาท/ครั้ง ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2564

มาฝากท้อง อิ่มคุ้ม พร้อมบรรยากาศการตกแต่งที่ร่มรื่นสบายตา เห็นวิวสนามกอล์ฟ บางกอก กอลฟ์ คลับ กันได้ที่ ศูนย์อาหารฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (Food Legends By MBK) เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ บริเวณชั้น 1 North Zone (นอร์ธ โซน) ที่ยกขบวนอาหารอร่อยระดับตำนาน และร้านชื่อดัง ทั้งจากในกรุงเทพฯ ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผลไม้ประจำฤดูที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี มาให้อิ่มจุใจไว้ที่นี้ ขณะเดียวกันทางศูนย์อาหาร ยังคงรักษามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด – 19 อย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ โดยเปิดให้นั่งรับประทานอาหาร 25% ของพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงมีบริการซื้อกลับบ้านและแบบเดลิเวอรี่อีกด้วย

“ผ่าตัดปลอดภัย มั่นใจนครธน” มอบสิทธิฟรี 5 รายการ

โรงพยาบาลนครธน ย่านพระรามที่ 2 ที่มุ่งให้บริการทางการแพทย์ที่ดีและเข้าถึงง่าย แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้วางแผนการผ่าตัด จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หากจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดมดลูก ผ่าตัดส่องกล้อง ผ่าตัดลำไส้ ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ฯลฯ “ความปลอดภัย และความปลอดเชื้อ” ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของโรงพยาบาลนครธน จึงเพิ่มความมั่นใจ และความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้ารับบริการที่ต้องได้รับการผ่าตัด ด้วยมาตรการการดูแลสูงสุด พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายมอบสิทธิพิเศษ ฟรี 5 รายการ เพื่อช่วยให้คุณฝ่าวิกฤตสุขภาพไปด้วยกันดังนี้

ตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด มูลค่า 4,000 บาท (ไม่รวมค่าแพทย์ ค่าตรวจ MRI และ CT Scan) กรณี มีส่วนเกิน หรือแพทย์พิจารณาไม่สามารถผ่าตัดได้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริงตรวจโควิด-19 ก่อนการผ่าตัดด้วยวิธี RT-PCR (สำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัด)
ค่าห้องคืนแรก และส่วนลดค่าห้อง 50% เฉพาะหมวดค่าห้อง ประเภท ห้องซูพีเรียหรือดีลักซ์คูปองส่วนลดค่ายา 20% สำหรับกรณีนัดตรวจติดตามหลังผ่าตัด ภายใน 31 สิงหาคม 2564 บัตรสมาชิก NKT Family Club (อายุบัตรสมาชิก 1 ปี) สามารถมอบสิทธิ์ให้ผู้อื่นแทนได้ รับสิทธิ์ส่วนลด OPD และ IPD ในครั้งต่อไปหลังจากการผ่าตัด

ท่านที่วางแผนการผ่าตัดสามารถใช้โปรโมชั่นนี้ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31กรกฎาคม 2564 เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการเป็นไปตามที่รพ.กำหนด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3v3H7jb หรือสามารถ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2450-9999 พร้อมด้วยบริการคอนแทคเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และออนไลน์แพลตฟอร์ม ทางเว็บไซต์ www.nakornthon.comสามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง และบริการถาม-ตอบปัญหาสุขภาพผ่าน LINE official @Nakornthon และเฟซบุ๊กเพจ FB: Nakornthon Hospital

LEO ลุยขยาย Self Storage และ Container Depot

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายมานพ ปัจวิทย์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO นำเสนอข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 1/2564 และแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2/2564 แนวโน้มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณความต้องการขนส่งสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราค่าระวางทั้งทางเรือ ทางอากาศ ยังคงอยู่ระดับสูง และคาดว่าจะยืนสูงถึงครึ่งแรกของปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายพื้นที่ LEO Self Storage และ Container Depot รวมถึงขยายบริการกับ China Post พันธมิตรรายใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจขนส่งสินค้า E-commerce ระหว่างประเทศ หนุนผลงานปีนี้ทำสถิติสูงสุด โดยงานดังกล่าว จัดขึ้น ณ ห้องประชุมสำนักงานใหญ่ พระรามกรุงเทพฯ

TPIPP เสนอขายหุ้นกู้ 7-9 มิ.ย.นี้

เป็นโอกาสดีของผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ บมจทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ หรือ TPIPP ผู้นำอันดับหนึ่งด้านโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียวที่ช่วยกำจัดขยะให้ประเทศ พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2564 แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 7-9 มิถุนายนนี้ อายุ 2 ปี 6 เดือน ชูอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี วงเงินรวมไม่เกิน 3,000 ล้านบาท อันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรทติ้งที่ “BBB+” และแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” สอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 11 ราย ได้แก่ บล.เอเซีย พลัสบล.เคทีบีเอสทีบล.กรุงไทย ซีมิโก้บล.ไอร่าบล.โนมูระ พัฒนสินบล.หยวนต้า (ประเทศไทย)บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)บล.คันทรี่ กรุ๊ปบล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย)บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์การลงทุนความเสี่ยงต่ำที่นักลงทุนไม่ควรพลาด

