ยกระดับ OTOP ช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์ม Lazada

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างกับพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ทำให้ขาดรายได้ ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้กรมการพัฒนาชุมชน มองเห็นช่องทางการช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการส่งเสริมการตลาด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จึงได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า (Lazada)  โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำหน่ายสินค้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 384 ราย มีผลิตภัณฑ์ OTOP จำนวน 486 ผลิตภัณฑ์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ 1) ประเภทอาหาร จำนวน 186 ผลิตภัณฑ์  2) ประเภทเครื่องดื่ม จำนวน 42 ผลิตภัณฑ์  3) ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย จำนวน 105 ผลิตภัณฑ์  4) ประเภทของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 61 ผลิตภัณฑ์  5) ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร จำนวน 92 ผลิตภัณฑ์  ซึ่งมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนช่องทางการตลาดนี้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้ร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม โดยลาซาด้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP อย่างเต็มที่ ด้วยเครื่องมือและทรัพยากรบนแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ผู้ขายอย่างมีประสิทธิภาพ ลาซาด้า เชื่อว่าด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ ระดับโลกของเรา จะสามารถผลักดันผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มยอดขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซได้ทั่วประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จึงได้ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งกระบวนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์  โดยนำสินค้า OTOP ที่คัดสรรจากผู้ประกอบการทั่วประเทศมากกว่า 400 ผลิตภัณฑ์ ให้ได้เลือกกันอย่างจุใจ ผ่านแพลตฟอร์มลาซาด้า (Lazada) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยให้ร้านค้าและผู้ขายสามารถเพิ่มยอดขาย ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ  จึงเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันและสร้างศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตในรูปแบบ new normal สร้างธุรกิจ การตลาดให้แข็งแรงและเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นช่องทางที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน นอกจากจะช่วยพลิกวิกฤตทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศแล้วนั้น ยังจะสามารถแสดงศักยภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ OTOP ไทย ให้เป็นที่นิยมของทั่วโลก จากการรวมพลังกันซื้อและใช้สินค้าฝีมือของคนไทย ซึ่งจะช่วยการันตีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ให้โลกได้รับรู้ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงแล้ว ก็จะนำไปสู่การเปิดตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP ให้กว้างขึ้น รวมถึงยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องผู้ประกอบการ OTOP ในยามวิกฤตเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า หากเราซื้อสินค้าโอทอปเพียง 1 ชิ้น ก็สามารถช่วยเหลือพี่น้องในชุมชนไม่น้อยกว่า 20 คน ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการหมุนเวียน การใช้จ่ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลไกทำให้กระบวนการทางเศรษฐกิจเชิงมหภาคในภาคอุปโภคและบริโภค ขับเคลื่อนเดินหน้า เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์โอทอป ที่มีคุณภาพฝีมือของคนไทย เพื่อเป็นการพลิกวิกฤต สร้างโอกาส สร้างรายได้ แก่พี่น้องผู้ประกอบการ OTOP โดยสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้โดยตรงกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ผ่านบนแพลตฟอร์ม OTOP Today (www.otoptoday.com) , ลาซาด้า Lazada (https://www.lazada.co.th/) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

ช้อปอะไรดี? Waffle All Day ขายที่ 7-ELEVEN

เป็นเมนูครองใจคนไทยมายาวนาน สำหรับ A&W (เอ แอนด์ ดับบลิว) ความอร่อยสไตล์อเมริกัน ส่งเมนูอร่อยยอดฮิตครองใจแฟนๆ ที่ชื่นชอบวาฟเฟิล กับเมนู Waffle All Day” ความอร่อยที่พร้อมเสิร์ฟ รสชาติ ได้แก่ วาฟเฟิลไก่สไปซี่วาฟเฟิลฟิชแอนด์ชีสวาฟเฟิลไก่ย่างเทอริยากิ มีจำหน่ายแล้ว ราคาเดียว 49 บาทเท่านั้น! ที่  7-ELEVEN ชิมลาง 18 สาขาทั้งในกรุงเทพฯชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ A&W Thailand

แนะเด็กไทยใช้ Thailand learning เป็นทางเลือกการศึกษา

นายอัลลัน แม็คคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “ตามที่สถานทูตออสเตรเลีย ได้ร่วมกับมูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้จัดทำเว็บพอร์ทัลการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ ภายใต้ชื่อ www.thailandlearning.org โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 นับเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย เด็กๆ ทั่วประเทศต้องปรับตัวในด้านการเรียนการสอน ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้นการมีเว็บไซต์ที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงเป็นเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนมาก ถึงแม้จะไม่สามารถแทนที่ประสบการณ์ของการเรียนรู้ได้ แต่ก็เป็นทางเลือกในการสอนนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้อาจถือว่าเป็นความโชคดีสำหรับการศึกษาในประเทศไทย เพราะต่อไปในอนาคตผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะมีบทบาทมากขึ้น

โดยช่วงเริ่มต้นของโควิดมีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ แต่เนื่องจากยังมีเว็บไซต์นี้อยู่จึงทำให้เขาได้เรียนรู้ และได้ความนิยมมากขึ้น แม้ว่าการระบาดของโควิดจะสิ้นสุดลง ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเว็บไซต์นี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญในห้องเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งให้คุณครูไปยืนสอนอยู่หน้าห้อง เพื่อบรรยายเหมือนในห้องเรียนแบบเดิม ๆ แล้ว ครูจะสามารถผสานรวมสื่อสมัยใหม่และแหล่งข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นกับมัน ผมคิดว่าเรากำลังมุ่งไปสู่ระบบไฮบริดที่ผสมผสานซึ่งเป็นระบบที่จะมีความออนไลน์มากกว่าและมีทรัพยากรที่พร้อมกว่า ส่วนรายละเอียดวิธีการนำเสนอนั้นอาจต้องมีการ ศึกษากันในอนาคตอีกครั้งครับ”

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า “www.thailandlearning.org จัดทำขึ้นโดยมีเนื้อหาที่หลากหลายจากทั่วโลก มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ครอบคลุมทุกวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านทางโทรศัพท์มือถือแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ภายในแบ่งเป็น 3 เมนู คือ 1)เรียนรู้ จะรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาไทยและต่างประเทศ แยกตามสาขาวิชา อาทิ วิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ 2)ทัศนศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลกผ่านหน้าจอ หรือ virtual tour ที่สามารถให้ความรู้นักเรียนได้มากกว่าในตำรา และ 3)เครื่องมือ เป็นการแนะนำเครื่องมือสำหรับสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถร่วมทำแบบทดสอบ ที่เหมาะสำหรับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง 

ในส่วนของด้านเนื้อหาได้มีการปรึกษากับกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการบูรณาการ เพื่อหาแหล่งข้อมูลที่ดีจากทั่วโลก ซึ่งกุญแจที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้ก็คือการเรียนรู้ส่วนบุคคล หรือตัวนักเรียนเอง ที่จะต้องมีส่วนร่วมทางออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ มีการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ดีและให้ความรู้ ด้านผู้ปกครองก็จะต้องมีความรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมที่บ้านให้มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ เนื้อหาที่สนทนากันจะต้องไม่ไร้สาระ อาจเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษหรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เด็กได้มีส่วนร่วม รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการเรียน 

ที่ผ่านมาได้มีการจัดทำโครงการนำร่องไปแล้ว แห่ง คือที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม และที่โรงเรียนวัดไทร (ถาวรพรหมานุกูล) เขตจอมทอง กรุงเทพ และกำลังจะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ที่ จ.กาญจนบุรี และลำพูน ส่วนที่กรุงเทพมหานครได้มีการประสานงานเพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมนี้ในโรงเรียน 437 แห่ง โดยผู้สนใจสามารถคลิกไปใช้บริการที่ www.thailandlearning.org ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ช้อปอะไรดี? คริสตัล แคน น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง

น้ำดื่มคริสตัล เดินหน้าส่งความสดชื่นทั่วทิศ คุณภาพทั่วไทย เปิดตัว “คริสตัล แคน” ครั้งแรกของน้ำดื่มคุณภาพแบบบรรจุกระป๋อง อนาคตใหม่ของบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อแนวคิด Crystal CARE การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

“คริสตัล แคน” นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์น้ำดื่มชั้นนำของประเทศหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยการออกบรรจุภัณฑ์รูปแบบกระป๋องอะลูมิเนียม โดยประเดิมจับมือ 7-11 มอบ “คริสตัล แคน” น้ำดื่มคริสตัลบรรจุกระป๋องสุดคิ้วต์ Crystal x Yuree 4 ดีไซน์ใหม่ “สดชื่น-ม่วนใจ๋-ม่วนซื่น-หรอยแร๊ง”

บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบกระป๋องอะลูมิเนียมถือเป็นรูปแบบใหม่ของบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ ตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ให้ความสำคัญกับการใช้และสร้างความสมดุลในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการคืนสภาพและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับส่วนประกอบในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์โดยไม่มีของเสีย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระป๋องอะลูมิเนียมสามารถนำมารีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะได้อีกครั้ง โดยยังคงคุณสมบัติและคุณภาพเดิม พร้อมทั้งใช้พลังงานในกระบวนการรีไซเคิลต่ำกว่าการใช้ทรัพยากรใหม่ถึง 95% ซึ่งเป็นแนวทางที่น้ำดื่มคริสตัลให้ความตระหนักรับผิดชอบ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“คริสตัล แคน” น้ำดื่มคริสตัลในบรรจุภัณฑ์รูปแบบกระป๋อง ขนาด 325 มล. มาพร้อม 4 ดีไซน์สุดคิ้วต์ ในคอลเลกชั่น  Crystal x Yuree “สดชื่น-ม่วนใจ๋-ม่วนซื่น-หรอยแร๊ง” จัดเต็มด้วยคาแรกเตอร์ที่เป็นตัวแทนคริสตัลใน 4 ภูมิภาคต่างๆ ออกแบบโดย “ยุรี เกนสาคู” นำทีมโดย “พี่ยักษ์วัดแจ้งมาดเข้ม” “พี่ยักษ์วัดโพธิ์สุดเท่” เจ้าไซบีเรียนแสนรู้ น้องเหมียวจอมซน แพนด้าสายกิน “นกกระเรียนมงกุฏแดงผู้รักเดียวใจเดียว “Gogi Chan เงือกน้อยชุบแป้งทอด ฯลฯ ทำหน้าที่ส่งมอบความสะอาดสดใหม่และความมั่นใจว่าจะอยู่ภูมิภาคไหนก็ได้ดื่มน้ำดื่มคริสตัลที่มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกันจากโรงงานทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ สร้างความสดชื่นและเพิ่มกำลังใจในการทำงานที่บ้านช่วงโควิด-19 ให้กับทุกคน

ประเดิมเปิดตัว “คริสตัล แคน” ทั่วประเทศ ด้วยแคมเปญ Water in Can ที่ร่วมกับ 7-11 ทุกสาขา เพียงสั่งซื้อน้ำดื่มคริสตัล ขนาด 600 มล. หรือ 1,500 มล. จำนวน 6 แพ็ค ผ่านช่องทางออนไลน์ของ 7-11 ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม – 23 กันยายน 2564 จะได้รับ “คริสตัล แคน” 1 เซ็ต ครบคอลเลกชั่นจำนวน 4 กระป๋อง 4 ลาย ไปดื่มเติมความสดชื่นในช่วงล็อกดาวน์และรักษ์โลกก่อนใคร

เจนเนอราลี่ Saveสตรีทฟู้ด หนุนร้านค้าร้านอาหารขนาดเล็ก

เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ จัดแคมเปญ “เจนเนอราลี่ #Saveสตรีทฟู้ด” สนับสนุนร้านค้าร้านอาหารขนาดเล็ก ส่งมอบ 4,000 กำลังใจสู้ภัยโควิด-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยในจุดพักคอย ประชาชนที่ประสบปัญหาการครองชีพ พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมเป็นผู้ให้ผ่านการแลกคะแนนสะสมในแอปฯ Generali 365 ทุก 1,000 คะแนน* มีค่า 1 กล่อง ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2564

นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเจนเนอราลี่ ประเทศไทย กล่าวว่า เจนเนอราลี่ได้ตระหนักถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงสร้างผลกระทบให้กับชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดแคมเปญ “เจนเนอราลี่ #Saveสตรีทฟู้ด” การสนับสนุนอาหารปรุงสุกบรรจุกล่อง จำนวน 4,000 กล่อง จากร้านค้า ร้านอาหารขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ขณะนี้ และส่งมอบเป็นกำลังใจสู้ภัยโควิด-19 ไปด้วยกัน โดยจะดำเนินการจัดส่งให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และผู้คนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2564 พร้อมทั้งขอเชิญชวนลูกค้าเจนเนอราลี่ ร่วมส่งต่อกำลังใจและเป็นผู้ให้ด้วยการสมทบทุนบริจาคผ่านการแลกคะแนนสะสมในแอป Generali 365 ทุก 1,000 คะแนน* แทนการบริจาคอาหารปรุงสุกบรรจุกล่อง 1 กล่อง

นายบัณฑิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยในจุดพักคอย และประชาชนแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กที่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันด้วยน้ำใจของคนไทยทุกคน”

สำหรับลูกค้าเจนเนอราลี่ที่สนใจเข้าร่วมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ และร่วมกิจกรรมผ่านแอปพลิเคชัน Generali 365 โดยสามารถดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรี ทั้ง iOS และ Android เพียงค้นหา Generali365 ในแอปสโตร์ หรือเพลย์สโตร์

ช้อปอะไรดี? โออิชิ จัดหนักอาหารญี่ปุ่น กว่า 100 รายการ ส่งตรงถึงบ้าน

ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดและการล็อกดาวน์! โออิชิ เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น ผนึกกำลังหลากหลายแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำ เปิดครัว “โออิชิ คิทเช่น” (OISHI KITCHEN) เพิ่มเติม นำเสนอความหลากหลายของเมนูอาหาร ผสานรสชาติที่โดดเด่น พร้อมเอาใจนักกิน – เจแปนนิส ฟู้ด เลิฟเวอร์ส ด้วยอาหารญี่ปุ่นสารพัด มีให้เลือกตั้งแต่ ซูชิ ซาชิมิ ดงบุริ เทะมากิ เทปปันยากิ และอีกมากมาย รวมแล้วมากกว่า 100 รายการ จากร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ประกอบด้วย โออิชิ อีทเทอเรียมโออิชิ บุฟเฟต์ชาบูชิโออิชิ ราเมนคาคาชิรวมทั้ง โฮว ยู โดยพร้อมให้บริการจัดส่งหรือเดลิเวอรี่ ครอบคลุมกว่า 90% ของพื้นที่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดนอกเขตพื้นที่สีแดง* ทุกวัน (หรือตั้งแต่ 21 กรกฎาคม 2564) ระหว่างเวลา 09.00 – 19.00 น. สะดวก สั่งง่าย ได้หลากหลายช่องทาง คือ โออิชิ เดลิเวอรี่ โทร. 1773 หรือสั่งซื้อออนไลน์คลิก OISHIDELIVERY.COM นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางอื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งเว็บไซต์ shopteenee.com และแอปฯ ฟู้ด เดลิเวอรี่ ชั้นนำทั่วไปได้อีกด้วย

ติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพิ่มเติม คลิกแฟนเพจโออิชิฟู้ดสเตชั่น : www.facebook.com/OishiFoodStation

ทำความรู้จัก Pfizer First-aid Center ศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน

แม้โควิด-19 จะเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับผู้คนในยุคนี้อย่างมาก แต่นั่นไม่ใช่ภัยคุกคามด้านสุขภาพเพียงชนิดเดียวที่สังคมไทยต้องเผชิญ เพราะการเจ็บป่วยเฉียบพลันจากโรคประจำถิ่น โรคตามฤดูกาล หรือแม้แต่อุบัติเหตุ ยังคงเป็นปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่ทุกคนไม่อาจนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะกับพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่สะดวกต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีระยะทางเป็นตัวแปรสำคัญ จากสถิติการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พบว่าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่เสียชีวิตช่วงก่อนถึงโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลมีอยู่มากกว่า 20%* เนื่องจากการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปรักษายังเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งจากสภาพการจราจรบนท้องถนนในเขตเมือง และความห่างไกลจากสถานพยาบาลของชุมชนหลายท้องถิ่น สิ่งนี้ทำให้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยริเริ่มโครงการสร้างศูนย์ปฐมพยาบาล (Pfizer First-aid Centerเพื่อมอบให้กับชุมชนห่างไกล โดยดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งหลังจากดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี .2562 ศูนย์ปฐมพยาบาลที่สร้างแล้วเสร็จใน จังหวัด ได้นำความช่วยเหลือไปหาผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล ทำหน้าที่เป็นสถานที่บำบัดรักษาความเจ็บป่วยเบื้องต้นอย่างทันท่วงที รวมทั้งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพให้กับผู้ที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง

ที่ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ที่ตั้งของหนึ่งใน ศูนย์ปฐมพยาบาลจากมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยที่สร้างแล้ว  นายอาฐินนท์ พึ่งสันเทียะ ผู้ประสานงานพันธกิจภูมิภาค ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้เล่าว่า “ในพื้นที่ของชุมชนบ้านโป่งสามสิบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เคยมีโรคประจำถิ่นคือไข้เลือดออกซึ่งน้อยลงไปแล้ว แต่กลับมีชิคุนกุนยา (โรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ) มาแทน และเมื่อเป็นแล้วจะเป็นหนักด้วย จะเห็นว่าแม้เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้สถานที่ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แต่จริง ๆ แล้วชาวบ้านและเด็กในพื้นที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงสุขภาพที่ดี เพราะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ตั้งอยู่ห่างออกไปถึง 5 – 6 กิโลเมตร บนเส้นทางที่ไม่สะดวกสบายนัก ปัญหาเหล่านี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยในการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน นำมาสู่การสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนขึ้นที่โรงเรียนบ้านโป่งสามสิบ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีห้องพยาบาลเลย ทั้งยังขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์สำหรับการปฐมพยาบาล มีเพียงตู้ยาสามัญประจำบ้านเก็บไว้ที่ห้องเรียนชั้น ป.และใช้ห้องเรียนชั้นอนุบาลเป็นห้องพักฟื้น โดยศูนย์ปฐมพยาบาลที่สร้างใหม่แห่งนี้มี เตียง ซึ่งแพทย์จาก รพ.สต.สามารถใช้เป็นฐานสำหรับดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย รวมทั้งให้การอบรมให้ความรู้ในเรื่องของการเจ็บป่วย ตลอดจนการให้ความรู้ในเรื่องของการป้องกันและการรับมือกับโรคระบาดต่าง  เช่นโรคโควิด-19 ได้ เป้าหมายในอนาคตคือการสร้างความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับผู้คนในชุมชน ขยายความร่วมมือให้สามารถเป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในการดูแลชาวบ้าน เปิดคลินิกเป็นประจำทุกสัปดาห์หากเป็นไปได้ หรือแม้แต่การเป็นศูนย์อพยพหรือดูแลคนเจ็บป่วยกรณีเกิดภัยพิบัติ

ด้าน นายสาโรจน์ วิทยชาญวิฑูร ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  รักษาราชการแทนปลัดเทศบาลตำบลกะเปอร์ จ.ระนอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ดำเนินโครงการสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลเล่าว่า “ปัญหาหลักในเรื่องของการรับบริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่กะเปอร์ อันดับแรกคือประชากรที่แอบแฝงอยู่  เช่น แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ อันดับสองคือโรคติดต่อที่มีแมลงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก รวมทั้งโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมของประชาชน และอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น ท้องร่วง เพราะสภาพอากาศที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ส่งผลให้น้ำบาดาลและน้ำประปาที่ใช้อาจไม่สะอาด ทำให้แต่ละวันจะมีผู้ป่วยเข้าใช้บริการที่ รพ.สต.ค่อนข้างมาก”

ส่วน นางชาลี คฑาเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบ้านด่าน อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ซึ่งเป็นสถานที่สร้างศูนย์ปฐมพยาบาลของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ได้เล่าถึงแผนงานในอนาคตว่า ได้ตั้งเป้าหมายให้โรงพยาบาลมาใช้ประโยชน์จากที่นี่ด้วย โดยอาจจะเป็นจุดนัดหมายเพื่อติดตามโรคบางโรค หรือการให้บริการตรวจสุขภาพฟันของนักเรียน แทนการต้องพาเด็ก ๆ ไปที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ยังวางแผนร่วมกับเทศบาลในการจัดอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. มาดูแลประจำที่ศูนย์ปฐมพยาบาลวันละไม่ต่ำกว่า คน ในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเอง ก็จะจัดเจ้าหน้าที่ของสำนักงานมาช่วยดูแลอย่างน้อยสัปดาห์ละ ครั้ง

ขณะที่ ชุมชนหนองบอน อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ อีกหนึ่งพื้นที่ในโครงการสร้างศูนย์ปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวบ้านป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากนั้น นายวีระชัย มุขะกัง ผู้จัดการกลุ่มโปรแกรม จ.บุรีรัมย์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ผู้รับผิดชอบการก่อสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลในพื้นที่นี้ เล่าว่า  เมื่อชาวบ้านมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำจะส่งผลให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อยและมากผิดปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ถ้าอาการรุนแรงอาจชัก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ เคยมีกรณีของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในชุมชนหนองบอนที่เป็นผู้ป่วยเบาหวาน แล้วเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดแปรปรวนเฉียบพลันขณะขับรถ ทำให้วูบจนหมดสติกะทันหัน จนรถประสบอุบัติเหตุลงข้างทาง ถือเป็นอีกหนึ่งในความน่ากลัวและคงจะเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อยหากเกิดขึ้นกับในผู้สูงอายุ จึงเสนอพื้นที่ในโรงเรียนหนองบอนฐานเจ้าป่าเป็นสถานที่สร้างศูนย์ปฐมพยาบาล ที่นี่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนทั้งหมดมีฐานะยากจนและไม่สามารถดูแลจัดการเรื่องสุขภาพอนามัยเองได้ ที่ผ่านมาเมื่อมีการเจ็บป่วยจะให้เด็กนอนพักด้านหลังห้องเรียนของแต่ละระดับชั้นเรียน เช่นเดียวกับคนในชุมชน เมื่อต้องการการรักษาพยาบาลก็ต้องเดินทางไปยัง รพ.สต. ที่อยู่ไกลกว่า 10 กม. ในขณะที่ชุมชนนี้อยู่ในหุบเขา ไม่มีถนนลาดยาง ทำให้ลำบากหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น การมีศูนย์ฯ จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันของคนในชุมชนที่อยู่ห่างไกลได้

โครงการศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน (Pfizer First-aid Center) ไม่เพียงเป็นศูนย์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พึ่งพาแห่งแรกของคนในชุมชน ช่วยประเมินความรุนแรงในการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที เพราะความเจ็บป่วยนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนและในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการดูแลด้านสุขอนามัย เผยแพร่ความรู้ ฝึกฝนการปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนชาวชุมชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง

ในปี 2564 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 20 ปี ของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย มีศูนย์ปฐมพยาบาลสร้างแล้วเสร็จ แห่ง ภายในปี 2565 มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จะเดินหน้าสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลเพิ่มเติมในโรงเรียนที่ห่างไกลอีก 6 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (2 แห่ง) พังงา เพชรบุรี จันทบุรี และสตูล รวมเป็น 10 แห่งในทุกภูมิภาคของประเทศ ตามปณิธานของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ช้อปอะไรดี? แคนดี้ แนะนำ กาต้มน้ำไฟฟ้า และ เครื่องปั่นน้ำผลไม้

อยากรู้ไหมว่า ความรักของ “กลัฟ” หน้าตาเป็นแบบไหนต้องมาฟังคำเฉลยจาก แคนดี้” (Candy) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติอิตาลี ภายใต้สโลแกน ‘Simplify Your Life ชีวิตง่าย สไตล์คุณ’ ชวน “กลัฟ” คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ แบรนด์แอมบาสเดอร์แคนดี้ มาแนะนำเครื่องใช้ในครัวหน้าตาสุดน่ารัก ไม่ว่าจะชงน้ำสมุนไพรร้อน ๆ หรือปั่นสมูทตี้ ก็สามารถทำได้ ด้วยกาต้มน้ำไฟฟ้าแคนดี้ และเครื่องปั่นน้ำผลไม้แคนดี้ ดีไซน์ทันสมัย ใช้งานง่าย ราคาสบายกระเป๋า    

นักแสดงหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มแสนสดใส “กลัฟ” คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ แบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า แคนดี้” (Candy) เฉลยความรักหน้าตาแบบแคนดี้ ว่า “ช่วงนี้หลายคนคงต้องอยู่บ้านกันยาว ๆ และอาจกำลังมองหากาต้มน้ำไฟฟ้า และเครื่องปั่นน้ำผลไม้คุณภาพดี ขนาดกะทัดรัด ที่สามารถชงเครื่องดื่มแก้วโปรดได้หลากหลายอย่างใจต้องการ ต้องกาต้มน้ำแคนดี้ รุ่น CTK-A463 ที่นอกจากจะดีไซน์น่ารักแล้ว ยังใช้งานง่าย แค่เทน้ำ ปิดฝา กดปุ่ม ก็สามารถสร้างช่วงเวลาดี ๆ สำหรับคนที่ชอบจิบเครื่องดื่มร้อน ๆ ได้ง่าย ๆ ตามใจชอบ เห็นหน้าตาน่ารักแบบนี้ สามารถจุน้ำได้มากถึง 1.7 ลิตร แถมยังมีหน้าปัดบอกอุณหภูมิน้ำ ใช้วัสดุอย่างดี ทำจากสเตนเลสสตีล เพราะฉะนั้นมั่นใจในความแข็งแรง และปลอดภัยได้แน่นอน

“สำหรับสายเฮลท์ตี้ แนะนำเครื่องปั่นน้ำผลไม้แคนดี้ รุ่น CTJ-Z064 ขนาดกำลังดี สามารถบรรจุเครื่องดื่มได้ถึง 300 มิลลิลิตร ใบมีดเป็นสเตนเลสอย่างดี สี่แฉก ทนทาน ภาชนะทำจาก Tritan ผสม ปราศจากสารก่อมะเร็ง ปลอดภัยแน่นอน และยังสามารถทำความสะอาดโดยเครื่องล้างจานได้อีกด้วย ซึ่งการใช้งานก็สะดวกมาก ๆ เพียงแค่ใส่ผลไม้ ปิดฝา และกดปุ่มปั่น เพียงเท่านี้ก็สามารถสดชื่นได้ทันที โดยไม่ต้องเทใส่แก้วอีกด้วย อยากให้ทุกคนลองใช้แคนดี้กันดูครับ ไม่ว่าจะเป็นกาต้มน้ำ หรือเครื่องปั่นน้ำผลไม้ แล้วทุกคนจะรักแคนดี้เหมือนที่กลัฟรักครับ”  

อย่าลืมไปลงทะเบียนสะสมยอดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าของ แคนดี้” (Candy) ได้ที่ เว็บไซต์ Candy (www.candythailand.comสะสมครบ 15,000 บาท จะได้เป็นสมาชิกระดับ Candy Lover พร้อมรับ สิทธิพิเศษมากมาย สั่งซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าแคนดี้ รุ่น CTK-A463 ราคาเพียง 1,290 บาท และเครื่องปั่นน้ำผลไม้แคนดี้ รุ่น CTJ-Z064 ราคาเพียง 990 บาท และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ แบรนด์ แคนดี้” (Candy) ได้แล้ววันนี้ เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ผ่านทางแอปพลิเคชั่นออนไลน์ Lazada, Shopee และ JD Central หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ CandyOfficialTH หรือโทร. 1789  

แฟนคลับที่อยากเห็นหน้า “กลัฟ” บ่อย ๆ  สามารถติดตามวิดีโอคลิปได้ที่ Youtube : Candy Thailand หรือสามารถติดตามข่าวและข้อมูลผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากแบรนด์ Candy ได้ทางwww.candythailand.com, Facebook: CandyOfficialTH, Instagram : CandyOfficial.TH, Twitter : CandyOfficialTH และ Youtube : Candy Thailand

Candy x Gulf ฟีลลิ่งสุดเลิฟ ที่ดีต่อใจกลัฟ https://www.youtube.com/watch?v=G_wTdzKso8c

ซีพี ออลล์ ติดกลุ่มดัชนี FTSE4Good Index 2021 สี่ปีซ้อน

FTSE Russell (Financial Times Stock Exchange Russell) บริษัทอิสระที่จัดตั้งขึ้นโดย The Financial Times และ London Stock Exchange ในปี 1995 เพื่อทำดัชนีในระดับสากล (Independent Global Index Provider) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการจัดทำดัชนีให้ตลาดหลักทรัพย์หลายๆ แห่งทั่วโลก อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ตลาดหลักทรัพย์เบอร์ซ่ามาเลเซีย ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เป็นต้น ได้ประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิก FTSE4Good Index ประจำปี 2021 ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชั้นนำที่ประเมินศักยภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)  ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

โดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ได้รับคัดเลือกเป็นปีที่ ติดต่อกันแล้ว (2561-2564) ในกลุ่ม Food Retailers & Wholesalers ซึ่งมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในทุกมิติจากคะแนนเต็ม 5.0 ไม่ว่าจะเป็น ด้านสิ่งแวดล้อมที่ 4.1 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 1.3) ด้านสังคม 4.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 2.0) และด้านธรรมาภิบาล 5.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 3.6) ทำให้ยังรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยรวมไว้ได้ที่ 4.3 คะแนน ขณะเดียวกัน เมื่อลงลึกไปในแต่ละด้านปรากฏว่า ซีพี ออลล์ ได้คะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยในเกือบทุกตัวชี้วัด ประกอบด้วย มิติสิ่งแวดล้อม ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 3.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 2.0 คะแนน) ด้านห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 2.8 คะแนน) ด้านมลภาวะและทรัพยากร 4.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 3.2 คะแนน) มิติสังคม ด้านความรับผิดชอบต่อลูกค้า 5.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 2.9 คะแนน) ด้านสิทธิมนุษยชนและชุมชน 4.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 3.1 คะแนน) ด้านห่วงโซ่อุปทานทางสังคม 4.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 2.9 คะแนนมิติธรรมาภิบาล ด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น 5.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 4.5) และด้านการกำกับดูแลกิจการ 5.0 คะแนน (ค่าเฉลี่ย 4.4 คะแนน)

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า การได้รับเกียรติให้เข้าเป็นสมาชิก FTSE4Good Index ตั้งแต่ปี 2561 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนที่ซีพี ออลล์ แต่ยังถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของบริษัทในการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสังคม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ตามปณิธานองค์กร ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน ซึ่ง ซีพี ออลล์ให้คำมั่นจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

ค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ การสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร เป็นสิ่งที่ซีพี ออลล์ ยึดมั่นเสมอมาในการดำเนินธุรกิจกว่า 33 ปี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสิ่งแวดล้อม อยู่เคียงข้างสังคม และมีธรรมาภิบาล รวมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยี ตลอดจนปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่างโรคระบาด จนทำให้วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไป เพื่อบรรลุตามพันธกิจที่วางไว้ ในการสร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยสินค้าและบริการที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม มุ่งสู่องค์กรคุณภาพและมีความยั่งยืน” นายธานินทร์ กล่าวเน้นย้ำ

สำหรับการประเมิน FTSE4Good Index ในปีนี้ มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 156 ตัวชี้วัด ใน 10 หัวข้อหลัก ที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การบริหารจัดการ การประเมินและจัดการความเสี่ยง และการรายงานผล โดยยึดข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะจากรายงานของบริษัททั้งรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน รายงานประจำปี รวมทั้งเว็บไซต์ขององค์กร

ไขรหัส เฮเฟเล่ พัฒนางานบริการด้วยแนวคิด We Care

เฮเฟเล่ นำเสนอภาพการบริการภายใต้แนวคิด เราใส่ใจ หรือ We Care ดำเนินงานเพื่อตอบสนองและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ด้วยความมุ่งมั่นที่สอดแทรกในทุกการบริการ ทั้ง เครื่องมือการตลาด การวางแผนงาน สินค้าสั่งทำ คำแนะนำจากบุคลากรคุณภาพ ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เกิดผลบรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้นในทุกการบริการ

