ศธ. ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโควิดทุกพื้นที่

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังนี้

ข้อ 1 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ให้ดำเนินการ ดังนี้
1.1 ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้ปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ และให้ใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด เพื่อลดจำนวนและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคลากร รวมทั้งจัดการอบรม สัมมนา หรือการประชุม โดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา
1.2 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ที่ต้องเดินทางโดยวิธีการขนส่งสาธารณะ ให้ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง และผู้บริหารของหน่วยงานสั่งให้เข้ามาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ข้อ 2 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ปรับการมอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ให้มากที่สุด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นพิจารณาอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานได้ โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เตือนภัย! แอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์และเตือนภัย กรณีการฉ้อโกงในรูปแบบของแอปพลิเคชัน กู้เงินออนไลน์ และ แอปพลิเคชันเงินกู้ที่มีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พี่น้องประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและหันมาทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น

เหล่ามิจฉาชีพจึงฉวยโอกาสนี้แฝงตัวมาในรูปแบบของแหล่งเงินกู้ออนไลน์ โดยรูปแบบการกระทำความผิดหลัก ๆ ที่พบ จะมี 2 ลักษณะ คือ

1.แอปพลิเคชัน ที่หลอกว่าจะให้กู้เงินและใช้กลอุบายว่าทางผู้กู้จะต้องโอนเงินมาก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการค้ำประกันเงินกู้ จากนั้นเมื่อผู้กู้โอนเงินไป มิจฉาชีพก็ไม่ได้โอนเงินมาให้ผู้กู้ตามที่ตกลงกันไว้
2.แอปพลิเคชัน เงินกู้ ให้กู้ยืมเงินจริง แต่มีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย อย่างเช่น การโทรไปข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงกับผู้กู้หากไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนด หรือการประจาน ให้ผู้อื่นทราบถึงหนี้นั้น ๆ

จากสถิติของศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) พบว่า ช่วงระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 64 – 16 ก.ค. 64 มีการแจ้งการกระทำความผิดซึ่งเกี่ยวข้องกับ แอปพลิเคชัน เงินกู้ ออนไลน์มากถึง 263 เรื่อง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการสืบสวนสอบสวน จับกุมผู้กระทําความผิด อย่างจริงจัง ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

โดยแอปพลิเคชัน ที่มีการหลอกให้โอนเงินมัดจำและไม่ให้เงินกู้จริง จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้า สู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนการทวงหนี้โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง การใช้วาจาดูหมิ่นหรือการเปิดเผย ข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญ และรับรู้ถึงพิษภัยของการกระทำความผิดดังกล่าวบนโลกออนไลน์ จึงได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ทราบถึงพิษภัย รวมถึงเร่งทำการ สืบสวน สอบสวน ปราบปราม และจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายและตัดโอกาสในการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

จึงขอเรียนประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนถึงแนวทางการหลีกเลี่ยงป้องกัน การถูกหลอกลวงในรูปแบบของ แอปพลิเคชัน เงินกู้ออนไลน์ ว่า “ควรวางแผนการเงิน หากจำเป็นต้องกู้เงินจริง ๆ ควรเลือกกู้เงินจากสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ และควรศึกษา รายละเอียดของผู้ให้กู้ให้ดี รวมถึงมีสัญญาการกู้ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ”

หากพบเห็นความผิดปกติ หรือขอเสนอที่ดีเกินไป ควรหลีกเลี่ยง และ อย่าหลงเชื่อว่าตัวเองโชคดี นอกจากนี้หากพี่น้องประชาชนหากพบเบาะแสการทวงหนี้ผิดกฎหมายหรือการกระทำความผิดอื่น ๆ สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เตรียมเอกสารรับรองฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อนเข้าขอนแก่น

พ.ต.อ.ธนาวัชร ดีบุญมี ณ ชุมแพ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกำลังร่วม ฝ่ายปกครอง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำการตั้งจุดตรวจตามมาตรการป้องกันโควิด-19 บริเวณริมถนนมิตรภาพ หน้าสวนสาธารณะประตูเมืองขอนแก่น เพื่อตรวจสอบเอกสารการเข้าเมืองโดยรถยนต์ตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

พ.ต.อ.ธนาวัชรกล่าวว่า การตั้งจุดตรวจจุดคัดกรองประชาชนที่เดินทางเข้าพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เป็นจุดตรวจเขตเมืองชั้นในที่จะเน้นการเรียกตรวจรถโดยสารสาธารณะและรถที่มีป้ายต่างจังหวัด หากเป็นประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป จะมีรวม 13 จังหวัด คือฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร นครปฐม นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปัตตานี ยะลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสงขลา จะต้องมีเอกสารรับรองว่าฉีดวัคซีนป้องกันโควิดครบ 2 เข็มแล้ว มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

