MTC มอบชุดของใช้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโควิด-19

ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร และ ดาวนภา เพชรอำไพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย เเคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ส่งมอบชุดของใช้จำเป็น เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 300 ชุด กระจายให้เเเก่โรงพยาบาลในจังหวัดสุโขทัย โดยมี ดร.นพ. ปองพล วรปาณิ นายเเพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย เเละ คณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้รับมอบ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงพยาบาลสนามไพลิน จังหวัดสุโขทัย

โควิด-19 ระบาดสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น แนะลงทุนหุ้นอิงต่างประเทศ

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CGS เปิดเผยว่า เรื่องของ COVID-19 ภายในประเทศยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดการลงทุนในสัปดาห์นี้ สถานการณ์ล่าสุดในวันอาทิตย์ผู้ติดเชื้อต่อวันยังคงเห็นการพุ่งขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง หากอิงข้อมูลการติดเชื้อต่อวันจาก World Meter พบว่าการติดเชื้อของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 ของจำนวนประเทศที่ World Meters เก็บรวบรวมทั้งหมด 222 ประเทศ ขณะที่ปัจจุบันจำนวนการติดเชื้อของประเทศไทยเริ่มเห็นการกระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น หากมาดูข้อมูลล่าสุดจาก ศบค. พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 100% มาจากต่างจังหวัดที่ไม่รวมปริมณฑลถึง 59% ซึ่งเร่งตัวขึ้นมาจากช่วงก่อนหน้าราวกลาง ก.ค. ที่ 46% บ่งชี้ว่าปัจจุบันการแพร่ระบาดไปเริ่มกระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เรากังวลและตลาดยังไม่ตอบรับคือการยกระดับมาตรควบคุมมากขึ้นในต่างจังหวัดเพื่อสกัดกั้นการระบาด แต่การยกระดับจะเป็นลบกับเศรษฐกิจรวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่ม Downside Risk ต่อประมาณการ จึงแนะนักลงทุนติดตามใกล้ชิดเกี่ยวกับการระบาดของต่างจังหวัด ดังนั้นจากการระบาดที่ยังมีความเสี่ยงทำให้ประเมิน SET ยังเสี่ยงอ่อนตัวกรอบ 1520 – 1560

สำหรับการส่งออกในเดือน มิ.ย. ขยายตัว 44%YoY นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี หลักๆเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและฐานปี 20 ที่ค่อนข้างต่ำ ส่วนสินค้าที่ขยายตัวได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ +78%YoY เครื่องใช้ไฟฟ้า +42%YoY แผงวงจรไฟฟ้า +33%YoY เคมีภัณฑ์ +47%YoY สินค้าเกษตร +60%YoY มองเป็นบวกต่อ (AH DELTA HANA KCE NER PTTGC SAT) อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังต้องติดตามการระบาด COVID-19 ที่หลายประเทศเผชิญการระบาดอีกครั้ง และบางประเทศที่เกิดการระบาดเป็นคู่ค้าหลักของไทย อาทิ สหรัฐ (15%) ASEAN (13.4%) ญี่ปุ่น (9.8%)

ปัจจัยสัปดาห์นี้ (1) ประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุสัปดาห์นี้จะมี SCC PTTEP GLOBAL รายงานผลประกอบการ (2) ประชุม FEDในวันพฤหัสบดี แต่เชื่อว่าไม่มีนัยยะอะไรมากเนื่องจาก Policy ยังน่าจะคล้ายประชุมครั้งก่อน

กลยุทธ์การลงทุน การลงทุนระยะสั้นควรเลือกหุ้นที่ผลกระทบจาก COVID-19 จำกัด อาทิ ส่งออก (ASIAN DELTA HANA KCE NER TU) สื่อสารและโรงไฟฟ้า (ADVANC BGRIM BCPG GPSC GULF) รวมถึงได้ประโยชน์จาก COVID-19 อาทิ โรงพยาบาล (BCH CHG) พร้อมแนะยังคงเน้นการถือครองเงินสดมากขึ้น

