เงินติดล้อ แบ่งปันแนวคิดด้าน Digital Transformation

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) โดย นายฐิติเดช ศรีมารยาท ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตร SME to IBE” (SME to Innovation Based Enterpriseปั้น SME ไทยสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม เพื่อร่วมแบ่งปันแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่นำไปสู่ Digital Transformation และ Reinventing Business ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจของเงินติดล้อนปัจจุบัน หลักสูตรดังกล่าวจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สู่การเปลี่ยนแปลงธุรกิจด้วยฐานความคิดด้านนวัตกรรม โครงการดังกล่าวมีผู้สนใจสมัครข้าร่วมฟังการบรรยายมากกว่า 80 คน จากกว่า 40 องค์กร ผ่านช่องทางการจัดกิจกรรมรูปแบบ virtual classroom เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิ-19 เมื่อเร็วๆ นี้ เยี่ยมชมข้อมูลเงินติดล้อเพิ่มเติมได้ที่ www.tidlor.com  หรือ Facebook Fan page เงินติดล้อ

‘มาสเตอร์คีย์’ ครองแชมป์วาไรตี้บันเทิงอันดับ 1 ของไทย 

เดินทางสร้างความสุขให้แฟนเจ้าประจำมายาวนานกว่า 25 ปี ทำให้ มาสเตอร์คีย์ ทางหน้าจอช่อง 3 ติดท็อปไฟว์รายการที่อยู่คู่คนไทยจนกลายเป็นตำนาน ถือเป็นรายการวาไรตี้บันเทิงที่อยู่มานานจนได้อันดับที่หนึ่งไปครอบครอง สร้างสรรค์ผลงานดีๆ ภายใต้การนำของผู้บริหารหนุ่มไฟแรง จ๊อป-ณฐกฤต วรรณภิญโญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า   

มาสเตอร์คีย์สำหรับผมคือสัญลักษณ์ความบันเทิงแบบทีวีของคนไทยที่เชื่อมโยงกับตัวตนของทีวี ธันเดอร์ ด้วยความที่อยู่คู่คนดูมาอย่างยาวนาน เป็นวาไรตี้บันเทิงที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบ เพราะปกติรายการทีวีจะต้องมีรูปแบบหรือโครงสร้างหลักที่มักไม่ค่อยเปลี่ยนแต่มาสเตอร์คีย์มีความแข็งแรงในเชิง branding มากจนสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้อยู่ได้กับทุกยุคสมัย ภายใต้หลักการคำนึงถึงพฤติกรรมของคนดูด้วยความเข้าใจ จึงไม่ส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อรายการ คนจะจดจำพิธีกรรายการคือพี่นีโน่-เมทนี บุรณศิริ เสมือนเป็นโลโก้ของรายการไปแล้ว เราจึงสามารถเดินทางมาได้ถึงตอนนี้

หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทำรายการ มาสเตอร์คีย์ ได้ช่วงเวลา Day Time ในการออกอากาศซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีคนดูด้วยซ้ำกลุ่มคนดูหลักของรายการมีอายุ 35+ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของทีวี คอนเทนท์ของเราจึงต้องเหมาะสมไม่เร็วเกินไป ไม่แปลกเกินไป ช่วงยุคหนึ่งคนชอบดูดาราสร้างเสียงหัวเราะ มาสเตอร์คีย์ก็เป็นรายการเกมโชว์ที่เล่นกับดาราด้วยกัน มีทั้งเสียงหัวเราะและการลุ้นเกม หลังจากนั้นก็เป็นยุคหนึ่งที่คนดูหันมาชอบดูคนทางบ้านแสดงความสามารถ อย่างเช่น การร้องเพลง เราก็ทำคอนเทนท์เชิญคนทางบ้านมาร้องเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงแนวป๊อบจนถึงเพลงลูกทุ่ง มาที่ปัจจุบันคนชอบที่จะดูดาราแสดงความสามารถที่ไม่คุ้นตา เราก็ทำคอนเทนท์ที่เชิญดารากับคนทางบ้านมาร้องเพลงแข่งกันเราทำงานภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่างจนประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ผมมองว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากๆ ที่จะทำให้คนดูหวนคิดถึงเรา เสมือนเราเป็นเพื่อน และเป็น Top of mind ของเค้าอยู่เสมอ 

