การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ

เมื่ออายุเพิ่มขึ้นความเสื่อมของร่างกายก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปพบได้ถึงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นปัญหาของผู้สูงวัยที่มักจะพบบ่อยคือ โรคข้อเข่าเสื่อม(Knee osteoarthritis) สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำหนักตัวที่มากใช้เข่ามาก อาจใช้นานกว่าปกติ หรือผิดท่ามักมีอาการปวดหรืออักเสบบริเวณข้อเข่า การย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุด้วยแล้วยิ่งต้องดูแลมากเป็นพิเศษหากโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นก็จะต้องพบกับความทรมานและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน เผยว่า สาเหตุหลักของการเสื่อมของข้อเข่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือ ปฐมภูมิการเสื่อมตามธรรมชาติ จะเริ่มเกิดกับบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เกิดจาการใช้งานผิวกระดูกอ่อนที่อยู่ในข้อเข่าเริ่มมีการสึก แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาการปวด ลักษณะที่ผิดปกติ และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์จะทำการส่งตรวจเอกซเรย์ (XRay) เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำการเอกซเรย์ประกอบการวินิจฉัยของโรคจะพบว่ามีหินปูนเกาะอยู่ตรงบริเวณกระดูกข้อเข่าจะเกิดขึ้นเมื่อข้อเข่าเสื่อมสภาพ ประเภทที่สองคือ
ทุติยภูมิ การเกิดจากอุบัติเหตุ กระดูกข้อเข่าจะมีการถูกกระแทกได้รับความเสียหาย บิดพลิก ทำให้สภาพแวดล้อมในตัวข้อเข่าไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกเกิดการฉีกขาด ทำให้ผิวกระดูกอ่อนของข้อเข่าเกิดการสึกซึ่งจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกตินอกจากนี้โรคประจำตัวก็มีส่วนที่ส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วขึ้น เช่น โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ เป็นต้น

สังเกตอาการของ “โรคข้อเข่าเสื่อม”(Knee osteoarthritis) จะเริ่มจากอาการปวดเป็น
หาย ๆ เมื่อได้พักการใช้เข่า อาการปวดก็จะทุเลาลง และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อนั้นมาก อาการที่หนักขึ้นจะเป็นตลอดเวลา เกิดภาวะข้อฝืด มีเสียงดังในเข่า ใช้งานไม่ถนัด บางรายมีข้อติด ตามมาด้วยการเกิดข้อผิดรูป หัวเข่าเสื่อมบวมโต บางรายมีขาโก่งออกมาและเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่เป็นสาเหตุของความพิการหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ คุณหมอพูดถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ข้อเข่ามีการเสื่อม เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ ออกกำลังกายที่มีการกระโดด ขึ้น-ลงบันไดบ่อย ๆ ยกของหนักน้ำหนักเกินมาตรฐาน เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการบาลานซ์น้ำหนักอย่างไม่ลงตัว การดูแลตัวเองโดยการปรับเปลี่ยนอิริยาบถและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่า และยืดอายุการใช้งานของข้อให้นานขึ้นได้อีกด้วย

แนวทางการรักษา

ในกรณีไม่ผ่าตัด คือการรักษาแบบประคับประคอง โดยใช้วิธีการให้ยารับประทาน ยาทาบริเวณเฉพาะจุด และยาสำหรับฉีดเฉพาะจุด ดังนี้ ยารับประทานหมวดหมู่กลุ่มแก้ปวด, กลุ่มคลายกล้ามเนื้อ, กลุ่มยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เรียกว่าเอ็นเสด(NSAIDs) ยาทาเฉพาะจุดเจลทาลดการอักเสบ หรือสเปรย์พ่นบริเวณที่ปวดและ การฉีดยาเฉพาะจุด การฉีดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถทำได้ 2 แบบคือ ฉีดสเตียรอยด์จะใช้ในกรณีที่ข้อเข่ามีอาการอักเสบแบบเฉียบพลัน โดยฤทธิ์ของสเตียรอยด์จะช่วยลดอาการปวดในช่วงที่โรคข้อเข่าเสื่อมอยู่ในระยะที่มีการอักเสบบวมแดงร้อนได้อย่างรวดเร็วแบบที่สอง คือ ฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเป็นสารสกัดของ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในน้ำเลี้ยงข้อปกติ ด้วยเหตุนี้น้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า จึงมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อของร่างกาย การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า จะช่วยปรับคุณภาพและสมดุลของปริมาณน้ำในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบทำให้อาการปวดข้อลดลง การใช้ยาชนิดนี้อาจชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไปได้
ในกรณีผ่าตัด กรณีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรง แพทย์จะพิจารณาใช้เทคโนโลยีการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Arthroplasty) แบ่งเป็น

ารผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty: UKA) เป็นการผ่าตัดเอาผิวข้อเข่าเฉพาะส่วนที่เสื่อมออก โดยเก็บรักษาผิวข้อเข่าในส่วนที่กระดูกอ่อนยังอยู่ในสภาพดีไว้ แล้วทดแทนด้วยผิวข้อเทียม และกระดูกอ่อนเทียมเพียงบางส่วน

