“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ชี้ทางรอดโควิดระลอก 3

การระบาดของโควิด-19 ในระลอก 3 ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร ถูกยกระดับจากความท้าทาย มาเป็นการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แม้แต่ธุรกิจอย่าง  “ดีลิเวอรี่” ก็เกิดกระทบหนัก และถ้ามองอีกมุมกับธุรกิจใกล้ชิดอย่างร้านกาแฟ ที่แม้จะมีตัวเลือกเปิดกว้างมากกว่า แต่ใช่ว่าจะรอดร้อยเปอร์เซ็นต์หากไม่ศึกษาทางเลือกอื่น บทความนี้จะร่วมพูดคุยถึงทรรศนะของ “สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร” จาก อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ถึงการใช้เครื่องมือใหม่ๆ รวมถึงจุดแข็งที่มีในมือของอินฟอร์มาฯ อย่าง “งานแสดงสินค้าระดับโลก” เพื่อนำไปสู่ทางรอดในสถานการณ์ที่ต้องทำมากกว่าการปรับตัว

 นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ หนึ่งในผู้นำธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก และ ผู้จัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิดในระลอก 3 ไม่ได้เป็นความท้าทายของบรรดาร้านอาหารอีกต่อไป แต่กลับเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดเสียมากกว่า ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้ภาครัฐยกระดับการควบคุมร้านอาหาร ทั้งพื้นที่และเวลาเปิดปิด ดังนั้นผู้ประกอบจึงมุ่งเป้าแต่เพียงการปรับตัวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องและประเมินความเสี่ยงควบคู่กันไป ทั้งยังต้องคาดเดาพฤติกรรมการใช้เงินของกลุ่มลูกค้ามาเป็นตัวแปรในการบริหารจัดการอีกด้วย

 “ปัญหาของผู้ประกอบการคือร้านของพวกเขาอยู่ในพื้นที่ควบคุม แน่นอนว่าในเมื่อจำนวนลูกค้าภายในร้านถดถอย จำนวนเวลาเปิดบริการลดน้อยลง การปรับตัวของร้านอาหารส่วนใหญ่คือหันไปพึ่งบริการ ‘เดลิเวอรี่’ กันตั้งแต่การระบาดระลอกแรก แต่นั่นคือการแก้ไขในระยะสั้น พอเวลาผ่านมาจนปัญหาลุกลามในระลอก 3 บริการเดลิเวอรี่เริ่มไม่ตอบโจทย์การอยู่รอด เนื่องจากร้านต้องแบกรับค่า GP (Gross Profit) จากแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการแข่งขันด้านเดลิเวอรี่ก็มีสูงขึ้น ทั้งผู้ตัวบริโภคก็ต้องประเมินสถานะการเงินของตนเอง จนไม่สามารถใช้จ่ายกับค่าอาหารถี่ๆ ได้”

นางสาวสุภาภรณ์ มองว่าถ้าต้องการเอาตัวรอดจากจุดวิกฤตนี้ คือบริการ ‘Delivery & Go’ เพื่อสร้างประสิทธิภาพของการบริการที่ดีกว่าเดิม “โดยทั่วไปร้านอาหารจะให้บริการเดลิเวอรี่ผ่านแพลตฟอร์มรายใหญ่ ข้อดีคือพวกเขาสามารถเข้าหากลุ่มผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก ข้อเสียคือคู่แข่งในแพลตฟอร์มเดียวกันก็มีมากเช่นกัน ทั้งยังเสียค่า GP ขั้นต่ำราว 30-35% รวมถึงค่าจัดส่ง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการหลายรายถึงหันมาใช้วิธี ‘Delivery & Go’ หรือขายของผ่านช่องทางของร้านเอง”

Delivery & Go เป็นเทคนิคที่มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาใช้มากขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งร้านจะใช้วิธีสอบถามความต้องการหรือรับออเดอร์ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง อย่าง Facebook, Line หรือ Instagram ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะให้บริการจัดส่งโดยกำหนดพื้นที่ หรือบางร้านจะใช้วิธีเปิดรับออเดอร์เป็นเส้นทางยาว แล้วจัดส่งตามลำดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ข้อดีของเทคนิคนี้คือการไม่ต้องแบกรับต้นทุน อย่างค่า GP และสามารถลดต้นทุนค่าจัดส่ง โดยอาศัยการส่งสินค้าพื้นที่ใกล้เคียงกันในครั้งเดียว เพียงแต่วิธีนี้อาจไม่สามารถจัดส่งได้ในทันที หรือต้องใช้วิธีพรีออเดอร์ล่วงหน้า ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสินค้าในทันทีได้