KCE (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 90 บาท) คาดผลการดำเนินงาน 2Q21E ที่ 531 ล้านบาท (+644% YoY และ 6%QoQ) โดยมีปัจจัยผลักดันหลักมาจากรายได้ที่ขยายตัวสู่ 3.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% YoY จากฐานที่ต่ำในปี 2020 และ เพิ่มขึ้น 7% QoQ ตามจำนวนวันดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นและการปรับขึ้นราคาขาย

JWD ขยายลงทุนครั้งใหญ่ในรอบปี เข้าถือหุ้นใน ESCO 2 เฟสรวม 20%

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWDขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบปี เดินหน้าเข้าถือหุ้น เฟสรวม 20% ใน ESCO ผู้ประกอบการท่าเรือคอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าและให้บริการซัพพลายเชน ที่มี PSA ผู้ประกอบการท่าเรือรายใหญ่ที่สุดในโลกเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น หนุน JWD เป็นผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ในท่าเรือแหลมฉบังและผู้ให้บริการสถานีบรรจุและขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ (ICD) ที่ลาดกระบัง เพิ่มศักยภาพการให้บริการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ทั้งทางบก ทางเรือ และทางราง

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้วางนโยบายขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี ทรานส์ปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ JWD เข้าซื้อหุ้นรวม 20% ใน บริษัท อีสเทิร์นซี  แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด (EASTERN SEA LAEM CHABANG TERMINAL หรือ ESCO) ผู้ประกอบการท่าเรือคอนเทนเนอร์รายใหญ่ในท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี และผู้ให้บริการสถานีบรรจุและขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ลาดกระบัง (Inland Container Depot หรือ ICD) โดยการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จะส่งผลให้ JWD เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ PSA ซึ่งเป็นผู้บริหารและดำเนินการท่าเรือขนส่งสินค้าระดับโลกของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจาก PSA เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ ESCO 

 “การลงทุนที่สำคัญในครั้งนี้นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบปีของบริษัทฯ ซึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ในช่วงที่ผ่านมาและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยในช่วงแรก เจดับเบิ้ลยูดี ทรานส์ปอร์ต จะเข้าถือหุ้น 15% ใน ESCO และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 20% ภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า” นายชวนินทร์ กล่าว 

 ปัจจุบัน ESCO เป็นผู้ประกอบการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ แห่ง ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ได้แก่ (1) ท่าเรือ ESCO (B3) ที่เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการเองโดยได้รับสัมปทานโดยตรงจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (2) ท่าเทียบเรือ LCB1 (B1) และ (3) ท่าเทียบเรือ LCMT (A0) ซึ่ง ESCO มีส่วนร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานพัฒนาท่าเรือทั้ง แห่งดังกล่าว โดยในปี 2563 ท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง แห่ง ให้บริการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ผ่านเข้าออกตลอดทั้งปี รวมทั้งสิ้นกว่า ล้าน TEU คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ผ่านเข้าออกในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังในปีที่ผ่านมา และคาดว่าความต้องการใช้บริการท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศ มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว หลังสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปเริ่มคลี่คลาย 

 ขณะเดียวกัน ESCO ยังเป็น ใน ผู้ให้บริการสถานี ICD ลาดกระบัง เพื่อรองรับการบรรจุและขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ของสายการเดินเรือต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง โดยมีรายได้จากการให้บริการลานจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ คลังบรรจุสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเข้าพร้อมบริการพิธีการทางศุลกากร และการให้บริการขนส่งบริหารจัดการและซ่อมแซมตู้คอนเทนเนอร์โดยทางบกและทางราง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจขนส่งสินค้าของ JWD ในการนำเสนอบริการเพิ่มเติมให้แก่ผู้ใช้บริการสถานี ICD ลาดกระบังอีกด้วย 

 ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน ESCO ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้เป็นอย่างช้า 

ทั้งนี้ การเข้าลงทุนใน ESCO จะเป็นการรุกขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ในแหลมฉบังอย่างเต็มตัวของ JWD  จากปัจจุบันที่ได้รับสิทธิ์บริหารท่าเรือชายฝั่ง ในท่าเรือแหลมฉบัง จากการท่าเรือแห่งประเทศไทย และดำเนินธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้า MIPEC ในเมืองไฮฟง ประเทศเวียดนาม ผ่านการถือหุ้นใน Transimex ผู้ให้บริการโลจิสติกส์
รายใหญ่จากเวียดนาม โดยการรุกเข้าสู่ธุรกิจให้บริการท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งนี้ จะเพิ่มศักยภาพแก่บริษัทฯ ด้านการให้บริการโลจิสติกส์แบบ 
Multimodal Transportation สามารถเชื่อมต่อการให้บริการขนส่งสินค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางรถ ทางราง ทางน้ำ และเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าจากบริการท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และบริการสถานี ICD ลาดกระบัง ไปสู่การให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจร 

“ปัจจุบัน JWD ให้บริการขนส่งสินค้าในรูปแบบ Multimodal Transportation เช่น การขนส่งและเคลื่อนย้ายสินค้าทั่วไป ยานยนต์ สินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์, การขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ มายังท่าเทียบเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง, การยกขนและเคลื่อนย้ายตู้สินค้าที่ขนส่งทางรถไฟจากภาคอีสาน รวมทั้งจากภาคอุตสาหกรรมหลักในโซน EEC จังหวัดระยองสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าและการให้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ทั้งในฝั่งการให้บริการจากกรุงเทพฯ มายังท่าเรือแหลมฉบัง และจากสถานี ICD ลาดกระบัง มายังท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงการนำฐานข้อมูลสินค้าที่ผ่านเข้าออกท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาบริการด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น” นายชวนินทร์ กล่าว 

Aerial top view of container cargo ship in the export and import business and logistics international goods in urban city. Shipping to the harbor by crane in Laem Chabang, Chon Buri, Thailand

มอบทุนวิจัยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ – เทคโนโลยีอัจฉริยะนำสู่ Smart City

เอแอลที ร่วมมือ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำโครงการร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ Smart Technology ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของสภาพแวดล้อมและอาคารอัจฉริยะพร้อมมอบทุนงานวิจัย นวัตกรรม Smart City เพื่อนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับชุมชน สู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอนาคต

นายปริญญ์ ชากฤษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาพื้นที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของสภาพแวดล้อมและอาคารอัจฉริยะ

โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมกันจัดหาและสนับสนุนทรัพยากร สำหรับใช้ในการดำเนินงานด้านวิชาการและงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีเสริมสร้างความรู้ ข้อมูลทางวิชาการ จัดฝึกอบรมและสัมมนา รวมทั้งร่วมกันพัฒนาและดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ โดยครอบคลุม ในด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart Environment ขนส่งอัจฉริยะ หรือ Smart Mobility และพลังงานอัจฉริยะ หรือ Smart Energy

สำหรับความร่วมมือ ในครั้งนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมกับการศึกษาวิจัย การเรียนรู้ให้กับนักศึกษา นักวิชาการ ควบคู่และผสมผสานกับการปฏิบัติจริงและสามารถนำการออกแบบและเทคโนโลยี พัฒนาต่อยอดไปในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีและพาณิชยกรรม เพื่อการพัฒนารูปแบบเมืองอัจฉริยะต่อไปในอนาคต

“ขณะนี้บริษัท ได้ร่วมกับคณะฯ คัดเลือกงานวิจัยที่คิดค้นนวัตกรรม ที่เกี่ยวกับงานวิจัย Smart City หลังจากนั้นบริษัทจะนำงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดควบคู่ไปกับงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของบริษัท เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน” นายปริญญ์กล่าว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณะบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การร่วมมือกับ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) โดย ALT ให้การสนับสนุนระบบ Modular Data Center ที่ ALT พัฒนาขึ้นมา พร้อมระบบติดตั้งอุปกรณ์ และข้อมูลองค์ความรู้ ด้านนวัตกรรม โทรคมนาคมและโครงข่ายการสื่อสารอัจฉริยะซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินแล้วเสร็จ และพร้อมใช้งาน

นอกจากนี้ยังร่วมกันสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเทคโนโลยีอัจฉริยะโดยให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย 3 ทีม ภายใต้ 3 หัวข้อคือ Smart Environment ขนส่งอัจฉริยะ หรือ Smart Mobility และพลังงานอัจฉริยะ หรือ Smart Energy งานวิจัยที่เข้าเกณฑ์ในการพิจารณาต้องเป็นโครงการมีผลลัพธ์ ที่มีผลกระทบที่เกิดประโยชน์ในวงกว้าง มีความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค การใช้เทคโนโลยี และการปฏิบัติ รวมทั้งความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดผลงานสู่การนำไปใช้ได้จริง

“เป้าหมายงานวิจัยอยากได้ต้นแบบของ Innovation ที่สร้าง Impact ได้ในอนาคต ในระดับอาคาร ชุมชน ย่าน หรือเมือง งานวิจัยทั้ง 3 หัวข้อ อาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือ Innovation เชิงระบบและการบริการ มีความต้องการใช้งานในสถานการณ์จริง เป็นนวัตกรรมที่สามารถ Scalable ได้ สามารถนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้ได้ในเชิงธุรกิจ ตอบสนองเป้าหมายในการ Smart City ของ ALT และภาครัฐในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาสาฬห์ กล่าว

 

 

 

ตำรวจติดโควิด-19 ยืนยันเลือกรักษาตัวภูมิลำเนาตัวเอง

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีโซเชียลมีเดียแชร์ข้อมูลซึ่งผิดไปจากความจริงว่า ตำรวจสน.บางคอแหลม สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 ติดเชื้อโควิด-19 จากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่สามารถรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจได้ และถูกส่งกลับไปรักษาที่บ้านเกิด จ.ยโสธร

กรณีนี้ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 ชี้แจงว่า ได้มอบหมายให้ ผกก.สน.บางคอแหลม ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วสรุปได้ความว่า ข้าราชการตำรวจที่ติดเชื้อโควิด-19 คือ ร.ต.ต.ไสว ทองปิด รอง สว.จร.สน.บางคอแหลม รวมทั้งภรรยาของร.ต.ต.ไสวก็ติดเชื้อโควิดเช่นกัน

เมื่อทราบเรื่องผกก.สน.บางคอแหลม ได้ประสานไปที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาลว่าสามารถรับผู้ป่วยได้ 1 ที่ และจะได้เข้ารับการรักษาในวันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564 แต่ระหว่างนั้นภรรยาของร.ต.ต.ไสว มีอาการหนักกว่า และไม่สามารถรักษาตัวพร้อมกันที่โรงพยาบาลตำรวจด้วยกันได้ เนื่องจากเตียงไม่พอ ประกอบกับทางญาติได้ประสานกับโรงพยาบาลยโสธร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ป่วยทั้งคู่ แจ้งว่าสามารถเข้ารับการรักษาได้ โดยทางโรงพยาบาลได้ส่งรถมารับในวันที่ 25 กรกฎาคม 64 เวลา 23:00 น. และวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 เวลา 08:00 น. ร.ต.ต.ไสวและภรรยา ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลยโสธรเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองบังคับการตำรวจนครบาล 8 ได้จัดสวัสดิการซื้อประกันภัยการติดเชื้อโควิด ประเภท เจอ จ่าย จบ ให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกนาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข่าวที่ปรากฎในโซเชียลมีเดีย สร้างความไม่สบายใจให้กับร.ต.ต.ไสว จึงได้ส่งข้อความในไลน์สน.บางคอแหลม ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงอยากให้แก้ไขหรือลบโพสต์ เพราะตั้งแต่ตนติดโควิด ผู้บังคับบัญชาในสายงานที่ สน. ได้ประสานโรงพยาบาลตำรวจให้ได้ 1 เตียง แต่ตนกับภรรยาติดเชื้อโควิดทั้งคู่ จึงเลือกไม่ไปคนเดียว และได้ให้ญาติที่ต่างจังหวัดประสานหาเตียงว่างที่โรงพยาบาลยโสธร และได้กลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนาทั้ง 2 คน

ปรับ รพ.ค่ายทุกแห่งเป็น รพ.สนาม

ทบ.ปรับ รพ.ค่ายทุกแห่งเป็น รพ.สนาม ดูแลผู้ป่วยโควิดในจังหวัด ตามคำสั่งนายกฯ​ รองรับได้ 3,600 เตียง

พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้ ศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19​ กองทัพบก กรมแพทย์ทหารบก และทุกกองทัพภาค เร่งดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ทันที โดยเฉพาะการปรับการบริหารจัดการโรงพยาบาลค่ายทุกแห่ง เป็นโรงพยาบาล​รองรับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อในจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบ

โรงพยาบาลกองทัพบกทั้ง​ 37 แห่งมีความพร้อมสามารถรองรับผู้ป่วยโควิดได้ถึง 3,600 เตียง​ และยังดูแลให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่แยกกักตัวที่บ้าน​ “Home isolation” ในแต่ละจังหวัด

ล่าสุดโรงพยาบาลสนามกองทัพบกประจำจังหวัด​ เปิดแล้ว 17 แห่ง มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้ว 1,466 คน (24 ก.ค.64) พื้นที่ กทม. มีโรงพยาบาลสนามกองทัพบก เปิดรับการรักษาดูแลผู้ป่วย 2 แห่งได้แก่ รพ.สนามกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่​ 1 (300​ตียง) , รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ 11 (178​ เตียง)

พื้นที่ภาคกลาง กองทัพภาคที่ 1 เปิดรับดูแลจำนวน 7 แห่ง
– รพ.สนามกรมพลาธิการทหารบก จ.นนทบุรี
– รพ.สนามศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ -​ รพ.สนามกองพันเสนารักษ์ที่​ 1 จ.ลพบุรี
– รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ 19 จ.สระแก้ว
– รพ.สนามกรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี
– รพ.สนามมณฑลทหารบกที่​ 17 จ.กาญจนบุรี
– รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ 18 จ.สระบุรี

ภาคอีสาน กองทัพภาคที่ 2​ จำนวน 4 แห่ง
– รพ.สนามมณฑลทหารบกที่​ 28 จ.เลย
– รพ.สนามกองพันเสนารักษ์ที่​ 6 จ.ร้อยเอ็ด
– รพ.สนามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่​ 26 จ.บุรีรัมย์
– รพ.สนาม กองพันทหารราบที่​ 3​ กรมทหารราบที่​ 16 จ.ยโสธร)

ภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 รับผู้ป่วยแล้ว 2 แห่ง
– รพ.สนามมณฑลทหารบกที่ 310 จ.ตาก
– รพ.สนาม มณฑลทหารบกที่ 35 จ.อุตรดิตถ์

ภาคใต้ กองทัพภาคที่​ 4​ รับผู้ป่วยแล้ว รวม 5 แห่ง
– รพ.สนามกองพันทหารราบที่​ 3 กรมทหารราบที่​ 5 จ.สงขลา
– รพ.สนามกรมสนับสนุนกองพลทหารราบที่15 จ.สงขลา
– รพ.สนามกองพลพัฒนาที่ 4 จ.สงขลา
– รพ.สนามกองพันทหารราบที่​ 2 กรมทหารราบที่​ 25 จ.ระนอง
– รพ.สนามกองพันทหารราบที่​ 1 กรมทหารราบที่​ 15 จ.กระบี่

ติดต่อเข้ารับการรักษาและขอความช่วยเหลือผ่าน ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิดกองทัพบกได้ตลอด 24 ชม. CALL CENTER โทร 02-092-7766 และ 088-984-7605-10

รายงานข่าวแจ้งว่า เปลี่ยนสถานที่ฉีด 5​ จุด​ ‘ไทยร่วมใจ’​ พร้อมคิวนัดฉีดวัคซีน​ใหม่​ ดังนี้

1.จุดฉีด เดอะสตรีท รัชดา ย้ายไปฉีดที่ จุดฉีด scb สำนักงานใหญ่

2.จุดฉีด ธัญญาพาร์ค ย้ายไปฉีดที่ จุดฉีด scb สำนักงานใหญ่

3.จุดฉีด สยามพารากอน ย้ายไปฉีดที่ จุดฉีด scb สำนักงานใหญ่

4.จุดฉีด โลตัส มีนบุรี ย้ายไปฉีดที่ จุดฉีด เดอะมอลล์ บางกะปิ

5.จุดฉีด บิ๊กซี ร่มเกล้า ย้ายไปฉีดที่ จุดฉีด โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง

ภูเก็ตยกการ์ดสูงขึ้น เพิ่มปิดสถานที่และงดกิจกรรมเสี่ยง

คำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 4169/2564 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมการปิดสถานที่หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ตามคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 4023/2564 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 และ 4158/2564 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ข้อ 1 มาตรการปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรค

สถานศึกษาในระบบทุกแห่งทุกสังกัดในจังหวัดภูเก็ต และสถาบันกวดวิชาทุกแห่งยกเว้น โรงเรียนเอกชนนอกระบบที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในชั้นเรียนไม่เกิน 5 คน ตามคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 4158/2564 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ให้ปิดต่อไป ตั้งแต่วันที่ 3 – 16 สิงหาคม 2564 โดยให้มีการเรียนการสอนด้วยการไม่ต้องเข้าชั้นเรียนตามรูปแบบที่ต้นสังกัดกำหนดหรือรูปแบบที่เหมาะสมตามที่กำหนดโดยปรับการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์

ข้อ 2 มาตรการควบคุมแบบบูรณาการ สถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค

1. ให้ปิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ทุกส่วน ซึ่งรวมถึงการประกอบกิจการ/ร้านที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทุกประเภท เพื่อทำความสะอาดระบบปรับอากาศ สถานที่ และทุกส่วนของห้าง โดยให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตทำการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 โดยวิธีการ Antigen Test Kit (ATK)

2. ให้ปิดสนามฟุตบอล สนามฟุตซอล สนามหญ้าเทียม และสนามกีฬาแบดมินตัน

3. ตลาดสด ตลาดนัด ถนนคนเดิน ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามที่ทางราชการกำหนด และจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการตามขนาดของพื้นที่ 1 คน ต่อ 4 ตารางเมตร

ข้อ 3 การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค

ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลซึ่งมีจำนวนรวมกันมากกว่า 100 คน เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรค

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

 

เปิดภารกิจ Super Rider จิตอาสานักบิด

เริ่มปฏิบัติการแล้ว! Super Rider จิตอาสานักบิด ขนส่งกล่องรอดตาย ส่งยาผู้ป่วยโควิดระบบ HI ถึงบ้าน

โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า Super Rider หรือจิตอาสานักบิด ทำภารกิจพาหมอไปหาคนไข้ เริ่มปฏิบัติงานแล้ว ซึ่งจิตอาสานักบิดเป็นอาสาสมัครช่วยขับมอเตอร์ไซค์ประสานระหว่างผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ของสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง สปคม

โดยมีหน้าที่ 1) ขนส่งตัวอย่างของผู้ป่วย และอุปกรณ์มายังห้องแลปของ สปคม. 2) นำส่งกล่องรอดตาย กล่องยา อุปกรณ์ป้องกัน ไปยังผู้ป่วยโควิด 19 ถึงบ้าน 3) ส่งยาเมื่อร่วมเข้าระบบแยกกักรักษาที่บ้าน

ทั้งนี้ จิตอาสานักบิดทุกคนได้รับการอบรมป้องกันตัวเองตามมาตรการควบคุมโรคจากเจ้าหน้าที่ก่อนปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 14,150 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564 รวม 14,150 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 13,905 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 245 ราย ผู้ป่วยสะสม 497,965 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 9,168 ราย
หายป่วยสะสม 323,217 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน)
เสียชีวิต 118 ราย