เนื่องจากจังหวัดขอนแก่นอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น จึงได้สั่งการให้ทุกโรงพัก ใช้มาตรการเข้มข้นดูแลพื้นที่ในจังหวัด ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง)

โดยจุดตรวจที่ทางตำรวจภูธรจังหวัด ขอนแก่นได้กำหนดไว้นั้น เป็นจุดตรวจคัดกรองเดิมบนถนนสายหลัก คือ จุดตรวจนาโน อ.บ้านไผ่ และจุดตรวจ อ.ชุมแพ ดังนั้นจุดตรวจที่ 3 ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมพื้นที่เขตเมือง จะเน้นหนักตามมาตรการที่รัฐกำหนด รวมทั้งการให้คำแนะนำประชาชนที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ ตลอดจนการตรวจสอบประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงที่จะเข้ามาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยทุกจุดตรวจ จะมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด24 ชม. เพื่อให้พื้นที่ของจังหวัดมีความปลอดภัยตามมาตรการฯ

ทีเอ็มบีธนชาต ส่งมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน

ทีเอ็มบีธนชาต ส่งมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน บรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ เริ่มลงทะเบียนวันที่ 19 ก.ค. –  15ส.ค. 64

กรุงเทพฯ 19 ก.ค. 2564 – ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เดินหน้ามาตรการ “ตั้งหลัก” เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติมแก่ลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคาร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยล่าสุด ธนาคารออกมาตรการพิเศษตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการยกระดับมาตรการป้องกันการควบคุมโรค ตามคำสั่งของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โดยพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 2 เดือน ให้กับลูกค้าบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล สินเชื่อรถยนต์ ทีทีบีไดรฟ์ และลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอี  ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ประกอบด้วย ลูกค้าที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ ทั้งในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ และมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ซึ่งเป็นลูกค้าที่ยังเปิดกิจการได้ แต่รายได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้ในสถานการณ์วิกฤต โดยธนาคารมีแนวทางช่วยเหลือ ดังนี้

มาตรการสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบุคคล ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง สามารถพักชำระค่างวด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย นาน 2 เดือน หลังจากได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ โดยหลักเกณฑ์เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด และสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ธนาคารจะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เช่น การลดยอดผ่อนชำระเหลือ 70% ของยอดผ่อนชำระปกติ หรือ พักชำระเงินต้นโดยผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน หรือเปลี่ยนยอดคงค้างในบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด เป็นยอดผ่อนชำระ 48 เดือน เป็นต้น

มาตรการสำหรับลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ ทีทีบีไดรฟ์  โดยในกลุ่มรถยนต์ใหม่ รถยนต์ใช้แล้ว รถแลกเงิน และเล่มแลกเงิน (รถแลกเงินแบบลดต้นลดดอก) สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรงหรือต้องปิดกิจการ หรือไม่สามารถให้บริการได้ ตามคำสั่งของ ศบค. ธนาคารจะมีมาตรการพิเศษ พักชำระค่างวดสูงสุดไม่เกิน 2 งวด สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะพิจารณาตามความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เช่น พักชำระค่างวด ลดค่างวด และขยายเวลาผ่อนชำระ เป็นต้น และในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ธนาคารจะพิจารณา ลดค่างวด หรือขยายเวลาผ่อนชำระ หรือมาตรการอื่น ๆ

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าสินเชื่อเล่มแลกเงิน (รถแลกเงินแบบลดต้นลดดอก) ที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารมีมาตรการให้พักชำระค่างวด หรือลดค่างวดผ่อนชำระสูงสุด 30% และคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 22% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

มาตรการสำหรับลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่มีวงเงินกู้ระยะยาว วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี(O/D) และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน ธนาคารจะพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด นาน 2 เดือน

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งธนาคารมีความห่วงใยลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยพร้อมจะช่วยเหลือและยืนหยัดเคียงข้างไปกับลูกค้า เพื่อก้าวข้ามสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน และสามารถต่อยอดสร้างชีวิตทางการเงินที่ดี ทั้งในวันนี้และอนาคต

ลูกค้าที่สนใจศึกษาข้อมูลมาตรการช่วยเหลือของธนาคารและต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 15สิงหาคม 2564 โดย