“เราจะเห็นได้ว่าเชนร้านอาหารขนาดใหญ่หลายรายเริ่มมีแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เป็นของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนต่างๆ ที่ไปผูกกับแพลตฟอร์มรายอื่น ซึ่ง Delivery & Go ถือเป็นเทคนิคที่มีความคล้ายคลึงกันและเหมาะกับผู้ประกอบการระดับเล็กถึงกลางมากกว่า อีกทั้งวิธีนี้ยังมีข้อดีในด้านการสต็อกวัตถุดิบ ให้สดใหม่-ไม่คงค้าง ได้สินค้ามีคุณภาพดีก่อนถึงมือลูกค้า ช่วยคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงได้ไปในตัว และยังทำให้เกิดความประทับใจในแบรนด์ มีโอกาสนำไปสู่การซื้อซ้ำ หรือร้านอาจใช้เพิ่มความน่าดึงดูด โดยการสอดแทรกโปรโมชั่นและการตลาดเพิ่มเข้าไปในแพลตฟอร์ม Delivery & Go ของตัวเอง ก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจเช่นกัน” นางสาวสุภาภรณ์ กล่าวเสริม

แม้ธุรกิจร้านอาหาร จะถูกผลกระทบในการระบาดระลอก 3 ทว่าธุรกิจเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกันอย่าง “ธุรกิจกาแฟ” กลับเป็นตลาดที่มีความได้เปรียบจากเซกเมนต์ที่หลากหลาย แม้ร้านกาแฟจะถูกผลกระทบไม่ต่างจากร้านอาหาร แต่ด้วยการปรับตัวที่ยืดหยุ่นกว่า ไม่จำเป็นต้องยึดกับการชงสดเพียงอย่างเดียว เมื่อรวมกับทางเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อีกด้าน จึงทำให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟลอยตัวสวนกระแส และมีเซกเมนต์ให้เลือกเล่นมากกว่าร้านอาหารอย่างเห็นได้ชัด

นางสาวสุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า “แน่นอนว่าธุรกิจกาแฟเองก็ได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกนี้ไปไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้กลับมาตั้งลำได้เร็วกว่าธุรกิจร้านอาหาร คือเซกเมนต์ที่ตอบต่อโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนดื่มกาแฟ ที่มองกาแฟเป็นมากกว่าเครื่องบริโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ต้องทำอยู่ทุกวัน อีกทั้งเซกเมนต์เหล่านี้ยังมีความหลากหลายกว่า เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่ตัวเองถนัดได้ง่ายกว่าด้วย เช่น กาแฟพร้อมดื่มที่โดดเด่นไม่แพ้กาแฟสด หรือจะเป็น กาแฟชนิดพิเศษและอุปกรณ์ชงกาแฟ ที่เข้ามาเสริมให้กาแฟสดมีความโดดเด่นน่าซื้อยิ่งขึ้น”

กาแฟพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Coffee) คือธุรกิจกาแฟที่กำลังอยู่ในตลาดขาขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ อย่างกาแฟสกัดเย็น หรือ Cold Brew วิธีการชงด้วยน้ำเย็น ให้รสสัมผัสที่ละมุน ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำ และสำหรับธุรกิจกาแฟสด ได้มีการตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วย กาแฟชนิดพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีเอกลักษณ์ทั้งกลิ่น รส หรือสตอรี่ต่างๆ ที่ดึงเอาสนใจจากผู้บริโภคได้ดี รวมไปถึงการใช้ อุปกรณ์ชงกาแฟแก้วเดียว (Single-Cup Coffee) อย่าง อุปกรณ์กาแฟดริป, หม้อต้ม Moka Pot มาเป็นจุดขายเรื่องกรรมวิธีชง หรือแม้แต่ทำเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์โดยตรง ต่างก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยดี

นอกเหนือไปจากกลุ่มตลาดร้านอาหารแล้ว อีกหนึ่งตลาดที่อยู่ในวงการอาหารและได้รับผลกระทบจากโควิดไม่แพ้กัน คือ “ธุรกิจงานจัดแสดงสินค้า” หรืออาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจในมือของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ก็กำลังเผชิญกับการเอาตัวรอดอย่างหนักอยู่เช่นกัน ทว่าสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า คืออินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กำลังจะจัดงาน “ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” ในเดือนกันยายนนี้ และสำหรับมุมมองของอินฟอร์มา  มาร์เก็ตส์แล้ว

“ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021 คือโอกาสในการสร้างทางรอดของธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟรวมถึงธุรกิจด้านการบริการและงานแสดงสินค้าไปได้พร้อมๆ กัน”

นางสาวสุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า “ทางเราเล็งเห็นว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่มีการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น และธุรกิจกลับมาเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง งานแสดงสินค้าถือเป็นทางเลือกสำคัญในการที่จะฟื้นฟูภาคธุรกิจ ประกอบกับเนื้อหาในงานสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารร้านกาแฟรวมถึงธุรกิจด้านการบริการได้ เราก็เชื่อมั่นว่างานจะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าการจัดงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ก็มีการปรับตัวหลายด้านไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆแม้แต่น้อย สิ่งแรกที่เราทำคือการหันมาใช้รูปแบบของ ไฮบริด (Hybrid Edition) ประกอบด้วย การจัดงานในรูปแบบปกติ (Physical Exhibition)  และการจัดแสดงงานในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Exhibition) ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี และเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าชมงานจะพบปะผู้ประกอบการจากต่างประเทศในรูปแบบ ไฮบริด พาวิลเลียน (Hybrid Pavilion) เป็นงานแสดงสินค้าผ่านบูทเสมือนจริง (Virtual booth) ที่พร้อมอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงานทั้งในและต่างประเทศ ที่ช่วยให้การทำธุรกิจเกิดได้อย่างไร้ข้อจำกัด”

“ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” เป็นงานแสดงสินค้าที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือ ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การค้า และการบริการ โดยมีการจัดแสดงสินค้าจาก 6 โซนหลัก อย่าง อาหารและเครื่องดื่ม, ชาและกาแฟ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไวน์, อุปกรณ์และเครื่องใช้ในครัว, อุปกรณ์และเครื่องใช้สำหรับธุรกิจโรงแรม, สินค้าเทคโนโลยีและบริการสำหรับธุรกิจโรงแรมและค้าปลีก และยังมีไฮไลท์ 2 โซว์ใหม่ อย่าง ร้านอาหารและบาร์ (Restaurant & Bar Thailand) รวมถึงโซนกาแฟและเบเกอรี่ (Coffee & Bakery Thailand)

รวมถึงมีการเปิดตัว “สลัดเพลท” (Saladplate) ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี (B2B) สู่รองรับฐานข้อมูลของงานฟู้ดแอนด์โฮเทลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โชว์รูมสินค้าออนไลน์ ที่แสดงรายละเอียดทั้งภาพและวิดีโอชัดเจน, ระบบนัดหมายเพื่อเจรจาการค้า บริการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ช่วยให้ผู้ค้าและผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเชื่อมต่อและทำธุรกรรมร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์แนวโน้มของธุรกิจยุค New Normal ทั้ง ธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ หรือเดลิเวอรี่ ได้เป็นอย่างดี

นางสาวสุภาภรณ์ เผยว่า “งานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ ในปี 2021 นี้ จะมีความพิเศษเป็นอย่างมาก เนื่องจากการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวกันครั้งแรกของผู้ประกอบการชั้นนำ นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ขึ้น ตัวงานจะเต็มไปด้วยไอเดีย แนวโน้ม หรือโซลูชั่นล่าสุด ที่สามารถนำมาใช้ประกอบธุรกิจได้จริง ให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และยังมีความรู้ในแง่มุมต่างๆ จากการสัมมนาออนไลน์และเวิร์คช็อป อีกทั้งแพลตฟอร์มตัวใหม่อย่าง สลัดเพลท จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการ จากอีเว้นท์ฟู้ดแอนด์โฮเทลทั่วโลกเข้าด้วยกัน และเครือข่ายขนาดใหญ่นี้คือจุดหมายที่จะมาเปลี่ยนแปลงทั้งธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ การบริการ หรือแม้แต่งานจัดแสดงสินค้า ให้มองเห็นทางรอดจากโควิดระลอก 3 ไปได้พร้อมๆ กันในท้ายที่สุด”

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021” สามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานฯ และกิจกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.foodhotelthailand.com

 

รักบ้านเกิด เผยวิสัยทัศน์ใหม่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21

บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ผู้สร้างสรรค์สื่อดิจิทัลและธุรกิจเกษตรสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน ถือเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับเกษตรกร โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา รักบ้านเกิดได้เชื่อมโยงเกษตรกรและคนเมืองเข้าไว้ด้วยกัน โดยให้การส่งเสริมและสนับสนุนความรู้ด้านการเกษตร พร้อมข่าวสารเทรนด์การทำธุรกิจเกษตรที่เป็นประโยชน์เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้สำนึกรักบ้านเกิดของตน

พิรชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด

ในปี 2021 นี้ ภายใต้การบริหารของ นายพิรชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นตั้งใจไว้ว่า “รักบ้านเกิด มีหัวใจหลักสำคัญคือ การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรไทยให้ได้รับทั้งความรู้ข่าวสารและโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ พร้อมกับขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจและผสานนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน”

