โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC ได้ทำพิธีไหว้ศาลพระพรหมและทำบุญถวายสังฆทานเป็นการภายใน เนื่องในวันครบรอบปีที่ 32 ของการเปิดให้บริการแก่ประชาชนชาวนครสวรรค์ พร้อมกันนี้ได้จัดโครงการ “วัคซีนบุญ” โดยระดมทุนจากบุคคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล เพื่อมอบวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้คณะครู และนักเรียน ในมูลนิธิแสงสวรรค์ และโรงเรียนวิชาวดี จำนวน 100 คน โดยมีนายแพทย์ บุญชนะ เพชรพลอยงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลฯ มอบวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ให้กับผู้อำนวยการฯทั้ง 2 สถาบัน พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ในคณะครู และนักเรียน
อินโดรามา เวนเจอร์ส มอบ PPE ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์
บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ ไอวีแอล บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ส่งมอบ PPE 1,000 ชุด ซึ่งผลิตจากเส้นด้าย PET รีไซเคิล เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 เส้นด้ายดังกล่าวผลิตมาจากการรีไซเคิลขวด PET ใช้งานแล้ว ซึ่งรวบรวมมาจากทั่วประเทศ รวมทั้งผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ขององค์กรพันธมิตรอย่าง บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา
เส้นด้ายคุณภาพสูงที่ใช้ในการผลิตชุด PPE มาจากการรีไซเคิลขวด PET ที่โรงงานของไอวีแอลในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลสำหรับใช้งานทางการแพทย์รายเดียวในประเทศไทย โดยโรงงานแห่งนี้รีไซเคิลขวด PET ใช้งานแล้วกว่า 1,600 ล้านขวดต่อปี ซึ่งรวมถึงขวดจำนวน 1,400 ตันที่ตั้งเป้ารวบรวมจากศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา และบิ๊กซีชุด ทั้งนี้ ชุด PPE สำหรับใช้งานทางการแพทย์ที่ส่งมอบนั้น ตัดเย็บโดยโรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)
ชุด PPE จำนวน 500 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสามพราน โรงพยาบาลนครชัยศรี โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น โรงพยาบาลห้วยพอ โรงพยาบาลดอนตูม โรงพยาบาลบางเลน โรงพยาบาลกำแพงแสน และโรงพยาบาลพุทธมณฑล จำนวน 300 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนาม 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลสนามเขตหนองจอก และอีกจำนวน 200 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่กรมการแพทย์ทหารเรือ
นอกจากชุด PPE แล้ว ไอวีแอลกำลังผลิตชุดเครื่องนอนอีก 1,000 ชุด โดยใช้เส้นด้ายรีไซเคิลจากขวดน้ำดื่ม PET จำนวน 45 ขวด และมีคุณสมบัติป้องกันเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และจะส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลสนามในเขตหนองจองต่อไป

นายยาช โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไอวีแอลเป็นบริษัทไทยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเราได้มองหาโอกาสในการช่วยเหลือชุมชนซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ไอวีแอลสามารถพัฒนาเส้นด้าย PET รีไซเคิลที่เหมาะสำหรับผลิตชุด PPE สำเร็จตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เรามีเป้าหมายที่จะปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญด้วยแนวทางที่ยั่งยืน โดย PET สามารถรีไซเคิลได้ 100% และมีประโยชน์อย่างมากในฐานะวัสดุที่ก่อให้เกิดสุขอนามัยที่ดีและมีความยั่งยืน ความร่วมมือกับศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา และบิ๊กซี จะช่วยสร้างการรับรู้ต่อการจัดการขยะอย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือในสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

นายพงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กล่าวว่า เราได้สนับสนุนการผลิตชุด PPE โดยรวบรวมขวด PET ใช้งานแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยส่งมอบขวดไปแล้วกว่า 730 กิโลกรัม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิล เราตระหนักดีว่าบุคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยสนับสนุนกันและกัน เพื่อให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนเข้มแข็งและก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่สายธุรกิจ/สายงานปฏิบัติการค้าปลีกไฮเปอร์, มาร์เก็ตและฟู้ดเพลส บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า การรวบรวมขวด PET เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พี่หมีบิ๊กกี้ ชวนรีไซเคิล” ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่เรามุ่งมั่นเป็นพลังขับเคลื่อน และมีบทบาทร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในฐานะ ‘ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า’ โดยให้พื้นที่บิ๊กซี กว่า137 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับขวด PET ที่ใช้แล้ว ซึ่งกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ตระหนักถึงการขยะที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นที่มาของการต่อยอดโครงการดังกล่าว และความร่วมมือกับไอวีแอลนี้จะช่วยให้เราสามารถสร้างประโยชน์จากวัสดุใช้งานแล้วได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อีกด้วย

เฮอริเทจ อัดแคมเปญ 6.6 Mega Sale ลด 20%
เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดแคมเปญออนไลน์รับเดือนหก “6.6 Mega Sale” จัดผลิตภัณฑ์ถั่ว ธัญพืช และผลไม้อบแห้งพรีเมี่ยมนานาชนิดของแบรนด์ “เฮอริเทจ” ลด 20% ทุกรายการ อาทิ อัลมอนด์ วอลนัท ฮาเซลนัท ลูกฟิก ลูกพรุน เมล็ดฟักทองอบ พิสทาชิโอ อินทผาลัม มะม่วงหิมพานต์ แมคคาเดเมีย, ลูกเกดดำ เมล็ดเจีย เมล็ดข้าวโพดดิบพันธุ์มัชรูม ถั่วลูกไก่ดิบ ข้าวบาร์เลย์ ถั่วดำญี่ปุ่น และเก๋ากี้อบแห้ง เป็นต้น
ต้อนรับเดือนหกด้วยสินค้าถั่วและผลไม้อบแห้งพรีเมี่ยมนานาชนิดภายใต้แบรนด์ “เฮอริเทจ” ได้แล้ววันที่ 4 – 6มิถุนายน 2564 ที่ ช่องทาง LINE Official : @Heritagethailand สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-813-0954-5 หรือติดตามกิจกรรมและข่าวสารของเครือเฮอริเทจได้ที่ www.heritagethailand.com, www.facebook.com/Heritagegroupth และ IG: heritage_thailand
ดีพร้อม ดีเดย์จัดกิจกรรมออนไลน์ 5 วัน ช่วยเหลือรายย่อย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบายรัฐ ชูนโยบายเร่งด่วน ฟื้นฟูวิสาหกิจชุมชนหลังพิษโควิด-19 จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน อาทิ การจัดงานมหกรรมแสดงสินค้าออนไลน์ หรือ Virtual Event เชื่อมโยงผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนสู่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กว่า 140 ร้านค้า พร้อมทั้งพบกับกิจกรรมให้คำปรึกษาการเงินเงินทุนหมุนเวียน และงานสัมมนาโดยวิทยากรชื่อดังระดับประเทศ ด้าน e-Commerce ระหว่างวันที่ 11 –15 มิถุนายน 2564 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้อย่างต่อเนื่องทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง
นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนในวงกว้าง และเพื่อเป็นการขานรับนโยบายรัฐในการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานรากสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ดีพร้อม จึงมีนโยบายเร่งด่วน เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนในสถานการณ์เร่งด่วน ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับชุมชนในการนำความรู้และทรัพยากรในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชน และยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาและขยายช่องทางการตลาด เชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ผ่านกิจกรรมพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ภายใต้ โครงการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่ เพื่อการแข่งขันในตลาด New Normal ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมเชื่อมโยงธุรกิจ กิจกรรมให้คำปรึกษาแนะนำ และกิจกรรมทดสอบตลาด