  • ลูกค้ารายย่อยลงทะเบียนผ่านโครงการ “ตั้งหลัก” ในเว็บไซต์www.ttbbank.com/tang-luk
  • ลูกค้าเอสเอ็มอี (นิติบุคคล) และลูกค้าธุรกิจ ลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ เจ้าหน้าที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าธุรกิจ หรือ ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี โทร. 0 2643 7000 กด 1 กด 2

อีเมล: [email protected] (ระบุข้อมูล: ชื่อบริษัท/เลขจดทะเบียนนิติบุคคล (13 หลัก)/ชื่อ-นามสกุลผู้ติดต่อ/เบอร์โทรศัพท์มือถือ)

  • ลูกค้าเอสเอ็มอี (บุคคลธรรมดา) ลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ทีเอ็มบีธนชาต คอนแทค เซ็นเตอร์โทร. 1428 กด 3 กด 2

โมเดอร์นา วัคซีนทางเลือกที่หลายคนรอคอย

หลังจากรอมาเนิ่นนาน ประเทศไทยก็กำลังจะมีวัคซีนชนิด mRNA ฉีดกับเขาแล้ว ตามข่าวที่โรงพยาบาลเอกชนหลายเจ้าเริ่มเปิดจองวัคซีน ‘โมเดอร์นา’ (Moderna) ในฐานะของ ‘วัคซีนทางเลือก’ กันเมื่อช่วงที่ผ่านมา

ตามคำบอกเล่า เชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สมควรรู้ว่าร่างกายรับวัคซีนยี่ห้ออะไรมาก็จริง แต่อย่างน้อยด้วยผลการศึกษาหลายๆ ฉบับ ล้วนชี้ไปทางเดียวกันว่าวัคซีนที่ผลิตต่างวิธี หรือวัคซีนคนละยี่ห้อ ต่างก็มีวิธีป้องกันรวมถึงกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นคงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากเราจะทำความเข้าใจกระบวนการของ mRNA ให้ดี ก่อน(อาจจะ)ได้ฉีดจริงในอนาคต

วัคซีนทางเลือกที่กำลังจะเข้าไทย หรือวัคซีนโมเดอร์นา เป็นวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA (Messenger Ribonucleic Acid) โดยมีวิธีจัดการกับเชื้อ อธิบายง่ายๆ คือการส่งโปรตีนสังเคราะห์ที่มีลักษณะเป็นหนามขนาดเล็กตามชื่อคือ mRNA เข้าสู่ร่างกาย จากนั้นเจ้าโปรตีนนี้จะไปกระตุ้นให้เซลล์ของมนุษย์เพิ่มจำนวนตัวมันเอง เพื่อไปก่อกวนระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ภูมิคุ้มกันเรียนรู้จะกำจัดหนามดังกล่าวออกไป ซึ่งต่อไปเมื่อมีไวรัสหนามหรือเชื้อโควิด-19 เข้ามา ร่างกายก็จะจดจำและจัดการกับเชื้อไวรัสได้ดีขึ้นนั่นเอง

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกถกกันมาก คือความใหม่ของเทคโนโลยี mRNA ที่หลายคนกังวลว่าอาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงในอนาคต แต่จริงๆ mRNA ก็เป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นและใช้งานมาร่วม 10 ปีแล้วในการใช้เพื่อหยุดยั้งเชื้ออีโบล่า หรือหากจะพูดถึงผลข้างเคียงอย่างเดียว วัคซีนโมเดอร์นาเองก็มีผลข้างเคียงคล้ายกับวัคซีนยี่ห้ออื่น คืออาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ที่แย่หน่อยคืออาการเมื่อยล้าและเจ็บหน้าอกชนิดไม่รุนแรง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่กรณีนี้ก็พบเพียง0.00126% หรือ 12.6 รายต่อวัคซีนหนึ่งล้านโดส ที่สำคัญส่วนใหญ่ที่เจอก็หายดีและใช้ชีวิตกันตามปกติแล้ว

ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดของวัคซีน mRNA ก็คือความโดดเด่นในแง่ประสิทธิภาพที่สูงลิ่ว โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าวัคซีนโมเดอร์นา สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 94.1% และป้องกันการติดเชื้อได้ 86.4% สำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งยังลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคได้ถึง 100% แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์อันยุ่งเหยิงของไวรัสนี้ได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น สายพันธุ์อัลฟา (พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร), บีต้า (พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้), แกมมา (พบครั้งแรกในบราซิล) และเดลต้า (พบครั้งแรกในอินเดีย)