รักบ้านเกิด ถือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดในจิตใจของคนรุ่นใหม่ สร้างต้นแบบเกษตรกร พร้อมปลุกกระแสเกษตรอินทรีย์เชิงสร้างสรรค์ สร้างการรับรู้และขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มเกษตรกร สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งรักบ้านเกิดในปีนี้เองได้เดินทางมาครบ 20 ปีบริบูรณ์ พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 โดยในปี 2021 นี้ มีภารกิจสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เกษตรสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” กับ 21 โครงการที่จะนำไปสู่ 5 สร้าง ดังนี้

  1. สร้างแรงบันดาลใจ – รักบ้านเกิดนำเอา 21 เรื่องราวแรงบันดาลใจจากคนต้นแบบที่เป็นเกษตรกรทั้ง 21 คน มาถ่ายทอดความรู้และแชร์ประสบการณ์เพื่อเปิดโลกทางการเกษตรใหม่ๆ พร้อมก้าวหน้านำเทรนด์เกษตรสร้างสรรค์ไปสู่ความยั่งยืน
  2. สร้างเครือข่ายและพัฒนาเกษตรกร – รักบ้านเกิดพร้อมสร้างชุมชนต้นแบบวิถีเกษตรอินทรีย์สร้างสรรค์ ผ่านการจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาและพัฒนาความรู้ทางด้านเกษตร เกิดเป็นชุมชนเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงคนปลูกและคนเมืองให้ได้ใกล้ชิดกันภายใต้การเป็นสมาชิกครอบครัว “RAKBANKERD FAMILY CLUB”
  3. สร้างรายได้ กระจายสู่ชุมชุน – รักบ้านเกิดสวนกระแสโควิด พร้อมสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนด้วยการส่งมอบวัตถุดิบเกษตร คัดสรรพืชผักผลไม้สดใหม่ ส่งตรงจากไร่ถึงมือคุณ ผ่านการสร้างตลาดสินค้าเกษตรแบบไร้ร้อยต่อเชื่อมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผสานกันไว้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คนเมืองได้ช้อปสินค้าสุขภาพดีแบบวิถีคนยุคใหม่
  4. สร้างกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม – รักบ้านเกิดชวนทุกคนมาสร้างสรรค์การเรียนรู้ ปลูกปัญญาแห่งความยั่งยืน พร้อมท่องเที่ยววิถีใหม่ ในเส้นทางความสุขสีเขียวผ่านกิจกรรมพิเศษต่างๆ ทั้งกิจกรรม GREEN JOURNEY และ GREEN ACADEMY พร้อมคัดสรรของดีสี่ภาคตามฤดูกาลของไทย มอบเป็นของขวัญพิเศษ ที่อิ่มใจทั้งผู้ให้และสุขใจทั้งผู้รับ
  5. 5. สร้างอาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน – รักบ้านเกิดเชิญชวนเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปปิ้งสินค้าสุขภาพออนไลน์ผ่านร้าน RAKBANKERD Selected กับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกต่างๆ จากเกษตรกรไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวคุณภาพดี กาแฟคุณภาพเยี่ยมและผักผลไม้ออร์แกนิก เพื่อให้คุณมีสุขภาพดีได้อย่างมั่นใจ

นายพิรชัย ยังได้กล่าวต่อว่า “ด้วยภารกิจทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่บริโภคสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น  ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งรักบ้านเกิดตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2564 ว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรไทยให้เติบโตขึ้นได้ 30% จากปี 2563 พร้อมทั้งผลักดันให้ทุกคนหันมาบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เพื่อเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือเกษตรกรไทย และสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ รักบ้านเกิด ยังเป็นสื่อดิจิทัลเกษตรยุคใหม่ ที่ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารต่างๆทางการเกษตร ทั้งรายงานความเคลื่อนไหว อัปเดตราคาสินค้าเกษตรประจำวันและจุดรับซื้อสินค้าเกษตร ผ่านทางสื่อเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์รักบ้านเกิดเอง ที่เป็นคลังความรู้ด้านการเกษตร เป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านการเกษตรและวิถีชีวิตอินทรีย์ ส่งต่อคอนเทนต์ต่างๆให้เข้าถึงสังคมได้ง่ายขึ้นด้วยคอนเซปต์ “กินสร้างสุข ปลูกสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” ที่จะชวนคนปลูก คนกิน มาร่วมกันสร้างสุขภาพและสังคมที่ดีไปพร้อมกัน

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ของรักบ้านเกิด ได้ที่  www.rakbankerd.com, www.facebook.com/rakbankerd  และ  IG: rakbankerd  หรือแอดไลน์มาพูดคุยกันได้ที่  Line@ : @rakbankerd

