STARK เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ ชูอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.30 – 3.90%

บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK ยื่นไฟลิ่งเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ ชุด อายุ ปี และ ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.30 – 3.90]% เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ คาดเปิดจองซื้อวันที่ 30 ส.ค. – 1 ก.ย. นี้ พร้อมวางแผนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำผู้นำการผลิตสายไฟและสายเคเบิ้ลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าหมายเป็นผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลขึ้นสู่ระดับ Top Ten จากอันดับที่ 14 ของโลก 

นายประกรณ์ เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์คคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เปิดเผยว่าบริษัทฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจมากกว่า 50 ปี มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัยในระดับโลก เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจสายไฟฟ้า ด้วยการขยายการลงทุนในไทยและต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนใน Thinh Phat Electric Cable Joint Stock Company ผู้ผลิตสายไฟฟ้ารายใหญ่ในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่มีการเติบโตสูง ทำให้บริษัทฯ ขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเป้าหมายมุ่งสู่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลขึ้นสู่ระดับ Top Ten จากอันดับที่ 14 ของโลก  

บริษัทฯ ได้รุกขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดสร้างการเติบโตในต่างประเทศ ล่าสุดบริษัทฯ ชนะการประมูลงานในประเทศเวียดนาม ได้แก่ งานสายส่งกำลังไฟฟ้า (Transmission line) ของการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) และงานโรงไฟฟ้าในเวียดนามตอนเหนือ เช่น กว๋างนิน เวียดนามตอนกลาง เช่น ดานัง และเวียดนามตอนใต้ เช่น โฮจิมินห์, เกิ่นเทอ เป็นต้น มูลค่ารวมประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับคำสั่งซื้อสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลจากกลุ่มประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ โครงการพัฒนารถไฟฟ้าใต้ดินในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย โครงการจากรัฐบาลบังกลาเทศ และโครงการจากรัฐบาลศรีลังกา มูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท 

นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างรอผลประมูลงานในประเทศเวียดนาม จากภาครัฐ (B2G) และผู้ประกอบการ (B2B) โดยส่วนใหญ่เป็นงานสายส่งกำลังไฟฟ้าจากเมืองฮานอย ดานัง บิ่ญเฟื้อก โรงไฟฟ้าในดาลักและโฮจิมินห์ รวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท คาดว่าจะทราบผลการประมูลบางส่วนภายในปีนี้ จากปัจจุบัน บริษัทฯ มีมูลค่างานในมือ (Backlog) ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าประมูลงานโครงการใหม่เพื่อเพิ่ม Backlog อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในภาวะชะลอตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม มองว่าอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้งานทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น 

สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2564 บริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้เติบโต 15 – 20% จากปี 2563 ที่มีรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ 16,917 ล้านบาท โดยวางกลยุทธ์มุ่งเน้นขายสินค้าในกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สายไฟแรงดันระดับกลางถึงระดับสูงพิเศษเพื่อรองรับงานโครงการของภาครัฐและเอกชน รวมถึงใช้ประโยชน์จากโรงงานในเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถทำกำไร พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายขยายตลาดส่งออกเป็น 50 ประเทศภายในปี 2564 จากปีที่ผ่านมาส่งออก 40 ประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ส่งออกเป็น 10-12% จากปีก่อนอยู่ที่ 8% 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STARK กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดบริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวน ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2564 จำนวน 2 ชุด แบ่งเป็น หุ้นกู้ชุดที่ อายุหุ้นกู้ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.30 – 3.50]% ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2566 และหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุหุ้นกู้ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.70 – 3.90]% ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนจะมีการประกาศอีกครั้ง 

บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 โดยอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงานของบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้หุ้นกู้ของบริษัทฯ คาดว่าจะเปิดให้ผู้ลงทุนจองซื้อในวันที่ 30 สิงหาคม – กันยายนนี้ โดยจะเสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ ราย ได้แก่ ธนาคารยูโอบี  จำกัด (มหาชน) – เสนอขายเฉพาะต่อผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 028888888 กด 819 โดยบุคคลธรรมดาจองซื้อทางออนไลน์ผ่านhttps://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) 1428 กด#4 บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) โทร. 026585050 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอเชีย เวลท์ จำกัด โทร. 02-207-2113 

การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างทางการเงิน รองรับแผนขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการลงทุนในตราสารเพื่อรับผลตอบแทนการลงทุนในระดับที่น่าพอใจและมีความสม่ำเสมอท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน” นายประกรณ์ กล่าว

จัดตั้ง รพ.สนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์)

พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย นายแพทย์ ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ แพทย์หญิง ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ร่วมตรวจความพร้อมโรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์) ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์)

โรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์) ได้รับการสนับสนุนอาคารสถานที่จากกองทัพอากาศ โดย BDMS ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ วางระบบโรงพยาบาลสนาม อุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่สามารถจัดสรรเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้เพียงพอ

พญ. เมธินี ไหมแพง รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 BDMS และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์) มีความพร้อมรองรับผู้ป่วย โควิด-19 ได้จำนวน 100 เตียง โดยรับผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลาง ผ่านทีมแพทย์ของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง

“โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ นอกจากจะมีระบบอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว  BDMS ยังได้นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เรามีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (เฮลท์ตี้บอท) จำนวน 5 ตัว ที่จะช่วยนำส่งอาหารและยาให้แก่ผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ นอกจากนั้น เรายังนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลรักษาเพื่อลดการสัมผัสผู้ป่วย เป็นการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่จำกัดให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด โดยทีมแพทย์ที่ประจำอยู่ ณ โรงพยาบาลสนามฯ และโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS จะตรวจและติดตามอาการ รวมทั้งพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดผ่านทางหน้าจอแบบออนไลน์ ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการตามอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายรุนแรงหรือเข้าขั้นวิกฤติ (สีแดง) เราจะประสานงานกับโรงพยาบาลในเครือ BDMS เพื่อนำส่งผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤติไปรักษาตัวต่อทันที เพราะเราคำนึงถึงความความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ” พญ. เมธินี กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสนามบีดีเอ็มเอส สนามกีฬา ทอ. (ธูปะเตมีย์) ได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และหน่วยงานต่างๆ อาทิ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), มูลนิธิ ทองพูล หวั่งหลี และครอบครัว, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด และบริษัท วินบริดจ์ จำกัด เป็นต้น โดยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานโรงพยาบาลสนามตรงตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สามารถเปิดให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฏาคม 2564 เป็นต้นไป

อิเกีย ออนไลน์ ช่วยช้อปประหยัดและสะดวกยิ่งขึ้น

อิเกีย เพิ่มความสะดวกและความคุ้มค่าให้กับลูกค้าชาวไทยในช่วงล็อกดาวน์ ช้อปเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านผ่านอิเกีย ออนไลน์ ที่ IKEA.co.th ให้การใช้ชีวิตในบ้านเป็นไปอย่างปลอดภัยและตอบโจทย์ทุกความต้องการได้ในราคาประหยัด และง่ายยิ่งขึ้น ได้แก่ ค่าส่งพัสดุ 99 บาท จุได้ถึง 24 กิโลกรัม ราคาเดียวทุกพื้นที่จัดส่ง, บริการจัดส่งโดยรถบรรทุก เริ่มต้น 290 บาท (เฉพาะพื้นที่ที่ร่วมรายการ) ไม่จำกัดจำนวน, บริการ Click & Collect ช้อปออนไลน์ แล้วไปรับที่สโตร์ ไม่มีค่าใช้จ่าย, บริการออกแบบออนไลน์ และบริการผ่อน 0% นาน 10 เดือน พบกับบริการและข้อเสนอสุดพิเศษจากอิเกียออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2564
บริการและข้อเสนอต่างๆ จากอิเกีย

โปรโมชั่นค่าส่งแบบพัสดุ 99 บาท (จากปกติ 149 บาท) ช้อปจุใจได้ถึง 24 กิโลกรัม สำหรับสินค้าที่มีปริมาตรไม่เกิน 76 ลิตร และสินค้าแต่ละชิ้นมีความยาวไม่เกิน 1.4 เมตร

โปรโมชั่นค่าจัดส่งโดยรถบรรทุก เริ่มต้น 290 บาท (ปกติ 570 บาท) ช้อปเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ได้จุใจ เฉพาะพื้นที่จัดส่งที่ร่วมรายการบริการ Click & Collect ช้อปออนไลน์สะดวกและปลอดภัยจากที่บ้าน แล้วมารับสินค้าได้ที่จุดรับสินค้าที่สโตร์อิเกีย บางนา และอิเกีย บางใหญ่ พร้อมให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 19:00 น.