WICE มองแนวโน้ม Q2/64 ทำนิวไฮต่อ

WICE คาด Q2/64 ทำนิวไฮต่อเนื่อง เพิ่มปริมาณบริการขนส่งธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม วางแผนขยายกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมหลากหลาย เตรียมเปิดคลังสินค้าใหม่รองรับงานกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มั่นใจเป้ารายได้ปี 64 เติบโต 20%  

นายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (WICE )       ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจไตรมาส 2/64 คาดว่าจะทำนิวไฮต่อเนื่อง เนื่องจากมีแนวโน้มปริมาณงานขนส่งทุกประเภทของธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และคลังสินค้า มากขึ้นตามความต้องการใช้งานโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยตลาดประเทศจีนมีแนวโน้มปริมาณงานสูงขึ้นจากการนำเข้าและส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศของอุปกรณ์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าหลักในการขนส่งของบริษัทยังมีดีมานด์ต่อเนื่องและมีมาร์จิ้นที่สูง

โดยบริษัทเตรียมเพิ่มปริมาณงานบริการทุกประเภท พร้อมแผนขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมหลากหลายที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จากการรองรับ 5G ที่ขยายตัวมากในเอเชีย และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากความต้องการเพิ่มขึ้น หลังค่ายรถยนต์ปรับโมเดลใหม่ รองรับระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวไปยังตลาดประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีความต้องการการขนส่งสินค้ากลุ่ม Home Appliance มากขึ้น หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลาย  ตลอดจนอัดงบประมาณช่วยฟื้นฟูตลาดงาน มุ่งหน้าสู่การฟื้นฟูประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่

ส่วนธุรกิจขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Services) ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์ จำกัด (ETL) ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้บริษัททยอยลงทุนสั่งซื้อตู้คอนเทนเนอร์เพิ่ม 200 ตู้ ซึ่งปัจจุบันทยอยรับมอบตู้แล้วกว่า 100 ตู้  และคาดว่าจะรับมอบครบภายในกลางปีนี้ เพื่อรองรับต่อความต้องการที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าขยายการให้บริการเพิ่มโซลูชั่นแพ็คเกจขนส่งต้นทางถึงปลายทางให้มากขึ้น โดยเน้นให้บริการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ (LTL) เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่มีปริมาณของไม่มาก เพิ่มช่องทางสร้างรายได้และอัตรากำไรสุทธิ สำหรับรองรับงานขนส่งข้ามพรมแดนที่มีดีมานด์เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับ WICE Supply Chain Solutions Co.,Ltd. (บริษัทย่อย) ให้บริการด้าน Supply Chain ครบวงจร ทั้งงานคลังสินค้า การกระจายสินค้า การขนส่งสินค้า (Equipment) ขนาดใหญ่ มีแนวโน้มที่ดี จากการขยายตัวของปริมาณงานบริหารจัดการคลังสินค้า และการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมเปิดคลังสินค้าให้เช่าแห่งใหม่ เพื่อรองรับการขยายงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต โดยคลังสินค้าดังกล่าวจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในช่วงไตรมาส 2 นี้

“แม้ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย แต่บริษัทมีการบริหารจัดการ งานขนส่งโลจิสติกส์ตามความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาส 1/64 เป็นที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จำนวนลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดในจีนและสหรัฐฯ ประกอบกับแผนการดำเนินงานที่ได้วางไว้ เชื่อมั่นว่าในช่วงไตรมาส 2/64 ผลประกอบการจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการทั้งปีเติบโต 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายชูเดช กล่าว

ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 1/ 64  มีรายได้รวม 1,287.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 656.62 ล้านบาท จำนวน 630.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 96.06% และมีกำไรสุทธิ 81.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  30.27 ล้านบาท จำนวน51.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 169.58%

“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ชี้ทางรอดโควิดระลอก 3

การระบาดของโควิด-19 ในระลอก 3 ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร ถูกยกระดับจากความท้าทาย มาเป็นการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แม้แต่ธุรกิจอย่าง  “ดีลิเวอรี่” ก็เกิดกระทบหนัก และถ้ามองอีกมุมกับธุรกิจใกล้ชิดอย่างร้านกาแฟ ที่แม้จะมีตัวเลือกเปิดกว้างมากกว่า แต่ใช่ว่าจะรอดร้อยเปอร์เซ็นต์หากไม่ศึกษาทางเลือกอื่น บทความนี้จะร่วมพูดคุยถึงทรรศนะของ “สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร” จาก อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ถึงการใช้เครื่องมือใหม่ๆ รวมถึงจุดแข็งที่มีในมือของอินฟอร์มาฯ อย่าง “งานแสดงสินค้าระดับโลก” เพื่อนำไปสู่ทางรอดในสถานการณ์ที่ต้องทำมากกว่าการปรับตัว

 นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ หนึ่งในผู้นำธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก และ ผู้จัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิดในระลอก 3 ไม่ได้เป็นความท้าทายของบรรดาร้านอาหารอีกต่อไป แต่กลับเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดเสียมากกว่า ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้ภาครัฐยกระดับการควบคุมร้านอาหาร ทั้งพื้นที่และเวลาเปิดปิด ดังนั้นผู้ประกอบจึงมุ่งเป้าแต่เพียงการปรับตัวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องและประเมินความเสี่ยงควบคู่กันไป ทั้งยังต้องคาดเดาพฤติกรรมการใช้เงินของกลุ่มลูกค้ามาเป็นตัวแปรในการบริหารจัดการอีกด้วย

 “ปัญหาของผู้ประกอบการคือร้านของพวกเขาอยู่ในพื้นที่ควบคุม แน่นอนว่าในเมื่อจำนวนลูกค้าภายในร้านถดถอย จำนวนเวลาเปิดบริการลดน้อยลง การปรับตัวของร้านอาหารส่วนใหญ่คือหันไปพึ่งบริการ ‘เดลิเวอรี่’ กันตั้งแต่การระบาดระลอกแรก แต่นั่นคือการแก้ไขในระยะสั้น พอเวลาผ่านมาจนปัญหาลุกลามในระลอก 3 บริการเดลิเวอรี่เริ่มไม่ตอบโจทย์การอยู่รอด เนื่องจากร้านต้องแบกรับค่า GP (Gross Profit) จากแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการแข่งขันด้านเดลิเวอรี่ก็มีสูงขึ้น ทั้งผู้ตัวบริโภคก็ต้องประเมินสถานะการเงินของตนเอง จนไม่สามารถใช้จ่ายกับค่าอาหารถี่ๆ ได้”

นางสาวสุภาภรณ์ มองว่าถ้าต้องการเอาตัวรอดจากจุดวิกฤตนี้ คือบริการ ‘Delivery & Go’ เพื่อสร้างประสิทธิภาพของการบริการที่ดีกว่าเดิม “โดยทั่วไปร้านอาหารจะให้บริการเดลิเวอรี่ผ่านแพลตฟอร์มรายใหญ่ ข้อดีคือพวกเขาสามารถเข้าหากลุ่มผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก ข้อเสียคือคู่แข่งในแพลตฟอร์มเดียวกันก็มีมากเช่นกัน ทั้งยังเสียค่า GP ขั้นต่ำราว 30-35% รวมถึงค่าจัดส่ง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการหลายรายถึงหันมาใช้วิธี ‘Delivery & Go’ หรือขายของผ่านช่องทางของร้านเอง”

Delivery & Go เป็นเทคนิคที่มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาใช้มากขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งร้านจะใช้วิธีสอบถามความต้องการหรือรับออเดอร์ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง อย่าง Facebook, Line หรือ Instagram ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะให้บริการจัดส่งโดยกำหนดพื้นที่ หรือบางร้านจะใช้วิธีเปิดรับออเดอร์เป็นเส้นทางยาว แล้วจัดส่งตามลำดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ข้อดีของเทคนิคนี้คือการไม่ต้องแบกรับต้นทุน อย่างค่า GP และสามารถลดต้นทุนค่าจัดส่ง โดยอาศัยการส่งสินค้าพื้นที่ใกล้เคียงกันในครั้งเดียว เพียงแต่วิธีนี้อาจไม่สามารถจัดส่งได้ในทันที หรือต้องใช้วิธีพรีออเดอร์ล่วงหน้า ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสินค้าในทันทีได้

“เราจะเห็นได้ว่าเชนร้านอาหารขนาดใหญ่หลายรายเริ่มมีแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เป็นของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนต่างๆ ที่ไปผูกกับแพลตฟอร์มรายอื่น ซึ่ง Delivery & Go ถือเป็นเทคนิคที่มีความคล้ายคลึงกันและเหมาะกับผู้ประกอบการระดับเล็กถึงกลางมากกว่า อีกทั้งวิธีนี้ยังมีข้อดีในด้านการสต็อกวัตถุดิบ ให้สดใหม่-ไม่คงค้าง ได้สินค้ามีคุณภาพดีก่อนถึงมือลูกค้า ช่วยคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงได้ไปในตัว และยังทำให้เกิดความประทับใจในแบรนด์ มีโอกาสนำไปสู่การซื้อซ้ำ หรือร้านอาจใช้เพิ่มความน่าดึงดูด โดยการสอดแทรกโปรโมชั่นและการตลาดเพิ่มเข้าไปในแพลตฟอร์ม Delivery & Go ของตัวเอง ก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจเช่นกัน” นางสาวสุภาภรณ์ กล่าวเสริม