ลุ้นรางวัล! ชาเลนจ์สุดมันส์ ออกกำลังกายกับรถคันโปรด

สำหรับสายฟิตทั้งหลายที่ต้องหันมาออกกำลังกายวิถี New Normal อยู่ที่บ้านกันอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต้องออกกำลังกายในที่แคบๆ คนเดียว ไม่มีทั้งอุปกรณ์ที่ครบครันและเพื่อนร่วมสนุกเหมือนในฟิตเนส วันนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับ เจ็ทส์ ฟิตเนส ผู้นำฟิตเนสอันดับหนึ่งและเติบโตเร็วที่สุดในไทย ในการสร้างสรรค์ไอเดียออกกำลังกายแบบใหม่ สะท้อนนิยามการใช้ชีวิตที่แตกต่างด้วยการสร้างหุ่นเฟิร์มเสริมความฟิตด้วยรถเอสยูวีที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์อย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ให้คนรักสุขภาพลุกขึ้นมาท้าทายขีดจำกัดของตนเองกันด้วย 7 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อแบบฟูลบอดี้ เพียงเตรียมพื้นที่และรถคันโปรดให้พร้อม แล้วมาออกกำลังกายไปกับเทรนเนอร์มืออาชีพจากเจ็ทส์ไปด้วยกัน*

1. ท่า Elevated Toe Taps

ท่า Elevated Toe Taps

ท่า Elevated Toe Taps สามารถใช้เป็นท่าวอร์มอัพหรือคาร์ดิโอได้ ตามจังหวะความเร็วของการสลับขา โดยท่านี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อขาหลายส่วน ทั้งสะโพก ต้นขา และน่อง เริ่มจากยืนหันหน้าเข้าหาประตูข้างรถ งอเข่าข้างขวา และแตะเท้าลงบนบันไดข้างหรือขอบประตูรถ เกร็งหน้าท้องและกระโดดยกเท้าสลับข้าง ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท หรือจับเวลา 30 วินาทีหรือ 60 วินาทีตามต้องการ หากต้องการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น สามารถเร่งจังหวะการสลับเท้าให้เร็วขึ้น แต่อย่าลืมเกร็งหน้าท้องและหลังตรงตลอดเวลา

2. ท่า Incline Mountain Climbers

ท่า Incline Mountain Climbers

สำหรับใครที่มองหาความหลากหลายจากการ Plank หรือต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อบริเวณอกส่วนล่าง แขน และหน้าท้อง พร้อมเร่งอัตราการเต้นของหัวใจแบบคาร์ดิโอ ลองฝึกท่า Incline Mountain Climbers ซึ่งจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณแกนกลางลำตัวมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการลงน้ำหนักบนหัวไหล่และหลังส่วนล่าง โดยเริ่มจากการตั้งท่าแบบ Plank วางมือทั้งสองกว้างเท่าหัวไหล่บนบันไดข้างของรถ เพื่อยกให้ร่างกายส่วนบนสูงขึ้นเล็กน้อย ขาเหยียดตรง จากนั้นเกร็งหน้าท้อง งอเข่าหนึ่งข้างเข้าหาอก และเหยียดออกตรง สลับข้างซ้ายขวาต่อเนื่อง ทำซ้ำเซ็ทละ 30-60 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

สำหรับใครที่อยากเรียกเหงื่อเผาผลาญพลังงานขึ้นอีกระดับ ลองเพิ่มความเร็วในการงอเข่าสลับข้างซ้ายขวา พร้อมเปิดเพลงสร้างความเร้าใจผ่านระบบความบันเทิง ซิงค์ 3 (SYNC 3) ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม พลัส ที่มาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย สามารถสั่งงานวิทยุ เปิดเพลงโปรดตามใจชอบได้ โดยรองรับทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ให้ร่างกายได้เบิร์นแคลอรี่แบบสุดมัน

ข้อควรระวังสำหรับการทำ Incline Mountain Climbers คือ ไหล่ หลัง และสะโพก ควรอยู่ในระนาบเดียวกันตลอดเวลา ไม่ควรโก่งหลังหรือยกสะโพกขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ

3. ท่า Decline Push-Ups

ท่า Decline Push-Ups

อีกหนึ่งท่าที่ดัดแปลงจากการวิดพื้น เน้นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกส่วนบนและหัวไหล่ โดยสามารถใช้พื้นที่บริเวณข้างรถ เริ่มจากการเซ็ทอัพท่าคล้ายวิดพื้น วางมือกว้างเท่าหัวไหล่บนพื้นห่างจากท้ายรถเล็กน้อย วางเท้าลงบนบันไดข้างของรถหรือขอบประตูให้สูงกว่าลำตัว ขาเหยียดตรง เกร็งหน้าท้อง ยืดอก งอแขน และดันตัวลงให้อยู่ระนาบเดียวกับข้อศอก จากนั้นดันตัวขึ้นจนสุดแขน ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

สำหรับท่า Decline Push-Ups ควรบีบศอกไปด้านหลังตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดบริเวณหัวไหล่ อาจหาเสื่อโยคะมารองมือเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

