NGV พร้อมเปิดให้บริการ EV Charging Station ภายในปีนี้

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) พร้อมด้วย นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาธุรกิจให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charging Station ในสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) โดยมี นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์ และ นายณรงค์ไชย ปัญญไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ปตท. ร่วมลงนาม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการพัฒนาธุรกิจการให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ (Public EV Charging Station) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต และร่วมกันกำหนดแบบจำลองธุรกิจที่เหมาะสมในการให้บริการเชิงพาณิชย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการให้บริการ EV Charging Station ในสถานีบริการ NGV ในอนาคต โดยมีแผนเปิดให้บริการแห่งแรก ณ สถานีบริการ NGV ปตท. สาขากำแพงเพชร 2 เป็นสถานีต้นแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถสาธารณะและประชาชนทั่วไปในพื้นที่จตุจักร ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการหลัก โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปีนี้ และจะขยายพื้นที่การให้บริการ EV Charging Station ภายในสถานีบริการ NGV ทั้งหมด 10 แห่งทั่วประเทศ โดย ปตท. และ โออาร์มีแผนที่จะขยายเครือข่ายให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการและตอบสนองต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง ปตท. และ โออาร์ ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันของกลุ่ม ปตท. เพื่อสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้บริการและประชาชน อีกทั้งยังร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

เปิดพื้นที่ PTT Stationให้บริการ Food Truck Cloud Kitchen

บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM)  ร่วมกับ โรบินฮู้ด และบริษัท วี เชฟ(ประเทศไทย) จำกัด ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เปิดพื้นที่ในสถานีบริการ PTT Station ให้บริการรูปแบบใหม่Food Truck Cloud Kitchenเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้ออาหารแบรนด์ดังร้านอร่อยส่งถึงบ้านละยังสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เริ่มวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ นำร่องที่ PTT Station สาขากรุงเทพ ตากสิน 1 ถนนกัลปพฤกษ์

นายชุมพล สิริปูชกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station) และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอยู่ขณะนี้  ราขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) โดยได้ร่วมมือกับ         We Chef Food Truckผู้พัฒนา Food Service Platform และฟู้ดส์เดลิเวอรี่ไทยโรบินฮู้ด ให้ท่านสามารถแวะซื้ออาหารจากรถบริการอาหารFood Truck ที่ สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ที่ร่วมโครงการ หรือสะดวกยิ่งกว่านั้นด้วยการซื้อผ่านApplication Robinhood Delivery  ฟรีค่าส่งในรัศมี 15 กิโลเมตร จากสถานีบริการที่ Food Truck จอดจำหน่ายอยู่ พร้อมกันนี้ยังสามารถสั่งสินค้าจิฟฟี่ อาทิหมูปิ้งหมูแอนด์มอร์ ข้าวกล่อง แซนวิชและเบอร์เกอร์พร้อมทานปรุงสดใหม่ หรือขนมขบเคี้ยว ครบจบในบิลเดียว นำส่งด้วยไรเดอร์โรบินฮู้ดคันเดียว  ง่าย สะดวก ประหยัด ปลอดภัยเริ่มให้บริการสถานีแรกที่ พีทีที สเตชั่น สาขากรุงเทพ ตากสิน 1 ตั้งอยู่บนถนนกัลปพฤกษ์ ในวันที่ 22 .. 64 เป็นต้นไป เปิดบริการทุกวันเริ่มตั้งแต่เวลา11.00.-20.00.  และจะขยายจุดให้บริการเพิ่มขึ้นต่อไป สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : JIFFY Thailand พร้อมติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้ที่ Line ID : @Jiffyshop


ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 14,260 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม 2564 รวม 14,260 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 13,605 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 655 ราย ผู้ป่วยสะสม 453,104 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน)
ผู้หายป่วยกลับบ้าน 7,637 ราย ผู้หายป่วยสะสม 300,363 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้เสียชีวิต 119 ราย

ShareRing โซลูชันทางรอดอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้สร้างวิกฤติอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาก็มีเรื่องดีๆ ในการนำร่องเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหวังให้กับบรรดาร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบันเทิง รวมไปถึงอุตสหากรรมการท่องเที่ยว โดยการเปิดประเทศในครั้งนี้นำร่องโดยจังหวัดภูเก็ต ภายใต้ชื่อ      ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ในวันที่ กรกฎาคม ตามด้วยพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ เกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพงัน เพื่อต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสได้มีโอกาสพักผ่อนบนชายหาดอันอบอุ่น และน้ำทะเลอันสดใสได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่สู้ดีนัก ทำให้ทางหน่วยงานรัฐบาลและผู้ประกอบการต่างกังวลในเรื่องของความปลอดภัย และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้การนำร่องเปิดประเทศครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด และนโยบายที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีใบรับรองการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และต้องเข้าพักเฉพาะที่พักที่ได้รับการรับรองโดย SHA Plus รวมไปถึงการยืนยันสถานะการฉีดวัคซีนครบตามจำนวนโดส เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวปลอดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งขั้นตอนต่างๆ นี้ค่อนข้างใช้เวลา ทั้งการจัดทำเอกสารและการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร

บริษัท เอสเอชอาร์ ริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด เล็งเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาและต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จึงพัฒนาโซลูชันที่มีชื่อว่า “ShareRing Health” บนแอปพลิเคชัน ShareRing ที่ทำให้การยืนยันตัวตนและการจัดเก็บเอกสารสำคัญง่ายยิ่งขึ้น และขณะนี้ทางบริษัทได้เปิดให้กลุ่มผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชนที่สนใจ ได้ทดลองใช้บริการโซลูชันนี้ โดยสามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนทดลองใช้บริการได้แล้ววันนี้ 

วันที่ กรกฎาคม 2564 ShareRing (แชร์ริง) ประกาศเปิดตัวแอปพลิเคชันที่เป็นระบบ blockchain ecosystem ในโซลูชันที่มีชื่อว่า ShareRing Health ซึ่งเป็นการเปิดตัวให้กลุ่มธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ ที่สนใจนำเทคโนโลยีนี้ไปนำร่องทดลองใช้งานได้

นวัตกรรมใหม่ในโซลูชัน ShareRing Health มีจุดประสงค์เพื่อให้การจัดเก็บเอกสารแบบดิจิทัล และยืนยันสถานะเอกสารที่สำคัญทำได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น

เอกสารที่สามารถจัดเก็บได้มีหลายประเภท ได้แก่

         บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ใบขับขี่

         ผลการตรวจเชื้อไวรัส

         ใบรับรองการฉีดวัคซีน

         การค้นหาศูนย์ตรวจเชื้อไวรัส

         เอกสารและข้อมูลอื่นๆ

ShareRing ยังมีโซลูชันใหม่ๆ อีกมากมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ผู้ใช้งาน และส่งเสริมนโยบาย Contactless เพื่อป้องกันการสัมผัสและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี  และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของแบรนด์และองค์กรต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นขึ้น เพื่อรองรับและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น

สามารถศึกษาวิธีการใช้งานโซลูชัน ShareRing Health ได้จาก วิดีโอสาธิตการใช้งานแอปพลิเคชัน ShareRing โดยเริ่มต้นจากขั้นตอนการสมัครใช้งานบัญชี เพิ่มเอกสารระบุตัวตนและถ่ายเซลฟีเพื่อยืนยันตัวตนผ่านใบหน้า โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition และ Liveness Detection ตลอดจนถึงการเพิ่มเอกสารสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจเชื้อไวรัส หรือใบรับรองการฉีดวัคซีน ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยในพื้นที่เก็บข้อมูลนิรภัยส่วนบุคคล (Personal Information Vault)โดยใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนของ ShareRing ที่สามารถรักษาข้อมูลของผู้ใช้งานให้ปลอดภัยอย่างสูงสุดในทุกขั้นตอน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเอกสารของคุณจะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงและดัดแปลงได้หากคุณไม่อนุญาต

นอกเหนือจากการจัดเก็บเอกสารอย่างปลอดภัยแล้ว ในด้านของผู้บริโภค ShareRing ยังได้เพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น สนามกีฬา งานอีเวนท์ โรงแรม โรงเรียน และกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์จากการยืนยันตัวตนหรือการยืนยันข้อมูลด้านสุขภาพ

คุณ Tim Bos  (ทิม บอส) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร ShareRing ได้กล่าวว่า หลังจากการทำงานอย่างหนักและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา เรามีความภูมิใจอย่างมากที่จะนำเสนอโซลูชันสมัยใหม่ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้บริโภค และนำประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาสู่ธุรกิจและผู้คนในอุตสาหกรรมทั่วโลก ShareRing เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้สร้างโซลูชันที่มีความทันสมัย พร้อมเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยา และยังครอบคลุมอุตสาหกรรมได้หลากหลายที่สุดในตลาด เราต่างได้พบกับความท้าทายนั้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และโซลูชัน ShareRing Health มีความจำเป็นอย่างมากที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาจากผลกระทบของโควิด-19 ได้

อย่างไรก็ตามแอปพลิเคชันนี้ยังไม่เปิดให้ใช้งานแก่บุคคลทั่วไปจนกว่าจะได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในขณะนี้ทางบริษัทได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานกับผู้บริโภค สามารถติดต่อเพื่อรับการทดลองใช้งานและร่วมพัฒนาระบบเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรมต่อไป

