อลิอันซ์ อยุธยา ร่นระยะเวลาใช้บริการ OPD และ IPD ให้รวดเร็ว

บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ตอกย้ำผู้นำในธุรกิจประกันชีวิต เดินหน้าต่อยอดระบบการทำงานกับโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยี มุ่งเสริมประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า ล่าสุด ร่วมกับบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (มหาชน) หรือ BDMS พัฒนาระบบเชื่อมต่อ API (Application Program Interfaces) ครบวงจร ประสานการทำงานระหว่างโรงพยาบาลในเครือ BDMS และอลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวก ร่นระยะเวลาการใช้บริการ OPD และ IPD ให้รวดเร็ว พร้อมขยายการให้บริการในโรงพยาบาลในเครือ BDMS ทั่วประเทศในอนาคต

นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้า กล่าวว่า อลิอันซ์ อยุธยา เป็นผู้นำในนวัตกรรมธุรกิจประกัน เรามุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาต่อยอดในการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจประกันสุขภาพที่อลิอันซ์ อยุธยา เป็นผู้นำอยู่ในตลาดประเทศไทย เรามองเห็นถึงต้องการของลูกค้าเมื่อไปโรงพยาบาล ที่ต้องการได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน เมื่อรับการบริการจากโรงพยาบาลเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องการรับยาและกลับบ้านทันที จึงทำให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตรใกล้ชิดอย่าง BDMS เครือโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายใหญ่ในประเทศไทย ในการพัฒนาระบบ API ครบวงจร เพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างโรงพยาบาลกับบริษัทฯ ช่วยให้การประสานงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

โดยตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา เราได้มีการนำร่องทดสอบการใช้งานระบบนี้กับบริการผู้ป่วยนอกไปแล้วในโรงพยาบาลในเครือ BDMS 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ และ โรงพยาบาลกรุงเทพ หัวหิน ปรากฎว่าสามารถสร้างผลสำเร็จ ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น โดยสามารถร่นระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการทำงานได้ถึง 80% และในปี 2564 นี้ จึงได้ขยายการดำเนินงานมาสู่กระบวนการทำงานสำหรับผู้ป่วยใน ซึ่งลดระยะเวลาการทำงานได้ถึง 50% นอกจากนี้ ยังช่วยลดขั้นตอนการประสานงานระหว่างอลิอันซ์ อยุธยา และโรงพยาบาลให้มีความคล่องตัวมากขึ้นได้ถึง 50% เช่นกัน ทำให้การประสานงานระหว่างกันในระบบหลังบ้านมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในการเก็บค่าบริการ (E-billing) และภาระด้านเอกสารต่างๆ ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการประกันชีวิตของไทยเพราะเป็นครั้งแรกของการเชื่อมต่อ API ระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันแบบครบวงจร ที่จะสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าที่ถือกรมธรรม์สุขภาพของเรากว่า 600,000 ราย โดยเรามีแผนที่จะขยายระบบนี้ให้ครอบคลุมทุกโรงพยาบาลในเครือ BDMS ที่มีมากกว่า 40 โรงพยาบาลในสิ้นปีหน้า

“ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้า อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ให้ดีขึ้นในทุกด้าน เราเชื่อว่าระบบ API ที่บริษัทฯร่วมกับ BDMS พัฒนาขึ้น จะสร้างไม่เพียงความสะดวกในการมารับบริการที่โรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นกับการทำงานของทั้ง 2 บริษัทอีกด้วย” นางสาวพัชรา กล่าวสรุป

 

 

TWPC ร่วมเสวนา UN FOOD SYSTEMS SUMMIT 2021

บมจ. ไทยวา (TWPC) ได้รับเชิญเป็นตัวแทนภาคเอกชนไทยใน Action Track 4 : Advance equitable livelihood “อิ่มทั่วถึง” ในการประชุมเสวนา “UN FOOD SYSTEMS SUMMIT 2021” หัวข้อ “บทบาทภาคเอกชนไทยในการส่งเสริมการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน” ผ่านระบบออนไลน์ จัดโดย UN Global Compact Network Thailand ตอกย้ำการเป็นผู้นำความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเกษตร และอาหาร ด้วยกลยุทธ์การพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงมือผู้บริโภค (Creating Innovation and Sustainability from Farm to Shelf) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา

รตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังและผู้นำตลาด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นและเส้นก๋วยเตี๋ยว เปิดเผยว่า ไทยวาดำเนินกลยุทธ์ความยั่งยืนหลัก คือ “การพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมและความยั่งยืนจากไร่ไปสู่ผู้บริโภค (Creating Innovation and Sustainability from Farm to Shelf)” ภายใต้ความยั่งยืนของธุรกิจ 4 เสาหลักหรือ F4 โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่ F1: Farm การพัฒนาเกษตรกร, F2: Factory โรงงานสีเขียว / zero waste และการพัฒนาชุมชน, F3: Family การพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวไทยวา และ F4: Food การวิจัยอาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

ไทยวา อยากจะขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  (SDGs) ทั้ง 17 ข้อให้บรรลุตามเป้าหมายภายในปี 2030 และร่วมพัฒนาระบบอาหารไปสู่ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อภาพตามหลักโภชณาการ ลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร

สำหรับการเสวนาในการประชุม UN FOOD SYSTEMS SUMMIT 2021 ครั้งนี้ จัดโดย UN Global Compact Network Thailand เป็นการรวมสุดยอดภาครัฐบาลและภาคเอกชนของไทย ทั้งที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ และผู้สนใจทั่วไป ที่เห็นถึงความสำคัญของระบบอาหารในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน มาระดมความคิดในการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวทางของการประชุมสุดยอดด้านระบบอาหารของสหประชาชาติ (UN Food Systems Summit 2021) พร้อมผนึกกำลัง ปรับเป้าหมายทางธุรกิจ และลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

เนสท์เล่ เผยสารพันเรื่องชวนคิดเมื่อชีวิตต้องติดบ้าน

สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวถูกจำกัดบริเวณอยู่ในบ้านกันมากยิ่งขึ้น บ้านกลายเป็นสถานที่ทดแทน เป็นทั้งที่ทำงานของพ่อแม่ และโรงเรียน หรือสนามเด็กเล่นให้ลูกได้เรียนรู้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นที่ถูกจำกัดเพื่อความปลอดภัยแล้ว พ่อ แม่ ผู้ปกครองอาจพบเจอกับความท้าทายในการสรรหากิจกรรมต่าง ๆ มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกน้อย เพื่อชดเชยช่วงชีวิตแห่งการเรียนรู้ ไม่ให้หล่นหายไป ผู้เชี่ยวชาญทางพัฒนาการด้านต่าง ๆ จึงเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่จะให้คำปรึกษากับพ่อ แม่ และ ผู้ปกครองได้

นางกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเล่น เพราะสมองส่วนหน้าจะเปิดรับการเรียนรู้ โครงการ เนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี จึงสานต่อกิจกรรม “#เมนูหนูช่วยทำ” ตอนสนุกสุขโซน เพื่อเชิญชวนพ่อแม่ และผู้ปกครองสร้างพื้นที่แห่งความสุขและสุขภาพดีในบ้าน โดยใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ด้วยการชวนเด็ก ๆ ร่วมเตรียมมื้ออาหารให้สนุกและมีสีสัน ให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำจนสำเร็จ ซึ่งจะเป็นการช่วยฝึกทักษะการคิดจากสมองส่วนหน้า (EF: Executive Functions) สร้างความมั่นใจ และ สร้างพฤติกรรมสุขภาพหมู่ร่วมกันในครอบครัว โดยกิจกรรมโซนที่ 2 ครัวหรรษา ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองพูดคุยและขอรับคำปรึกษาด้านจิตวิทยาและโภชนาการออนไลน์โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญ ผ่าน Facebook Messenger ของ https://www.facebook.com/N4HKThailand/ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นำโดย อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ และ นางทัศนีย์ สิทธิรัตน์ ณ นครพนม ผู้จัดการฝ่ายชำนาญการพิเศษด้านอาหาร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่พร้อมให้คำแนะนำที่หลากหลาย เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวกเมื่อสมาชิกต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านติดต่อกันเป็นเวลานาน เกร็ดความรู้หรือเทคนิคการทำอาหารเพื่อสุขภาพให้อร่อยและจูงใจเด็ก ไปจนถึงการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อสมดุลกายและใจ”

ทั้งนี้ เนสท์เล่ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยจากพ่อแม่ และผู้ปกครอง พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก และผู้ชำนาญการพิเศษด้านอาหาร เพื่อสร้างสุขภาพดี และส่งเสริมความสุขในบ้านมาไว้ดังนี้

1. วิธีจัดสรรเวลาสำหรับพ่อแม่ และผู้ปกครองที่ทำงานที่บ้าน ในขณะที่ลูกเรียนหนังสือออนไลน์ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และลดความตึงเครียดภายในบ้าน

อาจารย์รณสิงห์: การจ้องหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แล็ปทอป หรือ มือถือเป็นเวลานาน จะทำให้ร่างกายเพลียง่ายโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้เพราะสมองต้องทำงานหนักขึ้นตามภาพที่เคลื่อนไหวเร็วอยู่ตลอดเวลา เสมือนเวลานั่งรถทางไกล แม้ไม่ได้เป็นคนขับ ก็รู้สึกเหนื่อย เพราะเราเห็นภาพของวิวข้างทางที่เคลื่อนไหวอย่างเร็วเป็นเวลานาน เสมือนว่าเรากำลังใช้ร่างกายเคลื่อนไหวจริง กล้ามเนื้อร่างกายจะเกิดการเกร็ง และตึงของกล้ามเนื้อที่เราเรียกว่า “ตึงเครียด” ความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานหน้าจอ จะส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดง่าย และกระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัว สมาชิกแต่ละคน แต่ละช่วงวัยอยากมีเวลาและพื้นที่เป็นของตัวเองมากขึ้น การดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือการดูแลบุตรหลานเรื่องการเรียนออนไลน์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดช่วงเวลาพัก เพื่อทำกิจกรรมสันทนาการ หรือออกกำลังกายง่าย ๆ ร่วมกันในบ้าน

กิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ ตอนสนุกสุขโซน นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมต้นแบบที่ทุกครอบครัวสามารถทำได้ เพราะทุกบ้านต้องทานอาหารอยู่แล้ว และใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่วันละ 20 – 30 นาที อีกทั้งการเข้าครัวยังช่วยเสริมพัฒนาการในเด็กให้ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเป็นขั้นตอน และอาศัยความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังเติมเต็มเวลาคุณภาพให้กับสมาชิกในครอบครัวทั้งในส่วนของ อารมณ์ อาหาร และการออกกำลังกาย แนะนำให้ชวนเด็ก ๆ จัดตารางสนุกสุขโซน ประจำสัปดาห์ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการได้ใช้เวลาที่ต้องอยู่ติดบ้าน สร้างสรรค์เป็นเวลาคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดีทางโภชนาการ และความสุขทางอารมณ์ เริ่มต้นจากมื้ออาหารที่ทำร่วมกัน และรับประทานร่วมกันอย่างมีความสุขในบ้าน อย่าลืมปิดท้ายด้วยการออกกำลังกาย 3 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากความอ้วนสะสม

2. สำหรับครอบครัวที่มีลูกในช่วงวัยพัฒนาการที่ต่างกันมาก จะสามารถทำกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ ร่วมกันได้ไหม

อาจารย์รณสิงห์: ได้แน่นอน และจะยิ่งเป็นผลดีต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ของพี่ น้อง และสมาชิกในครอบครัว ให้รู้จักหน้าที่ของกันและกัน ในกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ ตอนสนุกสุขโซน นี้ ทีมงานได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนนักสำรวจ ให้เด็ก ๆ สำรวจและสังเกต ค้นหาวัตถุดิบที่มีภายในบ้าน โซนครัวหรรษา ให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมและเรียนรู้ผ่านการลงมือทำเพื่อสร้างประสบการณ์ตรง และ โซนคิดส์สร้างสรรค์ ให้เด็ก ๆ ชื่นชมผลงานของกันและกัน และบอกเล่าเรื่องราวความสนุกที่เกิดขึ้นจากมื้ออาหารในครอบครัว ดังนั้น พ่อแม่ และผู้ปกครอง สามารถใช้กิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ ตอนสนุกสุขโซน เป็นตัวกำหนดหน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละคนในบ้าน ฝึกเชื่อมโยงกระบวนการคิดมิติสัมพันธ์ให้รอบด้าน เริ่มจากการค้นหาเมนูสำหรับเด็กในวัยต่าง ๆ การคัดเลือกวัตถุดิบ การแบ่งหน้าที่ตามความสามารถในแต่ละช่วงวัย อาทิ น้องเล็กช่วยล้างผัก และพี่โตช่วยหั่นผัก รวมไปถึง พ่อแม่ และผู้ปกครองเองก็สามารถสอดแทรกความรู้และโภชนาการให้เด็ก ๆ ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว ช่วยให้รู้จักคิดถึงคนอื่น เด็ก ๆ เองก็ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างสนุกสนาน

3. โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องอยู่แต่ในพื้นที่จำกัด ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย นั่งหน้าจอตลอดทั้งวัน จากการ Work From Home หรือเรียนออนไลน์

นางทัศนีย์: ในบ้านของเราประกอบไปด้วยสมาชิกในบ้านหลายช่วงวัย แนวทางการสร้างเสริมและดูแลสุขภาพ เริ่มจาก 5 พฤติกรรมหลัก ได้แก่ 1. กินหลากหลายเพิ่มผักผลไม้ 2. กินสัดส่วนที่เหมาะสม 3. กินพร้อมหน้า 4. ขยันขยับ ออกกำลังกาย และ 5. เลือกดื่มน้ำเปล่า ซึ่งการหมั่นจิบน้ำเปล่าระหว่างวัน จะช่วยลดการขาดน้ำ ช่วยให้สมองและร่างกายสดชื่น เราสามารถเพิ่มรสชาติ และสีสันในการดื่มน้ำได้หลากหลายสไตล์ ยกตัวอย่างเช่น การทำน้ำแข็งผลไม้ หรือ เครื่องดื่มเสริมวิตามินซีจากผลไม้สด (Infused water) เพื่อเสริมวิตามิน และเพิ่มภูมิต้านทานในช่วงนี้ สำหรับเด็กในวัยเรียน อาจเตรียมอาหารว่างระหว่างวัน โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ เพื่อลดการบริโภคน้ำตาล โซเดียม และไขมัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะโรคอ้วนในเด็ก พร้อมเลือกวัตถุดิบหรือเครื่องดื่มที่เสริมวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและการเจริญเติบโต อาทิเช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และ วิตามินดี เนื่องจาก ไลฟ์สไตล์ของเด็กยุคใหม่ที่ต้องติดอยู่ในพื้นที่ปิด อาจทำให้ขาดสารอาหารสำคัญที่มาคู่กับการได้รับแสงอาทิตย์ นั่นคือวิตามินดี ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของเราดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

4. หากพ่อแม่ และผู้ปกครองไม่ถนัดปรุงอาหารเองที่บ้าน จะยังสามารถเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการที่ดี และ ปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพดีให้กับลูกได้ไหม

อาจารย์รณสิงห์: กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการลงมือทำซ้ำ ๆ เป็นประจำ จนกลายเป็นนิสัย การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพดี หากบ้านไหนไม่สะดวกเข้าครัว ก็สามารถพูดคุย สร้างบทสนทนากับลูก ชวนลูกเลือกสั่งซื้ออาหารที่มีองค์ประกอบของอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สอดแทรกความรู้ตามหลักโภชนาการได้ นอกจากนี้ การมอบหมายหน้าที่ให้ลูกช่วยจัดโต๊ะอาหาร แกะและเทอาหารที่สั่งซื้อมาใส่ภาชนะ ทานอาหารพร้อมหน้ากัน ไปจนถึง ช่วยกันเก็บล้าง ก็จะช่วยกระชับสัมพันธภาพในครอบครัว เด็กเองก็ได้เรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนผ่านกิจวัตรประจำวัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองส่วนหน้า (Executive Functions) อีกด้วย

นางทัศนีย์: การสร้างเสริมหรือการปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้ลูก ต้องเริ่มต้นจากการเป็นแบบอย่างที่ดีของคุณพ่อคุณแม่ และ ผู้ปกครอง ซึ่งสามารถเริ่มต้นง่ายๆ จากการเลือกสรรเมนูอาหารที่หลากหลาย มีสารอาหารครบถ้วนให้ทาน การชวนทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้านร่วมกัน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่ทำให้สนุกกับการขยับ และเคลื่อนไหวร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก และ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองสามารถอาศัยช่วงเวลาที่อยู่บ้านยาวๆ นี้เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก เปิดคู่มือการทำอาหารออนไลน์ และทำไปพร้อมกับลูก ก็ได้เช่นกัน โดยทางเนสท์เล่ ได้จัดทำ E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” ที่รวบรวมเมนูสร้างสรรค์ เคล็ดลับการปรุงอาหาร เกร็ดความรู้โภชนาการ และจิตวิทยาของครอบครัว เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพหมู่ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว สามารถดาวน์โหลด E-Cook Book “รวมมื้อสนุก เมนูประจำบ้าน” ได้ฟรีที่เวบไซต์ nestle.co.th ในส่วนของโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี http://bit.ly/3rlTyo8

5. แนะนำเมนูอาหารที่ทำได้ง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน หากต้องแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation)

นางทัศนีย์: สำหรับครอบครัวที่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลัก Home Isolation แนะนำให้พยายามทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และสดใหม่ โดยแนะนำเป็นอาหารจานเดียว เป็นเมนูที่ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่ให้สารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เช่น เบนโตะไข่ม้วน, เมนูผัดเห็ดสามสหาย, ข้าวผัดใส่ใจไข่ฟรุ้งฟริ้ง เป็นต้น พบกับไอเดียเมนูที่หลากหลายพร้อมวิธีการทำง่ายๆ ได้ที่ https://www.nestle.co.th/th/nhw/kids/homerecipe ข้อดีของการจัดอาหารจัดแยกชุดสำหรับสมาชิกในบ้าน คือจะช่วยป้องกันและหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายหรือติดเชื้อระหว่างบุคคล ส่วนการบริหารจัดการวัตถุดิบ แนะนำให้เลือกผักผลไม้ที่สามารถเก็บไว้ได้นาน และสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แครอท บรอคโคลี กะหล่ำปลี และ ผลไม้เนื้อแข็ง เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง สาลี่ มะม่วงมัน

ขอเชิญทุกครอบครัวไทยเข้าร่วมกิจกรรม #เมนูหนูช่วยทำ ตอนสนุกสุขโซน และสอบถามโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญถึงเคล็ดลับ เทคนิค ตลอดจนแนวทางการสร้างพื้นที่แห่งความสุขภายในบ้าน กับ อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ และ นางทัศนีย์ สิทธิรัตน์ ณ นครพนม ผู้จัดการฝ่ายชำนาญการพิเศษด้านอาหาร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผ่าน Facebook Page ของกิจกรรม ได้ที่ https://www.facebook.com/N4HKThailand ตั้งแต่วันที่ 15 – 28 กรกฎาคม 2564 ผู้ร่วมกิจกรรมมีสิทธิ์รับรางวัลไปสร้างสุขในบ้านกันต่อ เนสท์เล่ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจของทุกครอบครัวไทย

สนับสนุนผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากให้ผู้ป่วยโควิด-19