4. ท่า Car Push with Ford Everest

ท่า Car Push with Ford Everest

หากมีพื้นที่กว้างบริเวณที่จอดรถ มาสร้างความแข็งแรงช่วงแกนกลางลำตัว ช่วยให้คุณมีซิกแพคแน่นๆ ด้วยการออกแรงเข็นรถไปด้านหน้า โดยวางมือทั้งสองข้างบนท้ายรถให้มั่นคง โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เกร็งหน้าท้อง และผลักรถไปด้านหน้า ที่สำคัญ ต้องยืดหลังตรงเสมอและเกร็งหน้าท้องตลอดเวลา เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ บริเวณแกนกลางลำตัวและลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหลัง

5. ท่า Inverted Rows

ท่า Inverted Rows

อีกหนึ่งท่าที่ช่วยยกระดับการออกกำลังกายที่บ้านให้เข้มข้นยิ่งขึ้นได้แม้ไม่มีอุปกรณ์บาร์ครบครันแบบในฟิตเนส ก็ยังสามารถใช้รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ คู่ใจเสริมท่าดึงข้อแบบ Inverted Rows เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามแขนอย่าง Biceps และกล้ามหลัง เพียงกดปุ่มพับเบาะแถวที่สามลงให้แบนราบด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากถึง 2,010 ลิตร จากนั้นนั่งเข้าไปบริเวณที่เก็บสัมภาระและจับขอบหลังคารถไว้ให้มั่น ให้สองมือกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย จากนั้นจึงงอแขน ออกแรงดึงลำตัวและขาขึ้นจนหน้าอกชิดกับหลังคารถ แล้วจึงเหยียดแขนและลดลำตัวลงโดยไม่ให้หลังสัมผัสกับพื้นรถ ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท และสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ อำนวยความสะดวกในท่านี้ยิ่งขึ้นด้วยระบบประตูไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรีที่ทำงานร่วมกับกุญแจรีโมทอัจฉริยะ เพียงมีกุญแจในกระเป๋าและยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายรถก็จะเปิดขึ้นอัตโนมัติ

สำหรับท่านี้ ควรยืดอกและหลังตรงตลอดเวลา เกร็งกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนบน

6. ท่า Elevated Lunges

6. ท่า Elevated Lunges

Elevated Lunges เพิ่มความท้าทายอีกระดับกับท่า Lunge โดยวางเท้าด้านหลังบนสเต็ปหรือพื้นที่ยกระดับสูงกว่าเท้าด้านหน้า ซึ่งจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาและก้นให้กระชับยิ่งขึ้น สำหรับการออกกำลังกายโดยใช้รถเช่นนี้ สามารถวางเท้าข้างหนึ่งไว้บนบันไดข้างหรือขอบประตู จากนั้นย่อเข่าด้านหน้าจนต้นขาขนานกับพื้น เหยียดขาตรง ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท และสลับข้าง

สำหรับท่านี้ ควรให้เช็คขาที่วางด้านหน้าอยู่เสมอว่าเข่าและข้อเท้าตรงกัน หากเข่าล้ำไปด้านหน้าควรขยับเท้าออกมาให้ตรงกับเข่า เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งน้ำหนักลงบนเข่า ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

7. ท่า Triceps Dips

ท่า Triceps Dips

เปลี่ยนท่าบริหารกระชับกล้ามเนื้อด้านหลังต้นแขนหรือ Triceps บนเก้าอี้แบบเดิมๆ มาที่รถคู่ใจ เพียงเปิดประตูรถ ใช้สันมือทั้งสองวางข้างลำตัวบนบันไดข้าง ยืดขาไปด้านหน้าเล็กน้อย ต้นขาขนานกับพื้น จากนั้นเลื่อนก้นให้ออกห่างจากท้ายรถ ยืดอก หลังตรง งอศอกและลดตัวลงต่ำพร้อมบีบศอกไปข้างหลัง จากนั้นจึงเหยียดแขน ยกลำตัวขึ้น ทำซ้ำเซ็ทละ 10-15 ครั้ง รวม 3-4 เซ็ท

ข้อควรระวังสำหรับท่า Triceps Dips ควรเช็คว่าหลังต้องตรงอยู่เสมอ และพยายามบีบศอกไปด้านหลัง ไม่กางออกด้านข้างเพราะอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่ได้

รับชมไอเดียออกกำลังกายสุดฟิตกับรถคันโปรดทั้ง 7 ท่าทางช่อง YouTube ของเจ็ทส์ ประเทศไทย