แฟนกีฬาเตรียมลุ้น “เทนนิส-จูเนียร์” คว้าทองเทควันโดโอลิมปิก 24 ก.ค.นี้  

แฟนกีฬาเตรียมลุ้น “เทนนิส-จูเนียร์” ปลดล็อคประวัติศาสตร์!!! คว้าทองเทควันโดโอลิมปิก GMM และ JKN18 ยิงสด 24 ก.ค.นี้
กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 ประจำวันที่ 24 ก.ค.64 เปิดฉากวันแรก นักกีฬาไทยมีคิวลงสนามแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา คือ เทควันโด, มวยสากลสมัครเล่น, เรือกรรเชียง, แบดมินตัน และมวยสากล โดยไฮไลต์ในวันแรก อยู่ที่การชิงชัยเหรียญทอง ในกีฬาเทควันโด ซึ่ง 2 จอมเตะไทย “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ และ “จูเนียร์” รามณรงค์ เสวกวิหารี มีคิวลงสนามชิงชัย แข่งขันแบบวันเดียวจบ
สำหรับ “เทนนิส” พาณิภัค จอมเตะอันดับ 1 ของโลก และเจ้าของเหรียญทองแดง โอลิมปิก 2016 ถูกจัดให้อยู่สายบน โดยรอบ 16 คน ยืนรอพบผู้ชนะระหว่างอิสราเอล หรือ เปอร์โตริโก้ และหากผ่านได้ น่าจะเข้าไปเจอกับนักกีฬาจากเวียดนาม ในรอบ 8 คน ซึ่งตามชื่อชั้น “เทนนิส” มีลุ้นผ่านได้อีก โดยงานหนักของ พาณิภัค รออยู่ในรอบตัดเชือก ที่จะพบกับ ซิม แจ ยอง แชมป์โลกรุ่น 46 กก. ของเกาหลีใต้ ที่ขยับขึ้นมาเล่นในรุ่น 49 กก. อย่างไรก็ตามสถิติที่พบกันมา 2 ครั้ง “เทนนิส” เอาชนะได้ทั้ง 2 ครั้ง
ทั้งนี้หากเข้าชิงชนะเลิศได้ “เทนนิส” มีสิทธิ์ดวล ทิจิน่า บ็อกดาโนวิช มือ 2 ของโลกในรุ่นนี้ จากเซอร์เบีย ซึ่งหากกางสถิติเทียบฟอร์ม ทั้งคู่เจอกันมา 3 ครั้ง เป็น “เทนนิส” ที่ชนะได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในการแข่งขันโตเกียว 2020 พาณิภัค ที่ถูกวางเป็นเต็ง 1 มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะปลดล็อค คว้าเหรียญทองเทควันโด ประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองและประเทศไทย
ขณะที่ “จูเนียร์” รามณรงค์ ปัจจุบันเป็นมือ 17 ของโลก มีคิวชิงชัยในรุ่น 58 กก.ชาย ไม่ได้รับการจัดให้เป็นมือวาง และถือเป็นรองคู่แข่งแทบทุกคนในรุ่น อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่ “จูเนียร์” อาจจะสร้างเซอร์ไพรส์เหมือนที่ เทวินทร์ หาญปราบ เคยทำได้ในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ทะลุไปคว้าเหรียญเงินในรุ่น 58 กก.ชายได้เช่นกัน โดยรอบ 16 คนสุดท้าย “จูเนียร์” จะถูกจับให้ดวลกับคาลิล ซาฟวาน มือ 9 ของโลก จากออสเตรเลีย
ทั้งนี้แฟนๆ กีฬาไทย สามารถรับชมและเชียร์ 2 จอมเตะไทยลงสนามแข่งขันได้แบบเกาะติดตลอดทั้งวันตั้งแต่รอบ 16 คนสุดท้าย โดย “เทนนิส” จะลงสนาม เวลา 09.38 น. (เวลาไทย) ขณะที่ “จูเนียร์” จะแข่งขัน เวลา 10.48 น. โดยช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. GMM รับหน้าที่ถ่ายทอดสด และหากเอาชนะผ่านเข้าไปในรอบลึกๆ ยังสามารถติดตามชมและเชียร์กันต่อได้ในภาคบ่าย ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ยันจบการแข่งขัน ที่ JKN18 นอกจากนี้ยังสามารถรับชมออนไลน์ผ่านทาง AIS PLAY รวมถึง ช่อง T-Sports และจอดิจิตอลแพลนบี ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้สามารถเช็กโปรแกรมถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาทุกประเภทได้ที่ stadiumth.com/olympic

ทำความรู้จัก convertCASH เปลี่ยนรูปบิลรายเดือนเป็นมูลค่าเพิ่มเติม

convertCASH คือแพลตฟอร์มฟินเทครายแรกสำหรับ จ่ายบิลรายเดือนทีหลัง (MBPL) ซึ่งขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบจ่ายรางวัล Global Cash Reward โดยจัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

convertCASH ปลดปล่อยประโยชน์แห่งการเงินทางอินเทอร์เน็ตแบบ ไม่ต้องกู้และไม่มีดอกเบี้ย ให้กับผู้คนซึ่งมีบิลรายเดือนที่ต้องจ่ายประจำ ConvertCASH ยึดมั่นในปัจจัยความสำเร็จว่าด้วยการควบรวมกิจกรรมทั่วไปต่างๆเข้าด้วยกันกับเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ต โดยที่เศรษฐกิจแห่งอนาคตทั้งสิ้นทั้งมวลจะเกี่ยวเนื่องกับการ แปรผัน/เปลี่ยนแปลง” สู่ความก้าวหน้าอย่างล้ำยิ่ง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเข้าเยี่ยมชม https://convert-cash.com/th

สืบเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ผู้คนจำนวนมากกำลังมองหาวิธีที่จะขยายหรือยืดปริมาณเงินสดสำรองของตนเองออกไป ซึ่งแพลตฟอร์มฟินเทค convertCASH จะเป็นตัวช่วยผู้คนเหล่านี้ให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างพลิกโฉม โซลูชั่นฟินเทคที่ทั้งเติบโตเร็วและล้ำนวัตกรรมนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถจ่ายบิลส่วนตัวและบิลธุรกิจช้าลงถึง 45 วันโดยไม่มีดอกเบี้ยใดๆ

convertCASH เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2564 ด้วยเป้าหมายในการช่วยเหลือกลุ่มผู้คนที่มีปัญหาด้านกระแสเงินสด ซึ่งต้องนำไปจ่ายบิลรายเดือนเช่น การผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายธุรกิจ ค่าเช่า ใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ เงินเดือนพนักงาน ค่าเทอม และอื่น ๆ convertCASH ได้ตั้งเป้าหมายที่จะมีผู้ใช้ลงทะเบียนในประเทศไทย 1 ล้านคนภายใน 5 ปี และผู้ใช้ทั่วโลก 200 ล้านคนภายในเวลาเดียวกัน

“convertCASH เปลี่ยนแปลงความคิดในการบรรลุการจ่ายบิลรายเดือน และสร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้แก่รายได้ของผู้ใช้ในแต่ละเดือน” นาย John Chen ผู้ร่วมก่อตั้ง convertCASH Thailand กล่าว

ภาระในการจ่ายบิลประจำเดือนเป็นสิ่งที่สร้างความตึงเครียดให้ทุกๆคน convertCASH “เราจ่ายให้คุณก่อน” จะทำประโยชน์โดยการช่วยบรรเทาภาระรายเดือนให้แก่ทุกๆคน ผู้ใช้สามารถพึ่งพา convertCASH ได้แม้จะมีเงินสดในธนาคารไม่พอสำหรับจ่ายบิลหรือค่างวดประจำเดือน

ปราศจากดอกเบี้ย ไม่ต้องกู้ และอนุมัติทันที เพียงว่าผู้ใช้จะต้องมีบัตรเครดิตเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเวลาที่ใช้บริการ เราจ่ายให้คุณก่อน” โดยหลังจากนั้นผู้ใช้จะมีเวลาทำการจ่ายคืนให้บัตรเครดิตนานถึง 45 วัน โดยที่ไม่โดนคิดดอกเบี้ยใดๆ

 โดยที่ผู้ร่วมก่อตั้งยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แต่เดิมนั้น ผู้ที่มีเงินสดในแต่ละเดือนไม่พอจะจ่ายบิลรายเดือนหรือค่าใช้จ่ายธุรกิจจะต้องหยิบยืมเงินจากเพื่อนหรือครอบครัว แต่เมื่อมี convertCASH แล้ว พวกเขาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสมัครสินเชื่อหรือหยิบยืมเงินจากผู้อื่น ต้องกระทำเพียงใส่รายละเอียดของผู้รับเงินลงในแอป convertCASH เท่านี้การจ่ายบิลก็จะดำเนินการเสร็จสิ้นใน 1 หรือ 2 วันทำการ

ไม่ต้องทำการสมัคร ไม่ต้องขอสินเชื่อ ไม่ต้องเที่ยวหยิบยืม นาย John กล่าว

โดยมีขั้นตอนสำหรับการเริ่มใช้งาน convertCASH เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆดังนี้

ขั้นตอนที่ 1ดาวน์โหลดตัวแอป

ขั้นตอนที่ 2ลงทะเบียนด้วยอีเมลและโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้

ขั้นตอนที่ 3เริ่มใช้งานฟีเจอร์ เราจ่ายให้คุณก่อน ของ convertCASH

การใช้งาน convertCASH ทำให้ผู้ใช้เกิดความสบายใจ และลดความเครียดที่เกิดจากการมีภาระในการจ่ายบิลรายเดือนต่างๆ เพียงผู้ใช้มีแอป convertCASH ก็จะสามารถทำการจ่ายยอดต่างๆได้จากทุกที่และในทุกเวลา

ผู้ใช้สามารถทำการจ่ายบิลได้อย่างไร้การสะดุด โดยใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีบนแอปมือถือ convertCASH การอนุมัติโดยทันทีและวิธีการแบบความเสี่ยงเป็นศูนย์ทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินกับการขยายเวลาชำระเครดิต และช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินในรูปแบบของค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ

ภายใต้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลแบบไร้พรมแดนของเรา จุดประสงค์ก็คือการช่วยให้บริษัทและผู้ใช้งานได้เปลี่ยนแปลงชีวิตไปพร้อมกับการบรรจบกันของเศรษฐกิจดั้งเดิมและเศรษฐกิจดิจิทัล

convertCASH ได้รับปรัชญาของ Steve Jobs ในการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน” มาใช้ในการพัฒนา แพลตฟอร์มฟินเทครายแรกสำหรับ จ่ายบิลรายเดือนทีหลัง (MBPL) ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบนิเวศจ่ายรางวัล Global Cash Reward

convertCASH ไม่เพียงสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับกระแสเงินสดออก (บิลรายเดือน) ของผู้ใช้ แต่ยังเสริมมูลค่าให้แก่กระแสเงินสดเข้า (เงินเดือน) โดย convertCASH จะทำการเปิดตัวบัตรที่ร่วมออกโดย MasterCard ในสิงคโปร์ในไตรมาสที่ 4 นี้  ซึ่งเป้าหมายของผลิตภัณฑ์นี้คือการก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเติมแก่รายได้ประจำเดือนของผู้ใช้ โดยนาย John กล่าวว่า เราหวังที่จะนำผลิตภัณฑ์อันเยี่ยมยอดนี้มาสู่ประเทศไทยได้ในปี 2022

 วิธีการ เราจ่ายให้คุณก่อน‘ นำมาซึ่งมูลค่าเพิ่มเติมโดยทันที และจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ disruptor ที่โดดเด่นตัวหนึ่งในวงการฟินเทค โดยทีมของเราตระหนักถึงและมีความพร้อมในการเข้าถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับสากลอย่างเต็มที่” นาย John กล่าว

นาย John กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่า convertCASH จะเป็นรายแรกที่รวมธุรกิจดั้งเดิมเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล และนำหลักการ ดังเช่น Uber หรือ Airbnb ที่เราชื่นชอบมาสู่ดินแดนใหม่ๆ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งแรกกับ CreditOK ซึ่งสนับสนุน SMEs หลายพันรายในประเทศด้วยสินเชื่อ และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ร่วมกัน

 convertCASH มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ และกำลังประสบกับการเติบโตอย่างรวดเร็วในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน และภูมิภาคอาเซียน

โดยแอปพลิเคชั่นมีให้บริการบน IOS Android และ Huawei หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ convertCASH: https://convert-cash.com/th  

รวมโซลูชัน LINE ช่วย SME ไทย เริ่มธุรกิจออนไลน์ด้วยตนเองได้ฝ่าวิกฤต

ในชั่วโมงนี้ หลายคนตระหนักดีว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่ชะลอการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ฝั่งภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ถ้าเรามี “ขุมพลัง” ที่แข็งแกร่งพร้อมออกไปต่อกรกับทุกอุปสรรค แพลตฟอร์มและเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์อาจเป็นหนึ่ง “ขุมพลัง” สำคัญ ช่วยให้กลุ่มธุรกิจยังอยู่รอดเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยการเป็นผู้ช่วยชั้นเลิศให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้า บริการของธุรกิจต่างๆ ได้ท่ามกลางข้อจำกัดของมาตรการในปัจจุบัน

จากรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเดือนพฤษภาคม 2564 เผยว่าธุรกิจ SME มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศมากถึง 35% และมีจำนวนกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้การเติบโตหดตัวไปมากถึง 2.5% สะท้อนให้เห็นชัดว่าธุรกิจ SME ยังเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญของไทยไม่แพ้ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะต้องแบกรับปัญหาในขณะนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้ เอสเอ็มอีไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่ต้องมี เพื่อนร่วมทางที่ดีที่มีอาวุธครบมือ

LINE ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย มุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มและโซลูชันมากมายเพื่อขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้เดินหน้า เติบโตได้ภายใต้ LINE for Business จึงรวบรวมโซลูชันเชิงธุรกิจสำหรับ SME ไทย ช่วยให้สามารถเดินหน้าเริ่มต้นสู่การสร้างแบรนด์ สร้างร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ ทันทีด้วยตนเอง ตอกย้ำบทบาท “เพื่อนร่วมทางที่ดี” ให้กับ SME ไทย พร้อมอาวุธครบมือที่พร้อมให้เริ่มต้นเลือกเปิดใช้งานได้ง่ายๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการค้าขายเอาตัวรอดต่อได้ท่ามกลางวิกฤต

เริ่มต้นสร้างแบรนด์ สร้างร้านออนไลน์ได้ง่ายๆ ด้วย LINE OA

เมื่อเริ่มเข้าสู่โลกออนไลน์ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการสร้างตัวตนและ “บ้าน” ของแบรนด์บนโลกออนไลน์ให้ได้ เพื่อเป็นแหล่งสร้างฐานลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว หนึ่งในช่องทางการสร้าง “บ้าน” ให้แบรนด์บนโลกออนไลน์สำหรับ SME ไทยยอดนิยมคือ LINE Official Account หรือ LINE OA บัญชี LINE เพื่อธุรกิจ ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับบัญชี LINE โดยทั่วไป แต่แตกต่างด้วยฟีเจอร์มากมายในเชิงพาณิชย์ที่ครบครัน ตอบสนองการทำงานของคนขาย เป็นประตูสู่การทำธุรกิจ เปิดทางเข้าหาลูกค้าที่ใช่ด้วยการแชทพูดคุย พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้ครบจบในช่องทางเดียว