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Arthroplasty: TKA) ใช้กับผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรง มีอาการปวดทั่วทั้งเข่า และแกนขา จึงมีความจำเป็นต้องทำการผ่าตัดแบบ เปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด

โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่โรงพยาบาลนครธน มีแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด การผ่าตัดใช้เว12 ชั่วโมงเท่านั้นสำหรับเรื่องแผลไร้กังวล เพราะแผลจะมีขนาดเล็กอย่างเหมาะสมสามารถฟื้นตัวเร็วภายใน 35 วัน หลังจากการผ่าตัดก็จะกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติแต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ดูแลสุขภาพการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าธรรมชาติ ยิ่งดูแลสขภาพดี ทุกคนก็จะมีต้นทุนชีวิตเรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น นายแพทย์นิธิวุฒิ กล่าวสรุป

โรงพยาบาลนครธน ตั้งอยู่ในทำเลย่านพระราม 2 สะดวกเข้าถึงง่าย และเปิดการสื่อสารสะดวกหลากหลายช่องทางสำหรับทุกเจนเนอเรชันทั้งผ่านระบบโทรศัพท์ โทร02-450-9999บริการคอนแทคเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมงและออนไลน์แพลตฟอร์มทางเว็บไซต์ www.nakornthon.com สามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทางและ บริการถาม-ตอบปัญหาสุขภาพผ่าน LINE official @Nakornthon Hospital และเฟซบุ๊กเพจ FB: Nakornthon Hospital บริการให้ข้อมูลรวมถึงติดตามข่าวสารและข้อมูลการรักษาเพิ่มเติมได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้โรงพยาบาลยังเข้าถึงผู้รับบริการต่างชาติ(กลุ่มคนจีน) ผ่านทางเว็บไซต์ Weibo และ WeChatตอบโจทย์คนในแต่ละพื้นที่บริการได้อย่างครบครัน ด้วยการดูแลอย่างเข้าใจดุจญาติมิตรทุกขั้นตอนจากการตรวจรักษาไปจนถึงการฟื้นฟูด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ มุ่งเน้นให้ความคุ้มค่าเหนือราคา

เสนอ 4 แนวทางต่อนายกรัฐมนตรี ช่วยภาคธุรกิจ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย หาแนวทางช่วยเหลือ SMEs ที่กำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ โดยเตรียมยื่นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเร่งด่วน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้ในสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย มีความเป็นห่วงผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังเผชิญปัญหาในขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐไปแล้วหลายอย่างโดยเฉพาะด้านการเงิน แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานมีความเห็นร่วมกันในการที่จะเสนอท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือ SMEs เพิ่มเติม 4 แนวทาง ดังนี้

1. ให้พิจารณาเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาในช่วงนี้ได้มากขึ้น
2. พิจารณาให้ผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้สถาบันการเงินที่เข้าเกณฑ์ NPL ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดจนถึง 3 ปี นับจากสิ้นสุดช่วงโควิด ไม่มีประวัติข้อมูลที่บ่งบอกถึงประวัติการชำระหนี้หรือสินเชื่อใน Credit Bureau (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)
3. ขอให้พิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยกู้ตามประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เขียนไว้ว่า “ให้สภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการที่ยังพอมีศักยภาพ” โดยให้เป็นดุลยพินิจของสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้มงวดกับคำว่าศักยภาพที่ยึดโยงกับรายได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอนจากสถานการณ์วิกฤติไม่ปกติจะเป็นอุปสรรคลำดับแรก ที่สถาบันการเงินจะยังไม่พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น NPLs จากผลกระทบของ COVID-19
4. ให้ความช่วยเหลือในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนด้านสาธารณสุข โดยการจัดหา Rapid Test ให้กับผู้ประกอบการ SMEs

นอกเหนือจากแนวทางข้างต้น นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินแนวทางเร่งด่วนในการช่วยเหลือ SME เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจให้สามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงโควิด  โดยเริ่มจากขอความร่วมมือจากบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพให้ชำระค่าสินค้าและบริการล่วงหน้าบางส่วน  ขยายระยะเวลาเรียกเก็บหนี้  ลดระยะเวลาชำระหนี้  และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกจ้าง/พนักงาน โดยจ่ายเงินเดือนทุก 15 วัน นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากบริษัทจดทะเบียนเพื่อระดมความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำ Rescue Box สำหรับผู้ป่วยโควิดที่แยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือผู้ป่วยโควิดที่แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) และขอให้ภาครัฐเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มธุรกิจเพื่อประคองเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ ภาคส่งออก ภาคก่อสร้าง และโรงงานต่างๆ ด้วย”

สำหรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งกองทุน ส.อ.ท. ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19 เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนด้านสาธารณสุข ทั้งการจัดหา Rapid Testให้กับผู้ประกอบการ SMEs และประชาชน, สร้างห้องความดันลบ, จัดหาวัคซีนเพิ่มเติมและสภาอุตสาหกรรมฯ ยังจะเข้าไปสนับสนุนโครงการ Rescue Box สำหรับผู้ป่วยโควิดของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่มเติมโดยจัดหาสิ่งของที่จำเป็นและยาเข้าไปสมทบ หรือการช่วยเหลืออื่นๆ ที่ภาคสาธารณสุขมีความจำเป็น นอกจากนี้ ยังหารือแนวทางความช่วยเหลือเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ อาทิ การผลักดันโครงการFaster Payment ให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะลดระยะเวลา Credit term ให้แก่คู่ค้าของบริษัทโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในระยะเวลา 30 วันต่อไปจนถึงสิ้นปี ความร่วมมือกันในการจัดทำสินเชื่อ Supply Chain Factoring เพื่อช่วย SMEs โดยจะหารือร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทด้วยการสนับสนุนสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียน Made in Thailand แล้วด้วย”

นอกจากนี้ ยังได้หารือกันถึงความร่วมมืออื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ส่งเสริม SME ให้จัดทำบัญชีเดียวผ่านการเสริมรากฐานทักษะความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพ SME เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเติบโตระยะยาวซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน LiVE Platform  การช่วยเหลือแรงงานที่ตกงานจากสถานการณ์ COVID-19 และความร่วมมือในกองทุนนวัตกรรม โดยจะได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมาตรการเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบัน แต่ในระยะยาวก็จะได้จัดทำแนวทางพัฒนาและช่วยเหลือ SMEs ด้านอื่นๆ เพิ่มเติม

GLOCON ดันแบรนด์ Kitchen Plus ลุย Plant Based อัพมาร์จิ้น

GLOCON ส่งซิก 2Q21 พลิกบวก รับอานิสงค์ WFH หนุนยอดขายอาหารพร้อมทานพุ่ง กางแผนครึ่งปีหลังเดินเกมรุกธุรกิจอาหาร ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ FrozenChilledPlant Based บุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งแบรนด์ Kitchen Plus ลุยอาหารพร้อมทานโปรตีนจากพืช อัพมาร์จิ้น เตรียมนำร่อง 6 เมนูอาหารไทยยอดนิยมรสจัดจ้านสารอาหารครบ เจาะยุโรป-อเมริกา สิงหาคมนี้ รับเทรนด์รักสุขภาพบูม พร้อมเพิ่มไลน์อาหารแช่เย็นขยายฐานในประเทศ ผู้บริหาร ย้ำ พร้อมรุกตลาดอาหารผสมกัญชงเต็มรูปแบบหลังรัฐเปิดไฟเขียว มั่นใจ ผลงานครึ่งปีหลังสดใส หนุนภาพรวมทั้งปี 2564 ขยายตัวตามเป้ารายได้ทะลุ 2,100 ล้านบาท กำไรเติบโตจากปีก่อน

นายนพพร ภัทรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOCON ผู้นำการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์ ประเมินภาพรวมผลงานไตรมาส 2/2564 ว่า เห็นสัญญาณพลิกกลับมาเป็นบวก ตามยอดขายที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร หมวดอาหารแปรรูปแช่แข็ง และอาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน (Ready To Eat) ที่ได้รับอานิสงค์ Work Form Home จากกระแสการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID19) นอกจากนี้ บริษัทฯยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Delivery และรถฟู้ดทรัคในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรดีขึ้น  ขณะที่แนวโน้มการส่งออกผลไม้อบแห้งขยายตัวได้ดี จากยอดคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าหลักๆเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯเดินเกมรุกธุรกิจอาหาร ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน ทั้งแบบอาหารแช่แข็ง (Frozen Food), อาหารแช่เย็น (Chilled Food) และผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืช (Plant Based) ภายใต้แบรนด์ “Kitchen Plus” (แบรนด์ตัวเอง) เพื่อผลักดันอัตราการทำกำไรให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยได้เตรียมส่ง Plant Based อาหารไทยรายแรกของโลก ชูจุดเด่นรสชาติจัดจ้านสารอาหารครบ ประเดิม 6 เมนูยอดนิยม อาทิ กระเพรา, บะหมี่หมูสับ, ปอเปี๊ยะทอด และลาบทอด เป็นต้น ลุยตลาดประเทศฝรั่งเศส, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากได้ทดลองวางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดในประเทศแล้ว ตั้งเป้าเฟสถัดไปเดินหน้าขยายตลาดไปยังประเทศเยอรมันนี,เนเธอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆทั่วยุโรปและอเมริกา รองรับกระแสรักสุขภาพบูม ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลและมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด

ขณะที่แผนการทำตลาดในประเทศนั้น ล่าสุดบริษัทฯได้ขยายไลน์ผลิตอาหารพร้อมทานแช่เย็น (Chilled Food) ในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) ภายใต้แบรนด์ EZY GO วางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ  7-11 (พันธมิตรหลัก) ทั่วประเทศ พร้อมเตรียมแผนรุกตลาดผลิตภัณฑ์อาหารผสมกัญชงเต็มรูปแบบ หลังคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไฟเขียวหมวดอาหาร เบื้องต้นคาดจะมีการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตประกอบการภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทฯจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์เพื่อวางตลาดได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทฯอยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องสกัดน้ำมันกัญชง (Hemp Seed Oil) และพัฒนาสูตรอาหารหลากหลายเมนูในรูปแบบ Ready To Eat และผลิตภัณฑ์โปรตีนผง ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งจากแผนงานที่วางไว้ข้างต้น มั่นใจ ผลักดันผลงานช่วงครึ่งปีหลังสดใส หนุนภาพรวมทั้งปี 2564 เติบโตตามเป้าหมาย รายได้ทะลุ 2,100 ล้านบาท เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ขีดความสามารถการทำกำไรปรับดีขึ้นจากปีก่อน สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GP) ไว้ได้ที่ระดับ 25-30%