แม้ธุรกิจร้านอาหาร จะถูกผลกระทบในการระบาดระลอก 3 ทว่าธุรกิจเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกันอย่าง “ธุรกิจกาแฟ” กลับเป็นตลาดที่มีความได้เปรียบจากเซกเมนต์ที่หลากหลาย แม้ร้านกาแฟจะถูกผลกระทบไม่ต่างจากร้านอาหาร แต่ด้วยการปรับตัวที่ยืดหยุ่นกว่า ไม่จำเป็นต้องยึดกับการชงสดเพียงอย่างเดียว เมื่อรวมกับทางเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อีกด้าน จึงทำให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟลอยตัวสวนกระแส และมีเซกเมนต์ให้เลือกเล่นมากกว่าร้านอาหารอย่างเห็นได้ชัด

นางสาวสุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า “แน่นอนว่าธุรกิจกาแฟเองก็ได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกนี้ไปไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้กลับมาตั้งลำได้เร็วกว่าธุรกิจร้านอาหาร คือเซกเมนต์ที่ตอบต่อโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟ ที่มองกาแฟเป็นมากกว่าเครื่องบริโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ต้องทำอยู่ทุกวัน อีกทั้งเซกเมนต์เหล่านี้ยังมีความหลากหลายกว่า เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่ตัวเองถนัดได้ง่ายกว่าด้วย เช่น กาแฟพร้อมดื่มที่โดดเด่นไม่แพ้กาแฟสด หรือจะเป็น กาแฟชนิดพิเศษและอุปกรณ์ชงกาแฟ ที่เข้ามาเสริมให้กาแฟสดมีความโดดเด่นน่าซื้อยิ่งขึ้น”

กาแฟพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee) คือธุรกิจกาแฟที่กำลังอยู่ในตลาดขาขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ อย่างกาแฟสกัดเย็น หรือ Cold Brew วิธีการชงด้วยน้ำเย็น ให้รสสัมผัสที่ละมุน ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำ และสำหรับธุรกิจกาแฟสด ได้มีการตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วย กาแฟชนิดพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีเอกลักษณ์ทั้งกลิ่น รส หรือสตอรี่ต่างๆ ที่ดึงเอาสนใจจากผู้บริโภคได้ดี รวมไปถึงการใช้ อุปกรณ์ชงกาแฟแก้วเดียว (Single-Cup Coffee) อย่าง อุปกรณ์กาแฟดริป, หม้อต้ม Moka Pot มาเป็นจุดขายเรื่องกรรมวิธีชง หรือแม้แต่ทำเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์โดยตรง ต่างก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยดี

นอกเหนือไปจากกลุ่มตลาดร้านอาหารแล้ว อีกหนึ่งตลาดที่อยู่ในวงการอาหารและได้รับผลกระทบจากโควิดไม่แพ้กัน คือ “ธุรกิจงานจัดแสดงสินค้า” หรืออาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจในมือของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ก็กำลังเผชิญกับการเอาตัวรอดอย่างหนักอยู่เช่นกัน ทว่าสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า คืออินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กำลังจะจัดงาน “ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” ในเดือนกันยายนนี้ และสำหรับมุมมองของอินฟอร์มา  มาร์เก็ตส์แล้ว

“ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021 คือโอกาสในการสร้างทางรอดของธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟรวมถึงธุรกิจด้านการบริการและงานแสดงสินค้าไปได้พร้อมๆ กัน”

นางสาวสุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า “ทางเราเล็งเห็นว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่มีการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น และธุรกิจกลับมาเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง งานแสดงสินค้าถือเป็นทางเลือกสำคัญในการที่จะฟื้นฟูภาคธุรกิจ ประกอบกับเนื้อหาในงานสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารร้านกาแฟรวมถึงธุรกิจด้านการบริการได้ เราก็เชื่อมั่นว่างานจะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าการจัดงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ก็มีการปรับตัวหลายด้านไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่เราทำคือการหันมาใช้รูปแบบของ ไฮบริด (Hybrid Edition) ประกอบด้วย การจัดงานในรูปแบบปกติ (Physical Exhibition)  และการจัดแสดงงานในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Exhibition) ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี และเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าชมงานจะพบปะผู้ประกอบการจากต่างประเทศในรูปแบบ ไฮบริด พาวิลเลียน (Hybrid Pavilion) เป็นงานแสดงสินค้าผ่านบูทเสมือนจริง (Virtual booth) ที่พร้อมอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงานทั้งในและต่างประเทศ ที่ช่วยให้การทำธุรกิจเกิดได้อย่างไร้ข้อจำกัด”

“ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” เป็นงานแสดงสินค้าที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือ ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การค้า และการบริการ โดยมีการจัดแสดงสินค้าจาก 6 โซนหลัก อย่าง อาหารและเครื่องดื่ม, ชาและกาแฟ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไวน์, อุปกรณ์และเครื่องใช้ในครัว, อุปกรณ์และเครื่องใช้สำหรับธุรกิจโรงแรม, สินค้าเทคโนโลยีและบริการสำหรับธุรกิจโรงแรมและค้าปลีก และยังมีไฮไลท์ 2 โซว์ใหม่ อย่าง ร้านอาหารและบาร์ (Restaurant & Bar Thailand) รวมถึงโซนกาแฟและเบเกอรี่ (Coffee & Bakery Thailand)

รวมถึงมีการเปิดตัว “สลัดเพลท” (Saladplate) ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี (B2B) สู่รองรับฐานข้อมูลของงานฟู้ดแอนด์โฮเทลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โชว์รูมสินค้าออนไลน์ ที่แสดงรายละเอียดทั้งภาพและวิดีโอชัดเจน, ระบบนัดหมายเพื่อเจรจาการค้า บริการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ช่วยให้ผู้ค้าและผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเชื่อมต่อและทำธุรกรรมร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์แนวโน้มของธุรกิจยุค New Normal ทั้ง ธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ หรือเดลิเวอรี่ ได้เป็นอย่างดี

นางสาวสุภาภรณ์ เผยว่า “งานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ ในปี 2021 นี้ จะมีความพิเศษเป็นอย่างมาก เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวกันครั้งแรกของผู้ประกอบการชั้นนำ นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ขึ้น ตัวงานจะเต็มไปด้วยไอเดีย แนวโน้ม หรือโซลูชั่นล่าสุด ที่สามารถนำมาใช้ประกอบธุรกิจได้จริง ให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และยังมีความรู้ในแง่มุมต่างๆ จากการสัมมนาออนไลน์และเวิร์คช็อป อีกทั้งแพลตฟอร์มตัวใหม่อย่าง สลัดเพลท จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการ จากอีเว้นท์ฟู้ดแอนด์โฮเทลทั่วโลกเข้าด้วยกัน และเครือข่ายขนาดใหญ่นี้คือจุดหมายที่จะมาเปลี่ยนแปลงทั้งธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ การบริการ หรือแม้แต่งานจัดแสดงสินค้า ให้มองเห็นทางรอดจากโควิดระลอก 3 ไปได้พร้อมๆ กันในท้ายที่สุด”

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” สามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานฯ และกิจกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.foodhotelthailand.com

 

รักบ้านเกิด เผยวิสัยทัศน์ใหม่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21

บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ผู้สร้างสรรค์สื่อดิจิทัลและธุรกิจเกษตรสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน ถือเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับเกษตรกร โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา รักบ้านเกิดได้เชื่อมโยงเกษตรกรและคนเมืองเข้าไว้ด้วยกัน โดยให้การส่งเสริมและสนับสนุนความรู้ด้านการเกษตร พร้อมข่าวสารเทรนด์การทำธุรกิจเกษตรที่เป็นประโยชน์เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้สำนึกรักบ้านเกิดของตน

พิรชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด

ในปี 2021 นี้ ภายใต้การบริหารของ นายพิรชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นตั้งใจไว้ว่า “รักบ้านเกิด มีหัวใจหลักสำคัญคือ การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรไทยให้ได้รับทั้งความรู้ข่าวสารและโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ พร้อมกับขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจและผสานนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน”

รักบ้านเกิด ถือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดในจิตใจของคนรุ่นใหม่ สร้างต้นแบบเกษตรกร พร้อมปลุกกระแสเกษตรอินทรีย์เชิงสร้างสรรค์ สร้างการรับรู้และขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มเกษตรกร สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งรักบ้านเกิดในปีนี้เองได้เดินทางมาครบ 20 ปีบริบูรณ์ พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 โดยในปี 2021 นี้ มีภารกิจสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เกษตรสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” กับ 21 โครงการที่จะนำไปสู่ 5 สร้าง ดังนี้