แน่นอนว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้มากถึง 94.1% ย่อมส่งผลถึงความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd immunity ได้อย่างแน่นอน เห็นได้จากตัวอย่างไกลๆ ในประเทศเยอรมนี, สหรัฐอเมริกา,อิสราเอล หรือฮังการี ที่ผู้คนถอดแมสใช้ชีวิตแบบ Old Normal อย่างแพร่หลายแล้ว แต่ในประเทศไทยที่มีความคืบหน้าด้านวัคซีนที่ค่อนข้างช้า(จนถึงช้ามาก) อาจเกิดคำถามว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้มากน้อยแค่ไหน หรืออาจเลยไปอีกคำถามหนึ่ง ว่าตนเองจะสามารถกลับลำมาฉีด mRNA เป็นเข็มที่ 3 ต่อจากวัคซีนที่เคยได้รับมาแล้ว ได้หรือไม่?

คำตอบสั้นๆ คือ ‘ฉีดได้’ แต่คำอธิบายค่อนข้างยาวเสียหน่อย คือการฉีดวัคซีนโมเดอร์นาเป็นเข็มที่ 3 นั้น อาจต้องมีระยะห่างที่เหมาะสมขึ้นกับว่าได้รับวัคซีนตัวไหนมา ในกรณีที่ฉีด แอสตร้าเซนเนกา มาครบ 2 โดส ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าร่างกายจะมีภูมิมากพอให้เว้นระยะรับเข็มที่ 3 ออกไปได้ราว 6-12 เดือน แต่ในอีกทางหนึ่งเมื่อประเทศกำลังรับมือกับสายพันธุ์เดลต้าที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก เราจึงมีลุ้นร่นระยะการรับ mRNA เป็นเข็ม 3 ได้เร็วขึ้น 1-2 เดือน เพื่อเร่งให้ภูมิสูงขึ้นพอจะรับมือกับสายพันธุ์เดลต้าได้ ส่วนในกรณีที่ผ่านการฉีด ซิโนแวค มานั้น ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดใดๆ มารับรอง ทางเลือกเดียวคือต้องเว้นระยะออกไป 3-6 เดือนก่อน แล้วรอข้อมูลทางวิชาการมารับรองในภายหลัง

ข้อสุดท้ายที่อยากบอกถึงโมเดอร์นาและ mRNA คือวัคซีนตัวเลือกนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่านี้ไม่แนะนำ) ส่วนใหญ่แล้วปลอดภัยกับคนทุกกลุ่ม ยกเว้น กลุ่มผู้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน, ผู้ป่วยติดเชื้อ HIVรวมถึงสตรีที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ ที่อาจต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนฉีด หรือหากเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนหน้านี้ ก็จำเป็นต้องเว้นระยะหลังติดเชื้ออย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนรับวัคซีน และแน่นอน ไม่ว่าเราจะอยู่ในเงื่อนไขใด การพิจารณาความเห็นจากแพทย์คือเรื่องสำคัญสุดเสมอ

ศึกษารายละเอียดวัคซีนโมเดอร์นาเพิ่มเติมก่อนฉีดจริงได้ที่ www.praram9.com/moderna-vaccine หรือจองวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นา กับโรงพยาบาลพระรามเก้า ได้ทาง Line Official@Praram9hospital หรือ https://lin.ee/vR9xrQs หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1270

อวดโฉมบ้านหรูบรรยากาศรีสอร์ท “ศุภาลัย รอยัล ริเวอร์ ขอนแก่น”

“ศุภาลัย รอยัล ริเวอร์ ขอนแก่น” บ้านเดี่ยวหรู บรรยากาศรีสอร์ทสุดสดชื่นในโครงการคุณภาพ เดินทางสะดวกทำเลริมถนนมิตรภาพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เน้นนวัตกรรมบ้านประหยัดพลังงาน ราคาเริ่มต้น 3.06-8.59 ล้านบาท พร้อมโปรฯแรงจัดเต็มของแถม 10 รายการ!

นายราชัย ปิยวาจานุสรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2564 ศุภาลัยยังเน้นขยายตลาดต่างจังหวัดต่อเนื่อง พุ่งเป้าไปที่ทำเลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน เนื่องจากภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีทิศทางเติบโตได้ดี และกำลังซื้อไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มากนัก โดยเฉพาะโครงการแนวราบของจังหวัดที่เศรษฐกิจภายในแข็งแกร่ง อย่างเช่นจังหวัดขอนแก่น ทำให้ “ศุภาลัย รอยัล ริเวอร์ ขอนแก่น” โดยการบริหารงานของบริษัท ศุภาลัยอิสาน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ.ศุภาลัย จึงยังเป็นโครงการต้นแบบของบ้านสวยสไตล์รีสอร์ท ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกับบ้านเดี่ยวพร้อมเข้าอยู่ รายล้อมด้วยธรรมชาติ ริมแม่น้ำชี ที่ไม่ต้องนับวันรอให้ถึงวันหยุด ก็ทำให้ทุกวันกลายเป็นวันพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว

“ศุภาลัย รอยัล ริเวอร์ ขอนแก่น” จากแนวคิดพัฒนาโครงการแห่งนี้ เพื่อให้คุณหลีกหนีความวุ่นวาย มาใช้ชีวิตแสนสบายกับบ้านเดี่ยวสุดหรู 2 ชั้น บรรยากาศรีสอร์ท ริมแม่น้ำชี บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 63 ไร่ บ้านสำหรับครอบครัวที่ตอบโจทย์นิยามการพักผ่อนอย่างแท้จริง ซื้อ 1 เหมือนได้ถึง 2 ทั้งอยู่อาศัยจริงและพักผ่อนตากอากาศ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดได้ทุกวันกับ ราคาเริ่มต้น 3.06-8.59 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 150-318 ตร.ม. เพื่อทุกคนในครอบครัว

เติมเต็มทุก Lifestyle ของการใช้ชีวิตด้วยสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV และเข้า-ออกโครงการด้วยระบบอัตโนมัติ Easy Pass เฉพาะลูกบ้านเท่านั้น อีกทั้งการเดินทางที่มีความสะดวกสบาย เพียง 5 นาทีจากเทสโก้ โลตัสและเซ็นทรัล พลาซา และเพียง 15 นาทีจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

พิเศษสุด! กับโปรโมชั่นร้อนรับหน้าฝน “ศุภาลัยให้เต็ม 10” จัดเต็มของแถม 10 รายการ ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า 6 รายการ ได้แก่ ตู้เย็น 2 ประตู Smart TV เครื่องซักผ้าฝาหน้า เครื่องฟอกอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ไมโครเวฟ และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน 4 รายการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์  ค่าจดจำนอง ค่าส่วนกลาง 1 ปีแรก ค่ามิเตอร์ไฟและค่ามิเตอร์น้ำ ไร้กังวล! ด้วยเงื่อนไขกู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ และจองภายในวันที่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 64 เท่านั้น

ขอเชิญสัมผัสบรรยากาศของบ้านที่เนรมิตรให้กลายเป็นรีสอร์ทส่วนตัวได้แล้ววันนี้ ที่ “ศุภาลัย รอยัล ริเวอร์ ขอนแก่น” ราคาเริ่มต้น 3.06- 8.59 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 150-318 ตารางเมตร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1720 และทาง Facebook : Supalai Society หรือนัดเข้าชมโครงการ คลิก https://lin.ee/hCFzyDA

บขส. หยุดเดินรถสายใต้ทั้งหมด เริ่ม 21 ก.ค.นี้

  1. รายงานข่าวจาก บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 64 เป็นต้นไป บขส.จะหยุดเดินรถโดยสารภาคเหนือและอีสาน จำนวนรวม 8 เส้นทาง ดังนี้

ภาคเหนือจำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ อุตรดิตถ์ ,หล่มเก่า และคลองลาน

ภาคอีสาน จำนวน 5 เส้นทาง คือ นครพนม, เลย-เชียงคาน, สุรินทร์ , สังขะ-ขุขันธ์-กันทรลักษ์-เดชอุดม-อุบลราชธานี และรัตบุรี

ภาคใต้ จะทำการหยุดเดินรถทุกเส้นทาง

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ส่งมอบหน้ากากร่วมต้านภัยโควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่กระจายวงกว้าง กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ขอเป็นอีกหนึ่งพลังในการส่งมอบความช่วยเหลือเพื่อเสริมเกราะป้องกันและสนับสนุนการทำงานให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในผู้ป่วย ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกที่ผลิตโดยทีมวิศวกรฮอนด้าจิตอาสา เพิ่มเติมจำนวน 1,100 ชิ้น รวมมูลค่า 42 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อจัดสรรตามความต้องการและกระจายต่อไปยังโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 114 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ เพื่อกระจายต่อไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โรงพยาบาลเรือนจำกลางบางขวาง และโรงพยาบาลเรือนจำกลางสมุทรปราการ