นายโฟลเคอร์ เฮลสเติร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าเฮเฟเล่ได้ทำงานภายใต้แนวคิด เราใส่ใจ หรือ “We Care” มาโดยตลอด ซึ่งแนวคิดนี้ยังได้ถ่ายทอดชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อถูกนำเสนอผ่านภาพของนวัตกรรมในงานจัดแสดงสินค้าแบบผสมผสาน Häfele Discoveries” ที่มีขึ้นพร้อมกับงาน interzum @home และแน่นอนว่าเฮเฟเล่ไม่ได้แทรกความใส่ใจไปกับผลิตภัณฑ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังนำเสนอสิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปกับหัวใจของ การบริการ” อีกด้วย เพื่อตอบสนองและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดเราใส่ใจที่อยู่ในทุกๆ การบริการ คือต้นกำเนิดของความมุ่งมั่นหรือการมีแพชชั่น (Passion) ที่มุ่งเน้นถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ในทุกวันเฮเฟเล่ได้ตั้งใจส่งต่องานบริการที่ดี เพื่อทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้น และยังช่วยให้องค์กรเกิดผลสำเร็จทั้งกับตัวบริษัทเองไปจนถึงคู่ค้าทางธุรกิจ ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นสิ่งคอยผลักดันให้เฮเฟเล่พัฒนาและขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเครื่องมือการตลาดการวางแผนงานสินค้าสั่งทำคำแนะนำที่มีประโยชน์ ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้เกิดผลบรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้นในทุกการบริการ

จุดเด่นของบริการจากเฮเฟเล่ จะเริ่มต้นที่ความใส่ใจในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อลูกค้า ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมที่วางแผนไว้อย่างดีโดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสร้างหรือประกอบเอง ส่วนประกอบแต่ละชิ้นจะถูกคำนวณตามความต้องการ ตอบโจทย์แต่ละชุดงานตามข้อกำหนด ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่สั่งตัด เช่น ลิ้นชักที่สามารถใส่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ได้โดยตรง ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการทำงานแบบดิจิทัล จาก CAD และ CAM สร้างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานบริการของเฮเฟเล่ ยังเป็นตัวกลางที่มอบแรงบันดาลใจและความรู้ไปถึงลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าสามารถสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในเฟอร์นิเจอร์ จากเครื่องมือ “The Complete Häfele” เพื่อเกิดแรงกระตุ้นใหม่ๆ โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมงานไม้ ในฐานะงานอ้างอิงที่เชื่อถือได้มานานหลายทศวรรษ หรือการยกระดับเป็นผู้สร้างงานบ้านและอาคารในรูปแบบของตัวเอง จากการใช้เครื่องมือกำหนดค่า “DressCode” ของแอปพลิเคชัน “Augmented Reality” มาใช้ในรูปแบบของโชว์รูมพกพา ให้ลูกค้าได้จัดวางเฟอร์นิเจอร์ในห้องได้ ก่อนลงมือติดตั้งจริง

นอกเหนือไปจากบริการด้านผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นแล้ว เฮเฟเล่ยังได้สร้างระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บริการส่งสินค้าเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยในการส่งสินค้าทุกครั้งจะตอบโจทย์ตารางงานที่แน่นขนัดของลูกค้า ที่ต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์โดยเร็วที่สุด ดังนั้น เฮเฟเล่จึงได้จัดการและวางแผนระบบขนส่งเป็นพิเศษ ซึ่งทุกกระบวนการจะต้องละเอียดและสอดคล้องกัน ทั้งยังอาศัยความร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ดีที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำสั่งซื้อทั้งหมด จะสามารถส่งมอบได้ในสถานที่ถูกต้อง ไม่เกิดความเสียหาย ราบรื่น ตรงต่อเวลา และสมบูรณ์แบบอย่างไร้รอยต่อ

สิ่งสำคัญหนึ่งที่เฮเฟเล่ได้พัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การบริการ คือการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ ที่ให้คำแนะนำกับลูกค้าและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาได้ดี โดยแผนกบริการให้คำปรึกษาของเฮเฟเล่คือแหล่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ที่เข้าใจปัญหาต่างๆ ทั้งในด้านเทคนิค ด้านการตลาด รวมถึงด้านงานอุตสาหกรรม ที่ช่วยเหลือลูกค้าได้ในทุกช่องทาง ตั้งแต่การดูแลในไซต์งานโดยตรง หรือคอยแก้ปัญหาผ่านทางโทรศัพท์และแชท บุคลากรที่ดีจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า พร้อมทั้งรักษาความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ได้ในทุกการบริการ นายโฟลเคอร์ กล่าวทิ้งท้าย