บริการออกแบบออนไลน์ ฟรี! สำหรับลูกค้าที่ต้องการออกแบบตู้เสื้อผ้า PAX เพิ่มความสะดวกออกแบบตู้เสื้อผ้าโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อได้ที่ [email protected]

บริการผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และมียอดซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท

สนับสนุนชุดกาวน์กันน้ำ และ ชุดคลุมปฏิบัติการ ให้ รพ.สมุทรปราการรวมใจ 5

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง (ที่ จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มอบผลิตภัณฑ์ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วยชุดกาวน์กันน้ำ (PE Gown) จำนวน 1,000 ชุด และชุดคลุมปฏิบัติการ (Coverall) จำนวน 50 ชุด แก่โรงพยาบาลสนามสมุทรปราการรวมใจ 5 (WHA) โดยมี นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (ที่ จากขวา) ประธานคณะกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รับมอบ โดยการสนับสนุนในครั้งนี้ จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างการดูแลรักษาคนไข้ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ช้อปอะไรดี? คิง เพาเวอร์ ช้อปปิ้งวิถีใหม่ ไม่ต้องมีไฟลต์บิน

คิง เพาเวอร์ แนะนำ 2 ช่องทางช้อป ฟินอยู่ที่ไหนก็ช้อปได้สุดคุ้มโดยไม่ต้องมีไฟลต์บินกับ คิง เพาเวอร์ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม นี้

เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดฟินโดยไม่ต้องมีไฟลต์บินกับ คิง เพาเวอร์ โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม นี้  กับ 2 ช่องทางช้อป ได้แก่ ช่องทางออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่าน www.kingpower.com และ คิง เพาเวอร์ แอปพลิเคชั่น  หรือช่องทางช้อปใหม่ล่าสุด KING POWER CALL TO SHOP ที่หมายเลข 02-338-7870 ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.  โดยสามารถพบโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้มจากการช้อปใน 2 ช่องทาง ดังนี้
  • ดีลสุดคุ้มเฉพาะวันที่ 30 กรกฎาคม นี้ ที่ www.kingpower.com และ คิง เพาเวอร์ แอปพลิเคชั่น
คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ ลดราคาสินค้าแบบจัดหนัก จัดเต็ม ในรายการ 7.7 KING POWER MAKES MY POWER DEAL เฉพาะวันที่ 30 กรกฏาคมนี้ ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้มค่าที่เหล่านักช้อปตั้งตารอ  สินค้าราคาดิวตี้ ฟรี อาทิ สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง สกินแคร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ช้อปได้แบบไม่ต้องมีไฟล์บิน ลดสูงสุด 60% ไม่มีขั้นต่ำ และไม่ต้องใส่รหัสส่วนลด พร้อมบริการ Home Delivery ส่งฟรีทุกออร์เดอร์  สะดวกง่าย แค่ปลายนิ้ว ตลอด 24 ชั่วโมง   รวมถึงสิทธิพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดพิเศษ  200 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ที่สมัครสมาชิกออนไลน์, แบ่งชําระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 2,000 บาท พร้อมรับของสมนาคุณสุดพิเศษจากแบรนด์ดัง (Gift With Purchase)
และพลาดไม่ได้ลุ้นรับสิทธิพิเศษ ในกิจกรรม AMAZING THAILAND GRAND SALE 2021 เมื่อช้อปสินค้าที่ คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ ครบ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. – 15 ก.ย. 64 รับสิทธิ์ชิงรางวัลใหญ่ เช่น รถยนต์ ทองคำ สมาร์ทโฟน รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท
  • King Power Call to Shop ลดพิเศษน้ำหอม เครื่องสำอาง พร้อมส่วนลดพิเศษ
King Power Call to Shop บริการใหม่ล่าสุดจาก คิง เพาเวอร์ สำหรับซื้อสินค้าภายในร้านค้าปลอดอากรของ คิง เพาเวอร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘กริ๊งเดียวครบ จบทุกการช้อป’ พบเครื่องสำอาง น้ำหอม ลดสูงสุด 10% พร้อมความพิเศษเมื่อลงทะเบียนช้อป สามารถรับทันทีส่วนลดรวม 6,500 บาท  เมื่อซื้อสินค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งสามารถรับสิทธิสำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ดังนี้
          • ส่วนลด 2,000 บาท สำหรับซื้อสินค้าตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ
          • ส่วนลด 4,500 บาท สำหรับซื้อสินค้าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ
นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อ  Cash Card มูลค่า 20,000 บาท รับ Gift Card มูลค่า 2,500 บาท และ หากซื้อ 50,000 บาท รับ Gift Card มูลค่า  8,000 บาท
รับบริการ King Power Call to Shop เพียงโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดสินค้าจากผู้ช่วย ช้อปได้ที่หมายแลข 02-338-7870 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 21.00 น. พร้อมรอรับสินค้าที่บ้านได้ภายใน 7 วัน
พลาดไม่ได้กับความคุ้มค่าเมื่อช้อปกับ คิง เพาเวอร์ ผ่าน 2 ช่องทางช้อป อยู่ที่ไหนก็ช้อป ฟิน ไม่ต้องมีไฟลต์บินทุกโปรโมชั่น ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม นี้  หรือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kingpower.com และ คิง เพาเวอร์ แอปพลิเคชั่น หรือ Facebook , IG  King Power Official

เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” ให้ประชาชนทั่วไป

ร่วมสร้างภูมิคุ้นกันหมู่อย่างทั่วถึง พาราไดซ์ เพลส จับมือ รพ.จุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต เปิดพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ลงทะเบียนผ่าน “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” เข้ารับบริการฉีดวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” ประเดิมฉีด 28 กรกฎาคมนี้

ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ในเครือเอ็ม  บี เค พร้อมสนับสนุนพื้นที่และอำนวยความสะดวกในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้รับความไว้วางใจจาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต ให้เป็นศูนย์บริการฉีดวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” นอกโรงพยาบาล ให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่ลงทะเบียนผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 18.00 น.

สำหรับจุดบริการฉีดวัคซีนอยู่ บริเวณ ชั้น  ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 900 ตารางเมตร รองรับผู้มาฉีดวัคซีนได้ถึงวันละ 1,000 คน โดยไม่แออัด เว้นระยะห่างได้ ซึ่งสอดรับกับมาตรการเว้นระยะห่างตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข การเดินทางสะดวกสบาย มีที่จอดรถกว้างขวาง สามารถจอดรถได้ทั้งฝั่งพาราไดซ์ เพลส และพาราไดซ์ พาร์ค

พร้อมกันนี้ศูนย์การค้าฯ ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยปฏิบัติมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ 3 มาตรการหลัก คือ  คัดกรอง ป้องกัน ปลอดภัย จุดตรวจวัดอุณหภูมิพร้อมเช็คอินไทยชนะทุกครั้งก่อนเข้า มีจุดให้บริการแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือในทุกจุดของการให้บริการฉีดวัคซีน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุกจุดสัมผัสต่าง ๆ และทำความสะอาดฆ่าเชื้อแบบเข้มข้นทั่วทั้งศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชั่นดี ๆ ของศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel

หุ้นกู้ BGRIM 12,000 ล้าน ยอดจองล้นกว่า 5 เท่า

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานบี.กริม และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง จากแผนระดมทุนผ่านการออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) จำนวนรวมไม่เกิน 8,000 ล้านบาท และมีส่วนสำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติม (Green shoe) อีก 2,000 ล้านบาท โดยมีผู้ลงทุนแสดงความจำนงในการลงทุน (Bookbuilding) ในหุ้นกู้ของบริษัทมากกว่า 5 เท่า เทียบกับแผนการเสนอขายเบื้องต้นที่ 8,000 ล้านบาท โดยบางรุ่นมีความสนใจเกินกว่าที่จะออกขายถึง 10 เท่า

 ทั้งนี้ ได้รับผลตอบรับอย่างดีจากผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มประกันชีวิต บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กองทุนภาครัฐ สหกรณ์ และสถาบันการเงินอื่นๆ ทำให้บริษัทตัดสินใจเพิ่มยอดการเสนอขายหุ้นกู้ในสัดส่วนของกรีนชูเป็น 4,000 ล้านบาท รวมเป็นการจัดออกหุ้นกู้ทั้งหมด 12,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนจำนวนมาก ซึ่งมีความเชื่อมั่นต่อหุ้นกู้ของบริษัท

สำหรับการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ มีจำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.41% ต่อปี จำนวน 2,000 ล้านบาท หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.95% ต่อปี จำนวน 3,000 ล้านบาท และหุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.20% ต่อปี จำนวน 7,000 ล้านบาท

สำหรับหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี ซึ่งเป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 87% ประกอบด้วย 2 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 677 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการปี 2562 ตั้งอยู่ที่จังหวัด Phu Yen และจังหวัด Tay Ninh และอีกประมาณ 13% จะใช้ลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมกำลังการผลิต 18 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดมุกดาหาร  โดยหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ได้ผ่านการรับรองภายใต้มาตราฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้ถูกบรรจุไว้ในฐานข้อมูลตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่รวบรวมโดย Climate Bond Initiative

หุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 การเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เป็นการเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ และมีกำหนดการจองซื้อในวันที่ 2 และ 5 กรกฎาคม 2564 และจัดออกหุ้นกู้ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 โดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้ความสนใจการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท ท่ามกลางสภาพตลาดที่ยังคงมีความผันผวนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ เพื่อใช้ชำระคืนหนี้เดิมของบริษัท และ/หรือ ใช้สำหรับการลงทุนในโครงการต่างๆ ของบริษัท และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของบริษัท โดยหุ้นกู้ที่บริษัทเสนอขายในครั้งนี้มีต้นทุนที่เหมาะสม และเชื่อมั่นว่าเป็นการสร้างฐานนักลงทุน สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ในอนาคต

การสนับสนุนจากผู้ลงทุนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ทั้งผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูงในธุรกิจ ตลอดจนความเป็นผู้นำจากการดำเนินธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและไอน้ำที่มีความเป็นเลิศ และมีมาตรฐานในระดับโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อมุ่งสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี (Empowering the World Compassionately) โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมเติบโตเคียงคู่ไปกับประเทศไทย

MFC ส่ง MCHEVO เน้นลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม

เพิ่มโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของจีน (Evolution) ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จึงประกาศจัดตั้งกองทุนเปิดใหม่ในชื่อ MFC China Evolution Fund (กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า เอโวลูชั่น) หรือ MCHEVO ที่จะเน้นการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศสไตล์ Active ครอบคลุมหุ้นจีนหลาย market capitalization IPO: 2-10 ส.ค. 64

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กองทุน MCHEVO มีความโดดเด่นและน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกองทุนเปิดที่ลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลและเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเศรษฐกิจจีนที่จะมีขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกในปี 2030 ผ่านการบริหารกองทุนแบบเชิงรุก ทั้งในเชิงมหภาค (Top-down) และในเชิงการคัดเลือกหลักทรัพย์ (Bottom-up) โดยปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้ เน้นลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตระยะยาวของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของจีน ได้แก่ 1. Consumption รวมถึง E-commerce ที่เติบโตสูงตามการขยายตัวของสังคมเมือง 2. Technology รวมถึง Cloud Computing ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 3. Industrial การผลิตโดยใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4. Clean Energy & Electric Vehicles พลังงานสะอาดและการขนส่งที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และ 5. Healthcare การสาธารณสุขรูปแบบโทรเวชกรรมและการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ  MCHEVO จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักลงทุน ในการเพิ่มโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตระยะยาวของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมจีน

นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี เผยว่า กอง MCHEVO เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน 5 ธีมการลงทุนที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนด้านนโยบายของรัฐบาลจีน เช่น นโยบาย “Made In China 2025” ที่จะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนไปสู่ “New Economy” โดยเน้นเรื่องของนวัตกรรม และเทคโนโลยี, นโยบาย “Dual Circulation”, แผนพัฒนาประเทศจีน 5 ปี (ฉบับที่ 14), “2035 Vision Plan”, และ “Healthy China 2030” และได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรจีนที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น ที่ชนชั้นกลางมีรายได้สูงขึ้น และความต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนในธุรกิจตามธีมการลงทุนดังกล่าวจะเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของจีนได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

MCHEVO เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ กลุ่มการบริโภค กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมอัตโนมัติ กลุ่มพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุข โดยลงทุนผ่านสองกองทุนหลักที่มีการบริหารเชิงรุก (Active) เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง ด้วยสไตล์ของแต่ละกองทุนที่ต่างกัน ทำให้ได้ผลลัพธ์พอร์ตการลงทุนจำลองมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น สองกองทุนหลักที่ได้คัดสรรมา ได้แก่