โดยจะมุ่งเน้นการอบรมให้ความรู้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การนำแผนงานไปทดลองและปรับปรุงสินค้ารวมถึงการนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ปรับปรุงแล้วได้มาตรฐานมีคุณภาพไปทดสอบตลาดทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการนำผลการทดสอบตลาดนั้นมาทำแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ดีพร้อมยังให้การส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความสามารถในการบริหารธุรกิจสมัยใหม่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งในกระบวนการผลิต การนำเสนอสินค้า การบริการและการตลาด เพื่อสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนคลื่นลูกใหม่ให้มีองค์ความรู้สามารถวิเคราะห์ธุรกิจตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาธุรกิจของตนเองได้เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมของตนเองในสถานการณ์ปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ดีพร้อม ได้เร่งดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในการขยายช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มมากขึ้น โดยการจัดกิจกรรมทดสอบตลาดMarket Survey ซึ่งในยุค New Normal ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การตลาดแบบออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทและมีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมาก ดีพร้อมจึงเร่งผลักดันและพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ให้มีขีดความสามารถในการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ อันจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดทักษะประสบการณ์
และสามารถเชื่อมโยงเพื่อการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง
โดยความน่าสนใจของกิจกรรมทดสอบตลาด Market Survey ในครั้งนี้เป็นการจัดงานในรูปแบบ Virtual Event ซึ่งเป็นอีกหนึ่งงานมหกรรมแสดงสินค้าในรูปแบบโลกเสมือนจริงในระบบออนไลน์ที่ดีพร้อมจัดขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้มาใช้ในการจัดกิจกรรม เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งภายในงานได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพจากผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศกว่า 140 ราย อาทิ เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายของใช้ ของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร อาหารและเครื่องดื่ม ถือว่าครบจบในงานเดียว
นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการจัดสัมมนา โดยมีวิทยากรชื่อดังระดับประเทศ ทางด้าน e-Commerce เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมได้ฟรี อาทิ การทดสอบตลาด Market Survey พื้นฐานการสำรวจและการทำตลาดด้วย Facebook การทำตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง (DIY e-Commerce) การดีลกับโรงงานเพื่อสร้างสินค้านวัตกรรม อัปเดตหลังโควิด ภูมิศาสตร์ e-Commerce ของประเทศไทยและพื้นฐานของการขายออนไลน์ ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลา5 วัน โดยผู้ร่วมงานสามารถเข้าร่วมงานได้อย่างต่อเนื่องทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และคาดว่าจะมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นจำนวนมากตลอดระยะเวลาของการจัดงาน นายภาสกร กล่าว
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมงานได้ทุกวัน ตั้งแต่ วันที่ 11 – 15 มิถุนายน 2564 ผ่าน www.dcivirtualevent2021.com

ตรวจสุขภาพฟรี! รับสมุนไพรฟรี! ในงานสมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด
เริ่มแล้ว! งานดี ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สำหรับงาน สมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด จัดโดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันนี้ – 14 มิถุนายน 2564 ณ ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A ,B ซึ่งมีความตั้งใจสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในการนำตำรับยาจากสมุนไพรภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคมาดูแลสุขภาพของตนเอง
โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรอบ ๆ รอบละ 20 คน สามารถ walk in ลงทะเบียนได้ที่หน้างาน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า รอบที่ 1 เวลา 11.00 น. รอบที่ 2 เวลา 11.30 น. รอบที่ 3 เวลา 12.00 น. รอบที่ 4 เวลา 13.00 น. รอบที่ 5 เวลา 13.30 น. รอบที่ 6 เวลา 14.00 น. รอบที่ 7 เวลา 14.30 น. รอบที่ 8 เวลา 15.00 น. รอบที่ 9 เวลา 15.30 น. รอบที่ 10 เวลา 16.00 น. รอบที่ 11 เวลา 16.30 น. รอบที่ 12 เวลา 17.30 น. รอบที่ 13 เวลา 17.30 น. รอบที่ 14 เวลา 18.00 น.
ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่คลินิกตรวจสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย/แพทย์แผนไทยประยุกต์ การสาธิตทำเครื่องดื่มสุขภาพและการใช้สมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อาทิ น้ำตรีผลา น้ำกระชาย ซึ่งมีวิธีทำง่าย ๆ สำหรับนำกลับไปทำได้ที่บ้าน และผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับแจกสมุนไพรกลับไปปลูกที่บ้านอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกเคลือบสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่มีส่วนผสมของน้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์ ลูกอมสมุนไพรจากกาแฟและกระชายขาว ผลิตภัณฑ์ความงามช่วยบำรุงผิวหน้าเจลว่านหางจระเข้ที่มีสารสกัดจากว่านหางจระเข้ 100 % เครื่องดื่มชื่นใจและดูแลสุขภาพที่มีส่วนผสมของน้ำกระชายผสมมะนาวและน้ำผึ้ง น้ำสมุนไพรรวมจากน้ำส้มควายผสมน้ำผึ้งพร้อมดื่ม แยมส้มควายภูเก็ตที่นำไปทาเป็นแยมทานกับขนมปังหรือจะชงเป็นชาก็ได้รสชาติและสุขภาพที่ดี ซึ่งส้มควายเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพ พืชท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต ที่นำมาให้ได้จับจ่ายกันในงานนี้ เป็นต้น
งานสมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด มีตั้งแต่วันนี้จนถึง 14 มิถุนายน 2564 ณ ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A ,B ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

‘ภูตะวัน’ เอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ชู 4 กลยุทธ์ ฝ่าโควิด-19
‘ภูตะวัน’ ต่อยอดความสำเร็จธุรกิจ 20 ปี สร้างคลัสเตอร์เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์-ชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ไทยผ่านแบรนด์ ‘intree’ เจาะลูกค้ายุคนิวนอร์มอลมองหาสินค้าส่วนผสมธรรมชาติออแกนิคระดับเข้มข้น พร้อมแชร์ 4 กลยุทธ์หนุนธุรกิจกลับมาโตเท่าเดิมก่อนโควิดระบาด หวังเป็นต้นแบบเอสเอ็มอีไทยรุ่นใหม่ ไปไกลในต่างประเทศ

นายฉัตรชัย วงศ์มานะโรจน์ศรี ผู้ก่อตั้ง และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภูตะวัน เฮิร์บ แอนด์ คอสเมติค จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ส่วนผสมจากธรรมชาติแบรนด์ ‘ภูตะวัน’ เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตสินค้าจากส่วนผสมธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ในประเภทต่างๆ รวมถึงการนำองค์ความรู้ทางวิชาการถ่ายทอดต่อไปยังชุมชนเกษตรกรท้องถิ่น ผู้เพาะปลูกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พืชสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพสูง เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าแบรนด์ภูตะวัน มาตลอดระยะเวลาร่วมสองทศวรรษ
ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของแบรนด์ภูตะวัน บริษัทได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญดังกล่าว พร้อมใช้จุดเด่น ‘ธรรมชาติ’ เป็นตัวกลางสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้บริโภค เกษตรกร และ องค์กรเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ อินทรี (intree : Organic mountain) มีจุดเด่นสินค้าส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติระดับเข้มข้นในปริมาณที่สูงกว่า 90% และให้ความปลอดภัยสูง โดยใช้วัตถุดิบออแกนิคที่ได้รับการรับรองจาก USDA, ECO-CERT และ สถาบันระดับโลก รวมทั้งยังเป็น Biodegradable วัตถุดิบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายได้ในแหล่งน้ำ โดยไม่ทำลายประการัง เป็นต้น
โดยบริษัท ได้ใช้สองแหล่งวัตถุดิบหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ ‘อินทรี’ (intree : Organic mountain) คือ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากการรวมกลุ่มของชาติพันธุ์ต่างๆ ได้จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรชาวไทยภูเขาในชื่อ ‘กลุ่มเกษตรยิ้มออแกนิค’ ร่วมเพาะปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ คือ ‘ตะไคร้แดง’ มีคุณสมบัติพิเศษด้านกลิ่นหอมแรง และความเข้มข้นของน้ำมันในปริมาณที่สูง
และแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญแห่งที่สอง คือ ทุ่งเริง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่แห่งนี้ร่วมปลูกกุหลาบมอญ ซึ่งถือเป็นราชินีดอกไม้บนดอย ซึ่งปลูกได้ดีที่สุดบนภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีคุณค่าจากสารสกัด Rosa Poly Phenal ออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว คืนความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาให้กับเซลล์ผิว ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์