ศูนย์ทันตกรรมพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ. ดร. นพ. ทพ. ศิริชัย  เกียรติถาวรเจริญ (ที่ 4 จากขวา) คณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก M-Dent จำนวน 1,500 ชุด ให้กับผู้ป่วยประเภทที่ไม่มีอาการ และมีอาการน้อยจากการติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามสมุทรปราการรวมใจ 5 (WHA) โดยมี นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทฯ รับมอบผลิตภัณฑ์

เปิดตัว ‘รูบี้ เลดี้’ เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลช็อต เจาะกลุ่มผู้หญิง

บมจ.เซ็ปเป้ หรือ SAPPE ผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้ง เปิดตัวเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลช็อตสำหรับผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือนโดยเฉพาะ แบรนด์ บิวติ ดริ้งค์ รูบี้ เลดี้ โดยนับเป็นสินค้าเปิดตัวซีรีส์ใหม่ภายใต้แบรนด์ บิวติ ดริ้งค์ ที่นำคุณสมบัติของสมุนไพรมาทำให้ดื่มง่าย ช่วยให้สาวๆ ผ่านวันนั้นของเดือนไปได้อย่างสวยงาม วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทุกสาขา ราคา 29 บาท ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 50 ล้านบาท  

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยว่า จากภาพรวมตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศปี 2564 ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามีมูลค่าตลาดรวม 1.97 – 1.99 แสนล้านบาท เติบโตเล็กน้อยที่ 0.5 – 1.5% โดยหากเจาะลึกลงไปใน Category ที่เติบโตได้ดีมากยังคงเป็น Functional drink ซึ่งปี 2020 โต 9-11%  และยังคงโตอยู่ในครึ่งปีแรก 2021  ดังนั้น เครื่องดื่มที่คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตในปีนี้ ได้แก่ เครื่องดื่ม Specialty ที่ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำผสมวิตามิน เครื่องดื่มวิตามิน และฟังก์ชันนัลดริ้งค์ เนื่องจากสามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ยังมีกำลังซื้อและต้องการทดลองเครื่องดื่มใหม่ๆ โดยพบว่าปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและต้องการเครื่องดื่มที่มีโภชนาการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จึงมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยเฉพาะผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือน ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก

บริษัทฯ จึงคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผ่านโครงการ InnoThink ซึ่งเซ็ปเป้เปิดเวทีให้พนักงานทุกคนในองค์กร ส่งไอเดียเข้าร่วมประกวด เพื่อเฟ้นหาไอเดียที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ และช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น โดยไอเดียที่ชนะการประกวดจากโครงการดังกล่าวเซ็ปเป้จะนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด และหนึ่งในไอเดียที่มาจาก Insight ของผู้บริโภค ที่พบว่า 70 – 80% ของผู้หญิงในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน จะมีปัญหาไม่สบายตัวเนื่องจากฮอร์โมนร่างกายขาดความสมดุล ซึ่งการทานยาสตรีเพื่อปรับสภาพร่างกายในช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก อย่างไรก็ตามพบว่าวัยรุ่นส่วนหนึ่งมีปัญหาทานยาสตรีได้ค่อนข้างลำบาก บริษัทฯ จึงเห็นช่องว่างทางการตลาดและเดินหน้าคิดค้นและพัฒนาเครื่องดื่ม เพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือนโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์หลักที่เป็นสินค้าเพื่อผู้หญิงอย่าง “บิวติ ดริ้งค์” โดยแตกไลน์เป็นกลุ่มสินค้าซีรีส์ใหม่ Herbal Series เปิดตัวด้วยเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลช็อตจากสมุนไพร รูบี้ เลดี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการเครื่องดื่มเพื่อเป็นตัวช่วยผู้หญิงช่วงวันนั้นของเดือนโดยเฉพาะ มีส่วนประกอบจากสมุนไพรที่สำคัญ คือ สารสกัดตังกุย ดอกคำฝอย พริกไทยดำ ผสมอยู่ในน้ำทับทิม มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ดื่มง่าย ยิ่งดื่มเย็นๆ ยิ่งชื่นใจ และไม่ผสมน้ำตาล วางจำหน่ายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทุกสาขา ในราคา 29 บาท และช่องทาง Sappe Online โดยติดตามโปรโมชั่นได้ในเพจ Facebook @sappebeautyclub, Shopee: Sappe official store และผ่าน Line: Sappeonline 

กลุ่มเป้าหมายหลักของ รูบี้ เลดี้ ได้แก่ 1. นักเรียน นักศึกษา เด็กสาวที่เพิ่งเข้าสู่วัยที่เริ่มมีประจำเดือน 2. สาวๆ ออฟฟิศที่มีปัญหาช่วงนั้นของเดือน เป็นอุปสรรคกับการทำงาน และ 3. กลุ่มผู้ชายที่มีนิสัยอบอุ่นแบบแฟมิลี่แมนใส่ใจคนรักให้ผ่านช่วงที่มีประจำเดือนโดยไม่มีปัญหากวนใจ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในช่วงปีแรกนี้ราว 50 ล้านบาท

ถือเป็นครั้งแรกของวงการเครื่องดื่มที่เอาใจสาวๆที่มีปัญหากวนใจในช่วงประจำเดือน และอยากให้ รูบี้ เลดี้ อยู่เคียงข้างสาวๆ ให้ผ่านพ้นช่วงนั้นของเดือนโดยไม่ต้องหงุดหงิดหรือทรมาน ถือเป็นไอเทมเด็ดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือช่วงที่มีประจำเดือน และคาดหวังว่า รูบี้ เลดี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในสินค้าที่ผู้หญิงต้องนึกถึงเมื่อมีประจำเดือน นางสาวปิยจิต กล่าว

Shopee University : Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2

จากผลตอบรับที่ดีอย่างมากในปีที่ผ่านมา ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เดินหน้าขยายความร่วมมือกับธนาคารชั้นนำทั้งธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์ จัดโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2 เปิดคลาสสอนออนไลน์ถ่ายทอดความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ครั้งแรกผ่านฟีเจอร์ Shopee Live สำหรับธุรกิจที่มองหาการเติบโตบนโลกอีคอมเมิร์ซในหลากมิติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการยุคปัจจุบันทั่วประเทศ ให้สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และเตรียมความพร้อมรับกำลังซื้อสูงในช่วงฤดูกาลอีคอมเมิร์ซครึ่งปีหลังได้อย่างเต็มศักยภาพ

สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ต้องการจะใช้ความรู้และจุดแข็งในด้านต่าง ๆ ที่ช้อปปี้มีในฐานะอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มชั้นนำ ช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงเกิดเป็นโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรธนาคารชั้นนำ ซึ่งความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายในปีที่ผ่านมาเป็นตัวจุดประกายความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการในปีที่ 2 นี้ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัจจุบันที่สถานการณ์โควิด-19 ทวีความรุนแรงขึ้น การสนับสนุนด้านทรัพยากร และคลังความรู้ ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่รอดและสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยช้อปปี้มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการในปีนี้จะช่วยให้ธุรกิจรายย่อยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ และช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงมหกรรมอีคอมเมิร์ซในครึ่งปีหลัง ยังผลไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนในวงกว้าง ดังเจตนารมณ์ของบริษัทฯ

และเป็นการเพื่อขยายการเข้าถึงโครงการให้กับผู้ประกอบการที่สนใจได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ และช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินทางซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2 จะจัดขึ้นในรูปแบบของออนไลน์ 100% บน Shopee Live ซึ่งเป็นฟีเจอร์ไลฟ์ตรีมมิ่งที่ครองใจผู้ใช้งานชาวไทย ด้วยจุดเด่นในแง่ของความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างผู้เรียนและผู้สอนได้อย่างไร้รอยต่อ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ได้แบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ ช้อปปี้และภาคีพันธมิตรอันประกอบด้วยธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมมือกันพัฒนาเนื้อหาในหลักสูตรของโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2 ให้มีความเข้มข้นและทันต่อยุคสมัย ในขณะเดียวกันยังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

● เทคนิคบริหารกระแสเงินสดขั้นเทพ (Cash flow Management) by KBank เรียนรู้เคล็ดลับการบริหารจัดการสภาพคล่องของธุรกิจตามแบบฉบับมืออาชีพ เพื่อรับมือกับทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น.

● ก้าวต่อไปหลังโควิด กับเทรนด์ธุรกิจในยุค Digital by กรุงศรี จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกยุค Next Normal ก้าวตามทุกเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องทราบในการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองและธุรกิจ เพื่อก้าวทันทุกกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล พร้อมรู้จักกับ “กรุงศรี มั่งมี” ตัวช่วยสำหรับร้านค้ายุคใหม่ ในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น.

● ก้าวทันเทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล และเคล็ดลับการบริหารจัดการเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์ใน Cashless Society by SCB เรียนรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยในสังคมไร้เงินสด พร้อมติดอาวุธ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจด้วยเครื่องมือทางการเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น.

ณัฐกิจฆ์ พัทธ์แช่มพัชร เจ้าของร้าน GoodPot GreatPlanter ตัวแทนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ กล่าวว่า “สำหรับการค้าขายบนโลกออนไลน์ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากการตลาดและการโฆษณาที่ดีแล้ว การบริหารจัดการการเงินที่ดีและการรู้เท่าทันเทรนด์ของโลกก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ ช่วยเพิ่มแต้มต่อในการแข่งขันและปลดล็อคโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว จากการที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการเมื่อปีก่อน ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการบริหารด้านการเงินให้เป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว เนื่องจากความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเนื้อหาและพื้นฐานของผู้เรียนที่แตกต่างกันของวิทยากร จึงทำให้หลักสูตรและวิธีการถ่ายทอดเป็นไปได้อย่างเหมาะสม เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริง จนทำให้ในปัจจุบันทางร้าน GoodPot GreatPlanter เติบโตด้านยอดขายเฉลี่ย 3 เท่าตัว ในฐานะศิษย์เก่าของโครงการ จึงขอเป็นตัวแทนเชิญชวนผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มาร่วมติดอาวุธความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงดำเนินอยู่ และประสบความสำเร็จต่อไปอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2 ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2564 โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จและได้รับการยืนยันสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ Shopee My Ads Credit มูลค่า 200 บาทสำหรับ 50 ร้านค้าแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมสำเร็จในแต่ละคลาส นอกจากนี้โครงการยังเปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถเข้าร่วมคลาสเรียนผ่าน Shopee Live ตามวันและเวลาที่กำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Shopee University: Financial Edition ติวเข้มธุรกิจ ติดปีกออนไลน์ ปี 2 ได้ที่ https://shopee.co.th/m/shopee-university-partnership-financial-class-online

ศุภาลัย ลุยขยายทำเลใหม่จังหวัดพิษณุโลก

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ปักธงโครงการแนวราบแห่งที่ 2 ใน จ.พิษณุโลก กับโครงการใหม่ “ศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ พิษณุโลก” สุนทรียภาพการใช้ชีวิตเหนือระดับ สะท้อนความเป็นอยู่อย่างสง่างาม ด้วยนวัตกรรม Smart Home Automation หรูหราทันสมัย ทำเลติดถนนเลี่ยงเมือง ใกล้ห้างเซ็นทรัล เพียง 10 นาที ราคาเริ่ม 2.99-10 ล้านกว่าบาท จัดกิจกรรม Grand Opening เปิดจองวันที่ 24-25 กรกฎาคม นี้

นายบุญชัย ชัยอนันต์บวร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการภูมิภาค 2 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ในปี 2564 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือ ยังคงมีภาวะชะลอตัว ผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริษัทฯยังคงมั่นใจในการดำเนินธุรกิจและมองเห็นความต้องการของลูกค้าที่อยากมีที่อยู่อาศัยสะดวกสบาย มีการออกแบบ ที่สะท้อนรสนิยมและมาพร้อมกับสังคมคุณภาพจากศุภาลัย จึงเดินหน้าขยายทำเลแห่งใหม่ เปิดตัวโครงการ “ศุภาลัย การ์เด้น วิลล์ พิษณุโลก” บ้านเดี่ยวหรูอัจฉริยะ ติดถนนใหญ่ ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นโครงการคุณภาพแนวราบแห่งที่ 2 ในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากที่โครงการแรก “ศุภาลัย ไพร์ด พิษณุโลก” ประสบความสำเร็จทำยอดขายได้รวมมูลค่า 400 กว่าล้านบาทและได้ผลตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า

ศุภาลัย การ์เด้น วิลล์ พิษณุโลก ชูแนวคิด Sharing happiness to live modern luxury style แบ่งปันความสุข สู่การใช้ชีวิตสไตล์ Modern Luxury เรียบหรู สง่างาม โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่าพบสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิต เหนือระดับบนพื้นที่กว่า 70 ไร่ จำนวน 342 แปลง มูลค่าโครงการกว่า 1,450 ล้านบาท ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์กับบ้านเดี่ยวและบ้านรุ่นใหม่ที่มีให้เลือกถึง 7 แบบ บนพื้นที่ใช้สอยเริ่ม 122-318 ตร.ม. และพบกับบ้านเดี่ยวหรูขนาดใหญ่ ครั้งแรกในจังหวัดพิษณุโลก กับแบบบ้าน “ศุภราช” และ “ศุภจิตรา(ใหม่)”

• ศุภราช บ้านขนาดใหญ่สุดของโครงการ พื้นที่ใช้สอย 318 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ส่วนทำงาน, ส่วนพักผ่อน, ห้องคนรับใช้ และ 2 ที่จอดรถ จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบชั้นล่าง ที่มีลักษณะเปิดโล่งต่อเนื่องกันโดยไม่มีผนังกั้น (Open Plan) ทำให้การรับและระบายลมเป็นได้อย่างทั่วถึง ชั้นสองมีส่วนพักผ่อนขนาดใหญ่พร้อมระเบียง และส่วนของห้องนอนขนาดใหญ่ 3 ห้อง โดยเฉพาะ ห้อง Master Bedroom มีขนาดกว้างมาก พร้อมระเบียง และห้องน้ำขนาดใหญ่พิเศษ โดยมีทั้งอ่างอาบน้ำและที่อาบน้ำแยกเป็นสัดส่วน

• ศุภจิตรา(ใหม่) พื้นที่ใช้สอย 233 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องทำงาน และ 2 ที่จอดรถ จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบโถงสูงโล่ง (Double Volume) บริเวณบันได ทำให้เกิดความต่อเนื่องจากชั้นล่างสู่ชั้นบน พร้อมกระจกขนาดใหญ่ รับแสงธรรมชาติ และในส่วนของห้องนอนจะมีห้องน้ำในตัวทุกห้อง รวมถึงระเบียงขนาดใหญ่ ในห้องนอนใหญ่ (Master Bedroom)

ฉลาดล้ำด้วยนวัตกรรม Smart Home สามารถสั่งการและควบคุมการทำงานระบบต่างๆ ภายในบ้านได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน เพื่อมอบความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และประหยัดพลังงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น Spot อุปกรณ์ควบคุม สั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าแทนรีโมต Smart Switch สวิตช์ไฟอัจฉริยะสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าภายในบ้าน Smart Controller อุปกรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดประตูรั้วบ้าน และ Cube Clicker สั่งงานเปิด-ปิด แบบ Scene เพียงแค่กดอุปกรณ์ทั้งหมดได้พร้อมกันในคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านผ่าน Smart Siren อุปกรณ์แจ้งเตือนด้วยระบบเสียงเมื่อมีการบุกรุก Cube Door-Window Sensor ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและแจ้งเตือนเมื่อมีการเปิด-ปิดประตูและหน้าต่าง และกล้องไวไฟ พร้อมฟังก์ชันตรวจจับความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ต่างๆ พร้อมส่งข้อความแบบเรียลไทม์

เติมเต็มความสุขของคนทุกเพศทุกวัยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮาส์ ฟิตเนส สระว่ายน้ำ พักผ่อนอย่างอิสระกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่ และเอาใจคนรักน้องหมากับพื้นที่ Dog Park สวนสาธารณะที่ทำให้ได้ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงอย่างมีความสุข

เดินทางสะดวกด้วยทำเลที่โดดเด่นบนถนนเลี่ยงเมือง ห่างจากเซนทรัลพิษณุโลก เพียง 10 นาที ทั้งยังใกล้ศูนย์ราชการ หัวรอ และสถานศึกษา อาทิ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก

สัมผัสสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตเหนือระดับกับสมาร์ทโฮมสุดหรู ทำเลเด่นได้ในโครงการ “ศุภาลัย การ์เด้น วิลล์ พิษณุโลก” บ้านเดี่ยวพร้อมเข้าอยู่ เปิดจองให้เลือกทำเลสวยหน้าโครงการก่อนใคร วันที่ 24-25 กรกฎาคม นี้ ราคาเริ่ม 2.99-10 ล้านกว่าบาท ฟรี! เครื่องปรับอากาศ ค่าใช้จ่ายวันโอนและของแถมอื่นๆหลายรายการ อีกทั้งบริษัทฯยังมีมาตรการป้องกัน ไวรัสโควิด-19 เพื่อเสริมความมั่นใจในการเข้าเยี่ยมชมโครงการ โดยคำนึงถึงสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อีกทั้งพนักงานประจำโครงการได้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจเยี่ยมชมโครงการ สอบถามข้อมูล เพิ่มเติมโทร. 1720 และทาง Facebook : Supalai Society หรือ www.supalai.com

บีโอไอ ส่งเสริม Food Tech สู่ Future Food

Food Tech หรือเทคโนโลยีอาหารถือเป็นการผลิตอาหารให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดช่วยลดปริมาณขยะและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต เทคโนโลยีอาหารยังมีส่วนผลักดันให้เกิด Future Foodหรืออาหารแห่งอนาคตที่มีความสลับซับซ้อนในกระบวนการผลิต ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้หลายแขนง รวมถึงต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย

อาหารแห่งอนาคตอาจจะเริ่มต้นจากผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม แต่วันนี้อาหารแห่งอนาคตได้รับการยอมรับและเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาหารแห่งอนาคตจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการอาหารที่แตกต่างจากอดีต มีการใส่ใจสุขภาพ และเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น รวมถึงกระแสการรักษ์โลก เนื่องจากอาหารแห่งอนาคตจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำร้ายสัตว์ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตามแนวทางของสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แบ่งอาหารแห่งอนาคตเป็น 4 ประเภท คือ

1) อาหารอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี อยู่ในรูปแบบของผักปลอดสารพิษ เนื้อสุกรที่เลี้ยงด้วยวีถีธรรมชาติ หรือนมพาสเจอร์ไรซ์ออร์แกนิก เป็นต้น ปัจจุบันอาหารอินทรีย์ได้รับความสนใจ และสามารถหารับประทานได้ง่าย 2) อาหารเสริมสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชั่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำหน้าที่ให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น อาหารปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย อาหารชะลอการเสื่อมโทรมของอวัยวะ เป็นต้น โดยจะเป็นอาหารที่เติมสารอาหารเข้าไป เช่น ซุปไก่สกัด ไข่ไก่ที่เพิ่มโอเมก้า 3 เป็นต้น 3) อาหารทางการแพทย์ อาหารที่ออกแบบเพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยเฉพาะโรคหรือผู้ที่ไม่สามารถทานอาหารปกติได้ เช่น เจลลี่สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ซึ่งมีปัญหาด้านการเคี้ยวและการกลืนอาหาร เป็นต้น และ 4) อาหารที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทางนวัตกรรม เช่น โปรตีนทางเลือกจากพืช และแมลง เป็นต้น

อาหารแห่งอนาคตมีความโดดเด่นหลายอย่าง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ เข้ามาให้ความสนใจและทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอาหาร หนึ่งในเทคโนโลยีที่นิยม คือ การแปรรูปวัตถุดิบการเกษตรเพื่อสร้างโปรตีนทางเลือกซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) การนำพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เห็ดพ็อตโตเบลโล่ เห็ดแครง ฯลฯ มาผ่านการวิจัยและพัฒนาให้มีรสชาติ เนื้อสัมผัส กลิ่นเหมือนโปรตีนมากที่สุดในระดับราคาเท่ากับเนื้อสัตว์ โดยนิยมทำในรูปแบบเนื้อเบอร์เกอร์ 2) โปรตีนจากแมลง (Insect Proteins) อย่างการนำจิ้งหรีดมาผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตเป็นอาหารและวัตถุดิบหลักสำหรับอาหารเสริม เช่น เส้นพาสต้าโปรตีนเชค โปรตีนบาร์ เครื่องดื่ม ลูกอม ฯลฯ สำหรับประเทศไทยตลาดโปรตีนจากพืชมีมูลค่าตลาด 28,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเติบโตร้อยละ 10 ในปี 2567

การพัฒนาเทคโนโลยีอาหารจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมในการวิจัยและพัฒนาสูตรต่างๆ ในทุกกระบวนการจนไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมซึ่งต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ลงทุนในด้านนี้ สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอได้ ซึ่งบีโอไอมีประเภทให้การส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมทั้ง 4 ประเภทของอาหารแห่งอนาคต โดยสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมฯ ภายใต้ประเภทกิจการวิจัยและพัฒนาในกรณีที่มีการพัฒนาสูตรต่างๆ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี โดยไม่กำหนดวงเงิน ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ฯลฯ และจะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% อีก 5 ปี หากตั้งอยู่ในเขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมหรือเห็นชอบจากคณะกรรมการ

ทั้งนี้ หากเป็นการผลิตอาหารแห่งอนาคตที่เกี่ยวข้องกับอาหารทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้เช่นกัน ภายใต้ประเภทกิจการอาหารทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยกิจการทั้ง 2 ประเภทต้องได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นมาตรฐานสากล สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีกระบวนการสกัดเพื่อให้ได้ Active Ingredient โดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี

นอกจากนี้ ในส่วนของการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตเพื่อจำหน่ายสามารถขอรับการส่งเสริมฯ ในกิจการผลิตและถนอมอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร หรือสิ่งปรุงแต่งอาหาร โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ด้วย โดยรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปีซึ่งสิทธิประโยชน์ของบีโอไอแม้จะไม่มีการสนับสนุนเงินทุน แต่ก็ช่วยสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการในการลงทุนจากการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ

ปัจจุบันทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและคิดค้นเทคโนโลยีอาหารในรูปแบบอาหารแห่งอนาคต เพื่อสนองความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากจากความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อความยั่งยืนของอาหาร ซึ่งการส่งเสริมฯ ของบีโอไอในกิจการดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคต หรือ ซิลิคอน วัลเลย์อาหารแห่งอนาคต (Silicon Valley of Future Food) ได้ในไม่ช้า

กูรูแนะเคล็ดลับสร้างแบรนด์ด้วย BCG Model

BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างเข้มข้น เมื่อประเทศไทยนำมาใช้เป็นโมเดลในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั่วโลกเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 (COVID-19) ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการผลิตอย่างมากมาย  

ในพิธีเปิด โครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ปีที่ 2 (STYLE BANGKOK COLLABORATION 2021) ที่จัดโดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  ได้รับเกียรติจากสองผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการตลาดมาร่วมให้ข้อแนะนำกับผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อจุดประกายไอเดียและแนวความคิดใหม่ๆ สำหรับการพัฒนา   แบรนด์สินค้า โดยเฉพาะการมองเป้าหมายของการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ที่จะให้เกิดผลงานใหม่ซึ่งตอบโจทย์และสอดคล้องกับ BCG Model ตลอดจนสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์และองค์กรได้ในระยะยาว

ปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด

นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล  โฮลดิ้ง จำกัด เล่าว่า BCG Economy จะเป็นโมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากใน 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งนำเทคโนโลยีชีวภาพมาเพิ่มคุณค่าหรือประยุกต์ใช้งานในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิต เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยหมุนเวียนทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในห่วงโซ่คุณค่า เน้นการมุ่งสู่ Zero Waste และเศรษฐกิจสีเขียวที่เน้นการกินดีอยู่ดี พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยการสร้างความร่วมมือกันทางการตลาดหรือ Marketing Collaboration ได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดมิติใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์ เมื่อนำทั้ง 3 เรื่องมาศึกษา เพิ่มเข้าไปในผลิตภัณฑ์ที่จะทำร่วมกัน จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์ที่มีรูปแบบใหม่ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ซึ่ง 4 หัวข้อหลักที่จะทำให้เกิดการร่วมมือกันได้อย่างดีที่สุด (4 Key Takeaways to great Collaborations) ได้แก่

  • การทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์สามารถเร่งปฏิกิริยาที่ดีขึ้นทั้งอุตสาหกรรมได้ เช่น MOTHER OF PEARL X JOHN LEWIS ความร่วมมือกันในธุรกิจแฟชั่น โดยทั้งสองแบรนด์พยายามใช้ผ้าทั้งหมดในคอลเลกชั่นเป็นผ้าฝ้ายออร์แกนิก แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่สินค้าแฟชั่นจะมีความยั่งยืนในทุกระดับของตลาด
  • แบรนด์ขนาดใหญ่และผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถใช้แพลตฟอร์มของกันและกันเพื่อขยายนวัตกรรม ดังเช่น LEVI’S X TARGET แบรนด์แฟชั่นไปร่วมกับร้านค้าปลีกที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกาอย่างออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้ภายในบ้าน ซึ่งผู้บริโภคจะหาจากที่อื่นไม่ได้ โดยคอลเลกชั่นนี้ออกแบบโดยเน้นความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ อย่างชุดเครื่องแก้วที่ทำจากแก้วรีไซเคิล
  • การเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีความยั่งยืนจะช่วยเพิ่มกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจ อย่างที่ ELVIS&KRESS แบรนด์ที่นำวัสดุเหลือใช้มาออกแบบเป็นสินค้าลักซ์ชัวรี่ ร่วมมือกับ BURBERRY โดยนำเศษหนังที่ไม่ได้ใช้งานของ BURBERRY กว่า 120 ตัน มาสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ
  • ไม่มีใครเล็กเกินไป ที่จะสร้างความแตกต่าง โดยแบรนด์แฟชั่นอย่าง RAEBURN ตัดสินใจเข้าพบ TIMBERLAND เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงแบรนด์ของตัวเองให้เป็นสินค้าเอ้าท์ดอร์ (Outdoor) ระดับโลก ซึ่งขณะนั้น TIMBERLAND เองก็ต้องการยกระดับแบรนด์ให้มีความเกี่ยวข้องต่อการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นพอดี จึงเกิดการร่วมมือกันพัฒนาสินค้าใหม่โดยใช้วัสดุเหลือใช้อย่างผ้าจากร่มชูชีพจากกองทัพหรือเสื้อทหารเก่ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิต
มร.เซบาสเตียน มาลวิลล์ (Sébastien Maleville) สตูดิโอ ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ จาก ยาคอบ เยนเซ่น ดีไซน์

ด้าน มร.เซบาสเตียน มาลวิลล์ (Sébastien Maleville) สตูดิโอ ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ จาก ยาคอบ เยนเซ่น ดีไซน์ (Jacob Jensen Design l KMUTT Bangkok) สตูดิโอผู้ให้บริการทางด้านดีไซน์ โซลูชั่นครบวงจรจากเดนมาร์ก เล่าว่า การจะเป็น BCG ได้นั้นไม่ใช่แค่งานดีไซน์แต่เป็นธุรกิจทั้งหมด ที่ผ่านมาอาจจะดำเนินธุรกิจที่มองแค่การเติบโตแบบแนวราบ (Linear Growth) คือการมองที่เม็ดเงินและผลกำไร แต่ BCG นั้นจะต้องมองถึงการเติบโตแบบหมุนเวียน (Circular Growth) คือการเติบโตในทุกมิติพร้อมๆ กัน ทั้งคน สิ่งแวดล้อม และผลประกอบการ ที่สำคัญคือ BCG Model ไม่สามารถทำคนเดียวได้ จะต้องดึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ธุรกิจมาร่วมมือด้วย โดยมีเป้าหมาย (Purpose) ชัดเจนในทางเดียวกัน ไม่ไขว้เขวไปกับโอกาสสั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา

นอกจากนี้ มร.เซบาสเตียน ยังชวนให้ผู้ประกอบการได้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจในรูปแบบ BCG Model หรือก่อนออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลของ Nike Circular Design ซึ่งสรุปได้ 10 คำถาม ดังนี้

1) เนื่องจาก BCG Model ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับวัสดุ (Material) ที่เลือกใช้ ให้ถามตัวเองว่า Benchmark หรือเกณฑ์มาตรฐานของการใช้วัสดุคืออะไร

2) เมื่อเลือกวัสดุได้แล้ว ให้พิจารณาต่อว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้น้อยจริงๆ หรือไม่

3) หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกใช้ทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น โพลีเอสเตอร์ โฟม เหล็ก ให้ถามต่อไปว่าแล้วหากแยกชิ้นส่วนออกมาแล้ว ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะนำไปรีไซเคิลได้ไหม

4) วัสดุที่เลือกมาใช้นั้นจะเพิ่มความทนทานหรือยืดอายุการใช้งานของสินค้าได้อย่างไร

5) ทำอย่างไรที่จะออกแบบสินค้าที่ใช้เส้นใยธรรมชาติ วัสดุจากชีวภาพ หรือวัสดุสังเคราะห์ที่ลดการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้น้อยที่สุด

6) ลองมองออกไปนอกเหนือจากธุรกิจของตัวเองหรือในธรรมชาติ ว่ามีอะไรที่นำมาใช้กับการออกแบบได้อีก

7) การผสมผสานวัสดุต่างๆ นั้น ไปจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิลหรือไม่

8) การออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นพิษได้อย่างไร

9) ในห่วงโซ่การผลิตที่มีอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้า ผู้ผลิต หรือภายในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่มีอยู่ ยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติของการหมุนเวียนหรือความยั่งยืนเช่นเดียวกันใช่ไหม

และ 10) ควรจะเริ่มวางแผนตั้งแต่การออกแบบเลยว่า ผลิตภัณฑ์จะมี Second Life ได้อย่างไร คือหากไม่ใช้คุณสมบัติของการเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้แล้วจะสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง และจะทำให้ลูกค้าเข้าใจจากฉลากบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ได้อย่างไร

สำหรับโครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ปีที่ 2 ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเข้มข้นในรูปแบบออนไลน์ 100% เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์/แฟชั่นของไทย ในการพัฒนาและ สร้างสรรค์สินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ สู่ตลาดโลก

A. JAKA เตรียมเปิดตัว JAKA Coin คริปโทใหม่สัญชาติไทย

A. JAKA ผู้จำหน่ายเกมและอุปกรณ์ ได้แถลงว่า บริษัท ฯ ประสบความสำเร็จในการปิดระดมทุน equity crowdfunding ในการควบคุมของ ก.ล.ต. โดยมี สินวัฒนาเป็นที่ปรึกษาการเงิน รวมถึง Escow again เป็นธนาคารกสิกรไทย

ล่าสุด เตรียมเปิดตัว JAKA Coin คริปโทใหม่สัญชาติไทย วงการคริปโตเคอร์เรนซีของประเทศไทยยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดได้เตรียมออกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตัวเองในชื่อ JAKA Coin ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนา whitepaper และดำเนินการหารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนการออกเสนอขาย สำหรับเหรียญ JAKA Coin จะเป็นโทเคนดิจิทัลอรรถประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชนและความสามารถของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยระบบ Proof of Staked Authority ข้อมูลอยู่บนระบบบล็อกเชน (Blockchain) โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจุดแข็งที่แตกต่าง จากโทเคนทั่วไป คือ การมีธุรกิจรองรับและสามารถนำตัวเหรียญไปใช้งานใน Platform ต่างๆ ได้ครอบคลุมในทุกหมวดหมู่ธุรกิจของบริษัท และพาร์ทเนอร์ อาทิ เกม-อุปกรณ์ , สุขภาพ-ความงาม , ค้าปลีก , อาหาร , ท่องเที่ยว ฯลฯ ตาม White Paper ของ JAKA Coin

JAKA Coin ถือเป็นอีกหนึ่งเหรียญสัญชาติไทยที่น่าจับตา และคาดว่า ในไตรมาส3 จะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