GBS แนะเก็งกำไรหุ้น รพ. – เครื่องมือแพทย์

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยยัง Sideway Downจากปัจจัยลบทั้งใน – นอกประเทศ ภาครัฐยกระดับคุมเข้มโควิดเพิ่มพื้นที่สีแดงเข้มอีก 3 จังหวัด หลังยอดจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงต่อเนื่อง แถมกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัสจ่อเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน กดดันราคามันร่วงจึงให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ 1,520-1,580 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล และเครื่องมือแพทย์ที่คาดประกาศงบ Q2/64 ออกมาดี ชู CHG- EKH- BCH- VIBHA- SMDTM เด่น

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ยังคง Sideway Down โดยมีแรงกดดันจากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยศบค.ได้ยกระดับมาตรการและขยายเวลาล็อกพื้นที่สีแดงเข้มเพิ่มเติม อยุธยา-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี ขณะที่หนี้สาธารณของประเทศเดือนพ.ค.2564 พุ่งแตะ 8.69 ล้านล้านบาท คิดเป็น 55.42% ของ GDP ใกล้ถึงกรอบกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ไม่เกิน 60% ของ GDP และกระทรวงการคลังจ่อถกขยายเพดานหนี้เพิ่ม

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่กดดันตลาดหุ้นต่อเนื่อง อาทิ รมว.คลังสหรัฐเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐมีแนวโน้มพุ่งขึ้นนานหลายเดือนคาดจะส่งผลกระทบต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภค หรือแม้แต่ EU ก็มีมติถอดประเทศไทยออกจากบัญชีรายชื่อกลุ่มประเทศที่มีความปลอดภัยที่สามารถเดินทางเข้าEU ได้ในช่วงที่โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด ส่วนโกลด์แมน แซคส์ ปรับลดคาดการณ์ GDP หลายประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2564รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด และกลุ่มโอเปก และโอเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันรวม 2 ล้านบาร์เรล/วัน โดยให้ทยอยปรับเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 400,000 บาร์เรล/วันตั้งแต่เดือนส.ค.ไปจนถึงเดือนธ.ค.2564ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่1,520-1,580 จุด

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2564 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร สหรัฐเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค.ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR สหรัฐรายงานการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนมิ.ย.BOJ เปิดเผยรายงานการประชุม สหรัฐรายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ECB ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย สหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนมิ.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย. 

ดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและเครื่องมือแพทย์ ที่จะประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2564 ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้  ซึ่งคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตสูงจากฐานที่ต่ำในงวดเดียวกันของปีก่อน  โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ได้แก่  CHG- EKH- BCH- VIBHA- SMD และ TM

ส่วนทิศทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า  ราคาทองคำโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น 19$/Oz สู่ 1,827$/Oz โดยได้แรงหนุนจากดัชนี CPI สหรัฐที่พุ่งขึ้น 5.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2551 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.0%

อีกทั้งนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดจะเดินหน้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อไป โดยการที่เฟดจะลดวงเงิน QE จากระดับ 120,000 ล้านดอลลาร์/เดือนนั้น จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ส่วนประเด็นเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นในระยะนี้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว จากการที่รัฐต่างๆทำการเปิดเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะดีดตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก่อนที่จะปรับตัวลงเมื่อสถานการณ์ต่างๆกลับสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ ราคาทองคำเริ่มมีสัญญาณรีบาวด์ทางเทคนิคจากการสร้างรูปแบบกลับตัว U Shape โดยฝ่ายวิจัยประเมินกรอบทองคำในสัปดาห์นี้ที่ 1,800-1,860 $/Oz โดยแนะนำให้เล่นฝั่ง Long หลังปัจจัยทางเทคนิคและถ้อยแถลงของประธานเฟดหนุน อย่างไรก็ตามในระยะกลางทองคำถูกกดดันจากคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มลดวงเงิน QE ลง 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในการประชุมเฟดเดือน ส.ค. หรือ ก.ย.

