เจาะกลยุทธ์ เฮงเค็ล สร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

การเติบโตของประชากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน เมื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ เฮงเค็ลเชื่อว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันและค้นหาโอกาสในการกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

นายแอนเดรียนโต้ จายาเปอร์นา ประธาน บริษัทเฮงเค็ล กล่าวว่า “ความยั่งยืนคือความท้าทายร่วมกัน ดังนั้นจึงเป็นงานที่ต้องร่วมมือกัน ที่เฮงเค็ล เราพยายามมากยิ่งขึ้นในการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศเชิงบวก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และทำให้เกิดความก้าวหน้าทางสังคมในชุมชนของเรา”

ด้วยความมุ่งมั่นไปสู่ความยั่งยืน เฮงเค็ลมีส่วนสนับสนุนการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกของสหประชาชาติ ความสมดุลระหว่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมได้รับการยึดไว้อย่างลึกซึ้งในค่านิยมองค์กรและมรดกของเฮงเค็ลที่มีมายาวนานกว่า 140 ปีนับตั้งแต่บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2419

เพื่อลดการปล่อย CO2 และจำกัดภาวะโลกร้อน เฮงเค็ลได้ดำเนินการตามวิสัยทัศน์ระยะยาวในการเป็นบริษัทที่มีสภาพภูมิอากาศเชิงบวกภายในปี พ.ศ. 2583 ตัวอย่างเช่น บริษัทตั้งเป้าที่จะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในโรงงานผลิตลงร้อยละ 65 ภายในปี พ.ศ. 2568 และลดลงร้อยละ 75 ภายในปี พ.ศ. 2573 (ปีฐานที่ พ.ศ. 2553) ภายในปี พ.ศ. 2568 เฮงเค็ลยังตั้งเป้าที่จะให้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดสามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในขณะที่ใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้นในบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เฮงเค็ลยังให้คำมั่นในการจัดหาวัสดุต่างๆ ด้วยความรับผิดชอบร้อยละ 100 ภายในปี พ.ศ. 2568 และอีกหนึ่งประเด็นที่มุ่งเน้นคือการส่งเสริมสิทธิสตรีผ่านโครงการ Schwarzkopf “Million Chances” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถของเด็กหญิงและสตรีด้วยการสนับสนุนการศึกษาและการฝึกทักษะ

ตัวอย่างโครงการทางด้านความยั่งยืนที่เฮงเค็ล ประเทศไทย

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายระดับโลกของบริษัทฯ เฮงเค็ลประเทศไทยกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดเพื่อก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในขณะเดียวกัน เฮงเค็ลประเทศไทยได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการริเริ่มทางด้านความยั่งยืนต่างๆ ที่โรงงาน ซึ่งรวมถึงการนำน้ำเย็นกลับมาใช้ใหม่ การติดตั้งหลอดไฟ LED และการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ให้น้อยลง โรงงานผลิตทั้งในส่วนกาวและบิวตี้แคร์ได้ตั้งเป้าหมายในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการพลังงานหมุนเวียนภายในปี พ.ศ. 2565 ในขณะเดียวกันโรงงานผลิตของบิวตี้แคร์ได้ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมนวด Schwarzkopf Extra Care โดยการใช้ฝาพลาสติกขนาดเล็กที่มีน้ำหนักน้อยลงกว่าเดิมร้อยละ 43

พนักงานของเฮงเค็ลประเทศไทยซึ่งได้รับการฝึกอบรมให้เป็นทูตด้านความยั่งยืนได้เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ในชุมชนท้องถิ่น ในปี พ.ศ. 2563 พนักงานจากเฮงเค็ล ประเทศไทย และมูลนิธิฟริตซ์ เฮงเค็ล สติฟตุง บริจาคเงินประมาณ 395,000 บาท ให้กับสภากาชาดไทยเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 และเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการกำลังใจซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พนักงานอาสาสมัครจาก Beauty Care Professional ได้จัดชั้นเรียนฝึกทักษะการทำผมสำหรับผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจังหวัดชัยนาทเพื่อช่วยให้พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคม เฮงเค็ล ประเทศไทย ยังได้เริ่มการรณรงค์ทั่วทั้งบริษัทฯ เพื่อส่งเสริม 3Rs ในการ Reduce Reuse และ Recycle โดยแนะนำให้พนักงานทิ้งขยะพลาสติกที่จุดรวบรวมที่ปั๊มน้ำมันและสนับสนุนความพยายามในการรีไซเคิลพลาสติกต่างๆ ของ Less Plastic ThailandGreen RoadPrecious Plastic BangkokWon Project, และ Little Bee Hero

Photo taken in Lommel, Belgium

The Origin of Beauty แคมเปญพิเศษสานต่อกำลังใจแด่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผู้ยากไร้