“ทุกวันนี้เรายังคงมองไปถึงกลุ่มผู้รับสารเป็นหลัก สำรวจว่าคนดู ต้องการอะไร ชอบอะไร แล้วเลือกมาเพื่อทำเป็นเนื้อหารายการ เราปรับตัวในการทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็น Creativity ของบริษัทที่ทำให้รายการเดินหน้าต่อไปได้ โดยซีซั่นนี้ของ มาสเอร์คีย์เป็นรูปแบบ hybrid ชื่อ “มาสเตอร์คีย์ ยินดีต้อนรับ” ที่มีทั้งทอล์ค และเพลง เพราะเราได้สำรวจความคิดเห็น คนดูพบว่าแท้จริงแล้วผู้ชมยังชื่นชอบที่จะได้เห็นดาราในมุมใหม่และยังได้ฟังเพลงเพราะๆ ด้วย เรียกว่าเป็นเพื่อนที่มีความครบสมบูรณ์มากขึ้น ล่าสุดเราได้นำเรื่องที่คนดูถามถึงมากที่สุด เรื่องหนึ่งของมาสเตอร์คีย์มาทำคอนเทนท์นั่นคือ การกลับมาของพิธีกรที่เรียกได้ว่าเป็นยุคทอของรายการ นั่นคือ ป๋าเทพ-โพธิ์งาม, ถนอม-สามโทน และ จ๋า-ญาสุมินทร์ เพื่อให้แฟนรายการได้หวนคิดถึงบรรยากาศ ความสนุกในวันวาน จะเซอร์ไพรส์แค่ไหนนั้น ต้องติดตามชมกันใน มาสเตอร์คีย์ ยินดีต้อนรับ เทปวันที่ 2-4 สิงหาคมนี้ ออกอากาศเวลา 10.55 น. ทางช่อง ทางช่อง3 กด 33 เชื่อว่าจะสร้างความสุขให้คนดูอย่างแน่นอนครับ” จ๊อป กล่าวทิ้งท้าย

TVD ร่วมช่วยเอสเอ็มอีและผู้ค้าออนไลน์สู้โควิด-19  

ทีวี ไดเร็ค หรือ TVD ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งยืนเคียงข้างผู้ประกอบการสู้ภัย Covid-19 เปิดให้บริการจัดส่งสินค้าครบวงจร ณ จุดให้บริการศูนย์กระจายสินค้า เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและผู้ค้าออนไลน์ให้ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลายากลำบากและยืดหยัดอยู่ได้ โดยสนับสนุนการจัดส่งสินค้าชิ้นเล็กถึงชิ้นใหญ่ ส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าทั่วประเทศได้รวดเร็ว และยึดมาตรการสุขอนามัยความปลอดภัย

นายธีระพงษ์ ลิมป์ประเสริฐ หัวหน้าสายงานจัดส่งสินค้าและบริหารค้าปลีก บริษัท เอบีพีโอ จำกัด ในเครือ บมจ.ทีวี ไดเร็ค (TVD)  ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการจัดส่งสินค้าครบวงจร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid-19 ระลอกใหม่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างผลกระทบต่อระบบขนส่งพัสดุของกลุ่มเอสเอ็มอี ผู้ค้าออนไลน์ หรือลูกค้าทั่วไป ให้มีความล่าช้าลง อันเนื่องจากผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุจำเป็นต้องชะลอการให้บริการบางสาขาลงชั่วคราว บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี บริษัทฯ มีการเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี บริษัทฯ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าต่อไปในวิกฤตินี้

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำกลุ่มธุรกิจให้บริการจัดส่งสินค้าครบวงจร (Fulfillment Service) ร่วมช่วยเหลือการจัดส่งพัสดุของกลุ่มเอสเอ็มอี ผู้ค้าออนไลน์หรือลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่สินค้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่น้ำหนักไม่เกิน 30-150 กิโลกรัม โดยสามารถรองรับการขนส่งพัสดุสูงสุด 10,000 ชิ้นต่อวัน ซึ่งบริษัทฯ จะนำศูนย์กระจายสินค้าในทุกภูมิภาคของประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และระยอง ฯลฯ ให้บริการรับ-ส่งพัสดุทั่วประเทศ ทั้งจากผู้ค้าออนไลน์ กลุ่มเอสเอ็มอี และลูกค้าทั่วไป ด้วยอัตราค่าบริการที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย รวมทั้งจัดเตรียมส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ที่ส่งพัสดุจำนวนมาก 300 ชิ้นขึ้นไปต่อวัน (ตามข้อตกลง) โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร 0-2793-2022 กด 3