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์โควิด-19 ได้กลับมาระบาดอีกครั้ง มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ป่วยมีความต้องการอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย โดยทีมวิศวกรฮอนด้าจึงได้เร่งดำเนินการผลิตหน้ากากแรงดันฯ เพิ่มเติมอีก 1,100 ชิ้น เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลรัฐ รวมทั้งเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือและความพยายามของทุกภาคส่วนจะช่วยให้เราก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ และขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่อาสา รวมถึงผู้ป่วยทุกคน ให้พร้อมต่อสู้เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในเรือนจำและทัณฑสถาน โดยปรับพื้นที่บางแห่งเป็นโรงพยาบาลสนามและปรับบทบาทเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้ทำหน้าที่สายการแพทย์ร่วมด้วย เพื่อแก้ไขสถานการณ์การติดเชื้อภายในเรือนจำ ขณะที่โรงพยาบาลภายนอกไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ ทำให้จำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ป้องกันสำหรับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และผู้ต้องขังจำนวนมาก โดยหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกที่ได้รับจากกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย จำนวน 100 ชิ้น จะสามารถป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อจากผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมราชทัณฑ์ขอขอบคุณกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย สำหรับความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้ต้องขังได้เห็นถึงคุณค่าของตนเอง และรับรู้ถึงความห่วงใยของสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างจิตสำนึกที่ดีและประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป

นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ทางกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้มอบความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ ด้วยการผลิตและบริจาคเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบจำนวน 100 เตียง ซึ่งมีต้นแบบมาจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และยังต่อยอดนวัตกรรมมาเป็นหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวก 2,100 ชิ้น พร้อมด้วยเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อฮอนด้า และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น อาทิ ชุดป้องกันเชื้อ PPE หน้ากาก Face Shield หน้ากากอนามัยแบบผ้า รวมถึงการบริการรถยนต์และรถจักรยานยนต์พยาบาลกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย เพื่อร่วมต้านภัยโควิด-19 รวมงบประมาณกว่า 122 ล้านบาท (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยงบประมาณส่วนนี้มาจากเงินสมทบจากการซื้อรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ขอขอบคุณลูกค้าฮอนด้าทุกท่าน เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เพื่อก้าวผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

UPA เข้าซื้อกิจการ GTG ลุยตลาดกัญชง-กัญชาครบวงจร

บมจ.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) ประกาศลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ขยายธุรกิจกัญชง-กัญชา สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด เข้าซื้อกิจการ บริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป หรือ ‘GTG’ ผู้ประกอบการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำด้านกัญชง-กัญชาแบบครบวงจร และเป็นผู้พัฒนากัญชงสายพันธุ์ Raksa® ‘รักษา’ เพื่อใช้ในวงการแพทย์และเป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค โดยออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 8,449.7 ล้านหุ้น เพื่อจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP) แก่กลุ่มผู้ถือหุ้น GTG เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ หนุนบริษัทก้าวสู่ผู้ประกอบการตัวจริงในอุตสาหกรรมกัญชง-กัญชาของไทย

นายกวิน เฉลิมโรจน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA ผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค ในภูมิภาค CLMV+T เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ จากการบรรลุข้อตกลงกับผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป จำกัด หรือ GTG โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าซื้อหุ้น 100% ทั้งนี้ GTG เป็นผู้ประกอบการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำด้านธุรกิจกัญชง-กัญชาแบบครบวงจรในประเทศ และเป็นผู้พัฒนากัญชงสายพันธุ์ Raksa® (รักษา) โดยได้รับใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธุ์ เพาะปลูก และมีโรงสกัดสาร CBD ภายใต้มาตรฐาน GHP (Good Hygiene Practice) และ HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น

การลงทุนครั้งนี้ ช่วยให้ UPA ก้าวสู่ธุรกิจกัญชง-กัญชาแบบครบวงจร และสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจเพิ่มเติมจากธุรกิจหลักของบริษัทในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการให้การตอบรับและให้ความสนใจของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ของ GTG ไปใช้ในการผลิตสินค้าของตน ซึ่งขณะนี้ GTG ก็ได้ร่วมทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่กับบริษัทหลายแห่ง ซึ่ง GTG มีเป้าหมายจะทำตลาดทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศด้วย โดย UPA จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 4,224 ล้านบาท และออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 8,449.7 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น เพื่อจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) แก่กลุ่มผู้ถือหุ้น GTG ทุกราย นอกจากนี้ UPA ก็จะเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนไว้ขยายธุรกิจเพิ่มเติม รวมถึงธุรกิจที่ UPA ดำเนินการอยู่แล้ว

ทั้งนี้ UPA จะทำการเพิ่มทุนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ และออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของ UPA ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ UPA และผู้ถือหุ้นจากการจองซื้อหุ้น PP ในอัตราส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่สำหรับหุ้นเพิ่มทุน จำนวน 4,645 ล้านหุ้น และอัตราส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ซึ่ง UPA จะออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิอีก 3,716 ล้านหุ้น รวมเป็นการเพิ่มทุนทั้งหมด 16,810.7 ล้านหุ้น คิดเป็นทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 8,405.4 ล้านบาท โดยบริษัทฯ พร้อมกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 เพื่อขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นต่อไป

“ด้วยเป้าหมายที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรเพื่อความเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจึงตัดสินใจลงทุนซื้อกิจการ GTG ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตัวจริงในวงการอุตสาหกรรมกัญชง-กัญชาของไทย ที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีโรงสกัดสาร CBD ด้วยเทคนิคการสกัด CO2 ที่ทันสมัย ซึ่งเราเชื่อมั่นว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการเติบโตของ UPA ในอนาคต จากปัจจุบันที่เรามีความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจพลังงาน ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจสาธารณูปโภคในกลุ่มประเทศ CLMV+T ” นายกวิน กล่าว

นายกฤษณ์ ธีรเกาศัลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป จำกัด หรือ (GTG)

นายกฤษณ์ ธีรเกาศัลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป จำกัด หรือ (GTG) กล่าวว่า GTG เป็นผู้ประกอบการธุรกิจกัญชง-กัญชาแบบครบวงจรของไทย ที่เห็นโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ลงทุนก่อสร้างศูนย์วิจัยกัญชง-กัญชามาตรฐาน GMP ครอบคลุมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ ขั้นตอนการเพาะปลูก การจัดตั้งโรงสกัด ไปจนถึงการส่งออก โดยในปี 2561 GTG ได้รับอนุญาตจากภาครัฐให้นำเข้าสายพันธุ์กัญชง-กัญชาจากต่างประเทศจำนวน 12 สายพันธุ์เพื่อมาทำการศึกษาและพัฒนาสายพันธุ์โดยแลกเปลี่ยนเทคนิคทางวิชาการด้านการเพาะปลูก กับมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 2 ปี จน GTG ประสบความสำเร็จในการพัฒนากัญชงสายพันธุ์ Raksa® (รักษา) ที่เหมาะสมกับสภาพดินและอากาศของไทย อีกทั้งยังให้สารสกัด CBD ในดอกแห้งคุณภาพสูงถึง 15.8% ซึ่งถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมกัญชา-กัญชงโลกที่อยู่เพียง 10% และยังให้ปริมาณ THC ต่ำกว่า 1% ตามที่กฎหมายไทยกำหนด

ทั้งนี้ กัญชงสายพันธุ์ Raksa® ของ GTG ยังสามารถให้สารสกัดในรูปแบบ Full Spectrum CBD ที่ได้มาตรฐาน GMP รายแรกของประเทศไทย ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่กำลังจะมีการออกกฎหมายตามมา GTG พร้อมนำองค์ความรู้การเพาะปลูกช่วยสร้างความมั่นคงด้านผลผลิตทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยมีแผนงานก่อสร้างโรงเรือนระบบปิดมาตรฐาน ISO 8 cleanrooms, เพื่อเพิ่มการเพาะปลูกกัญชงขึ้นอีก 2 แห่งในจังหวัดเชียงราย พร้อมจะเริ่มดำเนินการปลูกได้ในสิ้นเดือนสิงหาคม และยังมีโรงเรือนระบบปิดในกรุงเทพฯ อีกแห่งที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการเชิงพาณิชย์ต่อไป

กลุ่มเอแอลที ส่งบริษัทลูก “อินโนว่า” ลุยขายแผงโซล่าเซลล์

กลุ่มเอแอลที ส่งบริษัทลูก “อินโนว่า” ลุยขายแผงโซล่าเซลล์ “Q CELLS” แบรนด์ชั้นนำของโลกเทคโนโลยีประเทศเยอรมัน หวังช่วยลูกค้าลดต้นทุน แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชี้คุณภาพสินค้าอยู่ในระดับเทียร์ 1 ขณะที่ผู้บริหาร “Q CELLS” มองธุรกิจพลังงานทางเลือกในไทยเติบโตสูง พุ่งเป้าจับกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม – บริษัทจดทะเบียน ตั้งเป้า 2 ปีมีส่วนแบ่งตลาด 15% ของยอดรวม 5 – 6 พันล้านบาทต่อปี