สำหรับผลิตภัณฑ์ intree จับกลุ่มเป้าหมายระดับบน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 25-35 ปีมีรูปแบบการใช้ชีวิตทันสมัย ห่วงใยสิ่งแวดล้อม รักการเดินทางท่องเที่ยว ใส่ใจความสะอาดให้ความสำคัญในการดูแลตัวเอง และชื่นชอบของใช้-สินค้าที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ และ ผลิตภัณฑ์ออแกนิค ปัจจุบัน intree มีกลุ่มลูกค้าหลักในเมืองประมาณ 60% และอื่นๆราว 40% รวมถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่สนใจผลิตภัณฑ์ออแกนิคที่มีคุณภาพและส่วนผสมระดับเข้มข้น
นายฉัตรชัย กล่าวว่า บริษัทได้ปันผลกำไรประมาณ 5% เพื่อคืนกลับไปยังชุมชนดังกล่าวให้นำไปพัฒนาและขยายการเพาะปลูกและการทำกิจกรรมพืชออแกนิคของชุมชนบนภูเขาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเช่นกัน
โดยบริษัทวางเป้าหมายจากการเปิดตัวพร้อมทำตลาดผลิตภัณฑ์ intree ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้าว่าประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกพืชออแกนิคที่มีคุณภาพสูงและมีเอกลักษณ์ระดับโลก โดยกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ภูเขาของไทยยังได้รับการส่งเสริมด้านเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน จากรายได้ที่เป็นรูปธรรมจากการนำส่งวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าออแกนิคให้กับบริษัท
พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่จะเข้าไปร่วมงานและสนับสนุน และเป็นต้นแบบให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) อื่นๆ ในอนาคต ผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจของบริษัท รวมถึงสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคต่อแบรนด์ Intree by Phutawan ด้วยเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างยอดขายที่ยั่งยืนผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ และ ช่องทางออฟไลน์ ควบคู่กันไปกับแบรนด์ภูตะวันให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น
นายฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับแผนธุรกิจภายใน 2 ปี (2564 – 2565) บริษัทจะมุ่งดำเนินการใน 4 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์ที่ 1 สร้างภาพการเติบโตในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 200% กลยุทธ์ที่ 2 ลดการขยายสาขาร้าน ปัจจุบันมี 18 แห่งทั่วประเทศ โดยปรับหน้าร้านเป็นรูปแบบขนาดเล็ก เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงได้สะดวกสบายในทุกที่ พร้อมสื่อสารแบรนด์ไปยังร้านค้าพันธมิตรที่มีแนวทางการทำตลาดคล้ายคลึงกันเพื่อขยายตลาดและเติบโตไปพร้อมกัน กลยุทธ์ที่ 3 มุ่งขยายการเติบโตแบรนด์และการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) มากขึ้น ผ่านความร่วมมือ (Cooperate) ต่างๆกับเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบขายปริมาณมาก โดยใช้ความน่าเชื่อถือและเรื่องราว (story) สินค้าและแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน มาร่วมใช้สื่อสารการตลาด และกลยุทธ์ที่ 4 ขยายการตลาดและการเติบโตไปที่ตลาดส่งออก โดยเน้นการเป็นแบรนด์สินค้าไทยที่เกิดจาก Made From Local Farmer และเป็นสินค้าจากวัตถุดิบในประเทศไทยอย่างแท้จริง
ปัจจุบันภูตะวันมีหน้าร้านสาขาต่างประเทศ ทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย ฮ่องกง อุซเบกิส-ถาน ออสเตรีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ กว่า 17 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย โอมาน คูเวต ออสเตรีย สิงคโปร์ อุชเบกิซสถาน ฮ่องกง รัสเชีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ลาว ไต้หวัน บัลกาเรีย และ โปแลนด์
ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ดังกล่าวบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ระดับเดิม หรือ มีอัตราเท่ากับในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในปี 2562 โดยมียอดขายอยู่ที่ 120 ล้านบาท
ผลิตภัณฑ์แบรนด์ ‘อินทรี’ (intree : Organic mountain) มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย 2 กลิ่น ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เลมอนกราส ออแกนิค และ กุหลาบมอญ ออแกนิค ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็น แชมพูและคอนดิชั่นเนอร์, ชาวเวอร์เจล, บอดี้สครับ, โซฟบาร์ และ ครีมบำรุงผิว ราคาตั้งแต่ 120 – 480 บาท โดยสามารถซื้อสินค้าได้ทั้ง 18 สาขาของภูตะวัน หรือทางเว็บไซต์ https://phutawanshop.com/ ,www.greenerybasket.com หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/phutawan.official/ และทาง Line Official @PhutawanshopOfficial

เปิดภารกิจ ซีอีโอ ออร์กานอน นำทัพในไทยเป็นทางการ