 

ช้อปอะไรดี? “สองเส้น สองสไตล์” รสชาติไทยต้นตำรับ

มากินเส้นกันเถอะ!!  “ไทยเทอเรส”  ร้านอาหารรสชาติตำรับไทย อร่อยแท้ๆ ลงตัว ขอแนะนำ 4 เมนูรสชาติสุดเข้มข้น  ที่ปรุงรสอาหารกลมกล่อมตามแบบฉบับอาหารไทย ได้รสชาติที่ลงตัว   ขอแนะนำเมนูใหม่ในสำรับ  “สองเส้น สองสไตล์”  ไม่ว่าจะเป็นขนมจีน หรือ สปาเก็ตตี้ อาหารยอดนิยม 2 สไตล์ หอมสมุนไพร จนต้องสั่ง เพราะถึงเครื่องปรุงรสแบบไทยแท้ สามารถส่งได้ทั้งสั่งกลับบ้าน (Take Away) หรือผ่านช่องทางเดลิเวอรี่  ตลอดเดือน กรกฎาคมนี้ เริ่มด้วย

  • สปาเก็ตตี้ผัดเขียวหวานขมิ้นขาวไก่ ราคา 99 บาท (ปกติ 139 บาท)
  • สปาเก็ตตี้ผัดเขียวหวานขมิ้นขาวหมู ราคา 119 บาท (ปกติ 139 บาท)
  • สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา ไก่ ราคา 99 บาท (ปกติ 129 บาท)
  • สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา หมู ราคา 119 บาท (ปกติ 139 บาท)
  • ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ราคา 129 บาท (ปกติ 159 บาท)
  • ขนมจีนลูกชิ้นปลากราย ราคา 139 บาท (ปกติ 169 บาท)

พร้อมจัดโปรโมชั่นเซ็ทสุดค้ม  เซ็ทขนมจีน ประกอบด้วยขนมจีนน้ำยาปลาช่อน, สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาไก่, น้ำสมุนไพร 2 แก้ว (กระเจี๊ยบ / ใบเตย/ เก็กฮวย / มะตูม) ราคา 299.- (ปกติ 406 บาท) และเซ็ทสปาเก็ตตี้ ประกอบด้วย สปาเก็ตตี้ขี้เมาหมู, สปาเก็ตตี้ผัดเขียวหวานขมิ้นขาวไก่, ซุปไก่ พร้อมน้ำสมุนไพร 2 แก้ว (กระเจี๊ยบ/ ใบเตย/ เก๊กฮวย / มะตูม) ราคา 299 บาท (ปกติ 511 บาท )

สามารถสั่ง ไทยเทอเรส ผ่านช่องทางเดลิเวอรี่ (Delivery) ได้ทุกช่องทาง ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค.64

  • Lineman : https://lineman.onelink.me/1N3T/ee07d6fe
  • Grab : https://bit.ly/2PDtkwU
  • Gojek : bit.ly/3hscVX7<http://bit.ly/3hscVX7>
  • Foodpanda : https://bit.ly/3tLXNKy
  • True Food : https://trueid.onelink.me/14Ip/e670e9ee
  • Robinhood : https://bit.ly/3tHUrIo

FOODHUNT : http://onelink.to/d5x7ma หรือสั่งผ่านเว็บ www.foodhunt.com<http://www.foodhunt.com>

นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายเมนูรสชาติไทยต้นตำรับ ครบรสถึงเครื่อง กับดีลเด็ดสุดปัง

  • Facebook: https://www.facebook.com/ThaiTerraceCRG
  • LINE Official Account เพียงแอด @ThaiTerrace
  • Instagram: crgthaiterrace

ทีเอ็มบีธนชาต รุกหนักตลาดบัตรเครดิต อัดแคมเปญช้อปออนไลน์

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เดินหน้ารุกตลาดบัตรเครดิต เจาะกลุ่มนักช้อปออนไลน์ ส่งแคมเปญ  “เสาร์ช้อป ไม่ง้อโค้ด” ทุกวันเสาร์ช้อปออนไลน์และจ่ายด้วยบัตรเครดิตทีทีบี สามารถใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 20% – 30% ใช้ได้ทุกร้านค้าออนไลน์ ไม่มีขั้นต่ำ ตอกย้ำความคุ้มค่าสูงสุดของคะแนนจากบัตรเครดิตทีทีบี และตอบโจทย์พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตของผู้บริโภค โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทีทีบีเพิ่มขึ้น 40% จากปี 2563

นางสาวนันทพร ตั้งเจริญศิริ หัวหน้าบริหารการตลาดลูกค้าบุคคลและประสบการณ์ลูกค้า ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้บัตรเครดิตของลูกค้าทีทีบี ในไตรมาส 2 ปีนี้ พบว่า ลูกค้าบัตรเครดิตทีทีบีมีการใช้จ่ายในหมวดช้อปปิ้งออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยหมวดที่เติบโตสูงที่สุด ได้แก่ หมวด e-Commerce, e-Wallet, Market Place และ Food Delivery ดังนั้น ด้วยเป้าหมายของธนาคารที่ต้องการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีให้กับคนไทย ทั้งวันนี้และอนาคต เราจึงได้พัฒนาและต่อยอดบัตรเครดิตทีทีบี ด้วยกลยุทธ์การชูจุดเด่นเรื่องคะแนนสะสมที่ได้เร็ว และแลกคะแนนคุ้มช่วยประหยัดในการใช้จ่ายออนไลน์ ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกบัตรเครดิตอย่างเต็มที่