หลังจากที่ได้ลองฝึกท่าต่าง ๆ กันแล้ว เจ็ทส์ ฟิตเนส และ ฟอร์ด ประเทศไทย ยังขอชวนเพื่อน ๆ สายฟิตมาเพิ่มความท้าทายด้วยชาเลนจ์สุดมันส์ #GetFitWithMyCar เพียงโพสต์วิดีโอโชว์ท่าออกกำลังกายสนุกๆ กับรถคู่ใจ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นรถรุ่นใดยี่ห้อใด ความยาว 15 วินาที บน Facebook หรือ TikTok พร้อมใส่ #GetFitWithMyCar #FordxJetts และเปิดโพสต์เป็นสาธารณะ ตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2564 โดย 10 วิดีโอที่สร้างสรรค์ท่าออกกำลังกายเบิร์นแคลอรี่ได้สนุกสนานโดนใจกรรมการที่สุด จะได้รับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากฟอร์ดและเจ็ทส์ ฟิตเนสถึง 10 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 36,200 บาท ได้แก่

รางวัลที่ 1 นำฟอร์ด เอเวอเรส ไทเทเนียม พลัส ไปเป็นเพื่อนคู่ฟิตพร้อมออกผจญภัยบนทุกเส้นทางนานถึง 1 สัปดาห์ พร้อมรับบัตรกำนัลสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงฟรี 1 เดือน รวมมูลค่า 24,000 บาท (1 รางวัล)

รางวัลที่ 2 และที่ 3 รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาทและบัตรกำนัลสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงฟรี 1 เดือน รวมมูลค่ารางวัลละ 2,600 บาท (2 รางวัล)
อีก 7 รางวัล รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 500 บาทและหมวกแก็ปเท่ ๆ จากเจ็ทส์ ฟิตเนส มูลค่า 500 บาท รวมมูลค่ารางวัลละ 1,000 บาท (7 รางวัล)

ติดตามการประกาศผลผู้ชนะกิจกรรมผ่านทาง Official Facebook ของ Ford Thailand และ JettsThailand ได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2564**

เพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ ..ง่ายๆ เพียงนิ้วคลิก!

โควิด-19 อยู่กับเรามากกว่า 1 ปี ทำเอา เจ้าของธุรกิจ ต่างมองหาทางรอด! กับการปรับตัว NEW NORMAL (ชีวิตวิถีใหม่) ก้าวสู่ NEXT NORMAL (ชีวิตวิถีถัดไป) ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่หันมาสนใจและเสพ สื่อออนไลน์ มากขึ้นกลายเป็นที่มาของ Digital Lifestyle ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่พาตัวเองไปอยู่บนโลกดิจิทัลมากขึ้น

เห็นได้ชัดในช่วงโควิด-19 พฤติกรรมคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ สื่อออนไลน์ เริ่มหันมาทำธุรกรรมซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัลออนไลน์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การเรียนออนไลน์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

เมื่อไล่เรียงที่มาที่ไปมาถึงจุดนี้ สื่อออนไลน์ ดูจะเป็นถนนหนทางหลักในห้วงเวลานี้ที่จะนำพา สินค้าหรือบริการ เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด นั่นเท่ากับโอกาสเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการอยู่ใกล้แค่เอื้อม! ยิ่งถ้าได้ติดอาวุธทางการตลาดถูกที่ถูกเวลา ทางรอดธุรกิจยิ่งง่ายเพียงนิ้วคลิก

หนึ่งในอาวุธทางการตลาดที่ควรหยิบมาโฟกัสก็คือ งานด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ แต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าหรือบริการให้มีอัตลักษณ์โดดเด่นโดนใจกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

อ่านมาถึงบรรทัดนี้.. ถ้าคุณยังไม่มีไอเดียเริ่มต้นลุยงานด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ คลิกมาร่วมหาคำตอบกับเราได้ที่นี่>> https://lin.ee/Yp309Wu

เราคือ DRAGON CONSULTANT ผู้ให้บริการงานด้านวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ทั้งด้าน  Digital Marketing, Media Agency, PR Agency ที่พร้อมเป็นพันธมิตรคู่คิดงานด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ ช่วยเสริมทัพธุรกิจของคุณ ทำให้เกิดยอดขายสินค้าหรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

DRAGON CONSULTANT ให้บริการลูกค้าในรูปแบบ One Stop Service ประกอบด้วย

  • งานด้านวางแผนและซื้อสื่อโฆษณา ทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ได้แก่ สื่อโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์ ทั้งดิจิตอลทีวีและเคเบิ้ลทุกช่อง/ สื่อโฆษณาทางสถานีวิทยุครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ/ สื่อโฆษณาาทางโซเชียลมีเดีย อาทิ Tiktok Ads, Facebook Ads, LINE Ads Platform และ Native Ads ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ / สื่อโฆษณากลางแจ้ง ทั้งป้ายโฆษณาจอ LED และป้ายโฆษณา Static ในปั๊มน้ำมัน ปตท. 400 สถานีทั่วประเทศ/ สื่อโฆษณาเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟฟ้า BTS, MRT, TAXI, รถประจำทาง, รถไม่ประจำทาง, รถสองแถว, รถแห่/ ป้ายโฆษณาจอ LED 16 จอทั่วกรุงเทพฯ
  • งานด้านการผลิต ได้แก่ ผลิตภาพยนตร์โฆษณาเพื่อเผยแพร่ทางทีวี และ/หรือ สื่อออนไลน์ทุกประเภท รวมทั้งผลิตสปอตวิทยุ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมฟรี! เพียงคลิก https://lin.ee/Yp309Wu หรือสายด่วน! โทร. 082 5593647