สำหรับประเภทการจัดส่งสินค้า บริษัทฯ เปิดให้บริการฝากส่งสินค้าทุกประเภท เช่น อาหารสำเร็จรูป กล้าพันธุ์ไม้  เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น สามารถจัดส่งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ภายใน 2 วัน ส่วนในต่างจังหวัดใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ยกว่า 3 วัน และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาบริการส่งพัสดุด่วน 1 วัน (SAME DAY) ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยลูกค้าที่เข้าใช้บริการโดยเจ้าหน้าที่จะสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาระหว่างให้บริการ ระบบการคัดกรองก่อนเข้าทำงาน และเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนคาดว่าจะครบทุกคนในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ยังพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนพัสดุทุกชิ้น เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นช่องทางหลักที่สร้างรายได้ในสถานการณ์ที่เกิดการแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ผู้ค้าออนไลน์ และลูกค้าทั่วไป ซึ่งหลังจากประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว อัตราการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตเพิ่มขึ้น จากปกติอัตราขนส่งพัสดุในประเทศไทยโดยเฉลี่ย 4 ล้านชิ้นต่อวัน ดังนั้นทีวี ไดเร็คขอเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อโลกการช้อปปิ้งออนไลน์ให้สามารถเดินหน้าต่อไป ด้วยบริการจัดส่งพัสดุถึงมือลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย โดยพร้อมยืนอยู่เคียงข้างและร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายธีระพงษ์ กล่าว 

สำหรับภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซของทีวี ไดเร็ค บนเว็บไซต์ https://www.tvdirect.tv/ หลังจากประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ยอดขายสินค้าในช่องทางดังกล่าวมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนรายได้จากลูกค้าอีคอมเมิร์ซเพิ่มจาก 10% เป็น 15% และจากการเพิ่มรายการสินค้าให้มีความหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนรายได้จากลูกค้าอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มเป็น 20% ส่วนรายได้อีก 80% จะมาจากลูกค้าในช่องทางทีวีโฮมช้อปปิ้งและคอลล์เซ็นเตอร์

เพิ่มช่องทางออกอากาศ SME Biz Talk ผ่านอมรินทร์ทีวี ตลอด ส.ค.

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ธุรกิจ SME โดยเฉพาะภาคค้าปลีกและบริการได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลายกิจการต้องปิดตัวลงไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าช่วง 4 เดือน แรก ของปี 2564 มียอดจดทะเบียนเลิกกิจการไปแล้ว 3,090 ราย แม้จะเป็นจำนวนการปิดที่ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปี 2563 แต่ทั้งนี้ การระบาดระลอกล่าสุด ยังดำเนินต่อไป และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจ

LINE ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ ตอกย้ำบทบาทเพื่อนร่วมทางเคียงข้าง SME ไทย ด้วยหลากหลายโซลูชั่น เครื่องมือดิจิทัลที่พร้อมใช้เป็นรากฐานในการทำธุรกิจออนไลน์ และกิจกรรมมากมายที่ส่งเสริมความรู้ ทักษะให้ SME ไทยในการทำธุรกิจมาโดยตลอด เล็งเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจผ่านออนไลน์ มีความสำคัญต่อ SME ไทยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ LINE จึงได้ขยายช่องทางการออกอากาศรายการ SME Biz Talk ซีซั่น 2 รายการออนไลน์ยอดนิยมสำหรับคนทำธุรกิจยุคใหม่ ไปสู่ระบบทีวีดิจิทัลผ่านช่องอมรินทร์ทีวี (ช่อง 34) เพื่อให้ประชาชนและ SME ทั่วไทยได้เข้าถึงความรู้การทำธุรกิจได้ในวงกว้างขึ้น

SME Biz Talk รายการออนไลน์ที่จัดทำโดย LINE for Business มุ่งเน้นส่งเสริมความรู้ ทักษะให้ SME ไทย ด้วยหลากหลายเนื้อหาน่าสนใจ ทั้งสาระเทคนิค ข้อแนะนำวิธีการใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับขับเคลื่อนธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญในวงการการตลาดและดิจิทัล พร้อมบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์จากเหล่าแบรนด์ SME ไทย ในการนำเครื่องมือ เทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง เพื่อเป็นแนวคิดและกำลังใจ ขับเคลื่อนธุรกิจ SME ทั่วไทยให้เดินหน้าได้ในยุควิกฤต โดยรายการได้ดำเนินมาถึงซีซั่น 2 พร้อมกระแสตอบรับท่วมท้นจากฐานผู้ชมหลักแสนในทุกตอน