ล่าสุด บัตรเครดิตทีทีบีได้เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้เป็นคะแนนสะสมที่คุ้มค่ามากกว่าเดิม พร้อมเปิดตัวแคมเปญ เสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ด ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 25 ก.ย. 2564 โดยเมื่อใช้จ่ายออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตทีทีบี ช้อปคุ้มได้ทุกร้าน ทุกวันเสาร์ ไม่ต้องรอโค้ด ใช้คะแนนแลกรับเครดิตเงินคืนสูง 20% – 30% (จำกัดการแลกคะแนนสะสม ไม่เกิน 2,000 คะแนนต่อบัญชีบัตรหลัก/วัน ยกเว้นหมวดการท่องเที่ยว จองที่พัก และสายการบิน) โดยบัตรเครดิตทีทีบี โซ ฟาสต์ (ttb so fast) และบัตรเครดิตทีทีบี แอปโซลูท (ttb absolute) ใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ แลกรับเงินคืน 20% ด้านบัตรเครดิตทีทีบี รีเซิร์ฟ ซิกเนเจอร์ (ttb reserve signature) ใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ แลกรับเงินคืน 25% และบัตรเครดิตทีทีบี รีเซิร์ฟ อินฟินิท (ttb reserve infinite) ใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ แลกรับเงินคืน 30%

ธนาคารได้พัฒนาแคมเปญเสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ด ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยการทลายข้อจำกัดของการใช้โค้ดส่วนลด แล้วตอบโจทย์ด้วยคะแนนจากบัตรเครดิตทีทีบี ได้แก่

1) ลดความกังวลใจ และไม่ต้องนอนดึกเพื่อกดรับโค้ดตามเวลา เพราะใช้คะแนนแลก สามารถช้อปวันเสาร์ เวลาไหนก็ได้  2) ลดข้อจำกัดเรื่องจำนวนสิทธิ์หรือโค้ดหมด เพราะลูกค้าบัตรเครดิตทีทีบีทุกคน สามารถใช้คะแนนสะสมแลกได้ 3) ลดข้อจำกัดเรื่องการใช้โค้ดที่ได้เฉพาะร้านค้าที่กำหนด เพราะใช้ได้ทุกร้านค้าออนไลน์ (ยกเว้นหมวดท่องเที่ยว จองที่พัก และสายการบิน) และ 4) ลดข้อจำกัดเรื่องยอดซื้อขั้นต่ำเพื่อใช้โค้ดส่วนลด เพราะไม่มีกำหนดการแลกคะแนนขั้นต่ำ นอกจากนี้ บัตรเดรดิตทีทีบี ยังสะสมคะแนนได้เร็ว เพียงใช้จ่ายทุก ๆ 10 บาท รับ 1 คะแนนจากทุกร้าน

“ทั้งนี้ แคมเปญเสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ด เป็นแคมเปญแรกของบัตรเครดิตทีทีบี หลังจากการรวมกิจการของทีเอ็มบีและธนชาตเป็น ทีทีบี และในปีนี้เราเดินหน้าเต็มที่ในการรุกตลาดบัตรเครดิต โดยจะมีอีกหลายแคมเปญที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ ประหยัด และคุ้มค่าทุกการใช้จ่ายที่จะตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้า เพื่อช่วยสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าต่อไป” นางสาวนันทพร กล่าว

ลูกค้าปัจจุบันที่มีบัตรเครดิตทีทีบี และลูกค้าธนชาตเดิมที่มีบัตรเครดิตแบบสะสมคะแนน สามารถชำระเงินผ่านบัตรที่แอปพลิเคชันช้อปปิ้ง เพื่อใช้จ่ายได้ทันที โดยลงทะเบียน SMS ทุกวันเสาร์ รับสิทธิ์แลกคะแนน ภายในวันที่ทำรายการ (1 SMS ต่อ 1 รายการใช้จ่าย) พิมพ์ TSA ตามด้วยคะแนนเท่ายอดซื้อ เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 (อัตราค่าส่ง SMS ขึ้นอยู่กับเครือข่ายผู้ให้บริการของท่าน)

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต ttb so fast ที่นอกจากจะใช้ร่วมช้อปปิ้งในแคมเปญเสาร์ช้อปไม่ง้อโค้ดได้แล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่ สิทธิ์ผ่อนจ่ายในอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนกับ ttb so goood พร้อมรับฟรี 10,000 คะแนน และรับเพิ่มฟรีประกันโควิด-19เมื่อสมัครผ่านแอป ttb touch ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ttbbank.com/th/personal/credit-cards/card-type/ttb-so-fast<http://www.ttbbank.com/th/personal/credit-cards/card-type/ttb-so-fast> หรือติดต่อที่ ttb contact center 1428

TM จ่อโกยรายได้ Rapid Antigen Test 50 ล้าน

บมจ.เทคโนเมดิคัล (TM) ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ ประกาศเดินหน้าขอใบอนุญาตจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองแบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปต่อสำนักงาน อย. ระบุหากได้รับไฟเขียวสามารถเริ่มจำหน่ายได้ทันที พร้อมโกยยอดขายเข้ากระเป๋า 50 ล้านบาท หนุนรายได้ทั้งปีเข้าเป้า 650-700 ล้านบาทแน่นอน

นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจ อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาติจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองแบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งนี้หากได้รับการอนุมัติ บริษัทฯสามารถนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำหน่ายได้ทันที

ทั้งนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขาย Rapid Antigen Test ในปี2564 จำนวน 30 – 50 ล้านชุด คิดเป็นยอดขายประมาณ 50 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาTM ได้รับใบอนุญาติในการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้กับโรงพยาบาลรัฐบาล และ โรงพยาบาลเอกชน อยู่แล้วกว่า 1,000 แห่ง   ดังนั้นเมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษาตามประกาศของระทรวงสาธารณสุข เรื่องชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen test self-test kits)นั้น ส่งผลให้บริษัทฯซึ่งมีศักยภาพในฐานะตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ฆ่าเชื้อCovid-19 อยู่แล้ว จึงเร่งสั่งผลิตภัณฑ์  Rapid Antigen Test ยี่ห้อ Humasis จากประเทศเกาหลีใต้ เข้ามาจำหน่าย เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทฯได้มีการเจรจากับกลุ่มสมาชิกของสมาคมร้านขายยาที่มีสมาชิกอยู่กว่า 20,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย Rapid Antigen Test

สำหรับการร่วมมือกับสมาคมร้านขายยาในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเข้ามาช่วยหนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองของTMเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ COVID-19 มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว อาทิ เจลล้างมือ PURELL, หน้ากาก Life 3D Surgical Mask ,  ชุด PPE , ผลิตภัณฑ์ Ara Dry Shampoo เช็ดทำความสะอาดผิวกาย, แผ่นเช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ V-Wipes, ผลิตภัณฑ์ Aircraft Odor Eliminator สเปรย์ปรับอากาศและขจัดกลิ่น สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง  99.99%

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ Fresh & Clean 3 in1 สเปรย์ปรับอากาศ ฆ่าเชื้อโรค และขจัดกลิ่น ภายใต้แบรนด์ Callington, ผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อ Netbiokem DSAM+ Hospital Grade Disinfectant น้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรียCovid-19 ใช้สำหรับฉีดพ่นเช็ดทำความสะอาด และเครื่องฟอกอากาศ M-One กำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพิษ PM 2.5 เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ของ TM มีความหลากหลายครบทุกมิติด้านอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัส
อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 บริษัทฯ คาดว่าภาพรวมธุรกิจยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก TM เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ดังนั้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงเป็นปัจจัยหนุนให้ความต้องการใช้สินค้ากลุ่มป้องกันการติดเชื้อมีดีมานด์เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯยังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้ใช้มากขึ้น

“บริษัทฯ ได้เดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ และช่องทางการขายใหม่อย่างต่อเนื่อง และด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังเข้ามาหนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทฯปีนี้มีแนวโน้มแตะระดับ 650 – 700 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวทิ้งท้าย

ช่อง 8 จับมือพันธมิตร OTT ส่งละครดัง-ซีรีส์ฮิต ขยายฐานคนดู ดันรายได้

สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ธุรกิจในเครืออาร์เอส กรุ๊ป เป็นหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ชั้นนำของประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ และการเข้าถึงฐานผู้ชมที่มีอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และต่างจังหวัด สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 จึงมองเห็นโอกาสในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล จึงเดินหน้าขยายฐานผู้ชมกลุ่มนี้ด้วยการสร้างพาร์ทเนอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่มีอยู่ รวมถึงผลิตคอนเทนต์ใหม่เพื่อนำไปฉายบนช่องทางของวิดีโอสตรีมมิ่ง  ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ เก้าอี้สี่ขา” เพื่อเพิ่มรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่อง 8 รวมถึงผลักดันให้ธุรกิจละครโทรทัศน์ของไทยยังเติบโตต่อไปได้

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในช่วงที่ผ่านมาแม้จะหดตัว จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ด้วยความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Entertainmerce ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ทำให้ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 สามารถเกาะกลุ่มผู้นำทีวีดิจิทัลได้ ด้วยจุดยืนและจุดแข็งที่ชัดเจน ทั้งข่าว ละคร วาไรตี้และมวย ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “เก้าอี้สี่ขา” ในการบริหารความเสี่ยง ที่สร้างรายได้แบบค้ำยันซึ่งกันและกัน ด้วยการวางเป้าหมายสร้างรายได้ช่อง 8 ให้แข็งแรงจากศักยภาพภายในอย่างแท้จริง ไม่พึ่งพารายได้ช่องทางใดมากเกินไป และมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเติบโตตามที่ตั้งไว้” 