  1. สร้างแรงบันดาลใจ – รักบ้านเกิดนำเอา 21 เรื่องราวแรงบันดาลใจจากคนต้นแบบที่เป็นเกษตรกรทั้ง 21 คน มาถ่ายทอดความรู้และแชร์ประสบการณ์เพื่อเปิดโลกทางการเกษตรใหม่ๆ พร้อมก้าวหน้านำเทรนด์เกษตรสร้างสรรค์ไปสู่ความยั่งยืน
  2. สร้างเครือข่ายและพัฒนาเกษตรกร – รักบ้านเกิดพร้อมสร้างชุมชนต้นแบบวิถีเกษตรอินทรีย์สร้างสรรค์ ผ่านการจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาและพัฒนาความรู้ทางด้านเกษตร เกิดเป็นชุมชนเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงคนปลูกและคนเมืองให้ได้ใกล้ชิดกันภายใต้การเป็นสมาชิกครอบครัว “RAKBANKERD FAMILY CLUB”
  3. สร้างรายได้ กระจายสู่ชุมชุน – รักบ้านเกิดสวนกระแสโควิด พร้อมสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนด้วยการส่งมอบวัตถุดิบเกษตร คัดสรรพืชผักผลไม้สดใหม่ ส่งตรงจากไร่ถึงมือคุณ ผ่านการสร้างตลาดสินค้าเกษตรแบบไร้ร้อยต่อเชื่อมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผสานกันไว้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คนเมืองได้ช้อปสินค้าสุขภาพดีแบบวิถีคนยุคใหม่
  4. สร้างกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม – รักบ้านเกิดชวนทุกคนมาสร้างสรรค์การเรียนรู้ ปลูกปัญญาแห่งความยั่งยืน พร้อมท่องเที่ยววิถีใหม่ ในเส้นทางความสุขสีเขียวผ่านกิจกรรมพิเศษต่างๆ ทั้งกิจกรรม GREEN JOURNEY และ GREEN ACADEMY พร้อมคัดสรรของดีสี่ภาคตามฤดูกาลของไทย มอบเป็นของขวัญพิเศษ ที่อิ่มใจทั้งผู้ให้และสุขใจทั้งผู้รับ
  5. 5. สร้างอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน – รักบ้านเกิดเชิญชวนเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปปิ้งสินค้าสุขภาพออนไลน์ผ่านร้าน RAKBANKERD Selected กับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกต่างๆ จากเกษตรกรไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวคุณภาพดี กาแฟคุณภาพเยี่ยมและผักผลไม้ออร์แกนิก เพื่อให้คุณมีสุขภาพดีได้อย่างมั่นใจ

นายพิรชัย ยังได้กล่าวต่อว่า “ด้วยภารกิจทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่บริโภคสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น  ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งรักบ้านเกิดตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2564 ว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรไทยให้เติบโตขึ้นได้ 30% จากปี 2563 พร้อมทั้งผลักดันให้ทุกคนหันมาบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เพื่อเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือเกษตรกรไทย และสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ รักบ้านเกิด ยังเป็นสื่อดิจิทัลเกษตรยุคใหม่ ที่ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารต่างๆทางการเกษตร ทั้งรายงานความเคลื่อนไหว อัปเดตราคาสินค้าเกษตรประจำวันและจุดรับซื้อสินค้าเกษตร ผ่านทางสื่อเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์รักบ้านเกิดเอง ที่เป็นคลังความรู้ด้านการเกษตร เป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านการเกษตรและวิถีชีวิตอินทรีย์ ส่งต่อคอนเทนต์ต่างๆให้เข้าถึงสังคมได้ง่ายขึ้นด้วยคอนเซปต์ “กินสร้างสุข ปลูกสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” ที่จะชวนคนปลูก คนกิน มาร่วมกันสร้างสุขภาพและสังคมที่ดีไปพร้อมกัน

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ของรักบ้านเกิด ได้ที่  www.rakbankerd.com, www.facebook.com/rakbankerd  และ  IG: rakbankerd  หรือแอดไลน์มาพูดคุยกันได้ที่  Line@ : @rakbankerd

ลุ้นรางวัล! ชาเลนจ์สุดมันส์ ออกกำลังกายกับรถคันโปรด

สำหรับสายฟิตทั้งหลายที่ต้องหันมาออกกำลังกายวิถี New Normal อยู่ที่บ้านกันอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต้องออกกำลังกายในที่แคบๆ คนเดียว ไม่มีทั้งอุปกรณ์ที่ครบครันและเพื่อนร่วมสนุกเหมือนในฟิตเนส วันนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับ เจ็ทส์ ฟิตเนส ผู้นำฟิตเนสอันดับหนึ่งและเติบโตเร็วที่สุดในไทย ในการสร้างสรรค์ไอเดียออกกำลังกายแบบใหม่ สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตที่แตกต่างด้วยการสร้างหุ่นเฟิร์มเสริมความฟิตด้วยรถเอสยูวีที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์อย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ให้คนรักสุขภาพลุกขึ้นมาท้าทายขีดจำกัดของตนเองกันด้วย 7 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อแบบฟูลบอดี้ เพียงเตรียมพื้นที่และรถคันโปรดให้พร้อม แล้วมาออกกำลังกายไปกับเทรนเนอร์มืออาชีพจากเจ็ทส์ไปด้วยกัน*

1. ท่า Elevated Toe Taps

ท่า Elevated Toe Taps

ท่า Elevated Toe Taps สามารถใช้เป็นท่าวอร์มอัพหรือคาร์ดิโอได้ ตามจังหวะความเร็วของการสลับขา โดยท่านี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อขาหลายส่วน ทั้งสะโพก ต้นขา และน่อง เริ่มจากยืนหันหน้าเข้าหาประตูข้างรถ งอเข่าข้างขวา และแตะเท้าลงบนบันไดข้างหรือขอบประตูรถ เกร็งหน้าท้องและกระโดดยกเท้าสลับข้าง ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท หรือจับเวลา 30 วินาทีหรือ 60 วินาทีตามต้องการ หากต้องการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น สามารถเร่งจังหวะการสลับเท้าให้เร็วขึ้น แต่อย่าลืมเกร็งหน้าท้องและหลังตรงตลอดเวลา

2. ท่า Incline Mountain Climbers

ท่า Incline Mountain Climbers

สำหรับใครที่มองหาความหลากหลายจากการ Plank หรือต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อบริเวณอกส่วนล่าง แขน และหน้าท้อง พร้อมเร่งอัตราการเต้นของหัวใจแบบคาร์ดิโอ ลองฝึกท่า Incline Mountain Climbers ซึ่งจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณแกนกลางลำตัวมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการลงน้ำหนักบนหัวไหล่และหลังส่วนล่าง โดยเริ่มจากการตั้งท่าแบบ Plank วางมือทั้งสองกว้างเท่าหัวไหล่บนบันไดข้างของรถ เพื่อยกให้ร่างกายส่วนบนสูงขึ้นเล็กน้อย ขาเหยียดตรง จากนั้นเกร็งหน้าท้อง งอเข่าหนึ่งข้างเข้าหาอก และเหยียดออกตรง สลับข้างซ้ายขวาต่อเนื่อง ทำซ้ำเซ็ทละ 30-60 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

สำหรับใครที่อยากเรียกเหงื่อเผาผลาญพลังงานขึ้นอีกระดับ ลองเพิ่มความเร็วในการงอเข่าสลับข้างซ้ายขวา พร้อมเปิดเพลงสร้างความเร้าใจผ่านระบบความบันเทิง ซิงค์ 3 (SYNC 3) ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม พลัส ที่มาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย สามารถสั่งงานวิทยุ เปิดเพลงโปรดตามใจชอบได้ โดยรองรับทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ให้ร่างกายได้เบิร์นแคลอรี่แบบสุดมัน

ข้อควรระวังสำหรับการทำ Incline Mountain Climbers คือ ไหล่ หลัง และสะโพก ควรอยู่ในระนาบเดียวกันตลอดเวลา ไม่ควรโก่งหลังหรือยกสะโพกขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ

3. ท่า Decline Push-Ups

ท่า Decline Push-Ups

อีกหนึ่งท่าที่ดัดแปลงจากการวิดพื้น เน้นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกส่วนบนและหัวไหล่ โดยสามารถใช้พื้นที่บริเวณข้างรถ เริ่มจากการเซ็ทอัพท่าคล้ายวิดพื้น วางมือกว้างเท่าหัวไหล่บนพื้นห่างจากท้ายรถเล็กน้อย วางเท้าลงบนบันไดข้างของรถหรือขอบประตูให้สูงกว่าลำตัว ขาเหยียดตรง เกร็งหน้าท้อง ยืดอก งอแขน และดันตัวลงให้อยู่ระนาบเดียวกับข้อศอก จากนั้นดันตัวขึ้นจนสุดแขน ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

สำหรับท่า Decline Push-Ups ควรบีบศอกไปด้านหลังตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดบริเวณหัวไหล่ อาจหาเสื่อโยคะมารองมือเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

4. ท่า Car Push with Ford Everest

ท่า Car Push with Ford Everest

หากมีพื้นที่กว้างบริเวณที่จอดรถ มาสร้างความแข็งแรงช่วงแกนกลางลำตัว ช่วยให้คุณมีซิกแพคแน่นๆ ด้วยการออกแรงเข็นรถไปด้านหน้า โดยวางมือทั้งสองข้างบนท้ายรถให้มั่นคง โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เกร็งหน้าท้อง และผลักรถไปด้านหน้า ที่สำคัญ ต้องยืดหลังตรงเสมอและเกร็งหน้าท้องตลอดเวลา เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ บริเวณแกนกลางลำตัวและลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหลัง

5. ท่า Inverted Rows

ท่า Inverted Rows

อีกหนึ่งท่าที่ช่วยยกระดับการออกกำลังกายที่บ้านให้เข้มข้นยิ่งขึ้นได้แม้ไม่มีอุปกรณ์บาร์ครบครันแบบในฟิตเนส ก็ยังสามารถใช้รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ คู่ใจเสริมท่าดึงข้อแบบ Inverted Rows เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามแขนอย่าง Biceps และกล้ามหลัง เพียงกดปุ่มพับเบาะแถวที่สามลงให้แบนราบด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากถึง 2,010 ลิตร จากนั้นนั่งเข้าไปบริเวณที่เก็บสัมภาระและจับขอบหลังคารถไว้ให้มั่น ให้สองมือกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย จากนั้นจึงงอแขน ออกแรงดึงลำตัวและขาขึ้นจนหน้าอกชิดกับหลังคารถ แล้วจึงเหยียดแขนและลดลำตัวลงโดยไม่ให้หลังสัมผัสกับพื้นรถ ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท และสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ อำนวยความสะดวกในท่านี้ยิ่งขึ้นด้วยระบบประตูไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรีที่ทำงานร่วมกับกุญแจรีโมทอัจฉริยะ เพียงมีกุญแจในกระเป๋าและยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายรถก็จะเปิดขึ้นอัตโนมัติ

สำหรับท่านี้ ควรยืดอกและหลังตรงตลอดเวลา เกร็งกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนบน

6. ท่า Elevated Lunges

6. ท่า Elevated Lunges

Elevated Lunges เพิ่มความท้าทายอีกระดับกับท่า Lunge โดยวางเท้าด้านหลังบนสเต็ปหรือพื้นที่ยกระดับสูงกว่าเท้าด้านหน้า ซึ่งจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาและก้นให้กระชับยิ่งขึ้น สำหรับการออกกำลังกายโดยใช้รถเช่นนี้ สามารถวางเท้าข้างหนึ่งไว้บนบันไดข้างหรือขอบประตู จากนั้นย่อเข่าด้านหน้าจนต้นขาขนานกับพื้น เหยียดขาตรง ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท และสลับข้าง

สำหรับท่านี้ ควรให้เช็คขาที่วางด้านหน้าอยู่เสมอว่าเข่าและข้อเท้าตรงกัน หากเข่าล้ำไปด้านหน้าควรขยับเท้าออกมาให้ตรงกับเข่า เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งน้ำหนักลงบนเข่า ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

7. ท่า Triceps Dips

ท่า Triceps Dips

เปลี่ยนท่าบริหารกระชับกล้ามเนื้อด้านหลังต้นแขนหรือ Triceps บนเก้าอี้แบบเดิมๆ มาที่รถคู่ใจ เพียงเปิดประตูรถ ใช้สันมือทั้งสองวางข้างลำตัวบนบันไดข้าง ยืดขาไปด้านหน้าเล็กน้อย ต้นขาขนานกับพื้น จากนั้นเลื่อนก้นให้ออกห่างจากท้ายรถ ยืดอก หลังตรง งอศอกและลดตัวลงต่ำพร้อมบีบศอกไปข้างหลัง จากนั้นจึงเหยียดแขน ยกลำตัวขึ้น ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

ข้อควรระวังสำหรับท่า Triceps Dips ควรเช็คว่าหลังต้องตรงอยู่เสมอ และพยายามบีบศอกไปด้านหลัง ไม่กางออกด้านข้างเพราะอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่ได้

รับชมไอเดียออกกำลังกายสุดฟิตกับรถคันโปรดทั้ง 7 ท่าทางช่อง YouTube ของเจ็ทส์ ประเทศไทย

หลังจากที่ได้ลองฝึกท่าต่าง ๆ กันแล้ว เจ็ทส์ ฟิตเนส และ ฟอร์ด ประเทศไทย ยังขอชวนเพื่อน ๆ สายฟิตมาเพิ่มความท้าทายด้วยชาเลนจ์สุดมันส์ #GetFitWithMyCar เพียงโพสต์วิดีโอโชว์ท่าออกกำลังกายสนุกๆ กับรถคู่ใจ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นรถรุ่นใดยี่ห้อใด ความยาว 15 วินาที บน Facebook หรือ TikTok พร้อมใส่ #GetFitWithMyCar #FordxJetts และเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2564 โดย 10 วิดีโอที่สร้างสรรค์ท่าออกกำลังกายเบิร์นแคลอรี่ได้สนุกสนานโดนใจกรรมการที่สุด จะได้รับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากฟอร์ดและเจ็ทส์ ฟิตเนสถึง 10 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 36,200 บาท ได้แก่

รางวัลที่ 1 นำฟอร์ด เอเวอเรส ไทเทเนียม พลัส ไปเป็นเพื่อนคู่ฟิตพร้อมออกผจญภัยบนทุกเส้นทางนานถึง 1 สัปดาห์ พร้อมรับบัตรกำนัลสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงฟรี 1 เดือน รวมมูลค่า 24,000 บาท (1 รางวัล)

รางวัลที่ 2 และที่ 3 รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาทและบัตรกำนัลสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงฟรี 1 เดือน รวมมูลค่ารางวัลละ 2,600 บาท (2 รางวัล)
อีก 7 รางวัล รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 500 บาทและหมวกแก็ปเท่ ๆ จากเจ็ทส์ ฟิตเนส มูลค่า 500 บาท รวมมูลค่ารางวัลละ 1,000 บาท (7 รางวัล)

ติดตามการประกาศผลผู้ชนะกิจกรรมผ่านทาง Official Facebook ของ Ford Thailand และ JettsThailand ได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2564**