รายการ SME Biz Talk ซีซั่น 2 จะออกอากาศผ่านช่องอมรินทร์ทีวีในทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 – 10.30 น. และเริ่มออกอากาศตอนแรก ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 นี้เป็นต้นไป

นางสาวสกุลรัตน์ ตันยงศิริ ผู้อำนวยการธุรกิจ SME, LINE ประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยในการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล เราเชื่อว่า SME Biz Talk ซีซั่น 2 รายการออนไลน์ที่ได้ขยายช่องทางออกอากาศสู่ช่องอมรินทร์ทีวีในครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงสำคัญช่วยให้ SME ทั่วประเทศไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ดีขึ้น พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้ SME ไทยในการนำแนวคิด เทคนิคที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดกับธุรกิจตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเดินหน้าธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปพร้อมๆ กัน

ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ industry 4.0 ชูเทคโนโลยี 5G ในพื้นที่อีอีซี

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) และ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ในหัวข้อ “Smart Industry 4.0 & Digital Transformation Technology by 5G” เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรมแก่ผู้ประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านพัฒนาการศึกษา บุคลากร และเทคโนโลยี สกพอ. เปิดเผยว่า ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ในแง่มุมด้านการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลภายในโรงงานเพื่อพัฒนาสู่ industry 4.0 และแนะนำเพิ่มเติมถึง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ SMC (Sustainable Manufacturing Center) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องภายใต้การพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดย SMC จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในเชิงเทคนิค ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาด้าน industry 4.0 ในพื้นที่ EEC

โดยงานสัมมนาในครั้งนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ถึงแนวทางการส่งเสริมการลงทุนด้าน industry 4.0 และ digital transformation จาก BOI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นถึงความคุ้มทุนและตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในด้านของ สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย หรือ TARA ได้มาพูดถึงจุดประสงค์ของสมาคมที่จะเป็นศูนย์กลางของผู้ซื้อและผู้ขาย สร้างความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกของสมาคม หน่วยงาน และองค์กรอื่น ๆ ทั้ง ภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ภายในงาน ทาง TrueBusiness ได้ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีด้าน 5G และนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจรูปแบบต่างๆ อาทิ AI unmanned vehicle, การเชื่อมต่อข้อมูลอุปกรณ์ IoT และส่งข้อมูลไปเก็บเพื่อประมวลผลบนระบบ cloud ด้วยโครงข่าย 5G ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ อีกทั้ง TrueBusiness เองเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำแก่องค์กรที่สนใจนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในการผลิตและดำเนินการต่างๆ รวมถึงให้บริการออกแบบและติดตั้งโซลูชั่นตั้งแต่ต้นจนจบตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ

ทั้งนี้ สกพอ. พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ industry 4.0 ด้วยเทคโนโลยี 5G อย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เรื่อง industry 4.0 & 5G แก่ผู้ประกอบการในเขตพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง และจะขยายผลสู่ระดับประเทศในลำดับต่อไป

 

SCGP ทำรายได้ครึ่งปีแรก 57,148 ล้าน

SCGP ทำรายได้จากการขายครึ่งปีแรก 57,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 รักษาการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์และการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งการขยายกำลังการผลิตและ M&P ได้ตามแผนงาน ครึ่งปีหลังเตรียมปิดดีลในอินโดนีเซียและสเปน เดินหน้าแผนการประสานความร่วมมือกับพันธมิตร รวมถึงขยายกำลังการผลิตในอาเซียนแล้วเสร็จ เสริมศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2564 มีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 57,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 4,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน EBITDA (กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ไม่รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม และรวมกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ยืม) อยู่ที่ 10,831 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

สำหรับรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น มาจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์และการส่งออกสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอาเซียน เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและ อาหารแช่แข็ง เป็นต้น รวมถึงเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป และประเทศจีนเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคโควิด 19 ถึงแม้จะมีแรงกดดันจากต้นทุนด้านพลังงานและภาวะขาดแคลน   ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการต้นทุน และปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ 

และรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังมาจากการวางกลยุทธ์ในการรักษาความเป็นผู้นำโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนและการขยายธุรกิจได้ตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งการเข้าควบรวมกิจการ (Merger & Partnership หรือ M&P) กับ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม และการเข้าลงทุนใน GoPak UK Limited เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตที่แล้วเสร็จในช่วงที่ผ่านมา เช่น การเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ในประเทศอินโดนีเซีย, การเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ในประเทศไทย เป็นต้น 

SCGP สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการวางกลยุทธ์ขยายธุรกิจผ่านธุรกิจปัจจุบันและ M&P ทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าในปี 2564 จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อกระจายฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพิ่มพอร์ตบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการทำงาน และโมเดลธุรกิจ เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2564 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,073 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 สิงหาคม 2564 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 10 สิงหาคม 2564 

นายวิชาญ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลัง จะได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการดำเนินงานของ SCGP ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ จะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายรายได้จากการขายรวมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ด้วยการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ที่วางไว้ และมีโครงการขยายกำลังการผลิต ได้แก่ การขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 1,615 ล้านชิ้นต่อปี ที่ประเทศไทยและประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ รวมถึงการขยายกำลัง    การผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์อีก 220,000 ตันต่อปี และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัวในประเทศไทยอีก 53 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ปีนี้  

“โดยล่าสุด SCGP ได้ปิดดีลการเข้าถือหุ้นร้อยละ 70 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation        (Duy Tan) ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปในเวียดนาม ตามการเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นตามที่ได้เปิดเผยสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่23 กรกฎาคม 2564 นอกจากนี้ ยังมีดีลที่อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งคาดว่าจะปิดดีลสำเร็จในไตรมาสที่ ของปี 2564 ได้แก่ การเข้าถือหุ้นร้อยละ 75 ใน PT Indonesia Dirtajaya Aneka Industri Box, PT Bahana Buana Box และ PT Rapipack Asritama (Intan Group) เพื่อขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษ ในประเทศอินโดนีเซีย และการเข้าถือหุ้นร้อยละ 85 ใน Deltalab, S.L. ประเทศสเปน เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการและการเติบโตของวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ SCGP ในระดับโลก ซึ่ง SCGP จะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้วยการประสานความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวควบคู่กับารดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG)” นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติม 

มอบชุดพยาบาลและผ้าม่านยับยั้งโควิด-19 ให้ รพ.รามาธิบดี

นายคมสัน ศุภมิตร์ (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอราวัณสิ่งทอ จำกัด บริษัทในกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness ภายใต้เครือสหพัฒน์ ส่งมอบ ชุดพยาบาล NURSY PLUS ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อโคโรนาไวรัส เชื้อแบคทีเรีย สวมใส่สบาย และ ผ้าม่าน CURTAIN ที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโคโรนาไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และป้องกันไฟลุกลาม ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขอนามัย และความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการฝ่าวิกฤติโรคโควิด19 ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมให้เข้าร่วมในโครงการพัฒนาต้นแบบวัสดุเชิงเทคนิค เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (New S-Curve) โดยมี รศ.พญ.ประสาทนีย์ จันทร (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และฝ่ายการพยาบาล ให้เกียรติเป็นตัวแทนในการรับมอบ

สำนักงานประกันสังคม ย้ำผู้สมัคร ม. 40 รีบชำระเงินสมทบก่อนสิ้นเดือนก.ค. นี้

สำนักงานประกันสังคม เน้นย้ำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา รวมถึงผู้สมัครใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งจะเป็นผู้ประกันตนโดยสมบูรณ์เมื่อท่านชำระเงินสมทบแล้วเท่านั้น ขอให้ชำระเงินสมทบภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

สามารถชำระเงินผ่านทุกช่องทางที่สะดวก เคาน์เตอร์เซอร์วิส (เซเว่น-อีเลฟเว่น)  ผ่าน Mobile Application ShoppyPay  ตู้บุญเติม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคาน์เตอร์เทสโก้โลตัส  เคาน์เตอร์บิ๊กซี เคาเตอร์เซ็นเพย์

โปรดชำระเงินสมทบอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนโทร. 1506 ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

คิวแน่น! ยะลา เปิด walk-in ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ผู้สูงอายุ – ประชาชนทั่วไปวันแรก