 

Fans Token เหรียญดิจิทัลรูปแบบใหม่

Fans Token คืออะไร ?

Fans Token ก็คือ เหรียญสกุลดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนชื่อเสียงของเหล่า Influencers ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ ให้มาอยู่ในรูปแบบของเหรียญดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) นั่นเอง

Fans Token ทำอะไรได้ ?

  • สามารถใช้แลกของรางวัลพิเศษจากเหล่า Influencers โดยที่มูลค่าของเหรียญจะขึ้นอยู่ความต้องการของกลุ่มผู้ติดตามและชื่อเสียงของเหล่า Influencers รวมไปถึงตลาดด้วย
  • ในอนาคตสามารถนำ Fans Token ไปสุ่มกาชาปองเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษ และร่วมสนุกกับกิจกรรมอีกมากมา
  • ในเร็ว ๆ นี้ สามารถนำ Fans Token ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผู้ติดตามท่านอื่นๆ ผ่าน Bitkub NFT Marketplace (ช่องทางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน NFTs)

หา Fans Token ได้ที่ไหนบ้าง ?

สามารถหาได้จากการติดตามคอนเทนต์และสแกน QR Code บนช่องทางของเหล่า Influencers ในเครือข่าย ได้แก่ Kaykai Salaider, Spriteder SPD, Kyutae Oppa, Bie The Ska และ Pleum VRZO รวมถึง Influencers ที่จะมาร่วมในอนาคต

ในการแจก Fans Token แต่ละครั้งจะมีปริมาณเหรียญที่จำกัดและอาจมีปริมาณเหรียญที่แตกต่างกัน

รับ Fans Token ได้อย่างไร ?

  1. ใช้กล้องมือถือถ่ายภาพหรือบันทึกหน้าจอเพื่อ สแกน QR Code ผ่านคอนเทนต์ของเหล่า Influencers 
  2. ลงทะเบียนบัญชีด้วยเบอร์โทรศัพท์และยืนยันเบอร์โทรศัพท์ด้วยรหัส OTP 
  3. ท่านจะได้รับเหรียญ Fans Token เก็บไว้ในบัญชีของท่านหลังจากลงทะเบียนบัญชีสำเร็จ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์แฟนคลับรูปแบบใหม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

ศธ. เปิดตัว ‘ครูพร้อม’ เตรียมพร้อมเปิดเทอม

สืบเนื่องจากการที่กระทรวงศึกษาธิการมีมติให้เลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 ออกไปเป็นวันที่ 1 มิ.ย. 64 จากเดิมวันที่ 17 พ.ค. 64 นั้น

เลื่อนเปิดเทอมจาก 17 พ.ค. 64 เป็น 1 มิ.ย. 64

ทำให้วันนี้ (วันที่ 11 พ.ค. 64) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารจากหน่วยงานหลักในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ ‘ครูพร้อม’ ซึ่งเป็นคลังกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตสำหรับครู นักเรียน รวมไปถึงประชาชนที่สนใจ ตลอดช่วง 11 วันก่อนเปิดภาคเรียน คือตั้งแต่วันที่ 17-31 พ.ค.

‘ครูพร้อม’ ตั้งอยู่บนหลัก การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Active learning โดยเว็บไซต์นี้ เกิดขึ้นมาจากความห่วงใยที่มีต่อครู นักเรียน และผู้ปกครอง ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่ยังคงความรุนแรงอยู่ในหลายพื้นที่

ในวันที่ 1 มิ.ย. 64 ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนจะจัดการเรียนรู้ 5 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ 1. On-line โดยเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  2. On-site โดยเดินทางไปเรียนที่โรงเรียน  3. On-air โดยเรียนผ่านโทรทัศน์ในช่อง DLTV  4. On-demand โดยเรียนผ่านสื่อบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ  5. On-hand สำหรับนักเรียนที่ไม่มีความพร้อมทางเทคโนโลยี โดยเรียนครูจะนำเอกสารการเรียน ใบงาน และแบบฝึกหัดไปให้ถึงบ้าน

ในแต่ละโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ ตามศักยภาพและความเหมาะสม ของโรงเรียนและผู้เรียน