บริษัท ออร์กานอน จำกัด (NYSE: OGN) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะบริษัทระดับโลกซึ่งเป็นเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่มุ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้หญิงโดยเฉพาะ ณ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ในโอกาสนี้ บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย นำโดย มร. คุง คาเรล เคราท์บ๊อช (Koen C. Kruijtbosch) กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดตัวออร์กานอนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้หญิงไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน ผ่านการรับฟังทุกความต้องการด้านสุขภาพของผู้หญิง และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเน้นย้ำความเชื่อของบริษัทที่ว่าเสียงของผู้หญิงคือสิ่งสำคัญ ออร์กานอน ประเทศไทย จึงได้เลือกให้ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เป็นตัวแทนเสียงของผู้หญิงไทยในการแสดงออกถึงสุขภาวะของผู้หญิงผ่านกิจกรรม Wall of Voices ที่จัดแสดงอยู่บริเวณด้านนอกของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ร่วมกับตัวแทนผู้หญิงจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

มร. คุง คาเรล เคราท์บ๊อช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าผู้หญิง คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้โลกมีสุขภาวะที่ดีขึ้น และการทำให้ผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีขึ้นในอนาคต จึงหมายถึงการสร้างสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้าให้กับครอบครัวและสังคมรอบตัวของพวกเธอ เราจึงให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำ เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับฟังและทำความเข้าใจความต้องการด้านสุขภาพของผู้หญิง รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ยาและแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้หญิงได้มีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีขึ้นในทุกวัน”

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบชื่อดังของประเทศไทย นักกิจกรรม และทูตสันถวไมตรี UN Women ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเสียงของผู้หญิงไทยในกิจกรรมนี้
นอกจากปัญหาคุณแม่วัยใสแล้ว อัตราการเกิดที่ต่ำก็เป็นอีกความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2563 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 600,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบสามปี
“ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เราจะนำความสามารถของเรามาช่วยแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และปัญหาอัตราการเกิดต่ำซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยได้ นอกจากนี้ เราจะนำความเชี่ยวชาญของเราในด้านผลิตภัณฑ์ยาและแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ มาใช้รักษาโรคและอาการที่ส่งผลต่อ สุขภาพของผู้หญิงในทุกช่วงวัยของชีวิต เช่น โรคกระดูกพรุน ที่ผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 40-80 ปี จำนวนถึง 1 ใน 5 ต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคนี้ ดังนั้น ด้วยความเชี่ยวชาญที่เรามี ผมจึงอยากให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้มั่นใจว่า นับจากนี้ ออร์กานอนประเทศไทยจะอยู่ตรงนี้เพื่อรับฟังความต้องการด้านสุขภาพของคุณ และจะทำทุกวิธีที่เป็นไปได้เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาด้านสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นให้กับคุณ” มร. คุง คาเรล เคราท์บ๊อช กล่าวสรุป
ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปิดตัวในครั้งนี้ ออร์กานอนมียาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มากกว่า 60 รายการ ซึ่งมีการให้บริการในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ธุรกิจหลักของออร์กานอน ได้แก่
- กลุ่มสุขภาพผู้หญิงและการเจริญพันธุ์: ความเชี่ยวชาญหลักของออร์กานอน คือ อนามัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะด้านการคุมกำเนิดและการเจริญพันธุ์ เรามุ่งมั่นที่จะต่อยอดไปยังด้านอื่นๆ ที่จะช่วยรักษาโรคและอาการที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้หญิงในทุกช่วงวัยของชีวิต นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้หญิงแล้ว เราจะมุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงซึ่งกระทบต่อการดำเนินชีวิต หรือสร้างภาระหนักหน่วงให้กับผู้หญิง นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์แล้ว การเข้าถึงยาก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน ขณะที่เราพยายามให้ผลิตภัณฑ์ของเราได้เข้าถึงผู้หญิงทั่วโลกมากขึ้น เราก็ยังทุ่มเทเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาของเราด้วย
- กลุ่มเภสัชภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับ (Established brands): เรามีผลิตภัณฑ์ยาที่หลากหลายกว่า 49 รายการ ครอบคลุมการรักษาอาการในหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด อาการด้านระบบทางเดินหายใจ การบรรเทาการปวด และโรคภูมิแพ้
ผู้หญิงคือศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมของออร์กานอน ปรัชญาในการค้นคว้าและพัฒนายาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของออร์กานอน คือการทำธุรกิจที่ตอบสนองกับความต้องการของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาและพัฒนาตัวเลือกด้านการดูแลสุขภาพสำหรับผู้หญิง ที่จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีที่สุดในทุกวัน
ความสามารถในระดับโลกที่ครอบคลุมด้านการพัฒนาทางคลินิกและความปลอดภัยของคนไข้ การดูแลควบคุม และการแพทย์ ทำให้ออร์กานอนสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ยา การวินิจฉัย และเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อให้เกิดผลที่มีประสิทธิภาพต่อสุขภาพของผู้หญิง
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับออร์กานอนได้ที่ www.organon.com
TWPC ได้รับการรับรอง IPHA
บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC โดยโรงงานวุ้นเส้นและเส้นก๋วยเตี๋ยวที่บางเลน จังหวัดนครปฐม ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย “IPHA – Industrial and Production Hygiene Administration” ตอกย้ำความมั่นใจด้านความปลอดภัยในมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และเป็นโรงงานวุ้นเส้นภายใต้แบรนด์มังกรคู่ หงษ์ กิเลนคู่ และโรงงานเส้นก๋วยเตี๋ยวรายแรกในประเทศไทย
นาย โฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง และผู้นำตลาด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นและเส้นก๋วยเตี๋ยว เปิดเผยว่าบริษัทให้ความสำคัญในด้านการผลิตอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ได้มีการยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดหรือมาตรฐาน IPHA เริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากรตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในการซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานปลอดภัยจาก COVID-19 โดยโรงงานงานวุ้นเส้นภายใต้แบรนด์มังกรคู่ หงษ์ กิเลนคู่ และโรงงานเส้นก๋วยเตี๋ยว ที่จังหวัดนครปฐม ถือเป็นสถานประกอบการในกลุ่มโรงงานวุ้นเส้นเจ้าแรกที่ได้รับการรับรองดังกล่าวอีกด้วย
สำหรับมาตรฐาน IPHA เป็นมาตรฐานใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมควบคุมโรค สถาบันอาหาร และสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอร่วมกันวางกรอบการพิจารณา เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากร ตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่มีการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อป้องกัน COVID-19 อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ไทยวา ยังเดินหน้า โครงการ“ ไทยวา ร่วมใจ สู้โควิด-19” ต่อเนื่อง โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งความห่วงใย ให้แก่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในการปฏิบัติงานในสถานการณ์สู้โรคโควิด-19 ผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปวุ้นเส้นมังกรคู่ เรดดี้ น้ำดื่มไทยวา และอาหารปรุงสำเร็จด้วยก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ตรากิเลนคู่ รวมถึงอาหารพร้อมทาน ให้กับโรงพยาบาลสนาม และชุมชนที่ยังขาดแคลนอาหาร รวมถึงร่วมกับ “เรื่องเล่าแบ่งปัน” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ร่วมส่งมอบผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปวุ้นเส้นมังกรคู่ เรดดี้ ให้แก่ชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพและปริมณฑลอีกด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทฯ มีแผนการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกลยุทธ์ที่จะมุ่งเน้นไปที่การจัดหาวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มาขับเคลื่อนความเร็วและประสิทธิภาพตลอดกระบวนการทำงานของทั้งองค์กรและนวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ และเดินหน้าธุรกิจใหม่ โดยผลิตสินค้าประเภท “ไบโอพลาสติก” ซึ่งเป็นผลผลิตจากพืชผลทางการเกษตร และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 100% เพื่อนำไปใช้ในรูปแบบประเภทสินค้าภาชนะ และของใช้ในการเกษตรทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปีนี้ และทยอยรับรู้รายได้บางส่วนในปีนี้แต่จะรับรู้รายได้เต็มปีตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป
WICE เผยแนวโน้มธุรกิจ Q2/64 โตต่อเนื่อง
นายชูเดช คงสุนทร (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และ นางสาวบุศรินทร์ ต่วนชะเอม (ขวา)ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ หรือ WICE ให้ข้อมูลสรุปผลประกอบการไตรมาส 1/64 มีรายได้รวม 1,287.36 ล้านบาท กำไรสุทธิ 81.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมให้ข้อมูลทิศทางธุรกิจไตรมาส 2/64 เติบโตต่อเนื่อง ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถรับชมบันทึกเทปได้ที่ www.set.or.th/streaming/vdos-oppday
BIZ ตุนงานในมือกว่า 2 พันล้าน ส่งมอบภายในปีนี้
บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ โชว์ศักยภาพในการก่อสร้างศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าด้านการแพทย์ สามารถตรวจพบโรคมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจนถึงระยะแพร่กระจาย และทำการรักษาตรงจุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็ง มั่นใจผลงานปี 64 สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุยส่งมอบงานตามนัด หลังตุนงานในมือกว่า 2 พันล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งมอบภายในปีนี้
นายวรวิทย์ สีลภูสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและทรัพยากรมนุษย์ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ที่มีความเชียวชาญทางด้านติดตั้งชุดเครื่องมือทางการแพทย์ สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษาชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยถึงความพร้อมของบริษัท ฯ ที่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในทุก ๆ ระยะ เพื่อเป็นทางเลือกให้ทำการรักษาได้ตรงจุดและหายขาด และทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
“บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นอันดับแรก เพราะผู้ป่วยคือผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจัดจำหน่ายโดยตรง มีความต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับที่สูงและทันสมัย เพื่อให้เหมาะสมกับการรักษาอาการโรคมะเร็งในปัจจุบัน ซึ่งการใช้อนุภาคโปรตอน เป็นการรักษาด้วยรังสีที่สมบูรณ์แบบ เพราะสามารถให้ปริมาณรังสีที่สม่ำเสมอครอบคลุมเป้าการรักษา และยังมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเซลล์มะเร็ง แพทย์จึงสามารถเพิ่มปริมาณรังสีสูงสุดที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้หมด ในขณะเดียวกันก็ลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก และในผู้สูงอายุ ซึ่งมีความทนทานต่อผลข้างเคียงได้น้อยจากการรักษา”
สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรงมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำ Customer Acceptance Test ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 95% และขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นขั้นตอนการเก็บข้อมูลเฉพาะของลำรังสีอนุภาคโปรตอน โดยข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการประมวลแผนการรักษา ในระบบเครื่องวางแผนการรักษา (Treatment Planning System) โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมในการเริ่มรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนต่อไป
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจในการมีส่วนร่วมก่อตั้ง “โครงการจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรงมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน” ซึ่งเป็นเครื่องแรกในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้างอาคาร การติดตั้งระบบสนับสนุน (supported Facility) ตลอดไปถึงการติดตั้งตัวเครื่อง และบริษัทฯ ได้สร้างทีมงานวิศวกรที่มีคุณภาพ และมีความเชี่ยวชาญให้เข้าใจในเทคโนโลยีชั้นสูง จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถติดตั้งในโครงการต่อ ๆ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพเท่ากับโครงการจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรงมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ขอให้นักลงทุนทุกคนมั่นใจในศักยภาพของทีมบริหาร และบุคลากรขององค์กรว่า จะสามารถนำพาองค์กรเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ไม่ได้มุ่งเน้นแต่ในด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทฯ ยังมีทรัพยากรที่มีคุณภาพในการนำเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อส่งต่อการรักษาที่ทันสมัยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดอาการเจ็บป่วย และ “ผู้ป่วย” ยังถือว่าเป็น Stakeholder ที่สำคัญอย่างที่สุด
ทั้งนี้ ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/64 แม้จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แต่รายได้และกำไรของบริษัทฯยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการส่งมอบเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งให้กับโรงพยาบาลภาครัฐที่เป็นคู่สัญญา ได้ตามแผนงานที่วางไว้ โดยมีรายได้รวม 551.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 288.30 ล้านบาท หรือ 109.62% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 81.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.48 ล้านบาท หรือ 435.07% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.28 ล้านบาท
โดยปัจจุบันมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 2,188 ล้านบาท ส่วนใหญ่ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ และอยู่ระหว่างเข้าร่วมประมูลในหลายโครงการ ทำให้เห็นถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ที่คาดว่ารายได้และกำไรจะมีโอกาสสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น