นางสาวนงลักษณ์ งามโรจน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 กล่าวว่า “ขณะนี้ช่อง 8 จับมือกับพันธมิตร OTT ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น WeTV และ AIS PLAY เสิร์ฟซีรีส์ละครดังทั้ง Finished Program หรือละครที่กำลังฉายอยู่ ก็สามารถรับชมได้ทันทีหลังจากละครฉายจบทางหน้าจอ รวมแล้วกว่า 20 เรื่อง ทั้งยังมีภาพยนตร์ดังในอดีตตั้งแต่ยุค 90 และออริจินัล คอนเทนต์อีกกว่า 50 เรื่อง ซึ่งสามารถรับชมได้อย่างจุใจ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน จากสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19  ทำให้ผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งทีวีมีเรตติ้งสูงขึ้น และตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ได้รับความสนใจและเติบโตต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ On air และ on demand เพราะผู้ชมสามารถเพลิดเพลินกับบริการสตรีมมิ่งไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ไหนก็ได้โดยไม่จำกัด ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ และเพิ่มเรตติ้งให้กับช่อง เราจึงเน้นการนำเสนอคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายทั้งทางหน้าจอทีวี และผู้ชมผ่านวิดีโอสตรีมมิ่ง สำหรับทีวีเน้นที่การจัดสรรคอนเทนต์ที่หลากหลายให้เหมาะในแต่ละช่วงเวลาเพื่อเจาะกลุ่มผู้ชมได้อย่างแม่นยำ ส่วนทาง OTT จะมีออริจินัลคอนเทนต์ที่เป็นซีรีส์หลากหลายแนว อาทิ ซีรีส์วาย ซีรีส์โรแมนติกคอมมาดี้ และซีรีส์พีเรียด อย่างไรก็ตาม ช่อง 8 เน้นว่าจะต้องฉายได้ทั้งบนหน้าจอทีวีและในวิดีโอสตรีมมิ่ง ทั้งหมดนี้เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขัน และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์ของช่อง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ล่าสุด ช่อง 8 ได้นำละครท็อปฮิตลงในแพลตฟอร์มของ WeTV เช่น เรือนร่มงิ้ว ขุมทรัพย์ลำโขง เรยา และอื่นๆ อีกมากมายรวมแล้วกว่า 10 เรื่อง พร้อมสานต่อความร่วมมือกับ WeTV ปลุกกระแสซีรีส์จีนฟีเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยนำซีรีส์จีนพากย์ไทยเรื่องดัง ‘สามชาติ สามภพ ลิขิตเหนือเขนย’ ที่มียอดการรับชมสูงสุดบนแอปพลิเคชัน WeTV ประเทศไทยในปี 2563 และยังเป็นซีรีส์ที่มียอดการรับชมมากกว่า 8 พันล้านวิวในประเทศจีน มาฉายโดยเริ่มตอนแรกในเดือนสิงหาคมนี้ ตามด้วยซีรีส์จีนเรื่องอื่นๆ อีกมากมายรวม 10 เรื่อง อาทิ ข้านี่แหละองค์หญิงสาม’ และ ‘ลิขิตจันทรา’ เป็นต้น เพื่อดึงผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ และขยายฐานไปสู่ผู้ชมที่ชื่นชอบคอนเทนต์จีนให้เข้ามารับชมบนหน้าจอให้มากขึ้น รวมไปถึงเตรียมจัดแคมเปญพิเศษให้ผู้ชมได้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรางวัล และสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมายผ่านทาง WeTV และช่อง 8 โดยคาดว่าการนำซีรีส์จีนมาฉายบนหน้าจอช่อง 8 ในครั้งนี้ จะมียอดผู้ชมเพิ่มขึ้น 15%

“นอกจากนี้ ทางช่องยังพูดคุยกับพันธมิตรอย่าง AIS PLAY เตรียมผลิตออริจินัลซีรีส์ “เจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ เพื่อเตรียมออกอากาศบนแพลตฟอร์ม AIS PLAY และทางหน้าจอช่อง 8 อีกด้วย การร่วมมือกับพันธมิตร OTT ชั้นนำต่างๆ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุยทธ์ “เก้าอี้สี่ขา” ซึ่งทำรายได้เพิ่มขึ้นให้กับช่อง 8 มากถึง 37% ในไตรมาสที่ผ่านมา” นางสาวนงลักษณ์กล่าวปิดท้าย

ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ของช่อง ได้ที่ www.thaich8.com และติดตามข่าวสารของ อาร์เอส กรุ๊ป ได้ที่ www.rs.co.th และ https://www.facebook.com/RSGROUPOFFICIAL

TITLE เก็บขยะคืนความสะอาดสู่ชายหาดและท้องทะเล

บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (TITLE) พร้อมด้วยพนักงานร่วมเป็นจิตอาสาเก็บขยะและทำความสะอาดบริเวณหาดในยาง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” และยังเป็นการส่งเสริมให้พนักงานร่วมมีบทบาทต่อสังคม ผ่านกิจกรรมอาสา โดยจะมุ่งดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

PTG มอบคูปองเติมน้ำมัน ร่วมสู้โควิด-19

นางวนิชยา ทองแนบ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ขอขอบคุณ นายฉลอง ติรไตรภูษิต (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ที่ได้มอบคูปองเติมน้ำมัน PT จำนวน 1,000 ใบ ใบละ 100 บาท รวมมูลค่า 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนค่าเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะที่ปฏิบัติภารกิจ รับ-ส่ง ผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับ สพฉ. ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉิน นำส่งผู้ป่วยโควิด-19 ที่รอเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากต่อวันไปส่งโรงพยาบาล ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข