ครบรอบ 25 ปี วัตสัน สุดคุ้ม ได้ลด ได้ลุ้น จุใจตลอดทั้งเดือน

ขอบคุณลูกค้าที่ให้วัตสันเป็นส่วนหนึ่งในการอยู่เคียงข้างมาตลอด 25 ปี วัตสัน ผู้นำร้านค้าเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย จัดเซอร์ไพรส์ให้ได้ลุ้นตลอดทั้งเดือนเมื่อช้อปกับวัตสันหรือวัตสันออนไลน์ครบ 300 บาทขึ้นไป มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่เป็นทองคำหนัก 25 บาท 1 รางวัล ลุ้นคะแนนวัตสัน 2.5 ล้านคะแนน และลุ้นทองทุกวัน 50 สตางค์ พิเศษสำหรับสมาชิกรับทองเพิ่ม 2 เท่า รวม 30 รางวัล และมูลค่ารางวัลทั้งหมด 1.6 ล้านบาท นอกจากนั้นเพื่อนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่า วัตสันจัดสินค้าราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 25, 125, 225, 325 และ 425 บาท ใจเต้นไปกับการช้อปปิ้งแบรนด์ดัง ลดทั้งแบรนด์สูงสุด 55% อาทิ โรจูคิส,เรฟลอน,บาโนบากิ, ราโรซ โพเซย์, เนชัลรอล บาย วัตสัน และอีกหลากหลายแบรนด์ที่ผลัดเปลี่ยนความคุ้มค่าในทุกสัปดาห์ เพื่อลูกค้าของวัตสันโดยเฉพาะ

เตรียมพบกับโปรโมชั่นครบรอบ 25 ปี ที่จะมาสร้างรอยยิ้มให้ลูกค้าวัตสัน ได้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2564 ถึง 18 สิงหาคม 2564 นี้ ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือช้อปออนไลน์ผ่านวัตสันออนไลน์ และสามารถติดตามรายละเอียดรวมถึงโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่วัตสันทุกสาขา, Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ www.watsons.co.th หรือแอปพลิเคชัน WatsonsTH ทั้ง Play Store และ App Store

รายการสินค้าที่น่าสนใจ รีบช้อปลุ้นทองเลย!

ช้อปสินค้าเริ่มต้น 25 บาท

  • WATSONS วัตสัน ไฮจีนิค แอลกอฮอล์ เจล 50 มล. (หลอด)
  • ลอริเอะ ผ้าอนามัย ซูเปอร์ เจนเทิล พลัส 25 / 30 ซม.
  • โดฟ แชมพู นูทริทีฟ โซลูชั่น ดีท๊อกซ์ นอริชเมนท์ / วอลลุ่ม นอริชเมนท์ / ไมเซล่า แอนตี้  แฮร์ฟอล  ขนาด 140 มล.
  • ลีดเดอร์ เอสเซนเชียลมาส์ก 1 ชิ้น (ทุกสูตร)

ช้อปสินค้าเริ่มต้น 125-325 บาท

  • มิซึมิ เปปไทด์ แอคเน่เจล 9 กรัม  ราคาปกติ  229 บาท เหลือ 125 บาท
  • โอเลย์ โททัลเอฟเฟคส์ไนท์ครีม / นอร์มอลยูวีครีม 50 กรัม ราคาปกติ  499 บาท ราคา 225
  • เรฟลอน ไมโครไฟน์ ลูสพาวเดอร์ ราคาปกติ  450 บาท ราคา 225
  • มีส์อองแซน เซรั่ม บำรุงผม 80 มล. (ทุกสูตร) 379  บาท ราคา 325

ถอดรหัส เงินติดล้อ องค์กรที่เติบโตด้วยดิจิทัล

การจะเข้าสู่ความเป็น Tech Company ไม่ได้เริ่มที่การมีเทคโนโลยี แต่เริ่มที่ “คน” ต่างหากที่พร้อมจะปรับเข้าหาเทคโนโลยีหรือไม่” นี่เป็นเพียงบทสรุปสั้น ๆ ของ ภคมน ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Digital Transformation บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันของเงินติดล้อ

เงินติดล้อ จัดได้ว่าเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมรายแรกในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ที่ทุกวันนี้ ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ และประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการองค์กร คน ตลอดจนผลประกอบการ

แต่การก้าวมาสู่จุดนี้ของเงินติดล้อนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเริ่มจากการลองผิดลองถูกมาเป็นเวลานาน ซึ่ง ณ เวลานั้น หลายคนอาจจะมองว่า ไมโครไฟแนนซ์ยังไม่จำเป็นต้องรีบเร่งทำเรื่องนี้ก็ได้ เหตุเพราะกลุ่มลูกค้ายังไม่สามารถเข้าใจ และเข้าถึงเทคโนโลยีขนาดนั้น  จนมาถึงวันนี้ วันที่โลกเข้ามาสู่ยุคดิจิทัล การที่เงินติดล้อได้มีโอกาสเรียนรู้ก่อนคนอื่น ในขณะที่หลาย ๆ องค์กรกำลังเริ่มปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้เงินติดล้อกลับเดินหน้านำไปแล้วหลายก้าว เพราะผ่านจุดนั้นมาหลายปีแล้ว

 “ทุกคนรู้ว่าการได้มาซึ่ง Data มีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้จักนำ Data มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำไมลูกค้าเราจึงมีพฤติกรรมแบบนี้ ทำไมลูกค้าเราจึงตัดสินใจแบบนี้ ทำไมพนักงานเราถึงมีมุมมองแบบนี้ เมื่อเราย้อนกลับไปดูข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ เราก็ได้รู้ว่าการจัดเก็บข้อมูลในระบบมีความสำคัญพอ ๆ กับการดีไซน์ระบบให้ดี เพื่อการหยิบข้อมูลที่มีนั้นมาใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับองค์กรอย่างสูงสุด” คุณภคมน กล่าว

การเริ่มทำ Digital Transformation ที่ถูกต้องนั้น ไม่ได้หมายความถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดึงข้อมูลลูกค้า แต่มันต้องเริ่มต้นจาก Vision ที่ชัดเจนขององค์กร ว่าต้องไปในทิศทางไหน ทำไปเพื่ออะไร และทีมงานก็ต้องพร้อมที่ขับเคลื่อนไปด้วยกันกับองค์กร

“ที่เงินติดล้อ เราเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกบุคลากรที่มาร่วมทีม นอกจากจะต้องมีทักษะการทำงานตามที่กำหนดแล้ว ยังต้องมีทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ และมุมมองที่ไปในทิศทางเดียวกัน เราไม่ได้อยากได้คนทำงานหนัก แต่เราอยากได้คนที่รู้จักใช้ Resources ที่มีอยู่มาพัฒนาการทำงานให้มี Output ที่มากขึ้น  เมื่อเราคัดคนสายพันธุ์เดียวกันเข้ามาในองค์กรได้แล้ว เราก็มีระบบบัดดี้ เทรนนิ่ง เพื่อที่จะหล่อหลอมให้ทุกคนคิดและมองไปในทางเดียวกัน”

อีกสิ่งหนึ่งที่เราบ่มเพาะคนของเราได้ดี คือการใฝ่เรียนรู้ คนของเงินติดล้อจะกระหายการเรียนรู้ โดยในแต่ละปี เราใช้งบประมาณตรงนี้ค่อนข้างมากเพื่อส่งพนักงานตั้งแต่ระดับผู้บริหารลงมาจนระดับปฏิบัติการไปเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ ตามสถาบันที่ขึ้นชื่อในเรื่องนั้น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะมีโอกาสในการลงมือทำเพื่อให้เห็นผล คงไม่ใช่ทุกอย่างที่ทดลองทำแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยเมื่อได้ปฏิบัติจริง การเรียนรู้จะเกิดขึ้น และทำให้เราไม่ผิดซ้ำเดิม”

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุก Touchpoint ที่เงินติดล้อ เพื่อที่จะเข้าถึงและตอบโจทย์ลูกค้าที่มีอยู่ โดยเฉพาะการพยายามแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการด้านการเงิน ทำให้การบริการของเงินติดล้อได้ใจลูกค้ามากขึ้น แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ในตลาดเพียง 2 ประเภท คือสินเชื่อทะเบียนรถและประกันรถยนต์ ก็ตาม แต่เงินติดล้อก็ยังลงทุนทำระบบแอปพลิเคชันเพื่อให้บริการลูกค้าที่ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดสูงถึงสองแสนครั้ง มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 4 เท่า หรือการตั้ง Official Line Account ให้กับทุกสำนักงานสาขา เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของแต่ละสาขา

จึงไม่แปลกใจว่าความพยายามทั้งหมดที่สั่งสมมา ทำให้ล่าสุดเงินติดล้อคว้ารางวัลด้านดิจิทัล Digital CX Awards 2021 เป็นเวทีประกวดชั้นนำระดับภูมิภาค ซึ่งได้รับติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของเงินติดล้อได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ ได้รางวัลชนะเลิศ Outstanding CX in Digital Sales Strategy จากการนำ data มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับช่องทางการขายออนไลน์ ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้มากกว่า 20% ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และมากกว่า 50% ในกลุ่มประกันรถยนต์ โดยมีต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง 40-50%

และอีกหนึ่งรางวัลคือได้เข้ารอบ Highly Acclaimed สาขา Best Use of Data and Analytics for CX ที่สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือ เช่น Google 360 มาใช้วางกลยุทธ์การใช้งานของลูกค้าบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทำให้จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น และยังเพิ่มยอดลูกค้าจากผู้ใช้งานทั่วไปได้อีกด้วย ซึ่งรางวัล Digital CSX Awards นี้ ในปี 2020 ที่ผ่านมา ก็ได้รับเลือกให้ได้รับ 2 รางวัลเช่นกัน คือ Most Innovative – Digital Innovation in Finance Inclusion และ Outstanding Leadership in Customer Experience-Team

รางวัลนี้ เป็นหนึ่งในกำลังใจให้คนทำงานได้เกิดความภาคภูมิใจ ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น มาจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การนำแนวคิดและการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นจึงมาเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับองค์กร ที่จะเกิดเป็นเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์หรือบริการขององค์กรนั้น ๆ ต่อไป

TFM ยื่นไฟลิ่งเสนอขาย IPO จำนวน 109.30 ล้านหุ้น

บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ หรือ TFM ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจและผู้นำในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของคนไทย ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 109.30 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มุ่งนำความเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ เดินหน้าเข้าลงทุนในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานการผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเชียผ่านบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซียและปากีสถาน และสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยแต่งตั้งบล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

นายบรรลือศักร โสรัจจกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจและผู้นำในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของคนไทย ซึ่งเป็นบริษัทย่อยและเป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำของกลุ่มบมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU ผู้นำด้านอาหารทะเลระดับโลก ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำที่เติบโตตามความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย โดย TFM มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมานานกว่า 20 ปี สั่งสมองค์ความรู้รวมถึงมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตสินค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ของ TFM คือ การเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ที่ผ่านมา TFM จึงมุ่งเน้นผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีความหลากหลาย ครอบคลุมการเพาะเลี้ยงตลอดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำในราคาที่สามารถแข่งขันได้เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตของลูกค้าเกษตรกรในประเทศไทยและการยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย ภายใต้ระบบการผลิตที่ทันสมัยในโรงงานผลิตที่จังหวัดสมุทรสาครและสงขลา ด้วยกำลังการผลิตรวมในปัจจุบันทั้งหมดที่ 280,000 ตันต่อปี โดยผลิตภัณฑ์และแบรนด์สินค้าของ TFM ได้รับความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพในระดับสากล  

ทั้งนี้ TFM มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์สินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ โปรฟีด (PROFEED) นานามิ (NANAMI) อีโก้ฟีด (EGOFEED) แอคควาฟีด (AQUAFEED) และดี-โกรว์ (D-GROW) เป็นต้น ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่  

  1. ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกุ้ง โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้นำในกลุ่มตลาดอาหารกุ้ง มีส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้ง ประมาณร้อยละ 17 ของปริมาณอาหารกุ้งไทย (ปี 2563)    
  2. ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารปลา (รวมอาหารกบและอาหารปู) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ (1) อาหารปลาทะเล เช่น อาหารปลากะพง และปลาเก๋า เป็นต้น (2) อาหารปลาน้ำจืด เช่น อาหารปลานิล และปลาดุก (3) อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน สำหรับการอนุบาลลูกปลา และ (4) อาหารกบ โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในกลุ่มตลาดอาหารปลากระพง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารปลาที่มีราคาจำหน่ายและอัตรากำไรค่อนข้างสูงกว่าอาหารปลาประเภทอื่นๆ มีส่วนแบ่งการตลาดอาหารปลากะพง ประมาณร้อยละ 24 ของปริมาณอาหารปลากระพงไทย (ปี 2563)  
  3. ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์บก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) อาหารสุกร (2) อาหารสัตว์ปีก ได้แก่ อาหารไก่ อาหารเป็ด และอาหารนกกระทา โดยบริษัทฯ ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์บกในช่วงปลายปี 2561 และปริมาณการขายอาหารสัตว์บกของบริษัทฯ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีผลเป็นที่น่าพ่อใจ 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นนำความเชี่ยวชาญ เทคนิคการผลิต และนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำใหม่ๆ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง เช่น เป็นผู้บุกเบิกการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปในการเพาะเลี้ยงปลากะพง รวมถึงคิดค้นสูตรการผลิตใหม่ๆ เช่น สูตรการผลิตอาหารสัตว์น้ำที่ลดปริมาณการใช้ปลาป่นและน้ำมันปลา และสูตรการผลิตอาหารปลาสลิด อาหารปู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของ TFM ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น บริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจไปยังประเทศที่อุตสาหกรรมสัตว์น้ำมีศักยภาพในการเติบโต ในขณะที่บริษัทฯ จะสามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและความพร้อมทางด้านบุคลากรและแหล่งเงินทุนของบริษัทฯ  และยังเป็นตัวแทนของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารสัตว์เศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเอเชีย โดยเริ่มจากประเทศอินเดีย และขยายไปยังปากีสถานและอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจและรับรู้รายได้ได้ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ และภายในสิ้นปีนี้ ตามลำดับ ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไป TFM พร้อมก้าวไปอีกขั้นด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  

พิเชษฐ สิทธิอํานวย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จํากัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน

นายพิเชษฐ สิทธิอํานวย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จํากัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ มิถุนายน 2564 บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อออกและเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)  

ปัจจุบัน TFM มีทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500.0 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์หุ้นละ บาท โดยเป็นทุนชำระแล้วทั้งสิ้นจำนวน 820,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 410.0 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 109.3 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน 90.0 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จำนวน 19.3 ล้านหุ้น รวมทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 21.9 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินโดนีเซียและปากีสถาน ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในอนาคต ซึ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

ปรับผังรายการช่อง JKN18 เริ่มวันแรก 2 ส.ค. นี้

JKN18 รุกใหญ่ทีวีดิจิทัล จับมือร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ช่อง พร้อมเสิร์ฟคอนเทนต์ข้ามช่องจากสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่ คืนกำไรให้คนดู

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) เผยว่า นับตั้งแต่เข้ามาถือครองช่อง JKN18 ก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาคอนเทนต์ช่องเพื่อสร้างความหลากหลายให้กับคนดู และในไตรมาสที่ 3 นี้ JKN18 กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของไทยที่เสิร์ฟคอนเทนต์ข้ามช่องทีวีดิจิทัล ส่งผลดีต่อผู้ชมของแต่ละช่อง เป็นเรื่องดีมากขึ้นที่จะได้ขยายฐานผู้ชมของช่องตัวเองในวงกว้าง

ที่ผ่านมา JKN ได้ขายคอนเทนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศให้กับ อาร์เอส กรุ๊ป เพื่อออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกว่า 3 ปี ซึ่งมีทั้งรายการสาระและความบันเทิง ทั้งจากซีรีส์อินเดีย อาทิ หนุมาน ยุวเทพมหาวานร, สีดาราม ศึกรักมหาลงกา, นาคิน แค้นรักนางอสรพิษ ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้คนไทยพูดถึงมากที่สุด โดยที่แต่ละเรื่องนั้น ล้วนแต่ได้รับกระแสความนิยมโกยเรตติ้งมาแรงแซงทุกโค้ง ติดอันดับซีรีส์ฮิตตลอดกาล รวมถึงรายการสาระอย่างสารคดี ทำให้มีฐานคนดูเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2564 JKN ได้ส่งมอบคอนเทนต์รายการใหม่ๆ ไปแล้วกว่า 1,000 ตอน

ซึ่งครั้งนี้ได้จับมือกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 คัดละครไทยน้ำดี ที่โกยเรตติ้งกระฉูดมาแล้ว พร้อมเสิร์ฟให้ผู้ชมและแฟนๆ ละครช่อง JKN18 ได้รับชมและฟินกันอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วย ละครพีเรียดย้อนยุคอย่าง ซิ่นลายหงส์, สาปกระสือ, เทพธิดาขนนก และละครอีกหลากหลายแนวมากมายกว่าอีก 20 เรื่อง โดยได้สั่งลุยปรับผังรายการช่อง JKN18 อีกครั้ง จ่อคิวออกอากาศวันแรก 2 สิงหาคม 2564 นี้

สามารถดูผังอัพเดทของช่อง JKN18 ได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : https://www.facebook.com/JKN18official และตามติดซีรีส์สุดปังได้ที่ช่อง JKN 18 กดหมายเลข 18 สนุกทุกวัน สำหรับทุกคน

AAS อวดโฉมยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ที่แรกและที่เดียวในไทย

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ และ ปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ผู้บริหาร บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (ปอร์เช่ ประเทศไทย) ประกาศพร้อม อวดนิยามใหม่แห่งการเดินทางให้เหล่าบรรดาคนรักรถสปอร์ตได้สัมผัสความหรูหราอย่างมีระดับกับ Taycan 4S Cross Turismo คันจริงก่อนใคร  เป็นที่แรกที่เดียวในประเทศไทย ราคาเริ่มต้นเพียง 6,790,000 บาท สามารถจองคิวนัดหมายเพื่อเข้าชมแบบ Exclusive ได้แล้ว ตั้งแต่วันmี่ 21 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ที่โชว์รูมปอร์เช่ AAS ทั้ง สาขา Porsche Centre Bangkok โทร. 0-2522-6655 ต่อ 101-103 และ Porsche Centre  Pattanakarn โทร. 0-2369-1111 ต่อ 111 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-01-911-911

โอสถสภา อัดแคมเปญใหญ่แห่งปี ส่ง เอ็ม-150 สร้างพลังฮึดสู้ให้กีฬาไทย

กีฬาเป็นอีกหนึ่งเวทีที่คนไทยได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์แก่ชาติต่างๆ ทั่วโลก บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศไทย ปลุกตลาดรับกระแสมหกรรมกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 ดันเอ็ม-150 ร่วมสร้างพลังฮึดสู้ ส่งพลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยลุยศึกโอลิมปิก และตอกย้ำจุดยืน 35 ปีที่อยู่เคียงคู่นักกีฬาไทย ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษ “เอ็ม-150 เพื่อพลังฮึดสู้ของกีฬาไทย” พร้อมคว้าสิทธิ์ผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการให้แฟนๆ ได้ชมและเชียร์อย่างเต็มอิ่มสมการรอคอย

นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เผยว่า โอสถสภาให้การสนับสนุนกีฬาในประเทศไทยมาโดยตลอด รวมถึงสนับสนุนสมาคมกีฬาในประเทศไทยทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาทางอากาศและการบินแห่งประเทศไทย นับเป็นเวลากว่า 35 ปีที่โอสถสภาร่วมสนับสนุนทีมนักกีฬาไทยในการแข่งขันโอลิมปิกอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ของกีฬาและมองว่ากีฬาเป็นอีกหนึ่งเวทีที่คนไทยได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์แก่ชาติต่างๆ ทั่วโลก

นายธนา ไชยประสิทธิ์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ก็ได้รับเกียรติให้เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ โอสถสภายังได้เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นและเสียสละของนักกีฬาที่ต้องทุ่มเทในการซ้อมอย่างหนัก จนสามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติมาให้คนไทยทั้งประเทศได้ภาคภูมิใจจึงได้จัดสรรเงินรางวัลมอบให้เป็นขวัญกำลังใจแก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญจากโอลิมปิก และมอบตำแหน่งพนักงานกิตติมศักดิ์ให้กับนักกีฬามวยที่ได้รับเหรียญจากโอลิมปิกอีกด้วย

มหกรรมกีฬาโอลิมปิกเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คนทั่วโลกรวมถึงคนไทยตั้งตารอ แม้ในปีนี้ การแข่งขันโอลิมปิกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่โอสถสภายังเดินหน้าให้การสนับสนุนผ่านแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ของแบรนด์เอ็ม-150 เพื่อให้คนไทยไม่พลาดโอกาสร่วมส่งแรงใจแรงเชียร์ และพลังฮึดสู้ให้ทัพนักกีฬาไทยคว้าชัยในการแข่งขันระดับโลกนี้ โดยเอ็ม-150 ร่วมประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเตรียมตัวเชียร์ทัพนักกีฬาไทยกับแคมเปญ “Road to Tokyo 2020”  ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของแคมเปญ เช่น กิจกรรม “FLAG OF NATION วิ่งส่งธงชาติไทย ไปโตเกียวโอลิมปิก” ร่วมกับนักวิ่งกว่า 4,568 คน ผ่าน 35 จังหวัด ใช้เวลา 61 วัน รวมระยะทางทั้งสิ้น 4,606 กิโลเมตร

นางวรรณิภา ภักดีบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แคมเปญโอลิมปิก โตเกียว 2020 ของเอ็ม-150 นับเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้สนับสนุนวงการกีฬาไทย และความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจ และสร้างความสุขให้กับคนไทย ไม่ว่าผลของการแข่งขันจะเป็นอย่างไร โอสถสภายังคงเชื่อมั่นและสนับสนุนทุกความพยายามของนักกีฬาไทย และเอ็ม-150 ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง เป็นพลังฮึดสู้ของกีฬาไทยต่อไป โดยล่าสุดได้จัดแคมเปญ “เอ็ม-150 เพื่อพลังฮึดสู้ของกีฬาไทย” เพื่อเล่าประวัติศาสตร์ของกีฬาไทยที่มีโอสถสภาและเอ็ม-150 อยู่เคียงข้างมาตลอด ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษของเอ็ม-150 โดยมี 3 นักกีฬาทีมชาติ ได้แก่ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักกีฬาแบดมินตันหญิง, ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักกีฬามวยสากลสมัครเล่น และ ใบสน มณีก้อน นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นหญิง ร่วมแสดงกับ ตูน บอดี้สแลม โดยถ่ายทอดเรื่องราวของ สมรักษ์ คําสิงห์, สมจิตร จงจอหอ และ ปวีณา ทองสุก สามนักกีฬาไทยในตำนานที่ เอ็ม-150 ได้อยู่เคียงข้างตั้งแต่วันที่ผิดหวัง จนถึงวันที่คว้าชัย ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงสื่อ Out of home ต่าง ๆ เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส และป้ายดิจิตัลอีกกว่า 114 จุด ทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยย้ำเตือนให้คนไทยได้ระลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกแห่งความดีใจในอดีตและพร้อมที่จะร่วมเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในโอลิมปิก โตเกียว 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้

นอกจากนี้ เอ็ม-150 ยังคว้าสิทธิ์ผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดโอลิมปิกโตเกียว 2020 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้รับชมและร่วมเชียร์นักกีฬาไทยไปพร้อมกัน พร้อมเอาใจคอกีฬาด้วยการออกแบบ เสื้อพรีเมียม เอ็ม-150 ลิมิเต็ด โตเกียว โอลิมปิก อิดิชั่น มีให้เลือกถึง 4 แบบ 4 สไตล์ พร้อมกิจกรรมให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกลุ้นรับเสื้อ หรือแลกซื้อ สะสม ผ่านทาง “แต้มเอ็ม” อีกด้วย

ทั้งนี้ นายฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย เปิดใจว่า ผมภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในฐานะนักกีฬาไทยในการไปแข่งขันโอลิมปิกเป็นสมัยที่ 3  ด้านการเตรียมตัวฝึกซ้อมเต็มที่ 6 วันต่อสัปดาห์ ร่างกายพร้อมที่จะสู้ศึกโอลิมปิกนี้ ขอขอบคุณเอ็ม-150 ในการสนับสนุนครั้งนี้ และขอบคุณทุกแรงกำลังใจจากคนไทยด้วยครับ เพราะการแข่งขันโอลิมปิกเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ตั้งเป้าไทยเป็นผู้นำอาเซียน

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติระยะยาวให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิต การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอาเซียน ย้ำต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองภายในปี 2569 ชูหน่วยงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในประเทศไทย (Center of Robotic Excellence: CORE) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกระตุ้นอุปสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพในภาคการผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงการสร้างอุปทานและพัฒนาเครื่องจักรกลอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (System Integrator: SI) ในประเทศ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สู้วิกฤตช่วงสถานการณ์โควิด-19 สู่โอกาสเติบโตในอนาคต

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามมติ ครม. วันที่ 29 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา สศอ. ได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทยอยู่ในเป้าหมายระยะกลาง จากข้อมูลในปี 2563 ประเทศไทยมีการลงทุนหุ่นยนต์ฯ จำนวน 116,676 ล้านบาท และมี SI ที่ขึ้นทะเบียนกับ CoRE จำนวน 74 ราย มีระดับการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 25 รวมถึงมีการผลิตหุ่นยนต์ภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าได้ร้อยละ 12

แม้ว่าช่วงนี้ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยการยกระดับการผลิต และเปลี่ยนวิกฤตสู่โอกาสเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่จะเติบโตในอนาคต ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมทางด้านมาตรการรองรับอย่างมาก โดยหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้ออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์และการสร้างอุปทานที่สอดคล้องกัน เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงกรมสรรพากรที่ให้ยกเว้นภาษีอากรตามประกาศและกระทรวงการคลังที่ยกร่างประกาศการยกเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศและการสร้างอุปทาน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการขึ้นทะเบียน System Integrator : SI จำนวน 74 ราย ฝึกอบรมยกระดับ SI รวมจำนวน 1,395 คน และบ่มเพาะ System Integrator (SI Startup) จำนวน 70 กิจการ และพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์ฯ รวม 185 ต้นแบบ รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ร่วมมือกับเครือข่ายได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนากำลังคน นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้เสนอแผนดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืนเพื่อให้บริการทดสอบ จัดทำมาตรฐานสนับสนุนอุตสาหกรรม การเตรียมความพร้อมและยกระดับทักษะแรงงานเพื่อให้สามารถตอบสนอง          ความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และสถาบันไทย-เยอรมัน เป็นต้น

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้พัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Center of Robotic Excellence: CoRE) ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำ Platform เพื่อการบริหารจัดการเครือข่าย CoRE โดยจะยกระดับให้ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ Supply Chain ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเชื่อมโยงกับ Platform ของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนในลักษณะ Collaborative Platform เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เหมาะสมกับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งนี้ CoRE จะกำหนดมาตรฐานหลักสูตรการฝึกอบรม การทดสอบและวัดระดับของ SI ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนที่จะเพิ่มจำนวน SI ในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อรองรับการขยายตัวและตอบสนองความต้องการระบบ Simplify Automation ทั่วประเทศ โดยยกระดับโรงกลึง อู่ซ่อมรถ ร้านซ่อมเครื่องจักรในพื้นที่  ซึ่งมีลักษณะเป็น Small shop ให้มีขีดความสามารถในการรับงานที่เป็น Automation มากขึ้น รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ธนาคาร เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติและประเมินการปล่อยสินเชื่อเงินกู้เพื่อการลงทุนในหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้กับผู้ประกอบการได้ต่อไป

 

บอร์ด สมอ. ไฟเขียวมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน

บอร์ด สมอ. ไฟเขียวมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน เร่งเดินหน้าประกาศใช้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเตรียมนำไปใช้อ้างอิงในการจัดหา หนุนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันให้ผู้ประกอบการกลุ่มเครื่องมือแพทย์ทำตามมาตรฐาน เพื่อคงคุณภาพวัคซีนก่อนนำไปฉีดให้ประชาชน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า บอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 48 มาตรฐาน ซึ่งมีมาตรฐานสำคัญๆ อาทิ มาตรฐานตู้เก็บวัคซีน เครื่องจักรกลการเกษตร สุราแช่ สุรากลั่น ทีวีสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ สุขภัณฑ์เซรามิค คอนกรีตบล็อก กล้องติดรถยนต์ และเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนขนาดเล็ก เป็นต้น โดยเฉพาะมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน ตนได้เร่งให้ สมอ. ดำเนินการประกาศใช้มาตรฐานโดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ในการเก็บรักษาวัคซีน เพื่อคงคุณภาพของวัคซีนก่อนที่จะนำไปฉีดให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรฐานสุรากลั่นและสุราแช่ โดยยืนยันหลักการเดิม ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน สารไม่พึงประสงค์ห้ามมากกว่าเดิม พร้อมทั้งให้ สมอ. ควบคุมสินค้าอีก 5 รายการ ได้แก่ รถยนต์ขนาดเล็กที่ติดตั้งระบบก๊าซเพิ่มเติม ดวงโคมไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า กาต้มน้ำไฟฟ้า และชิ้นส่วนท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ด้าน นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กล่าวว่า สำหรับมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน เฉพาะด้านสมรรถนะ เล่ม 1 ช่วงอุณหภูมิ ที่ยอมรับ 2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส มอก. 3245 เล่ม 1 – 2564 นี้ สมอ. ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานขั้นสูงของ สมอ. หรือ SDOs จัดทำมาตรฐานดังกล่าวขึ้น โดยคณะกรรมการวิชาการ (กว.) รายสาขา เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานร่วมกันพิจารณากลั่นกรองมาตรฐานดังกล่าว อาทิ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยมาตรฐานครอบคลุมตู้เก็บวัคซีนแบบ 2 ประตู กระจกสองชั้น ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 250 โวลต์ สำหรับเก็บรักษาวัคซีนในช่วงอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส รวมไปถึงยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชนิดที่มีการใช้ครั้งเดียว (disposable use) และปิดสนิท (sealed package) ซึ่งมีข้อกำหนดที่สำคัญ คือ ข้อกำหนดทั่วไปของตู้เก็บความเย็น อุณหภูมิช่องเก็บ อุณหภูมิหลังเปิดประตู อุณหภูมิภายในตู้เมื่อไฟฟ้าดับ สัญญาณเตือนเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าหรือสูงกว่าช่วงอุณหภูมิที่ยอมรับได้ อุปกรณ์เตือน และการแสดงผลกับผู้ใช้

ทั้งนี้ สมอ. คาดว่ามาตรฐานพร้อมประกาศใช้ภายในเดือนสิงหาคม 2564 นี้ และจะร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันให้ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น นำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ เพื่อให้สามารถผลิตตู้เก็บวัคซีนที่มีคุณภาพตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกรองรับความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ในการเก็บรักษาวัคซีนที่จะมีการนำเข้ามาฉีดให้กับประชาชนจำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมบอร์ด สมอ. ในครั้งนี้ นอกจากจะเห็นชอบมาตรฐานตู้เก็บวัคซีนแล้ว ยังได้เห็นชอบมาตรฐานสุรากลั่นและสุราแช่ ที่ได้ให้คณะกรรมการวิชาการรายสาขา (กว.) เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผู้จัดทำมาตรฐานดังกล่าว กลับไปทบทวนเกณฑ์ด้านความปลอดภัยที่กำหนดในมาตรฐานฉบับแก้ไขใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่ามาตรฐานเดิม โดยบอร์ดได้เห็นชอบให้คงค่าเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานเดิมคือ สุรากลั่นให้คงเกณฑ์ในรายการเมทิลแอลกอฮอล์ ไม่เกิน 420 มิลลิกรัมต่อลิตร และแอลดีไฮด์ ไม่เกิน 160 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับสุราแช่กำหนดปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

ส.อ.ท. เผยตัวเลข มิ.ย 64 ผลิต-ขาย-ส่งออก รถเพิ่มขึ้น

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศในเดือนมิถุนายน 2564 ดังต่อไปนี้

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิถุนายน 2564 มีทั้งสิ้น 134,245 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 87.22 จาก​ฐาน​ต่ำ​ของ​ปีก่อน​เนื่องจาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด-​19​​ แต่ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 4.23 เพราะผลิตได้ไม่เต็มที่จากการขาดชิ้นส่วนในบางรุ่น

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 844,601 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 39.34

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 49,714 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 92.71

ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวน 296,977 คัน เท่ากับร้อยละ 35.16 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 29.93

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 0 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 100 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 29 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 73.39

รถยนต์บรรทุก เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 84,531 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 84.20 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 547,595 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 45.07

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งหมด 81,615 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 80.96 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 531,922 คัน เท่ากับร้อยละ 62.98ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 44.32 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 129,758 คัน         เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 13
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 335,608 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 62
  • รถกระบะ PPV 66,556 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 81

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 2,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 269.11 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 15,673 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 76.16

ผลิตเพื่อส่งออก

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 74,574 คัน เท่ากับร้อยละ 55.55 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.18 ส่วนเดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 486,237 คัน เท่ากับร้อยละ 57.57 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 40.37

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อการส่งออก 22,516 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.12 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 143,701 คัน เท่ากับร้อยละ 48.39 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 28.41

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 52,058 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74.21 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 342,536 คัน เท่ากับร้อยละ 64.40 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 46.08 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 41,621 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 16
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 265,618 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 56
  • รถกระบะ PPV 35,297 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 14

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตได้ 59,671 คัน เท่ากับร้อยละ 44.45 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 106.55 และเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ผลิตได้ 358,364 คัน เท่ากับ ร้อยละ 42.43 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 37.97

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 27,198 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 111.39 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ 153,276 คัน เท่ากับร้อยละ 51.61 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.39

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2564 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 29,557 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 94.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ผลิตได้ทั้งสิ้น 189,386 คัน เท่ากับร้อยละ 35.60 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 41.26 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 88,137 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 06
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 69,990 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 67
  • รถกระบะ PPV 31,259 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 22

รถจักรยานยนต์

เดือนมิถุนายน 2564 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 216,671 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 141.28 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 173,721 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 129.13 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 42,950 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 207.22

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,261,176 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 43.73 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,005,313 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 47.30 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 255,863 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 31.26

ยอดขาย

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 61,758 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 15.07 จาก​ฐาน​ต่ำ​ปี​ที่แล้ว​จาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด​19​ ยอดขาย​อยู่​ใน​ระดับ​ต่ำเนื่องจาก​การ​ระบาด​ของ​โค​วิด​19​ ระลอกสามที่รุนแรงมากขึ้น​ มีการ​จำกัดการทำกิจกรรม​ทาง​เศรษฐกิจ​มากขึ้น​ส่งผล​ให้กำลังซื้อ​ของ​ประชาชน​ลดลง​ สถาบัน​การเงิน​เข้มงวด​ใน​การอนุมัติ​สินเชื่อ​ และ​รถยนต์​บางรุ่น​ผลิตไม่​พอ​กับความต้องการ​เพราะ​ขาดชิ้นส่วน​ และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 10.40

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 161,105 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 28.86 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 13.55

ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 รถยนต์มียอดขาย 373,193 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 13.57  ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 872,279  คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 19.17

การส่งออก

รถยนต์สำเร็จรูป 

เดือนมิถุนายน 2564 ส่งออกได้ 83,022 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 65.88 เพราะ​ยอดขาย​รถ​ยนต์​ใน​ประเทศ​ของประเทศ​คู่​ค้า​เพิ่มขึ้น อาทิ ​ออสเตรเลีย​ นิวซีแลนด์​ ญี่ปุ่น​ เวียดนาม​ มาเลเซีย​ ยุโรป ​ และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 4.46 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 49,278.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 68.54

เครื่อง​ยนต์​และ​ชิ้นส่วน​ก็​ส่งออก​เพิ่มขึ้น​จาก​ประเทศ​คู่​ค้า​เปิด​โรงงาน​ผลิต​รถยนต์​เกือบ​เป็น​ปกติ​แล้ว​ ดังนี้

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,000.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 32
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,584.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 72
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,219.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 74

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมิถุนายน 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 71,083.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 97.12

เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 473,489 คัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 35.07 มีมูลค่าการส่งออก 270,708.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 44.01

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 18,732.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 16
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 102,649.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน2563 ร้อยละ 66
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 11,906.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 52

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 403,996.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 48.31

รถจักรยานยนต์

เดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนส่งออก 95,089 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 136.96 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 ร้อยละ 50.83 โดยมีมูลค่า 7,190.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 54.03

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 1548.36
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 21 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 0.03

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมิถุนายน 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 7,482.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2563 ร้อยละ 56.42

เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 487,115 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 36.87 โดยมีมูลค่า 41,737.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 34.55

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,223.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 42
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 54.71

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2564 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 43,896.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ร้อยละ 35.88

เดือนมิถุนายน 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 78,566.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 92.35

เดือนมกราคม มิถุนายน 2564 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 447,893.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 46.99

MTC สร้างอาคารจิตเมตตา ชูชาติ ดาวนภา แห่งที่ 3

ดาวนภา เพชรอำไพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ได้บริจาคเงินจำนวน 30 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารศูนย์ทันตกรรมและงานบริหาร โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย โดยออกแบบเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1,700 ตารางเมตร จะแบ่งพื้นที่ชั้น 1 สำหรับให้บริการคลินิกงานจิตเวชและยาเสพติด ส่วนชั้น 2 สำหรับให้บริการด้านทันตกรรม ทั้งนี้ คาดว่าจะสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้มากถึง 100,000 คนต่อปี  ซึ่งอาคารดังกล่าว ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย คุณปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) โดยเริ่มก่อสร้างวันที่ 24 มิถุนายน 2564 และมีกำหนดแล้วเสร็จ เดือนกรกฎาคม 2565