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ (Lotus Arts de Vivre) แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านชื่อก้องโลก โดยช่างฝีมือชั้นสูงสัญชาติไทยมาตรฐานระดับสากล จัดแคมเปญพิเศษ The Origin of Beauty” เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด มาดามเฮเลน วอน บูเรน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เพื่อระดมกำลังเหล่าพันธมิตรนักช็อปร่วมกันสานต่อกำลังใจแด่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผู้ยากไร้ และเพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลงานของแบรนด์มาโดยตลอด ด้วยการมอบส่วนลดพิเศษ 50% สำหรับการใช้จ่ายซื้อสินค้าของแบรนด์ โดยรายได้จากแคมเปญหลังหักค่าใช้จ่าย 10% จะถูกนำไปบริจาคให้กับศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม (Queen Sirikit Centre for Breast Cancer) เพื่อสมทบทุนโครงการ
บ้านพิงพัก (Pink Park Village) ศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายผู้ยากไร้ ในโอกาสพิเศษนี้ โลตัส อาร์ตเดอ วีฟร์ ยังได้รับเกียรติจาก แหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ และ อาย-กมลเนตร เรืองศรี สองสาวเก่งที่เปี่ยมไปด้วยความงามจากภายใน ผู้เป็นหลักในการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านมในโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง มาร่วมส่งมอบกำลังใจและความปรารถนาดี โดยแคมเปญ “The Origin of Beauty” จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ถึง 6 สิงหาคม 2564 นี้

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ ได้สานต่อแคมเปญพิเศษนี้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนที่เป็นมะเร็งเต้านมในประเทศไทยได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดทั้งกายและใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแม้ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาส โดยต่อยอดความสำเร็จของแคมเปญครั้งก่อน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ มร. รอล์ฟ วอน บูเรน เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2563 ที่ผ่านมา แบรนด์สามารถรวบรวมยอดสมทบทุนจากลูกค้าผู้เข้าร่วมแคมเปญได้เป็นจำนวนถึง 600,000 บาท และมอบให้กับศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม เพื่อสมทบทุนโครงการบ้านพิงพัก ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายผู้ยากไร้ และยังช่วยแบ่งเบาจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีจำนวนเตียงในการรักษาจำกัด โดยไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งดำเนินการโดย รศ. นพ. กฤษณ์ จาฏามระ ประธานกรรมการมูลนิธิและศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง

โดยโลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ มอบช่วงเวลาพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ถึง 6 สิงหาคม 2564 นี้ ให้แก่เหล่าผู้ชื่นชอบงานฝีมือชั้นสูงได้เลือกสรรและครอบครองชิ้นงานในดีไซน์สุดโก้หรูของแบรนด์ ในราคาลดพิเศษ 50% และพิเศษสุดเมื่อร่วมใช้จ่ายในแคมเปญ ทุกๆ 150,000 บาท จะได้เลือกรับแก้ว Crystal Goblet with Cloisonne Base หรือ แก้ว Crystal Goblet with Red Lacquer Base มูลค่ากว่า 20,000 บาท เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับแคมเปญ The Origin of Beauty อีกด้วย

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ ขอแนะไอเทมส์เด่นไม่ว่าจะเป็น เข็มกลัด ต่างหู สร้อยคอ แหวน กำไลข้อมือ กระเป๋า ชามไม้แกะสลัก เก้าอี้สตูลหนังรูปสัตว์นานาชนิด และของตกแต่งบ้าน ที่ควรค่าแก่การครอบครอง อาทิ

Enamel Ballet Dancer Brooch

เข็มกลัดนักบัลเล่ย์ลงยา ตัวเข็มกลัดรูปนักบัลเล่ย์ที่กำลังเต้นรำประดับด้วยไข่มุก ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตด้วยมือทุกขั้นตอนเพื่อให้การจัดวางไข่มุกแต่ละชิ้นลงตัวอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังเพิ่มมิติแห่งความหรูหราขึ้นไปอีกขั้นด้วยไข่มุกเซาท์ซีบาร็อคเหลือง ประดับตกแต่งด้วยเกรย์คอนเฟลคเพิร์ล การลงยาอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานกับทองคำ 9 กะรัต ตกแต่งรายละเอียดของเข็มกลัดให้เลอค่ายิ่งขึ้นด้วยเพชรน้ำงามเจียระไนแบบโรส-คัท ทับทิม และอัญมณีสีชมพู

Vines of Precious Stone Earrings

ต่างหูพวงองุ่นประดับเฉดสีอันสดใสด้วยอัญมณีเลอค่าหลากชนิด ทั้งเพชรน้ำงาม มรกตแซมเบีย ทับทิมพม่า พลอยน้ำเงินและพลอยบุษราคัม ประกอบขึ้นเป็นต่างหูพวงระย้างดงามลงตัวด้วยทองคำ 18 กะรัต

Art Deco Diamond and Ruby Bracelet

กำไลข้อมือศิลปะแบบอาร์ต เดโค (Art Deco) เก่าแก่ที่มีอายุราว 80-90 ปี งดงามด้วยเส้นสายที่ถูกดีไซน์ลวดลายดอกไม้ในทองคำ 18 กะรัต ประดับอัญมณีล้ำค่าผสมผสานอย่าลงตัวงดงามด้วย เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพชรน้ำดีมีประกายสุกใสที่สุดของโลก ทับทิมพม่า และไข่มุกบาสราสุดหายากจากอ่าวเปอร์เซีย

Art Deco Scarab Ring with Diamonds

แหวนเปลือกแมลงทับประดับเพชรสุดหรู ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะ อาร์ต เดโค (Art Deco) ในช่วงยุค 1930
ตัวเรือนแหวนตกแต่งด้วยเพชรน้ำงามเป็นเส้นสายล้อมรอบใจกลางของแหวนที่ประดับด้วยปีกแมลงทับคัดสรรค์มาอย่างดีเพื่อให้ได้สีเหลือบรุ้งอย่างงดงาม เหมาะสำหรับการสวมใส่แบบลำลองในช่วงกลางวัน หรือสวมใส่เป็นเครื่องประดับที่ให้ความเป็นทางการเมื่อต้องออกงานกลางคืน

Balinese Painted Bamboo Handbag with Butterfly

กระเป๋าคลัทช์หวาย LOTUS ถือเป็นไอเทมซิกเนเจอร์ของ Lotus Arts de Vivre มายาวนานกว่า 20 ปี สำหรับกระเป๋ารุ่นใหม่นี้ ศิลปินชาวบาหลีที่มีชื่อเสียง ได้ร่วมรังสรรค์งานวาดภาพศิลปะโดยใช้สีธรรมชาติ ที่ให้รายละเอียดที่สวยงามอย่างยิ่ง ภาพวาดบนกระเป๋าแต่ละใบได้รับการออกแบบเฉพาะตัว จึงมีลวดลายไม่ซ้ำกันให้ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเพิ่มลูกเล่นให้แก่กระเป๋าด้วยการประดับชิ้นงานรูปผีเสื้อทำจากเปลือกหอยมุกที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน

Elephant Handbag with Pink Tourmaline

กระเป๋าดีไซน์รูปช้างทำจากเงินแท้ งดงามด้วยการตกแต่งดวงตาทั้งสองข้างด้วยทองคำประดับพลอยสีชมพู กระเป๋ารังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของช่างฝีมือชั้นสูงของ Lotus Arts de Vivre ด้านบนซึ่งเป็นปากกระเป๋าประดับด้วยลูกบิดดอกบัวชิ้นเล็ก ด้านในกระเป๋าบุด้วยผ้าไหมสีดำสุดเลอค่า กระเป๋ามาพร้อมสายสะพายที่สามารถถอดออกได้ทำทองเหลืองชุบด้วยแบลคโรเดียมอย่างสวยงาม

Scarab Dragon Wall Décor

งานศิลปะอันเป็นผลงานแห่งความทุ่มเทอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบและรังสรรค์โดย Lotus Arts de Vivre ก่อนจะส่งไปถักทอขึ้นเป็นรูปมังกรที่ประเทศเนปาลด้วยระยะเวลายาวนานกว่าสองเดือน จากนั้นตกแต่งด้วยเปลือกแมลงทับนับพันชิ้นที่ยึดติดกันไว้ด้วยใยสังเคราะห์เคลือบทองคำ 24 กะรัต ควรแค่แก่การครอบครองอย่างยิ่งด้วยการรังสรรค์ขึ้นด้วยความพิถีพิถันอย่างยาวนานกว่าหนึ่งปี โดยช่างฝีมือและนักออกแบบกว่า 19 ชีวิต

Sea Turtle Wooden Bowl

ชามไม้แกะสลักจากไม้เนื้อแข็งเพียงชิ้นเดียว ประดับด้วยชิ้นงานเงินสเตอร์ลิงเป็นรูปเต่าทะเล ให้ความหมายอันลึกซึ้ง โดยเต่านั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสุข อาศัยอย่างกลมกลืนกับผืนดิน สายน้ำ และธรรมชาติ ชามไม้นี้ถูกเพิ่มลูกเล่นด้วยการประดับไทเกอร์อายควอตซ์ที่ดวงตาส่งผลให้ชิ้นงานดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

Brown Leather Lion Stool

เก้าอี้สตูลหนังรูปสิงโตสุดโก้ เหมาะแก่การมีประดับไว้ในห้องรับแขกของบ้านด้วยชิ้นงานอันแฝงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและแข็งแกร่ง ชิ้นงานหล่อขึ้นจากไฟเบอร์เสริมความแข็งแรงด้วยเหล็ก ก่อนจะหุ้มด้วยหนังวัวชั้นดีเย็บด้วยมือ ประดับรายละเอียดต่างๆ เช่น ดวงตา หู และอุ้งเท้า ด้วยชิ้นงานโลหะที่ทำให้เก้าอี้นี้ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อกำลังใจแด่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกับ Lotus Arts de Vivre โดยสามารถชมและเลือกซื้อสินค้า ในแคมเปญ The Origin of Beauty ได้ตั้งแต่พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม ถึง วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2564 เวลา 11.00 – 18.00 น. ณ โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ บูทีค โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-250-0730 02-250-0732 และ 089-667-6077 หรือ เลือกชมและซื้อสินค้าแบบออนไลน์ ได้ที่ www.lotusartsdevivre.com,

Facebook: www.facebook.com/LotusArtsdeVivre, Instagram: www.instagram.com/lotusartsdevivre

รวมพลัง 13 บริษัทเครือสหพัฒน์ ตั้งกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness 

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงเมื่อใด รวมทั้งปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี และสังคมไทยก็กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2566 ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนมีแนวคิดในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากในอดีต หลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของตนเองมากขึ้น เครือสหพัฒน์ได้เล็งเห็นเทรนด์ของการเปลี่ยนแปลงนี้จึงได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่มุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าในกลุ่ม Health Care and Wellness เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตดี มีความสุข และปลอดภัย ซึ่งเป็นที่มาของกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness

กลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness เป็นความร่วมมือของบริษัทในเครือสหพัฒน์ 13 บริษัท ได้แก่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน), บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไหมทอง จำกัด, บริษัท เอราวัณสิ่งทอ จำกัด, บริษัท เอสเอสดีซี (ไทยเกอร์เท็กซ์) จำกัด, บริษัท ราชาอูชิโน จำกัด และ บริษัท โอสถ อินเตอร์ แลบบอรอทอรีส์ จำกัด โดยสินค้าที่แต่ละบริษัทฯ นำเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้จะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สิ่งทอ สินค้าอุปโภค เครื่องสำอาง อาหาร และยา อาทิ หน้ากากอนามัยแอนตี้ไวรัสและแบคทีเรีย หมอนบรรเทาอาการปวด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านม ชุด PPE ชุดพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เสื้อผ้าฉลากเบอร์ 5 ชุดนอนแอนตี้ไวรัส ชุดสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผ้าเช็ดตัวต้านแบคทีเรีย ชุดพยาบาลและชุดกาวน์แพทย์ที่ช่วยป้องกันไวรัส ผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน น้ำแร่ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

“การรวมพลังของกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ เป็นการพัฒนาธุรกิจของเครือสหพัฒน์ให้เติบโตในอนาคต เป็นจุดนัดพบและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแบบ B2C โดยเน้น Direct to Customer โดยในเบื้องต้นกลุ่มฯ ได้จัดทำเฟซบุ๊ก SAHAGROUP Healthcare & Wellness เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และจะมีการจัดกิจกรรมการตลาดร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมแสดงสินค้าในงานสหกรุ๊ปแฟร์ในนามกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness เป็นต้น” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

เตรียมจัดตั้ง รพ.สนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์)

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จากัด (มหาชน) หรือ BDMS ร่วมกับกองทัพอากาศ เตรียมการจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์) รองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเหลือง เพื่อช่วยเหลือประชาชนพร้อมบรรเทาและตัดวงจรสู่การเจ็บป่วยรุนแรง โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ จะสามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้จานวน 100 เตียง โดยจะรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลาง ผ่านทีมแพทย์ของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 28 กรกฏาคมนี้

ส่งออก มิ.ย. ทำนิวไฮในรอบ 11 ปี +43.82%

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แถลงข่าวตัวเลขการส่งออกเดือนล่าสุด ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายน 2564 มูลค่าการส่งออกในเดือนมิถุนายน มีมูลค่า 23,699.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทย 738,135.34 ล้านบาท ขยายตัวมากถึง 43.82% ซึ่งถือว่าเป็นนิวไฮใหม่ ที่สูงสุดในรอบ 11 ปี สินค้าสำคัญที่มีอัตราการขยายตัวสูง 1.ผลไม้ขยายตัว 185.10% 2.อัญมณีและเครื่อง ด้วยมูลค่า ประดับ ขยายตัว 90.48% 3.รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ขยายตัว 78.5% 4.เครื่องจักรกล ขยายตัว 73.13% และ5.เคมีภัณฑ์ขยายตัว 59.82% เป็นต้น สำหรับผลไม้ที่ขยายตัวสูงสุดถึง 185.10% เป็นทุเรียนขยายตัวถึง 172% มังคุดขยายตัว 488.26% เป็นต้น

ในหมวดสินค้าต่างๆนั้นสินค้าด้านการเกษตรยังมีอัตราการขยายตัวที่สูงมากถึง 59.8% และมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปีสามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 71,473.5 ล้านบาท ถือเป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราขยายตัวถึง 111.9% ผักผลไม้ทั้งสด แช่เย็นแช่แข็งแปรรูป ขยายตัว 110.2% โดยเฉพาะมันสำปะหลังขยายตัวถึง 81.5 % เดือนมิถุนายนนั้นตลาดสำคัญทั้งตลาดหลักตลาดรองมีอัตราการขยายตัวทุกตลาดโดยตลาดหลักขยายตัวถึง 41.2% ประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป  CLMV อาเซียน เป็นต้น ตลาดรองขยายตัวถึง 49.5% ทั้งเอเชียใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา  ลาติน ออสเตรเลีย เป็นต้น

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า แผนงานในครึ่งปีหลังกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำตัวเลขให้ได้ดีที่สุดนำตัวเลขเข้าประเทศให้ได้มากที่สุด โดย ประการที่1 กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนเดินหน้าทำงานร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคในรูป กรอ.พาณิชย์ และใช้ทั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ เป็นแม่ทัพร่วมกับภาคเอกชนในการเดินหน้าการส่งออกต่อไป โดย 1.ขณะนี้ได้มีการเตรียมกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมการส่งออกมากกว่า 130 กิจกรรมในครึ่งปีหลัง ซึ่งมีการทำยอดขายสั่งจองล่วงหน้าแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท 2.จะเร่งเปิดตลาดใหม่ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ปรากฏตัวเลขชัดเจนเพิ่มขึ้นต่อไป เช่น ตลาดซาอุดิอาระเบีย ซึ่งโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดซาอุดิอาระเบียมีความเป็นไปได้มาก และตนได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่รับผิดชอบได้ติดตามรายงานทุกสัปดาห์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ ดำเนินการเจรจารวมทั้งการเตรียมการเอกสารต่างๆกก็มีการเป็นไปได้จริงโดยเร็วที่สุด และสำหรับตลาดลาตินอเมริกา แม้เส้นทางจะไกลและเราเสียเปรียบคู่แข่งหลายประเทศค่าขนส่งจะแพง แต่เป็นเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนในการบุกตลาดลาตินอเมริกา สินค้าที่คิดว่ามีโอกาสเกิดได้ เช่น สินค้า New Normal ทั้งอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ อาหารรูปแบบใหม่ อาหารกระป๋อง เป็นต้น สินค้าที่จะมีอนาคตในตลาดลาตินอเมริกาคือชิ้นส่วนยานยนต์เพราะที่นั่นมีรถต้องซ่อมแซมหรือใช้แล้วจำนวนมาก เป็นต้น

“ซึ่งจำเป็นต้องจับมือกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ประเด็นที่หนึ่งจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยในภาคการผลิตเพื่อให้คงตัวเลขส่งออก หรือให้มีสินค้าในการสนองความต้องการตลาดโลกได้ต่อไป ปัญหาภาคการผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคมเช่น บางจังหวัดสั่งปิดโรงงานแบบเหมารวม จะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบส่วนไหนที่มีปัญหาก็ปิดโซนนั้น โซนไหนที่ไม่มีปัญหาควรให้เปิดดำเนินการต่อไปได้ หรือถ้ามีการปิดทั้งโรงงานส่วนไหนที่แก้ไขปัญหาจบแล้วก็ควรจะเปิดให้ดำเนินการผลิตต่อไป เพื่อไม่ให้ภาคการผลิตหยุดชะงักและกระทบกับการส่งออก ซึ่งตนจะเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าต่อไป ” นายจุรินทร์ กล่าว

ประเด็นที่2 เรื่องแรงงานภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแรงงานเข้าสู่ระบบมากขึ้นในช่วงที่เรากำลังทำตัวเลขส่งออกซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากกระทรวงแรงงานในการเร่งรัดขึ้นทะเบียนแรงงานที่หมดอายุโดยตนขอให้กระทรวงแรงงานจัดศูนย์ One Stop Service เพื่อรับขึ้นทะเบียนแรงงานหมดอายุในจุดต่างๆเพื่อความรวดเร็วจะได้นำมาใช้ในภาคการผลิตต่อไป ประเด็นที่3 เร่งกระจายวัคซีนเข้าสู่ภาคการผลิตโดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกตนได้เรียนในคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่านนายกตอบรับและสั่งการให้พิจารณาเรื่องนี้ต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบภาคการผลิตที่จะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม

ทางด้าน นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกรายสินค้านอกจากสินค้าเกษตรที่ขยายตัวถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรก็ขยายตัว 13.5% และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 44. 7% ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน คือ หมวดอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัว 27.7% น้ำตาลทรายกลับมาขยายตัวในรอบ 15 เดือนที่ 18.8% แสดงให้เห็นว่าสินค้าในทุกกลุ่มทั้งสินค้าเกษตรสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวทุกตลาดทั้งตลาดหลัก ตลาดรอง ตลาดส่งออก 50 อันดับแรกซึ่งมีสัดส่วน 97% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยขยายตัวทุกตลาด อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวนี้เป็นผลจากการดำเนินงานส่งเสริมการส่งออกที่ทำอย่างต่อเนื่องรวมทั้งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิตสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลกอยู่เหนือระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยผลผลิตคำสั่งซื้อสินค้าใหม่และการจ้างงานในหลายประเทศล้วนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป และปัจจัยเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องก็ช่วยส่งเสริมภาคการส่งออกของไทยด้วย ทั้งนี้ด้านสินค้าส่งออกที่ขยายตัวที่น่าสนใจคือ สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะผักและผลไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรส เป็นต้น

ช้อปอะไรดี? ไอเทมจำเป็นสำหรับรับมือ Home Isolation

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงวิกฤตหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขาดแคลนเตียงสำหรับผู้ป่วยแทบทุกที่ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกมาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้านอย่างเป็นระบบ หรือ Home Isolation เพื่อลดความหนาแน่นของผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อย (ผู้ป่วยสีเขียว) ในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรศึกษาและเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า ลาซาด้าจึงขอเป็นกระบอกเสียงในการแนะแนวทางการปฏิบัติตัวช่วง Home Isolation และนำเสนออุปกรณ์ที่จำเป็น ให้ทุกคนสามารถเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่าบนแพลตฟอร์ม พร้อมขยายเวลาช่วยสนับสนุนคูปองค่าส่งฟรี แบบไม่มีขั้นต่ำ เพื่อช่วยคลายความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

การรักษาตัวแบบ Home Isolation นั้น ผู้ป่วยที่ต้องการแยกกักตัวที่บ้าน สามารถติดต่อได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1330 โดยจะต้องเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่มีผลตรวจเป็นบวก (Positive) คือ พบเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือแพทย์อนุญาตให้กักตัวที่บ้านต่อหลังได้รับการรักษาแล้ว 10 วัน ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี มีที่พักหรือห้องที่สามารถแยกตัวคนเดียวได้ ไม่มีภาวะโรคอ้วนและไม่มีโรคแทรกซ้อน อาทิ โรคปอดอุดตันเรื้อรัง, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานที่คุมไม่ได้ ที่สำคัญต้องยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเองตามดุลยพินิจของแพทย์  เพื่อให้สามารถติดตามอาการและได้รับการจัดสรรอุปกรณ์และยารักษาต่าง ๆ รวมถึงได้รับคำแนะนำจากแพทย์ตลอดระยะเวลาที่รักษาตัวที่บ้าน

โดยการวางแผน Home Isolation แนะนำให้เตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ เบื้องต้นควรเตรียมพื้นที่ภายในบ้านสำหรับการแยกกักตัว ควรเป็นห้องที่ระบายอากาศได้ดี เตรียมเสบียงอาหารไว้ให้พร้อม หากมีลูกหลานหรือผู้สูงอายุควรติดต่อคนรู้จักเพื่อให้ช่วยดูแลในช่วงที่พักรักษาตัว รวมถึงจดเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลไว้ใกล้ตัวเผื่อมีอาการหนักขึ้น แต่ถ้าหากประเมินแล้วว่าสถานที่ไม่เอื้ออำนวยในการรักษาตัวแบบ Home Isolation อาจจำเป็นต้องหาสถานที่อื่นที่เหมาะสม เช่น การแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) เป็นต้น

นอกจากนี้ ขณะที่แยกกักตัวที่บ้าน ควรหมั่นสังเกตอาการและวัดอุณหภูมิร่างกายเป็นระยะ ไม่ควรเกิน 37.5 องศาเซลเซียส และค่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 95% ทุกวัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อย หอบ หรือมีอาการแทรกซ้อนควรติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด หรือโทรสายด่วน 1669

เตรียมอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม สำหรับ Home Isolation

ใครที่กำลังวางแผนเตรียมรับมือกับการแยกกักตัวที่บ้านอยู่ ลาซาด้าขอแนะนำอุปกรณ์หรือของใช้ที่จำเป็นที่ควรมีติดบ้านไว้เป็น Survival Kits สำหรับช่วงล็อกดาวน์ ตามนี้เลย

  • เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิร่างกาย https://bit.ly/3B8vIlg

  • เครื่องวัดออกซิเจนจากปลายนิ้ว https://bit.ly/3BiZ3K1

  • ถุงขยะสีแดงมีหูผูก สำหรับขยะติดเชื้อ https://bit.ly/3rd0ZPF

ลาซาด้ายังต่อยอดแคมเปญ ‘ช้อปคุ้ม ส่งฟรีถึงบ้าน’ ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม – 10 สิงหาคมนี้ รวบรวมสินค้าของใช้ที่จำเป็นในปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ในราคาที่คุ้มค่า เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถช้อปได้สะดวกสบายจากที่บ้าน แม้อยู่ในภาวะล็อกดาวน์ พบกับสินค้าลดสูงสุด 80% พร้อมมอบคูปองส่งฟรีทั่วไทยแบบไม่มีขั้นต่ำอีกด้วย

MBK SPIRIT อาสาทำดี ปันน้ำใจสู่สังคม

นางสาวศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค และเวชภัณฑ์จำเป็นที่ได้รับบริจาค จากลูกค้า ผู้ประกอบการ และพนักงาน ศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ ในกิจกรรม MBK SPIRIT อาสาทำดี ปันน้ำใจสู่สังคม ให้แก่ นายสุรศักดิ์ พึ่งธรรม ประธานโครงการหัวใจสีขาว รวมใจรณรงค์ต้านภัยเอดส์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIVที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ภายในวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี โดยมีการรับมอบอย่างเป็นทางการ บริเวณ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ 

ชวนสังคม “สูงวัย” ปรับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

ในปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปพบได้ถึงร้อยละ 50 ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุคือโรคกระดูกและข้อ  อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถในการซ่อมแซมของกระดูกอ่อนกำลังลดลงไปทุกที อาการข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวันเองเช่นกัน

นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน เผยว่าเมื่อร่างกายถูกใช้งานเป็นเวลาก็อาจมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา การเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายมักจะเริ่มเกิดกับบุคคลที่มีอายุ 40 ขึ้นไป ซึ่ง “โรคข้อเข่าเสื่อม”(Knee osteoarthritis) เกิดจากการใช้งานผิวกระดูกอ่อนที่อยู่ในข้อเข่าเริ่มมีการสึก  อาการปวดข้อเข่านั้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เป็นสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น การนั่ง การเดิน การยืน เป็นต้น ดังนั้นควรปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมช่วยชะลอกระดูกข้อเข่าให้ใช้งานได้นานมากขึ้น ทั้งนี้ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ก็สามารถสังเกตและดูแลพฤติกรรมของผู้สูงอายุในบ้านได้อีกด้วย

วิธีป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

  • การนั่ง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การนั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ การนั่งในอิริยาบถเหล่านี้จะทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักมากขึ้น ท่าที่พับงอกระดูกอ่อนจะเสียดสีกันสูงกว่าปกติ อาจจะต้องปรับด้วยการนั่งบนเก้าอี้ ด้วยอิริยาบถที่เหมาะสมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถสลับมานั่งเก้าอี้ที่ห้อยขาหรือสลับมานั่งเหยียดขา รวมไปถึงการเข้าห้องน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งสุขภัณฑ์นั่งยองเพื่อลดแรงกดทับในข้อเข่าลง  การใช้งานหนักติดต่อกันต่อเนื่องแบบนี้ก็ย่อมเสื่อมสมรรถภาพไปอย่างรวดเร็ว
  • การนอน ความสูงของเตียงที่เหมะสมกับหัวเข่า เวลาที่นั่งบนเตียงก่อนจะนอน สามารถตะแคงตัวนอนได้ง่าย เวลาที่ลุกก็จะไม่ลำบากและหลีกเลี่ยงการนอน ห่อตัว หดเข่า เพราะมีโอกาสจะเป็นข้อเข่าเสื่อมมากกว่าปกติ
  • การเดิน การขึ้น-ลงบันไดเป็นสิ่งที่ควรระวัง แต่แนะนำว่าห้องนอนผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นล่าง สามารถลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการขึ้น-ลงบันได และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่หัวเข่าเดินในพื้นที่ราบ ไม่มีความชันมากจนเกินไป รองเท้าสำหรับผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง ผู้สูงอายุสามารถใส่รองเท้าสำหรับเดินในบ้านเพื่อลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า
  • การยืน ต้องฝึกการลงน้ำหนักที่บาลานซ์เท่ากัน ให้สม่ำเสมอไม่ยืนทิ้งน้ำหนักไปที่ขาเดียวให้น้ำหนักไปลงข้างใดข้างหนึ่ง เพราะหัวเข่าอาจได้รับน้ำหนักที่มากเกินไป
  • การควบคุมน้ำหนัก เป็นวิธีที่ต้องดูแลร่างกายเป็นอย่างมาก อย่าให้น้ำหนักเยอะเกินไป เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ควรเกิน 25 เพราะหากเกินมาตรฐานทำให้หัวเข่าต้องแบกรับน้ำหนักจึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น
  • การบริหารข้อเข่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พอเหมาะ และพอดี เช่น ฝึกงอ ยืดเหยียดข้อเข่า การยกเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาการเดิน การวิ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าให้แข็งแรงได้
  • อุปกรณ์ช่วยพยุง ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีอารปวดและไม่สามารถเดินไหว สามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยในครั้งคราวได้ช่วยรองรับน้ำหนักตัวเพื่อให้มีการทรงตัวที่ดีขึ้น เมื่อมีอุปกรณ์ก็จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะเดินอย่างมั่นใจช่วยลดการล้มและอุบัติเหตุ มีการเคลื่อนไหวของร่างกายมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่ดี

ทั้งนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางทีอาจมีการละเลยไป พฤติกรรมเสี่ยงจึงค่อย ๆ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ดึงนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อชะลอการเสื่อมของร่างกาย ทำให้ได้ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ พร้อมกับใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติและมีความสุข

โรงพยาบาลนครธน ตั้งอยู่ในทำเลย่านพระราม 2 สะดวกเข้าถึงง่าย และเปิดการสื่อสารสะดวกหลากหลายช่องทางสำหรับทุกเจนเนอเรชั่น  ทั้งผ่านระบบโทรศัพท์ โทร 02-450-9999บริการคอนแทคเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมงและออนไลน์แพลตฟอร์มทางเว็บไซต์www.nakornthon.com สามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทางและ บริการถาม-ตอบปัญหาสุขภาพผ่าน LINE official @Nakornthon Hospital และเฟซบุ๊กเพจ FB: Nakornthon Hospital บริการให้ข้อมูลรวมถึงติดตามข่าวสารและข้อมูลการรักษาเพิ่มเติมได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้โรงพยาบาลยังเข้าถึงผู้รับบริการต่างชาติ(กลุ่มคนจีน) ผ่านทางเว็บไซต์ Weibo และ WeChat ตอบโจทย์คนในแต่ละพื้นที่บริการได้อย่างครบครัน   ด้วยการดูแลอย่างเข้าใจดุจญาติมิตรทุกขั้นตอน  จากการตรวจรักษาไปจนถึงการฟื้นฟูด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ มุ่งเน้นให้ความคุ้มค่าเหนือราคา

แนะ “ผู้ส่งออก” ปรับแพคเกจจิ้งตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สานต่อนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ควบคู่ “เศรษฐกิจ BCG” เดินหน้า Circular Packaging towards BCG กระตุ้นผู้ประกอบการตระหนักถึงการรับมือกับเทรนด์การค้าโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจหมุนเวียน ปรับตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไทยได้อย่างยั่งยืน

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ควบคู่ไปกับนโยบาย “เศรษฐกิจ BCG”* ในการส่งเสริมและยกระดับสินค้าและบริการไทยให้มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก โดยที่ผ่านมาได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับหน่วยงานนวัตกรรมภายใต้กระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และร่วมงานกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการให้สูงขึ้น เปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากการ “ผลิตมากแต่สร้างรายได้น้อย” (More for Less) ไปสู่การผลิตสินค้าพรีเมี่ยม “ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก” (Less for More )

กิจกรรมส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจัดการระบบหีบห่อ และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Circular Packaging towards BCG ภายใต้แนวคิด The Future is Circular เป็นหนึ่งในโครงการส่งเสริมสินค้านวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ภายใต้กรอบ BCG สู่สากล** โดยร่วมกับสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย ยกระดับและพัฒนาระบบหีบห่อให้มีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการส่งออกไทยได้ปรับตัวสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแนวคิด Circular Economy ที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงวงจรตั้งแต่ต้นถึงปลายทางกระบวนการบรรจุหีบห่อ ตลอดจนระบบการจัดการ การใช้งานบรรจุภัณฑ์   จนสินค้าไปถึงในมือผู้บริโภค ไม่สร้างภาระให้แก่ผู้บริโภคและประเทศปลายทางด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือนำไปเข้าสู่การผลิตใหม่ (Re-material) ซึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ทั้งกำแพงภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ในเวทีการค้าโลก เนื่องจากขณะนี้ตลาดโลกให้ความสนใจกับประเด็นการค้าสีเขียวโดยเฉพาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูง อาทิ สหภาพยุโรป ซึ่งได้กำหนดแผนนโยบาย The European Green Deal ที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมกับการลดการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ครอบคลุมประเด็นผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด ได้ถูกคัดเลือกให้เหลือเพียง 20 บริษัท เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการให้คำปรึกษาเชิงลึกรายบริษัททางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 24 สิงหาคม 2564 ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ นางสาวภัทรา คุณวัฒน์ รองเลขาธิการสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย, นายโชตินรินทร์  วิภาดา ผู้เชี่ยวชาญของสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท 345 โพรไวเดอร์ จำกัด และ ผศ.ธนารักษ์ จันทรประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, นายศุภเดช  หิมะมาน หัวหน้าสาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร และนายธีรชัย  ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้ก่อตั้ง และดีไซน์ไดเร็คเตอร์ แบรนด์ Qualy  บริษัท นิว อาไรวา จำกัด

ในพิธีเปิดกิจกรรม Circular Packaging towards BCG นอกจาก นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายมานิต  กมลสุวรรณ นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย แล้ว ยังมีการสัมมนาให้ความรู้ทางออนไลน์ โดยได้รับเกียรติจาก นายสินชัย  เทียนสิริ ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล (GS 1) อดีตผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE), นายทินกร  เหล่าเราวิโรจน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ไทย และ นายจิรพัฒน์  ฐานสันโดษ Market Packaging Manager, Indochina บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนะแนวทางการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย

โดยหลังจากที่แต่ละบริษัทผ่านการอบรมเชิงลึกแล้วจะเข้าสู่การจัดทำต้นแบบหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบเฉพาะ (Prototype Model) โดยเป็นต้นแบบที่คำนึงถึงทุกมิติ ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ต้นกระบวนการทางความคิด การออกแบบ การผลิต การขนส่ง การจัดวางจัดเรียงสินค้า การเลือกใช้วัสดุที่ย่อยสลายตามธรรมชาติและนำกลับมาใช้ใหม่ โดยในขั้นตอนนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการปรับลดต้นทุน อันจะส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจได้ต่อไป

“กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทยแล้ว ยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจการค้าระหว่างผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทย ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทย และนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้เกิดอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ที่เข้มแข็ง ทั้งยังสร้างความตระหนักในภาคอุตสาหกรรมและภาคการค้าของไทยให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวสู่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจส่งออกสินค้าไทยในสายตาผู้ซื้อผู้นำเข้าในเวทีสากล ช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยในภาพรวมให้แข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน” นายสมเด็จ กล่าวทิ้งท้าย

ถอดแนวคิด “อีสเทิร์นซีบอร์ด” ต่อยอดสู่ความสำเร็จ อีอีซี

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดเสวนาวิชาการ จาก ESB สู่ EEC กับการเป็นเขตพัฒนาพิเศษระดับโลก ในรูปแบบออนไลน์ (VDO conference) นำโดย ดร. เสนาะ อูนากูล ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สกพอ. ดร. อาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สกพอ. ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิเสนาะอูนากูล และ ดร. คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี  โดยมีกลุ่มผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน นักธุรกิจชั้นนำในเมืองไทย อาทิ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธาน คณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการ บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟัง
การเสวนามากกว่า 70 คน

การจัดเสวนา ฯ ครั้งนี้ ฉายภาพแนวคิดของการพัฒนาโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” (ESB) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525 – 2529) ซึ่งเป็นช่วงการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญของไทย โดยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในสมัยนั้น และได้ผลักดันให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ของภาคเอกชน ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 30 ปีก่อนเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีความต่อเนื่องมายังแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ และฉบับที่ ที่ช่วยให้ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 9.3% ซึ่งแนวคิด
จากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 
ดังกล่าว จะเป็นต้นแบบสำคัญเพื่อเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งพบผลกระทบจากสถานการณ์โควิดและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใกล้เคียงกับในอดีต

นอกจากนี้ การพัฒนาพื้นที่ อีอีซี ในปัจจุบัน ยังได้นำแนวคิด และต่อยอดเพิ่มสิ่งที่ได้รับจากอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่สำคัญ ๆ เช่น แนวคิดให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง ด้วยการมี พ.ร.บ. และสำนักงานอีอีซี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ สนามบินอู่ตะเภา ขยายท่าเรือมาบตาพุด และแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง ลดการพึ่งพางบประมาณรัฐและเงินกู้ ด้วยสัญญา PPP ที่โปร่งใส รัดกุม และรัฐได้ประโยชน์สูงสุด การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น 5G ระบบโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และการสร้างงานให้เยาวชนในพื้นที่
มีรายได้ดี รวมทั้ง ทำงานกับท้องถิ่น กลุ่มสตรี เยาวชน เพื่อให้โครงการอีอีซีอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ อีอีซี จะปรับแผนทำงานให้หนักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อเร่งลดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด โดยจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนสูงถึงปีละ แสนล้านต่อปี จากเดิมที่เป้าหมายการลงทุน 3 แสนล้านบาท ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะสามารถปรับ GDP
ให้โตขึ้น 
5% ภายหลังสถานการณ์โควิด และจะเป็นส่วนสำคัญให้ไทยก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาได้ในปี 2572

สำหรับการเสวนาดังกล่าว ภาคเอกชน และนักธุรกิจชั้นนำ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นต้องร่วมขับเคลื่อนอีอีซี ให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ๆ และการลงทุนในอุตสาหกรรมนวัตกรรมขั้นสูง ที่ อีอีซี พร้อมดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ การสรุปข้อมูล และการถอดบทเรียนที่ได้รับจากการเสวนาฯ ในครั้งนี้ สกพอ. จะได้นำข้อมูล ชุดความรู้ที่ได้รับประกอบการจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ /พิพิธภัณฑ์เขตพัฒนาพิเศษชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกประเทศไทย (EEC Learning Center /EEC Museum) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งจะเป็นศูนย์การเรียนรู้สำคัญ ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก และพร้อมจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักลงทุนรุ่นใหม่ และผู้ที่สนใจได้ศึกษาถึงความเป็นมาของ อีสเทิร์นซีบอร์ด และการพัฒนาอีอีซี ที่จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศต่อไป