1.Global X China Innovator Active ETF เป็นกองทุนรวม ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยจะลงทุนร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนในตราสารทุนของบริษัทในสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง หรือมาเก๊า โดยลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในผลิตภัณฑ์และบริการด้านนวัตกรรม ซึ่งเป็นกุญแจสําคัญสำหรับเศรษฐกิจจีน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำ และได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม มีการบริหารการลงทุนและคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเชิง Valuation และเชิงคุณภาพอื่น ๆ นำโดย  Phil S. Lee (ผู้จัดการกองทุน) ที่มีผลงานโดดเด่นได้รับการจัดอันดับ AAA โดย CITYWIRE และเป็นผู้บริหารกองทุน Asia Growth Equity ที่ได้รับการจัดอันดับ Morningstar 5 ดาว

2. T. Rowe Price China Evolution Equity Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมภายใต้กลุ่มกองทุนของ T. Rowe Price Funds SICAV Class I ที่จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศลักเซมเบิร์ก คัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตสูงต่อเนื่อง และหุ้นที่มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงหุ้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ถูกมองข้าม กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน โดยกองทุนมีการบริหารจัดการแบบเชิงรุก และกระจายการลงทุนในหุ้นจีนประมาณ 40-80 ตัว ทั้งในหุ้น A-shares, H-shares และหุ้นจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ คัดเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (mispricing) ที่มีเอกลักษณ์  และศักยภาพโดดเด่น มีกระบวนการลงทุนออกแบบมาเพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด โดยไม่อิงกับดัชนี สไตล์การลงทุน หรือหมวดธุรกิจ  บริหารกองทุนนำ โดย Wenli Zheng กองทุนมีผลงานโดดเด่น มีอัตราผลตอบแทน (31 ธันวาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2564) เฉลี่ยเท่ากับ 50.8% ต่อปี สูงกว่าดัชนีอ้างอิงถึง 27% ต่อปี

MCHEVO กองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนรวมไปลงทุน และผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป เป็นกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ ประเภท Fund of Funds เงินทุนโครงการ 3,000 ล้านบาท ไม่กำหนดอายุโครงการ ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ความเสี่ยงของกองทุนระดับ 6 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ซื้อขายได้ทุกวันทำการ และจะเริ่มเปิดซื้อขายระหว่างวันที่ 2 – 10 ส.ค. 2564

ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง หรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และหรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 0-2649-2000 ติดต่อฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร.0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร. 0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร.043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร. 0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร. 033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร. 074-232-324 – 25 หรือที่ www.mfcfund.com

9 ข้อคิดสำหรับ SMEs ไทยก่อนบุกตลาดจีนในยุคโควิด-19

สรุป 9 ข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ต้องการเจาะตลาดจีน จาก กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการแบรนด์ไทยสู่ตลาดจีน (Over the Great Wall : Now Normal Era) โดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน Thailand Smart Trade Center หรือ TSTC เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำการตลาดในจีน โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 (COVID-19) ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • จีนมีพัฒนาการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดค่อนข้างดี ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (COVID-19) จนเข้าสู่ปี 2564 ก็ยังดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลก คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงสหรัฐฯ ภายในปี 2573 ด้วยการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) เน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ และวางเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด
  • กลุ่มเป้าหมายของผู้บริโภคที่ควรศึกษา คือ กลุ่มที่เติบโตมาจากนโยบายลูกคนเดียวเพราะมีพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางหลัก และรองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุที่ค่อนข้างมีกำลังซื้อสูง
  • พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนมีความหลากหลายทั้งภูมิภาค ความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพศ อายุ ผู้ประกอบการต้องศึกษาให้ดี
  • การจดเครื่องหมายการค้า (Trade Mark) ให้เรียบร้อยก่อนไปบุกตลาดจีนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเสียเปรียบทางธุรกิจ
  • นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ตลาดอี-คอมเมิร์ซในจีนเจริญเติบโตขึ้นมากถึง 37% เพราะการซื้อขายออนไลน์เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและสะดวกกว่าออฟไลน์ โดยในแอปพลิเคชั่น Taobao ที่มีผู้ใช้ 874 ล้านคนนั้น 60% เป็นผู้ซื้ออายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเมื่อต้องทำ Target group
  • ช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง 18 ซึ่งเป็นเทศกาลออนไลน์กลางปีครั้งยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่งของจีน ในปีนี้ได้สร้างสถิติสูงสุดมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ขายดีและมาแรง คือ สินค้าสุขภาพความงาม และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องสุขภาพ
  • ควรเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดที่ยังคงทรงพลังท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือ โซเชียล มีเดีย เพราะสามารถเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มได้
  • โซเชียล แพลตฟอร์มที่กำลังเป็นที่นิยมในจีนคือ Douyin แอปพลิเคชั่นวิดีโอสั้นที่รู้จักกันในชื่อ Tik Tok ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น หากเจ้าของแบรนด์สร้างสรรค์คอนเท้นต์ที่ทำให้เห็นถึง “ความคุ้มค่าที่จะซื้อ” ได้มากเท่าไรย่อมได้เปรียบ เพราะจากข้อมูลพบว่า 64% ของผู้บริโภคจีนนั้นยินดีที่จะลองสินค้าใหม่
  • WeChat Official Account และช่องทางต่างๆ ในการสื่อสาร ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศจีนแล้วสามารถสร้างบัญชีผู้ใช้เองได้ หรือจะให้บริษัทที่เชี่ยวชาญในด้านนี้มาดูแลให้ก็ได้ เพราะจะต้องหมั่นสร้างคอนเทนต์ และบริหารงานแอคเค้าท์ให้มีการเติบโต เพิ่มจำนวนผู้ติดตามเพื่อสร้างยอดขายให้สูงเพิ่มขึ้นได้ต่อไป

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการไทยที่มีประสบการณ์การทำตลาดในจีนร่วมให้ความรู้มากมาย อาทิ นายยงค์กิจ ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร ศูนย์สร้างโอกาส ธุรกิจไทยสู่จีน, นายศิวัสน์      เหลืองสมบูรณ์  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, นางสาวณัฐชานันท์ พาณิชย์วโรชา เจ้าของแบรนด์ PASJEL, นายสุวัฒน์ รักทองสุข ผู้บริหาร บริษัท เลิศ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด, นายกิตติพนธ์  นามพิชญ์ธนสิน ซีอีโอ บริษัท คิสออฟบิวตี้ จำกัด และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ได้แก่ Ms. Lea Zhang ผู้จัดการอาวุโส ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Tmall Global, Mr. Jet Zhou ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Dermatosis Cultural Tourism และ Ms. Summer Deng ผู้บริหาร Guangzhou

LINE SHOPPING X @TuesLIVE เปิดตัวซีซั่น 4 กับ Ep.แรก “อิ่มไม่ทิ้งกัน”

เป็นปีแห่งการไลฟ์ฟรอมโฮมจริงๆ สำหรับ LINE SHOPPING ที่ไม่ว่าจะเปิดรายการไหน ก็ปังปุริเย่ไม่ไหว ยอดวิวมากกว่า 3 แสนต่อไลฟ์ไปอีกก แถมยอดขายยังเติบโตกว่า 70% พร้อมด้วยเซอร์ไพรส์โค้ดที่ขนมาแจกแบบจุกๆ ในทุกรายการ ล่าสุด หลังจาก LINE SHOPPING X @TuesLIVE จบซีซั่น 3 ไปอย่างสวยงาม ก็เตรียมเปิดซีซั่นใหม่ล่าสุด ซีซั่นที่ 4 ประเดิมด้วยโปรเจ็คต์ “อิ่มไม่ทิ้งกัน” ช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการร้านอาหารที่ขนเมนูเด็ดมาลดกระหน่ำชมพร้อมกันวันอังคารที่ 27 ก.ค.นี้ EP.แรก พร้อมชวนติดตาม 2 รายการที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด นั่นคือ รายการใหม่ “แจกแหลก” และ “แซะแซ่บ ซีซั่น 2” รูปแบบใหม่ ที่มารอจ่อคิวให้ทุกคนชมและช้อปกันต่อเนื่องทุกวันพุธ-พฤหัสบดี

การกลับมาในซีซั่น 4 ครั้งนี้ LINE SHOPPING X @TuesLIVE ไม่ธรรมดา เพราะใน EP.1 นี้ ประเดิมด้วยโปรเจ็คต์ “อิ่มไม่ทิ้งกัน” ที่ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร ขนเมนูมารีวิวให้แบบปังๆ นำทีมโดยร้านระดับมิชลิน อาทิ ศรีตราด, ครัวเลิศทิพย์ by เชฟกิ๊ก, กับข้าวกับปลา, คั่วกลิ้งผักสด และ Ippudo และอีกกว่า 30 ร้านดัง ไม่ว่าจะเป็น Yuzu Ramen, Nara, โค-ลิมิเต็ด, QQ Dessert, Casa Lapin, A&W, Greyhound Cafe, Hong Bao, Fire Tiger, Sho Kappo by Hajime, Shoyuu, iBerry, Shoryu Hotpot, ร้านข้าวแกงพ่อมหา ฯลฯ โดยคุณสามารถสั่ง “อิ่มไม่ทิ้งกัน” ส่งความอิ่มอร่อยไปยังปลายทางให้กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้าระบบ Home Isolation/Community Isolation และบุคลากรด่านหน้า ในราคาเพียงกล่องละ 50 บาท ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ส่วนผู้ที่อยากสั่งเมนูจากร้านโปรดไปทานที่บ้าน สามารถใช้โค้ดส่วนลดกว่า 3 แสนบาท จาก 30 ร้านดัง ให้คุณเลือกเก็บ และซื้อไปทานที่บ้านแบบไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ดีเดย์ไลฟ์ให้ชมพร้อมกัน วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564 เปิดจอรอชมเลย 17.00 น.

นอกจากนั้น LINE SHOPPING ยังจัดเต็มกับอีก 2 รายการ เริ่มด้วย “แจกแหลก” ที่ต่อยอดความสำเร็จของ TuesLIVE ที่งานนี้ ป้าตือ รวมเหล่าศิลปินและไอดอลฮอตฮิต อาทิ ตุลย์-ภากร, ท็อปแท็ป-ณภัทร, โม-จิรัชยา, จีน่า-วิรายา, หลิน-มชณต, ป๊อปปี้-รัชพงศ์ (เดอะเฟซเมน) มาชนกันเป็นครั้งแรกในรูปแบบการแบทเทิล ที่ ป้าตือ จะมารับบทคอมเมนเตเตอร์ พร้อมกับตัวแทนแบรนด์ กับรูปแบบการไลฟ์แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้ง “แจก” ทั้ง “แหลก” ทั้ง “น็อคเอ้าเซลล์” กับหลากหลายแบรนด์ที่คุณไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีราคานี้จริงๆ! โดยเตรียมแบทเทิลฟรอมโฮมทุกวันพุธ เริ่ม Ep.แรก วันพุธที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลาดี 17.00 น.!

และอีกรายการที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง! กับ “แซะแซ่บ ซีซั่น 2” จากเหล่าพิธีกรที่มาสร้างความปังอย่างต่อเนื่อง อาทิ อั๋น-ภูวนาท, บุ๋ม-ปนัดดา, เก๋-ชลลดา, ได๋-ไดอาน่า และ ดีเจ.ดาด้า-วรินดา ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาแซะเรื่องบันเทิงให้แซ่บกว่าที่เคย ไลฟ์สดที่ไม่ว่าจะ EP.ไหน คนดูก็ทะลุ 3 แสนวิวทุกๆ ครั้ง คราวนี้ กลับมาแซะข่าวร้อนให้ฮอตกว่าที่เคย เรียกว่า ใครที่ไม่ดู ตกข่าวฮอต ตามข่าวแซ่บไม่ทันคนอื่นแน่นอน นอกจากข่าวแซ่บๆ ที่แซะกันแล้ว ยังขนของหรูโปรแซ่บมหาศาลมาให้ช้อบปิ้งกับดีลที่ถูกจนน้ำตาไหล แบบที่ไม่ว่าใครก็ต้องกดๆๆๆ!!! แอดไลน์ “@sabz”รอไว้เลยรัวๆ แล้วเจอกันทุกวันพฤหัสนะจ๊ะ!!

ติดตามทั้ง 3 รายการดีๆ จาก LINE SHOPPING ให้ดี เพราะมีโปรปังๆ มาเสิร์ฟให้คุณแบบ 3 วันติด ทุกวันอังคาร-พุธ-พฤหัสบดี เริ่มต้นด้วย LINE SHOPPING X @TuesLIVE วันอังคารที่ 27 กรกฎาคมนี้ เวลา 17.00 น. เพียงแอดไลน์ @LINESHOPPING และ @TuesLIVE อย่าลืมนะว่า #ดูไลฟ์ให้ปังต้องดูที่LINESHOPPING