วันนี้ (29 ก.ค. 64) เป็นวันแรก ที่ โรงพยาบาลยะลา ได้เปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป  ที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2505 มีภูมิลำเนาใน จ.ยะลา เดินเข้ามา walk-in รับการฉีดวัคซีนโควิด-19    เข็มที่ 1 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า   รวมถึง กลุ่มป่วย 7 โรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี   และประชาชนที่มาตามนัด สำหรับผู้ลงทะเบียนหมอพร้อม ในเข็มที่ 2 เข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

บรรยากาศ ที่ หน่วยฉีดวัคซีนอาคารศรีนิบงศูนย์เยาวชนฯ อ.เมืองยะลา เป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนเจ้าหน้าที่จะเปิดให้เข้ารับบริการ ได้มีลูกหลาน นำผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชน เดินเข้ามา walk-in รับบริการฉีดวัคซีน กันจำนวนมาก รวมถึง ประชาชนในกลุ่มเป้าหมาย และประชาชนทั่วไป อายุ 18-59 ปี ทำให้ประชาชนหนาแน่น จนท.ต้องเร่งบอกให้ทุกคนได้เว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันโควิด-19

ทาง จนท.รพ.ยะลา ก็จะให้กลุ่มผู้สูงอายุเข้ารับบริการก่อน ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปก็จะให้มาในเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป เพื่อลดความแออัด สำหรับกลุ่มที่ walk-in เข้ามานี้ ก็จะจำกัดจำนวนไว้ที่ 500 คน ส่วนที่เกินก็จะออกใบนัดให้มาในวันถัดไป ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ 29 ก.ค 64 ไปจนถึงวันที่ 12 ส.ค 64 เพื่อเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อได้ง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำ  หากติดเชื้อแล้ว และยังมีโรคประจำตัว จะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  หลังพบว่าผู้ป่วยโควิดที่เสียชีวิต ใน จ.ยะลา ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ

โดยผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรก  ก็จะได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 3-6 ส.ค 64 สำหรับวันนี้ ทาง ร.พ.ยะลา ได้เตรียมวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า   ไว้จำนวน 3,000 โดส ก็จะเร่งดำเนินการฉีดให้กับประชาชนจนครบจำนวน

ผู้สูงอายุฯ ที่ walk-in  เข้ามาต่างบอกว่า ดีใจที่ได้ฉีดวัคซีน ในครั้งนี้ ยังไม่ได้จองฉีดวัคซีนโควิดเลย  อย่างน้อยการฉีดวัคซีน ก็ป้องกันได้ส่วนหนึ่ง ลดความรุนแรง ซึ่งพื้นที่ ที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นย่านตลาดเก่าติดเชื้อกันมาก ไม่ฉีดก็ไม่ได้แล้ว  เตรียมตัวมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งร่างกาย สภาพจิตใจ ไม่กังวลอะไร หลังจากฉีดแล้วก็ยังจะปฎิบัติตัวป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมแมส ล้างมือ ไม่ไปในสถานที่ชุมชน

ขณะที่ ความคืบหน้าการฉีดวัคซีน โควิด-19 ให้กับประชาชน จ.ยะลา เมื่อ 27 ก.ค 64 ฉีดแล้วสะสม97,305 โดส สะสมเข็ม 1 จำนวน 77,117 โดส (ร้อยละ 22.24) สะสมเข็ม 2 จำนวน 20,188 โดส

วันนี้ (29 ก.ค.) เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีน โควิด-19 ผ่าน 3 ค่ายมือถือ

วันนี้ (29 ก.ค 2564) เปิดรับลงทะเบียนฉีดวัคซีน โควิด-19 สำหรับบุคคลทั่วไป อายุ 18-59 ปี เริ่มฉีด 1- 31ส.ค 2564 ณ สถานีกลางบางซื่อ

สำหรับ​ผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนเลย เปิดลงทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ผ่าน 3 ค่ายมือถือ
ประกอบด้วย
1. AIS ลงทะเบียนได้ที่ เว็บไซต์ www.ais.th/vaccine
2. TRUE ลงทะเบียนได้ที่ ระบบ USSD กด *707# โทรออก หรือ เว็บไซต์ https://vaccine.trueid.net/
3. DTAC ลงทะเบียนได้ที่ ดีแทค แอป และ เว็บไซต์ https://www.dtac.co.th/vaccine/registration/