(วิดีโอสอนขั้นตอนการเปิดบัญชีและใช้งาน LINE Official Account โดยละเอียด: https://www.youtube.com/watch?v=mqvLDC23gIU&list=PL4kYlitYnX_cnsKcQ3Ok3vPe3xyziTnYl)

นอกจากการพูดคุยผ่านแชทระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขายได้โดยตรงแบบ 1:1 ซึ่งเป็นเสน่ห์สำหรับการซื้อขายในเมืองไทยแล้ว LINE OA ยังมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมายที่ช่วย SME ไทยเข้าถึงและเข้าใจความต้องการลูกค้าเพื่อปิดการขายได้อย่างสมบูรณ์ แม้มีทรัพยากรบุคคลน้อย เช่น Greeting Message ข้อความทักทายเพื่อนใหม่ที่จะปรากฏตั้งแต่วินาทีแรกที่มีลูกค้ามากดติดตาม โดยผู้ขายสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นของสินค้า สาขาและแสดงตัวตนของแบรนด์ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าใหม่แรกพบได้ทันที ฟีเจอร์ Broadcast เปรียบเสมือนกระดานประกาศข้อมูล โปรโมชันที่น่าสนใจ สื่อสารถึงผู้รับได้หลายคนพร้อมกันในครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพหรือวีดีโอ คูปอง และฟีเจอร์ คูปองและบัตรสะสมแต้ม (Coupon & Reward Card) สำหรับสร้างกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อ “มัดใจ” ลูกค้า ให้กลับมาซื้อสินค้าหรือบริการเป็นประจำ เป็นต้น โดยฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้ ผู้ขายล้วนสามารถสร้างเองได้ง่ายๆ บน LINE OA

เสริมการรับรู้ ให้ขายได้ ขายดี ด้วยโฆษณาบน LINE Ads Platform

นอกจาก LINE OA จะเป็นประตูของธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการควรต้องหาเครื่องมือที่จะใช้เรียกคนเรียกแขกให้เข้าร้านอยู่เรื่อยๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้จัก จดจำและกลับมาซื้อและใช้บริการซ้ำอย่างถูกวิธีจึงสำคัญไม่แพ้กัน ช่องทางการซื้อโฆษณาบน LINE ที่เรียกว่า LINE Ads Platform หรือ LAP จึงถือเป็นอีกหนึ่ง “ขุมพลัง” สำคัญที่ควรค่าในการสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ ขยายฐานลูกค้าในราคาและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เพราะระบบจะเลือกตําแหน่งโฆษณาบนแพลตฟอร์ม LINE ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ตามวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ค้าสามารถเลือกระบุเองได้ตามต้องการ เพื่อให้โฆษณาทำหน้าที่ “ป่าวประกาศให้โลกรู้จัก” กระจายข่าวในวงกว้าง ผ่านตำแหน่งยอดนิยมต่างๆ บน LINE ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานถึง 49 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นในหน้าแชท Chat list, หน้า LINE Timeline, หน้า LINE TODAY, LINE TV และหน้า Wallet

(วิดีโอสอนขั้นตอนการเปิดบัญชีและใช้งาน LINE Ads Platform โดยละเอียด: https://www.youtube.com/playlist?list=PL4kYlitYnX_eqPkb5wITk9MNW3ZBBL7M_ ) 

MyShop ระบบจัดการสต๊อก หน้าร้านออนไลน์ ช่วยปิดการขายง่ายขึ้นกว่าเดิม

 เมื่อมี “บ้าน” ของแบรนด์เพื่อเป็นร้านค้าในโลกออนไลน์แล้ว การเสริมพลังให้ร้านค้าออนไลน์มีระบบ ระเบียบ ตอบโจทย์การขาย พร้อมสร้างประสบการณ์การซื้อที่ดี ลื่นไหล น่าประทับใจ จะทำให้ร้านค้าออนไลน์เป็นที่จดจำและอยู่ได้ในระยะยาว นั่นจึงเป็นที่มาของ MyShop เครื่องมือสำหรับจัดการร้านค้าออนไลน์ เสริมพลังให้ LINE OA สู่การเป็นช่องทางปิดการขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ช่วยให้ SME บริหารร้านออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ระบบจัดการหน้าร้าน จัดรายการสินค้าพร้อมให้ลูกค้ากดเลือกซื้อ ชำระเงินได้ทันที ไปจนถึงระบบการจัดการหลังบ้าน (Back-office) เช่น การจัดการซื้อขายแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบจัดการสต็อกสินค้า การออกใบออเดอร์ให้ลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีแบบอัตโนมัติ ระบบการแจ้งและติดตามการชำระเงินที่เชื่อมต่อกับช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ช่วยให้ร้านค้าสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วฉับไวเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่  พร้อมรายงานสรุปยอดการซื้อขายเพื่อเก็บสถิติของทางร้านในแต่ละวัน

(ศึกษารายละเอียดการใช้งาน MyShop เพิ่มเติมได้ที่: https://linemyshop.com)

