บขส.ประกาศหยุดเดินรถทุกเส้นทาง

บขส.ประกาศหยุดเดินรถทุกเส้นทางชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2564 ส่วนบริการรับส่งพัสดุภัณฑ์ ยังเปิดให้บริการตามปกติทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-19.30 น.

ดร.สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลต้องเพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดขั้นสูงสุด อีกทั้งเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2564ที่ขอความร่วมมือประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดที่ไม่มีเหตุจำเป็น เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ดังกล่าว บขส. จึงขอแจ้งหยุดให้บริการเดินรถเส้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก และภาคใต้ ทุกเส้นทางชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ผู้โดยสาร บขส. ที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าเดินทางระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2564 สามารถติดต่อขอคืนตั๋ว หรือเลื่อนการเดินทางได้ จนถึงสิ้นปี 2564 ณ ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ ส่วนผู้โดยสารที่ใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่สามารถขอคืนเงินค่าตั๋วได้ แต่สามารถแจ้งเลื่อนการเดินทางได้ ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงเวลานี้สามารถติดต่อสอบถามการให้บริการจากผู้ประกอบการรถร่วมฯ (รถตู้, รถร่วมฯ) ได้โดยตรง และในการเดินทางข้ามจังหวัดขอให้ตรวจสอบประกาศ/คำสั่งจังหวัด, มาตรการเข้า-ออก จังหวัด, ข้อมูลสถานการณ์ ฯลฯ จากเว็บไซต์ของ ศบค. หรือของจังหวัด ก่อนการเดินทาง รวมทั้งขอให้ผู้ใช้บริการปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัดด้วย

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ บขส. ยังเปิดให้บริการตามปกติ ทั้งภาคเหนือ (สายเชียงใหม่,เชียงราย) ภาคอีสาน (สายนครพนม,หนองคาย,อุบลราชธานี) และภาคใต้ (ภูเก็ต, หาดใหญ่,สุไหงโก-ลก) ตั้งแต่เวลา 06.00 -19.30 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ (จตุจักร) โทร 095-890-1687 , 02-537-8480

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อทะลุ 13,000 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2564 รวม 13,002 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อใหม่ 11,953 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 1,049 ราย ผู้ป่วยสะสม 410,614 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 8,248 ราย ผู้หายป่วยสะสม 277,030 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้เสียชีวิต 108 ราย

ศธ.เตรียมออกมาตรการ ตรวจฟรี-มีที่พัก-จัดส่งถึงมือแพทย์

“ตรีนุช” ดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. เสี่ยงติดโควิด 19 เตรียมออกมาตรการ “ตรวจฟรี – มีที่พัก – จัดส่งถึงมือแพทย์” พร้อมประกาศให้ WFH ระดับสูงสุด นั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อ ไม่ต้องมาทำงานในที่ตั้ง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมาตรการในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นแกนหลักในการดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. หากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งมาที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)

“การดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. จะครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย โดยจะจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด 19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) ให้กับบุคลากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจหาเชื้อฟรี และในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดเตรียมสถานที่พักคอยสำหรับดูแลช่วยเหลือบุคลากรที่ติดเชื้อโควิด 19 เช่น หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่พักของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) จ.นครปฐม และที่พักสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) ถ.รามอินทรา โดยจะประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค เพื่อการดูแลทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการติดตามอาการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก่อนเตรียมส่งต่อให้สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักต่อไป และในกรณีติดเชื้อทั้งครอบครัวก็จะได้รับการดูแลทั้งหมด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ออกประกาศให้ครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ทำงานที่บ้าน หรือ WORK FROM HOME (WFH) สูงสุดเต็มจำนวน โดยอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงานได้ตามที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. เป็นต้นไป พร้อมประเมินสถานการณ์ทุก 14 วัน ทั้งนี้ หากเป็นบุคลากรที่เดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ขอให้งดเดินทางมาสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดระหว่างการเดินทาง

รับ “มวยไทย” เป็นสหพันธ์กีฬานานาชาติ

ไอโอซี ลงมติทางการ รับ “มวยไทย” เป็นสหพันธ์กีฬานานาชาติ ปูทางใหญ่หวังขยับเข้าบรรจุเกมโอลิมปิก

เป็นทางการแล้ว คณะกรรมการโอลิมปิกสากลนานาชาติ หรือ ไอโอซี ลงมติโหวตรับ”มวยไทย” และ สหพันธ์กีฬามวยไทยสมัครเล่น หรือ “อิฟม่า” อย่างเต็มรูปแบบ ในการประชุมไอโอซี ครั้งที่ 138 หลังคณะกรรมการพิจาณาผ่านร่างทุกเกณฑ์  คาดนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้กลุ่มชาติสมาชิกทั่วโลกได้เล่นกันอย่างแพร่หลายไปแล้ว ยังเปรียบเสมือนการปูทางลุ้นบรรจุเข้าชิงชัยในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง โอลิมปิกเกมส์

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.64 มร.โธมัส บาค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เป็นประธานในการประชุมสมัชชาใหญ่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ครั้งที่ 138 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว โดยงานนี้ คุณหญิง ปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซีเมมเบอร์) ซึ่งเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมๆกับคณะกรรมการบริหารคนอื่นๆด้วย

สำหรับวาระสำคัญของงานประชุมสมัชชาใหญ่ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ครั้งที่138 อยู่ที่การโหวตลงมติอย่างเป็นทางการให้ สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ(IFMA) ได้รับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นสหพันธ์กีฬานานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ถือเป็นการปูทางไปสู่การบรรจุแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ในอนาคตข้างหน้า ร่วมกับสหพันธ์เชียร์นานาชาติ, สหพันธ์แซมโบ้นานาชาติ, สหพันธ์ไอซ์สต็อคสปอร์ต,  สมาคมองค์กรบ็อกซิ่งโลก และ เวิลด์ ลาครอส

สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ หรือ “อิฟม่า” ก่อตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ก้าวไกลของสุภาพบุรุษกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอีกไม่นานก็จะมีกลุ่มสุภาพสตรีเข้าร่วมด้วย โดยมีเป้าหมายรวมมวยไทยที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นให้มาอยู่ภายใต้กฏกติกาอันเดียวกัน โดยปี 2549 มวยไทยกลายเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ หลังได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นโดยขยับอยู่ในฐานะเดียวเทียบเท่ากับฟีฟ่า (FIFA) ของวงการฟุตบอล, ฟีบ้า (FIBA) ของบาสเกตบอล และ ฟีน่า (FINA) ของกีฬาว่ายน้ำ โดยการรับรองจากสมาคมสหพันธ์กีฬานานาชาติ (General Association of International Sports Federations : GAISF) ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “มวยไทย” และอยู่ภายใต้การดูแลของ “อิฟม่า”

ในปี 2555 อิฟม่า ประกาศตัวให้สังคมโลกและโอลิมปิกได้รับทราบถึงความตั้งใจ ก่อนจะยื่นขอการรับรองชั่วคราวจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) และได้รับการรับรองในปี 2559  หลังผ่านเกณฑ์สำคัญทั้งหมด 54 ข้อใน 8 หมวด ก่อนล่าสุดจะได้รับการรับรองอย่างเต็มรูปแบบในที่ประชุมสมัชชาใหญ่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ครั้งที่ 138 ซึ่งก็ถือเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้กีฬามวยไทยให้ยิ่งเป็นที่รู้จัก ให้บรรจุเป้าหมายมีจัดชิงชัยในโอลิมปิกเกมส์

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมอำนวยการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยสู่โอลิมปิกและคณะอนุกรรมการดำเนินการการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยสู่โอลิมปิก เผยว่า ในฐานะที่ไอโอซีได้รับรองมวยไทยและอิฟม่าให้เข้าเป็นสมาชิกถาวร ตน ในฐานะประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะรัฐบาล และประชาชนชาวไทย รู้สึกภาคภูมิใจ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานไอโอซี โทมัส บาค รวมถึงคณะกรรมการทุกท่าน ที่ได้ให้การยอมรับกีฬามวยไทยในครั้งนี้ ผมอยากจะขอชื่นชมอิฟม่า และสมาชิกทั้ง 146 ประเทศ ที่ได้ร่วมมือกัน ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของโอลิมปิก จนได้รับความไว้วางใจอย่างดีจากไอโอซี ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะส่งเสริมมวยไทย และสนับสนุนการดำเนินงานของอิฟม่าอย่างเต็มที่ เพราะพวกเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือ การผลักดันให้กีฬามวยไทยได้บรรจุเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ภายในอนาคตอันใกล้” พลเอกประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ประธานอิฟม่า เปิดเผยว่า ตนต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษสำนักงานระหว่างประเทศของอิฟม่า ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการ ชาริสซ่า ไทนัน ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เราสามารถบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้จริงและมีการจัดทำเอกสารในแอพพลิเคชั่นที่มีความหนากว่า 1,000 หน้า เพื่อแสดงให้ไอโอซีได้เห็นถึงความสอดคล้องของเรากับวาระโอลิมปิก 2020+5”

พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รองประธานอิฟม่า เผยว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการบริหารอิฟม่าที่ทำงานอย่างหนักและคณะกรรมการจัดการพิเศษที่ช่วยกันเสนอแนวคิดและทบทวนกระบวนการในการสมัครเพื่อให้ได้รับการรับรอง รวมถึงให้การสนับสนุนเพื่อรวบรวมเอกสารต่างๆ ในการสมัคร  ทั้งนี้ ผู้มีส่วนร่วมกับอิฟม่าทุกฝ่ายและนักกีฬาจากประเทศสมาชิกจำนวน 146 ประเทศ ที่ได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อไอโอซีซึ่งนำโดย โธมัส บาค ประธานไอโอซี ที่ให้ความเชื่อมั่นในอิฟม่า และขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับหน่วยงานต่างๆ ของไอโอซีที่ให้ความร่วมมือและคำแนะนำตลอดระยะเวลาที่ทำการยื่นขอคำรับรอง

รองประธานอิฟม่า ยังกล่าวขอบคุณประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการมวยไทย, สเตฟาน ฟ็อกซ์เลขาธิการของอิฟม่าในฐานะประธานของ AIMS (Alliance of Independent Recognised Members of Sport) โดยที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการช่วยผลักดันให้กีฬาที่อยู่ภายใต้การดูแลของ AIMS ให้ได้การรับรองมากเป็นสถิติถึง 6 ประเภท ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดที่ได้รับการรับรองในการประชุมคราวเดียวกันของคณะกรรมการบริหารไอโอซี

ไทม์ไลน์ “อิฟม่า” สู่การรับรองของไอโอซี

2535- ก่อตั้งสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (อิฟม่า)

2555 – เปิดตัวอย่างเป็นทางการในการขอการรับรองจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล(ไอโอซี)

2559 – ได้รับการรับรองขั้นแรก

2560 – มวยไทยได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันเวิลด์เกมส์

2564  – วันที่ 10 มิถุนายน คณะกรรมการบริหารไอโอซีมีมติเสนอให้มีการรับรองอิฟม่าอย่างเต็มรูปแบบในการประชุมสมัชชาใหญ่ไอโอซีครั้งที่ 138 ที่กรุงโตเกียว

2564 – วันที่ 20 กรกฎาคม ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ไอโอซีมีมติให้กับการรับรองสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (อิฟม่า) และมวยไทย อย่างเต็มรูปแบบ

โหมโรงโตเกียว 2020 เปิดคิวยิงสดฟุตบอล รอบแรก

ก่อนเปิดฉากโอลิมปิกเกมส์ 6 ช่องฟรีทีวี ผนึก T-Sports และ AIS PLAY ร่วมยิงสดทัพนักกีฬาไทย พร้อมเช็กโปรแกรมถ่ายทอดสดได้แล้วทาง https://stadiumth.com/olympic
มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 32 โตเกียว 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเปิดฉากการแข่งขันวันที่ 23 กรกฎาคม-8 สิงหาคมนี้ โดยทัพนักกีฬาทีมชาติไทยคว้าโควต้าเข้าร่วมชิงชัยรวมทั้งสิ้น 41 คนใน 14 ชนิดกีฬา
สำหรับแฟนกีฬาชาวไทยสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง 6 ช่องฟรีทีวี ประกอบด้วย ThaiPBS, NBT, PPTV, JKN18, True4U, GMMTV 25 รวมทั้งเคเบิลทีวีช่อง T-Sports และรับชมการถ่ายทอดสดแบบครบทุกกีฬา ทุกคู่ และย้อนหลังผ่านทาง AIS PLAY
โหมโรงก่อนพิธีเปิดการแข่งขันด้วยการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล รอบแรก โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ฟุตบอลหญิง กลุ่มเอฟ จีน พบ บราซิล เวลาไทย 15.00 น. ทาง ThaiPBS, ฟุตบอลหญิง กลุ่มจี สวีเดน พบ สหรัฐฯ เวลาไทย 15.30 น. ทาง True4U และฟุตบอลหญิง กลุ่มอี ญี่ปุ่น พบ แคนาดา เวลาไทย 17.30 น. ทาง PPTV
วันที่ 22 กรกฎาคม ฟุตบอลชาย กลุ่มเอ เม็กซิโก พบ ฝรั่งเศส เวลาไทย 15.00 น. ทาง JKN18, ฟุตบอลชาย กลุ่มบี นิวซีแลนด์ พบ เกาหลีใต้ เวลาไทย 15.00 น. ทาง NBT, ฟุตบอลชาย กลุ่มเอ ญี่ปุ่น พบ แอฟริกาใต้ เวลาไทย 18.00 น.ทาง GMMTV 25 และฟุตบอลชาย กลุ่มดี รีแมตช์คู่ชิงครั้งก่อน แชมป์เก่า บราซิล พบ เยอรมนี เวลาไทย 18.30 น. ทาง PPTV
จากนั้นพิธีเปิดการแข่งขันที่โอลิมปิก สเตเดียม กรุงโตเกียว ในวันที่ 23 กรกฎาคม จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง 3 ช่อง ประกอบด้วย True4U, NBT และ ThaiPBS เร่ิมยิงสดสัญญาภาพส่งตรงจากญี่ปุ่นถึงเมืองไทยตั้งแต่เวลาไทย 18.00 น. จนกระทั่งสิ้นสุดพิธีการในช่วงเวลา 21.00 น.
หลังจากนั้นในส่วนของการแข่งขันของทัพนักกีฬาไทยจะมีการถ่ายทอดสดสลับเปลี่ยนกันผ่านทาง 6 ช่องฟรีทีวี โดยในวันแรกของการชิงชัยวันที่ 24 กรกฏาคม จะมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง GMMTV 25 และ ThaiPBS ในช่วงเช้าเวลา 8.00-12.00 น., จากนั้น JKN18 และ ThaiPBS จะยิงสดช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 14.00-18.00 น.
ทั้งนี้ในส่วนของโปรแกรมการถ่ายทอดสดโตเกียว 2020 คอกีฬาไทยสามารถเช็กโปรแกรมถ่ายทอดสดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ https://stadiumth.com/olympic โดยจะอัพเดทข้อมูลการแข่งขัน และช่องถ่ายทอดสดในแต่ละวันตลอดทัวร์นาเม้นท์ เพื่อให้แฟนกีฬาสามารถหยิบรีโมทเปิดดูเกมการแข่งขันได้แบบทันท่วงที

TACC ขาย White Chocolate Mint ในเซเว่นฯ หนุนยอดขายครึ่งปีหลัง

บมจ.ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์(TACC) พร้อมเสิร์ฟ “White Chocolate Mint” ในเซเว่นฯ พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 15 ก.ค.64 เป็นต้นไป เครื่องดื่มใหม่ในโถกดที่ต้องลอง เพิ่มความสดชื่น และชาร์จพลังงาน จุดประกายความสุขในวันธรรมดาของคุณให้มีชีวิตชีวามากขึ้น สู้วิกฤติโควิด-19 ระลอกใหม่ ฟาก”ชัชชวี วัฒนสุข”ระบุ แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังมีทิศทางดีขึ้น ใช้กลยุทธ์เพิ่มยอดขายด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเครื่องดื่มใหม่เข้าในเซเว่นฯ มั่นใจสนับสนุนผลงานปีนี้

นายชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเครื่องดื่ม  White Chocolate Mint เพื่อนำไปวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-ELEVEN) พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 15 ก.ค.64 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเย็นในโถกด (Jet Spray) มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมินต์ผสมผสานกับรสชาติที่หอมหวานละมุนของไวท์ช็อกโกแลต ทําให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติกลมกล่อม อร่อยอย่างลงตัว เหมาะสําหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่น ไม่จําเจ ช่วยจุดประกายความสุขในวันธรรมดาให้มีชีวิตชีวามากขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การมีเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น ให้กับร่างกาย เปรียบเสมือนการชาร์จพลังงานให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวจะใช้นมผงจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนม โดยมีรสชาติสัมผัสของนมเหมือนดื่มนมสด คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมานี้จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโต และผลักดันให้ภาพรวมทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยบริษัทฯใช้กลยุทธ์ การเพิ่มยอดขายด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเครื่องดื่มใหม่เข้าโถกดในเซเว่นฯ , All Café และการเพิ่มขนาดเป็นแก้ว 22 ออนซ์ ซึ่งในปีนี้จะรับรู้รายได้เต็มปี โดยได้มีการวางแผนการตลาดร่วมกันกับเซเว่นฯ เพื่อกระตุ้นยอดขาย รวมถึงในช่องทาง Delivery Platform อีกทั้งจะมีการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Café Business ยังดำเนินผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้

สำหรับธุรกิจ “คาแรคเตอร์” ล่าสุดเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนไทยจำนวนมากที่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปญี่ปุ่นได้ ทำให้ TACC ในฐานะพันธมิตรหลักทางธุรกิจ และทาง เซเว่นอีเลฟเว่น นำ Rilakkuma ออกแคมเปญ I miss Japan โดยมีโปรดักส์สินค้าคาแรคเตอร์ เพื่อเอาใจผู้บริโภคคนไทยได้หายคิดถึงประเทศญี่ปุ่น

โดยคาแรคเตอร์ Rilakkuma ได้ร่วมกับ เครื่องดื่มเย็นในโถกด (Jet Spray) และ All Café ในการทำแก้วใส่เครื่องดื่ม Rilakkuma สุดน่ารัก และยังมีสินค้าพรีเมียมต่างๆ เช่น ถุงเบนโตะ ชุดชามบะหมี่ ขวดใส่ผงโรยข้าว สินค้า Non food และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้ง คาแรคเตอร์ Rilakkuma ยังได้ขยายเข้าไปอยู่ในบริการ 7 Delivery Platform ซึ่งเป็น Platform ที่เติบโตในการร่วมแคมเปญโปรโมชั่นการสะสมอีกด้วย

SNNP เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก 

‘บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง’ หรือ SNNP ผู้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของประเทศไทย เดินหน้าขยายแผนการลงทุน หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โชว์ศักยภาพเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว ที่ลงทุนสร้างรากฐานการผลิตและจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองและครอบคลุมทุกช่วงเวลาในการบริโภค ตั้งเป้ารายได้ 8,000 ล้านบาทภายในปี 2569 ก้าวสู่ผู้นำตลาดเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวแห่งอาเซียน   

นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP  เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้นำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้ชื่อย่อว่า ‘SNNP’ ซึ่งเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของบริษัทฯ ที่วางรากฐานอย่างแข็งแกร่ง จะช่วยสนับสนุนให้ SNNP เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน จากแผนธุรกิจที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวแห่งอาเซียน  ตั้งเป้าหมายมีรายได้แตะ 8,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 หรือมีอัตราการเติบโต 2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ SNNP มีแผนสร้างรากฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยจะลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ส่วนการลงทุนในต่างประเทศนั้นจะลงทุนผ่านบริษัทย่อยทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันโรงงานในกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการเชิงพานิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์ประเภทขนมปังขึ้นรูปและขนมปังแท่ง ผลิตภัณฑ์เยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนน และผลิตภัณฑ์ปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้นและปลาเส้น ในประเทศเวียดนาม  เพื่อเป็นฐานการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนแผนการดำเนินงานนั้น บริษัทฯ จะมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รองรับเทรนด์ของผู้บริโภค เช่น  ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากกัญชงและกัญชา และการต่อยอดแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด อาทิ เจเล่ เบนโตะ โลตัสขาไก่ เมจิกฟาร์ม และเครื่องดื่มอควาวิตซ์ เป็นต้น ทั้งด้านรสชาติ ขนาดและราคา ให้เหมาะกับความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ (Localization) เพื่อเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลาย

“เราเป็นหนึ่งในผู้สร้างเทรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของไทย ด้วยแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย การมีฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม สามารถรองรับความต้องการของตลาดที่มีประชากรกว่า 250 ล้านคน และยังเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ จากในปัจจุบันที่ส่งออกกว่า 35 ประเทศทั่วโลก จะช่วยให้ SNNP ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในสเต็ปต่อไป” นายวิวรรธน์ กล่าว 

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า SNNP มีศักยภาพและการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง จากแผนลงทุนสร้างรากฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและการกระจายสินค้าได้หลากหลายช่องทาง อีกทั้งจุดแข็งแบรนด์พอร์ตโฟลิโอและตราสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมทีมวิจัยและพัฒนาที่มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค จะส่งผลให้ SNNP เป็นบริษัทฯ ที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในภูมิภาคอาเซียน

โนเกีย ครึ่งปีแรกยอดขายเพิ่ม 40 %

เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริม แบรนด์โนเกียทั่วโลก เผยครึ่งปีแรกตลาดไทยตอบรับดี ยอดขายเติบโต 40% จากปีก่อน หลังเดินเกมการตลาดเข้มข้น เปิดตัวมือถือครอบคลุมฟีเจอร์โฟน-สมาร์ทโฟนไปแล้วรวม 8 รุ่น เจาะกลุ่มผู้บริโภคทุกเซ็กเมนท์ ด้วยจุดเด่นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ โนเกีย ดีไซน์สวย ฟังก์ชันครบ วัสดุคงทน คุ้มเกินราคา พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด แถมอัพเดทระบบปฏิบัติการและระบบความปลอดภัยต่อเนื่องนาน ปี ระบุ Nokia G10 สมาร์ทโฟนระดับกลางราคา 3,990 บาท สเปกเกินราคามาพร้อมกับ CPU และจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ กำลังมาแรงในช่วงล็อกดาวน์ที่การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย เพราะตอบโจทย์การติดต่อสื่อสารระยะไกล ใช้ติดต่อกับครอบครัว รองรับการทำงานและเรียนออนไลน์ ตั้งเป้าเดินหน้าต่อ ดันโนเกียสู่แบรนด์โทรศัพท์ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ ไว้ใจได้ และใช้งานได้นานคุ้มค่า ในทุกเซ็กเมนท์ รวมทั้งเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโทรศัพท์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารในยุคนิวนอร์มอล ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายกว่า

นายภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 โนเกียได้รับการตอบรับจากตลาดประเทศไทยเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายเติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อนทั้งในแง่ของผู้บริโภครับรู้ว่าแบรนด์โนเกียกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง และในแง่การตอบรับต่อตัวโปรดักส์คุณภาพและความคุ้มค่าของโทรศัพท์โนเกีย โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ที่ผ่านมา หลังเดินเกมการตลาดเข้มข้น เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ครอบคลุมทั้งฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนสู่ตลาดไทยไปแล้วรวม 8 รุ่น ประกอบด้วย โทรศัพท์ฟีเจอร์โฟน จำนวน 2 รุ่น คือ “Nokia 105 4G” และ “Nokia 110 4G” พร้อมจุดเด่นที่เป็นการยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟนใหม่ ด้วยระบบเสียงคมชัดถึงระดับ VoLTE HD รองรับการเชื่อมต่อ 4G ออกแบบให้สามารถใช้งานง่ายขึ้นด้วยซูมเมนู เปิดฟังวิทยุเอฟเอ็มได้ทันที โดยไม่ต้องใส่หูฟัง แบตเตอรี่อึด สแตนบายได้สูงสุด 18 วัน

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโทรศัพท์สมาร์ทโฟน จำนวน 6 รุ่น ได้แก่ สมาร์ทโฟนระดับบนรุ่น “Nokia 5.4” ที่เน้นดีไซน์ให้ทันสมัย จอ IPS LCD แบบ Dot Display ขนาด 6.39 นิ้ว ขนาดกำลังดีและงานออกแบบที่สวยงาม มีให้เลือกทั้งสี Polar Night และ Dusk สเปกเต็มขุมพลัง Snapdragon 662 พร้อม RAM 4GB หน่วยความจำ 128GB สามารถเพิ่มความจำได้ในตัวและได้แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานสุด 2 วัน ต่อมา “Nokia G20” ที่สามารถเป็นครีเอทีฟสตูดิโอเคลื่อนที่ ด้วยกล้องถ่ายภาพคมชัด 48 ล้านพิกเซล ทั้งแบบไวด์สกรีน มาโคร และวิดีโอ ระบบเสียง OZO Audio  แบตเตอรี่อึด ชาร์จครั้งเดียวใช้ได้นาน 3 วัน และสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่น “Nokia 3.4” จอขนาดใหญ่ 6.39″ HD+ แบบ Punch Hole Display พร้อมกล้องหลัง 3 ตัว 13 ล้านพิกเซล, 5 ล้านพิกเซล Ultra Wide และ 2 ล้านพิกเซล ด้วย AI อัจฉริยะ โหมดถ่ายภาพบุคคล และโหมดถ่ายภาพกลางคืน และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล  ต่อมากับ “Nokia 1.4” สเปกเกินคุ้ม ปฏิบัติการอัพเกรดได้ถึง Android 12 (Go Edition) ชิปเซ็ต Qualcomm® ประมวลผลข้อมูลแบบไม่ติดขัด กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องคู่หลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเลนส์มาโคร ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล หน้าจอ HD+ ขนาดใหญ่ 6.51 นิ้ว พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด ใช้งานยาว ๆ 2 วัน เดินหน้าต่อด้วย “Nokia C10” โดดเด่นที่ความลงตัวระหว่างแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับใช้งานเต็มวัน และหน้าจอ HD+ ระดับคริสตัลเคลียร์ที่ใหญ่คมชัดขนาดใหญ่ 6.52 นิ้ว ฟีเจอร์วิดีโอ HDR คู่กับแฟลช LED ด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อการถ่ายภาพที่เหนือชั้น และสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด “Nokia G10” ที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องด้วยสามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน เพื่อการติดต่อสื่อสารระยะไกลกับครอบครัว การทำงานและเรียนออนไลน์ ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องสีม่วง (Dusk) นำเทรนด์ พร้อมด้วยสีน้ำเงิน (Night) ในราคาที่จับต้องได้เพียง 3,990บาท ด้วย CPU Mediatek G25 8x A53 2.0GHz และจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ สเปกเดียวกับ Nokia G20 โดยแต่ละรุ่นล้วนมีจุดเด่น เน้นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ โนเกีย ที่ดีไซน์สวย ฟังก์ชันครบ วัสดุคงทน คุ้มเกินราคา พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด แถมอัพเดทระบบปฏิบัติการและระบบความปลอดภัยต่อเนื่องนาน 2 ปี

โดยหนึ่งในปัจจัยของการเติบโต สู่ความสำเร็จในครึ่งแรกของปี 2564 ของโนเกีย มาจากการเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค เพื่อค้นหาความต้องการอย่างแท้จริงในยุคปัจจุบันท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลง พบส่วนหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นคือ ผลกระทบจากช่วงมาตรการล็อกดาวน์ และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เร่งให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจ และรูปแบบชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกช่วงวัยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการเรียน การทำงาน อีกทั้งด้านรองรับการใช้งานแอปฯ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปฯ “เป๋าตัง” “หมอพร้อม” และแอปฯ ธนาคาร สมัคร โอน เติม จ่าย ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ท่ามกลางยุคเศรษฐกิจรัดตัว ผู้บริโภคต่างมองหาโทรศัพท์มือถือที่ดีไซน์สวย มีความคงทนใช้งานยาวนาน ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งาน และที่สำคัญคืออยู่ในราคาระดับที่จับต้องได้ ทั้งนี้ โนเกียจึงมุ่งพัฒนาออกแบบสมาร์ทโฟน บนพื้นฐานคอนเซปต์ Love it รักเลย / Trust it ไว้ใจได้ / Keep it ทนทาน ในโทรศัพท์ทุกเซ็กเมนท์ ด้วยราคาสบายกระเป๋าสำหรับคนไทย ขานรับความต้องการทุกรูปแบบการใช้งาน

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลังโนเกียยังคงมุ่งมั่นพัฒนา และออกแบบโทรศัพท์มือถือที่เน้นความต้องการผู้บริโภคให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกสู่ตลาดให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เข้มข้นและเสนอโปรดักส์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกเซ็กเมนท์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์โทรศัพท์ในใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม ที่มาพร้อมความชื่นชอบ ไว้วางใจ และใช้งานได้นานคุ้มค่า ในราคาที่จับต้องได้ในทุกช่วงเวลา

พบกับโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟน และสมาร์ทโฟนได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายโนเกียทั่วประเทศ บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ และ ร้าน TG FONE (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ) รวมทั้งช่องทางออนไลน์ อาทิ Shopee และ JD Central สามารถติดตามข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโนเกีย ได้ที่ https://www.nokia.com/phones/th_th

ก้าวด้วยธรรม มอบเงินให้กับ โครงการเรื่องเล่าเช้านี้ช่วยผู้ประสบภัยโควิด ๑๙

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต ประธานกรรมการมูลนิธิ ได้ประทานทุนจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านบาท) ที่ได้จากการจัดกิจกรรม ก้าวด้วยธรรม Virtual Run  ๙๙,๙๙๙ ก้าว” ในปี ๒๕๖๓ ให้กับโครงการ เรื่องเล่าเช้านี้ช่วยผู้ประสบภัยโควิด-๑๙”  โดยนายจรัญ ภักดีธนากุล นางลาวัลย์ กันชาติ ดร. ลักขณา ลีละยุทธโยธิน นางสาวสตปิยา  เพชรรัตน์ และนางสาวพัชรรัตน์ พัชรภุช เป็นคณะผู้แทนมูลนิธิมอบให้กับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และคุณพิชญทัฬห์  จันทร์พุฒ  ผู้ดำเนินรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓

สมุทรสาคร ล็อคดาวน์! ปิด 27 สถานที่เสี่ยง

คำสั่งจังหวัดสมุทรสาคร ฉบับที่ 70 มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

1. โรงเรียนและสถานศึกษา งดใช้สถานที่ เพื่อจัดการเรียนการสอน (งดเรียนที่โรงเรียน)
2. ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน
3. ร้านอาหารเปิดได้ ตี 4 – 2 ทุ่ม (ห้ามทานในร้าน + ห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ให้ทานในร้าน)
4. ห้าง ศูนย์การค้า เปิดได้เฉพาะแผนก ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา โดยเปิดได้ถึง 2 ทุ่ม
5. โรงแรมเปิดได้ตามปกติ งดการให้บริการประชุม สัมนา
6. ร้านสะดวกซื้อ เปิดได้ตี 4 – 2 ทุ่ม
7. ตลาดสด ตลาดนัด ตลาด เปิดได้ 6 ชั่วโมง (และต้องขออนุมัติเวลาต่อ อปท. ก่อน)
8. กิจการเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงิน เปิดได้ภายใต้มาตรการ
9. กิจการเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค บริโภค อาหารสัตว์ เครื่องมือช่าง สินค้าเบ็ตเตล็ด เปิดได้ภายใต้มาตรการ
10. โรงพยาบาล ร้านขายยา เปิดได้ภายใต้มาตรการ
11. บริการการสื่อสาร เปิดได้ภายใต้มาตรการ
12. บริการการขนส่ง เดลิเวอรี่ เปิดได้ภายใต้มาตรการ
13. บริการทางพลังงาน เช่น ก๊าซหุงต้ม เปิดได้ภายใต้มาตรการ
14. งดการเดินทางออกนอกเคหสถานที่ไม่จำเป็น
15. ขนส่งสาธารณะ รับผู้โดยสารได้ไม่เกิน 50% ของปกติ
16. ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานเข้า-ออกพื้นที่
17. ปิดไซต์ก่อสร้าง + แคมป์คนงาน
18. ปิด 27 สถานที่ให้บริการ (ตามข้อ 2 ในประกาศด้านล่าง)

มีผลตั้งแต่วันที่ 20/07/64 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง… ยกเว้นข้อ 15 มีผลตั้งแต่วันที่ 21/07/64 เป็นต้นไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ : 0-3442-5075 Hotline : 62329