นางสมร ดีเส็ง กรรมการบริหาร บริษัท อินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (INN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า บริษัท ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “ Q CELLS ” ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ชั้นนำของโลกที่ใช้เทคโนโลยีของประเทศเยอรมัน ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในประเทศ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล และธุรกิจพลังงานทางเลือกในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตสูง
บริษัทอินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจ ผลิตเสาอากาศรับสัญญาณ และจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโทรคมนาคม เช่น อุปกรณ์กรอง และรวมสัญญาณ อีกทั้งยังให้บริการในรูปแบบ One Stop Repair Service Center ซึ่งให้บริการซ่อมบำรุงและทดสอบอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบครบวงจร ขณะที่การจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่จะมาเสริมกำลังให้บริษัทแข็งแกร่งมากขึ้น

นางสมร กล่าวต่อว่า แผงโซล่าเซลล์ ภายใต้แบรนด์ “ Q CELLS ” ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำ ติด อันดับ TOP 10 ของโลก โดยจุดเด่นเป็นแผงโซล่าที่มีคุณภาพความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งมีความคงทน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน อีกทั้งแผ่น Q Cells ไม่สามารถปลอมแปลงได้ เนื่องจากมี สัญลักษณ์ “Q” จาก Laser Marking ภายในเซลล์ทุกเซลล์ ขณะที่ราคาก็สามารถแข่งขันได้ แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่งเพียงเล็กน้อย แต่หากพิจารณาควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง 25 ปี ที่จะได้รับแล้วนั้น

แผงโซล่าเซลล์ “ Q CELLS ” ถือว่าคุ้มค่าและได้คุณภาพอยู่ในมาตรฐานระดับโลก
“ธุรกิจจัดจำหน่ายแผงโซล่าเซลล์ ถือเป็นโปรดักส์ใหม่ของบริษัทในปีนี้และในอนาคต ซึ่งบริษัทจะหันมาโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะมองว่าแนวโน้มคนจะหันมาให้ความสนใจการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งแผงโซล่าเซลล์นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยประหยัดหรือช่วยลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้าด้วย โดยลูกค้าหลักๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัทจะเป็นผู้รับเหมาที่ต้องการซื้อแผงโซลาไปติดตั้งให้ลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร” นางสมรกล่าว
ด้านนายจุงฮัน ควอน กรรมการผู้จัดการ บริษัท Q CELLS ประเทศไทย กล่าวว่า Q CELLS เป็นผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ที่อยู่ภายใต้บริษัท Hanwha Group ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศเกาหลีใต้ มีธุรกิจหลากหลายทั้งธุรกิจไฟฟ้า, ธุรกิจการเงินและธุรกิจประกันชีวิต เป็นต้น และเป็นบริษัทจดทะเบียนติดอันดับฟอร์จูน 500

สำหรับบริษัท Q CELLS นั้นบริษัทแม่คือ Hanwha Group ได้ไปซื้อกิจการมาจากประเทศเยอรมัน ดังนั้นเทคโนโลยีของ Q Cells จึงเป็นเทคโนโลยีของเยอรมัน ที่มีมาตรฐานเทียร์ 1 และอยู่ใน10ระดับแลกของโลก ซึ่งสินค้าของ Q CELLS นั้นได้จำหน่ายไปทั่วโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 สัดส่วน 26.4% ในอเมริกา ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องของพลังงานสะอาด ถือเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก บริษัทเล็งเห็นความสำคัญนี้ โดยเราใช้โซล่าเซลล์จากสายการผลิตโซล่าเซลล์ของบริษัทเท่านั้น โซล่าเซลล์แต่ละชิ้นผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีทันใหม่และใส่ใจถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้แผงโซล่าเซลล์ของ Q CELLS ได้รับการรรับรอง CFP (Carbon foot print) class 1 และก้าวสูง นวัตกรรมใหม่ Ultra low-carbon ซึ่งจะลดค่า CFP ลงอีกครึ่งนึง ดังนั้นพลังงานที่ผลิตจากแผงโซล่าเซลล์ของเราจึงสะอาดตั้งแต่สายการผลิต

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ทาง Hanwha Group มองว่าพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะแผงโซล่าเซลล์มีศักยภาพเติบโตสูงมาก มีมูลค่าตลาดรวม 5,000 – 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยทาง “ Q CELLS ” ได้แต่งตั้งบริษัท อินโนว่า เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม หรือลูกค้าตลาดบน ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่เน้นเรื่องการทำธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ( ESG ) หรือมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีส่วนแบ่งตลาด15%