เปิดร้านอาหารออนไลน์ได้ทันใจด้วย MyRestaurant 

เครื่องมือใหม่ที่จะมาต่อลมหายใจให้กับธุรกิจร้านอาหารอย่าง MyRestaurant ระบบจัดการหน้าร้านออนไลน์ ที่ร้านอาหารไม่ว่าจะขนาดเล็กแบบ Street Food ไปจนถึงขนาดใหญ่ก็เปิดใช้ง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง โดย MyRestaurant จะคอยเป็นเครื่องมือเสริมแกร่งให้ธุรกิจร้านอาหารออนไลน์บน LINE OA สามารถค้าขาย ตอบโจทย์ลูกค้าได้แม้จะเจอวิกฤตข้อจำกัดในช่วงล็อกดาวน์ ด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Smart Menu เมนูอิเล็กทรอนิกส์ที่ร้านอาหารสามารถออกแบบปรับแต่งได้เอง ให้ลูกค้าสามารถกดเลือกดูได้ตามใจ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบันที่ไม่ต้องการสัมผัสเล่มเมนู พร้อมเชื่อมต่อกับระบบรับออเดอร์ของร้านอาหารได้ทันที ฟีเจอร์ Rich Menu ปุ่มเมนูลัดเชื่อมต่อกับบริการเดลิเวอรี่ต่างๆ เช่น LINE MAN ได้โดยตรง พร้อมให้ลูกค้าขาประจำกดสั่งอาหารพร้อมส่งได้ทันใจ และหน้า Report รายงานข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีทั้งรายงานกลุ่มลูกค้า (Customer Report) และรายงานยอดขาย (Sale Report)  ช่วยให้ร้านสามารถดูข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ต่อยอดกลยุทธ์การตลาดได้ดีกว่าเดิม

(ศึกษารายละเอียดการใช้งาน MyRestaurant เพิ่มเติมได้ที่: https://lineforbusiness.com/myrestaurant/ )

โควิด-19 ส่งผลกระทบและเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้งในมุมผู้บริโภค มุมธุรกิจค้าขายโดยเฉพาะกลุ่ม SME ไทยอันเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจไทยที่สำคัญ การซื้อขายออนไลน์ การค้าในโลกดิจิทัลได้กลายมาเป็นช่องทางสำคัญให้ SME ไทยต้องปรับยุทธวิธีให้เท่าทันเพื่อความอยู่รอด การเริ่มต้นใช้เครื่องมือง่ายๆ บนแพลตฟอร์มที่คุ้นเคยอย่าง LINE ถือเป็นก้าวแรกสำคัญให้ SME ไทยในการเรียนรู้เพื่อก้าวพ้นวิกฤติหนักหนาสาหัสตอนนี้ไปให้ได้ โดย LINE พร้อมเป็น “เพื่อนร่วมทาง” เคียงข้าง SME ไทย ให้ก้าวต่อไปบนโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นคง

บี.กริม ร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19 ช่วยเหลือชุมชนชาวสระแก้ว

จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ควบคุม 25 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในอำเภออรัญประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา ส่งผลให้มียอดผู้ป่วยสะสมอยู่ในระดับสูง รวมถึงมีผู้ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้ที่ขาดรายได้จากการว่างงานเป็นจำนวนมาก

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ บี.กริม บวร (B.Grimm Smart Village) ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนในด้านต่างๆ บี.กริม มีความห่วงใย และพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อน ผ่านโครงการ บี.กริม “ร่วมใจ สู้ภัยโควิด-19” โดยการส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้แก่ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ชนิดแกลลอน แอลกอฮอล์สเปรย์พกพา และเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านบี.กริม วัดบี.กริม และโรงเรียนบี.กริม

โครงการ บี.กริม บวร เป็นโครงการที่น้อมนำแนวพระราชดำริ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “บวร (บ้าน วัด โรงเรียน)” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเปิดตัวที่หมู่บ้าน บี.กริม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 8 ต.คลองทับจันทร์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีเป้าหมายสร้างเป็นชุมชนต้นแบบให้กับหมู่บ้านต่างๆ สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารีของ บี.กริม ที่มุ่งมั่นพัฒนาชุมชน สังคม และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตลอด 143 ปีที่ก่อตั้งองค์กร

นอกจากนี้ บี.กริม ยังได้ส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้กับเด็กๆ และคุณครูในโรงเรียน อ.ฮ. ลิงค์ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ บี.กริม ให้การสนับสนุนในด้านการศึกษา ด้วยการมอบทุนการศึกษา และบริจาคอุปกรณ์การเรียน การสอน มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 50 ปี

“หมู่บ้าน บี.กริม ตั้งอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง อีกทั้งยังมีเด็กและผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก ต้องขอขอบคุณ บี.กริม ที่ให้ความช่วยเหลือ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ต่างๆ มาให้ ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกอุ่นใจและสามารถดูแลสุขภาพร่างกายได้ดียิ่งขึ้น” – ผู้นำชุมชนในหมู่บ้าน บี.กริม กล่าว 

ไอคอนสยาม ดูแลสินค้า/บรรจุภัณฑ์ให้ปลอดเชื้อด้วยรังสี UV-C

จากมาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้นในปัจจุบันที่กำหนดให้ปิดสถานที่และกิจการบางประเภทชั่วคราว โดยเปิดให้บริการได้เฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ร้านค้าสะดวกซื้อ รวมถึงหน่วยบริการฉีดวัคซีนที่ทางภาครัฐจัดไว้ ไอคอนสยาม  และวันสยาม ห่วงใยและมุ่งมั่นในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 อย่างสูงสุด จึงตอบรับมาตรการของภาครัฐในการลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ควบคู่กับความพยายามอย่างยิ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่ ด้วยบริการช้อปออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ครบครัน สะดวก สะอาด เคร่งครัดในการดำเนินมาตรการความสะอาด และสุขอนามัยขั้นสูงสุดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ดังนี้

  1. พนักงานบริการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด อาทิ พนักงานบริการลูกค้า พนักงานให้บริการช้อปออนไลน์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และพนักงานทำความสะอาด พนักงานในส่วนบริการนี้ทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เรียบร้อยแล้ว และมีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด มีการคัดกรองตรวจสุขภาพพนักงานโดยจัดทำการ Tracking ข้อมูลสุขภาพ และการเดินทางของพนักงานบริษัทย้อนหลัง 14 วัน ตรวจวัดอุณหภูมิของพนักงานทุกคนก่อนเข้าในพื้นที่ทุกวัน สวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาปฏิบัติงาน ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอลล์เป็นประจำ สวมใส่ถุงมือทุกครั้งเมื่อให้บริการเลือกและจัดส่งสินค้าเพื่อส่งต่อถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัยไร้กังวล
  2. ยกระดับมาตรการความปลอดภัยของบริการช้อปออนไลน์ ทั้งไอคอนสยาม และวันสยาม  ที่มีอยู่หลากหลายบริการครบครันทุกประเภทสินค้า  โดย  ICONSIAM และ  ONESIAM Ultimate Chat & Shop, Call & Shop, Click & Shop และ Luxury Chat & Shop ด้วยกระบวนการฆ่าเชื้อบนพื้นผิวสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกล่องพัสดุ ด้วยเครื่องฆ่าเชื้อจากรังสี 
    UV
    C (Handheld Ultraviolet Disinfection Lamp) ก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  3. มาตรการรักษาความสะอาด ปลอดภัย ในการรับส่งสินค้าเดลิเวอรี่ และบริษัทขนส่งต่างๆ ไอคอนสยาม และวันสยาม ได้กำหนดทางเข้า-ออก จุดบริการ และจุดรอสินค้า โดย Delivery Man ทุกคนต้องลงทะเบียน พร้อมกับกรอกข้อมูลตามแบบคัดกรองที่ศูนย์ฯ กำหนด พร้อมทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และต้องล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อนรับสินค้าทุกครั้ง นอกจากนี้ยังได้เพิ่มมาตรการความสะอาด ปลอดภัยด้วยการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณจุดจอดรถของไรเดอร์ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งต่อวัน
  4. ยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยเข้มข้น สำหรับพื้นที่และบริการที่ยังคงเปิดให้บริการ ได้เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดห้องน้ำด้วยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นวันละ 4 รอบ รอบละ 30 นาที รวมถึงการอบฆ่าเชื้อบัตรจอดรถด้วยเครื่อง UVC และสเปรย์แอลกอฮอลล์ทั้งก่อนและหลังการใช้บริการ

 ทั้งนี้ ลูกค้า สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ยังสามารถช้อปปิ้งออนไลน์ได้ทาง Call & Shop  เพียงโทร. 0632057989 หรือ 0632057974  หรือ Line @callandshop โดยสามารถช้อปสินค้าทางโทรศัพท์หรือไลน์ได้อย่างครบครันทุกแผนก และลูกค้าไอคอนสยาม สามารถช้อปได้ง่ายๆ เพียงโทร.0830974622 หรือ Line @cs_iconsiam นอกจากนี้ ยังมีบริการ OneSiam และ ICONSIAM Ultimate Chat & Shop ทาง LINE @OneSiam และ LINE @ICONSIAM พร้อมดีลสุดพิเศษทุกวัน

ไอคอนสยามและวันสยามมีความห่วงใยลูกค้าทุกท่านและยังคงดำเนินมาตรการความปลอดภัยในเชิงรุกอย่างเคร่งครัด ตอกย้ำการเป็นโกลบอลเดสติเนชั่นและเป็นผู้นำค้าปลีกและศูนย์การค้ามาตรฐานระดับโลกที่ครองใจลูกค้ามาโดยตลอด สร้างความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นที่จะนำรอยยิ้มให้กับทุกคนให้ข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

WGE ร่วมสนับสนุนพนักงานฉีดวัคซีนโควิด-19

บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ WGE ให้การสนับสนุนและผลักดันให้พนักงานในทุกแผนก เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจที่ติดต่องานกับ WGE และมีการเตรียมความพร้อมในการให้บริการลูกค้าตลอดเวลาในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย