เปิดตัว La Mer Official Store บน Lazada ที่แรกของวงการอีคอมเมิร์ซ

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเหล่าสาวกบิวตี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสุดพรีเมียมที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก และมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างแบรนด์ La Mer แบรนด์สกินแคร์ที่เหล่าดารา เซเลบริตี้ทั้งในระดับ Hollywood และซุปเปอร์สตาร์ทั่วเมืองไทยต่างยกให้เป็นแบรนด์สกินแคร์ Must Have ที่พวกเธอหลงรัก ด้วยชื่อเสียงและผลลัพธ์ในเรื่องของการฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาสุขภาพดีจากส่วนผสมอันล้ำค่า จึงทำให้ La Mer กลายเป็นแบรนด์ในฝันของสาวๆ ทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของ La Mer กำเนิดขึ้นเมื่อ ดร. แมกซ์ ฮูเบอร์ ได้คิดค้นกระบวนการหมักบ่มอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ La Mer และนำแรงบันดาลใจจากท้องทะเลมาสู่การสร้างสรรค์ขั้นตอนการดูแลผิวเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จนได้เป็นสูตรหนึ่งเดียวที่เปี่ยมด้วยพลังในการฟื้นบำรุงผิวอันเป็นตำนานจากส่วนผสม Miracle Broth™ หัวใจหลักในทุกผลิตภัณฑ์ของ La Mer ที่วันนี้มีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เริ่มต้นด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทยที่มีให้เลือกมากถึง 5 เนื้อสัมผัสตามความต้องการและไลฟ์สไตล์ และผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอื่นๆ ที่นำทัพมาด้วย โลชั่นบำรุงผิวสูตรน้ำ The Treatment Lotion ที่ถูกออกแบบและคิดค้นเพื่อชาวเอเชียโดยเฉพาะ, เซรั่มเข้มข้นที่ถูกขนานนามว่า “สกินแคร์ฮีโร่” ของ La Mer อย่าง The Concentrate และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรอบดวงตาอย่าง The Eye Concentrate ให้สาวๆ ได้เลือกใช้เพื่อปรนนิบัติผิวให้แลดูสวยและเปล่งประกายสุขภาพดี

และในวันนี้ La Mer ได้ยกเคาน์เตอร์ La Mer มาไว้ในมือคุณ ผ่านการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ La Mer Official Store บน LazMall ให้เหล่านักช้อปได้เลือกสรรกันอย่างเพลิดเพลิน พร้อมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษตั้งแต่วันนี้ –10 สิงหาคม 2564

เริ่มจองสินค้าเซ็ต Pre-sale Exclusive only at Lazada และรับสิทธิพิเศษที่พร้อมมอบให้คุณ อาทิ

  • The Treatment Lotion set ในราคาเพียง 5,950 บาท จากราคาปกติ 8,350 บาท (ประกอบด้วย The Treatment Lotion ขนาด 150ml + The Treatment Lotion ขนาด 30ml จำนวน 2 ชิ้น)

ค้นพบผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสุดพรีเมียมจากแบรนด์ La Mer เพิ่มเติมได้ที่ คลิก https://www.lazada.co.th/shop/la-mer1626753410

บลจ.บีแคป แนะหุ้นจีนเน้นไบโอเทค หุ้นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

บลจ.บีแคป ชี้รัฐบาลจีนรุกคืบออกมาตรการคุมเข้มธุรกิจ Consumer Technology มากขึ้น หวังสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและลดเหลื่อมล้ำระบบเศรษฐกิจ คาดกระทบราคาหุ้นกลุ่มนี้ ปรับฐานลงในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า แนะโยกลงทุนจากกลุ่ม Consumer Technology พวก e-commerce fintech media และ e-platform มาเน้น Non-consumer Technology เช่น Biotech Clean Energy ของจีน เหตุยังเติบโตดีแต่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบายของจีนดังกล่าว

ดร. ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร รองกรรมการผู้จัดการหัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บางกอกแคปปิตอล หรือ BCAP เปิดเผยถึงกรณีที่ ประเทศจีน ได้ออกมาตรการควบคุมกิจการของบริษัท Consumer Technology มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายปี 2563 ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นเทคฯจีนโดยรวม จากความกังวลเรื่องนโยบายของภาครัฐว่า จะเพ่งเล็งธุรกิจใดต่อไป

โดยผู้จัดการกองทุน ประเมินว่ารัฐบาลกลางมี 2 เป้าหมายสำคัญในการออกมาตรการควบคุมกลุ่ม Consumer Technology เรื่องแรกคือการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน และเรื่องที่สองคือความมั่นคงทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาต่างมุ่งเน้นไปสู่ 4 เสาหลักแห่งความมั่นคง (four pillars of stability) กล่าวคือ 1) เสถียรภาพทางด้านการเงิน 2) การแข่งขันอย่างเสมอภาคและป้องกันการกีดกันทางการค้า 3) การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการนำข้อมูลไปใช้อย่างเป็นธรรม และ 4) การสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้เกิดผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้น จนนำมาสู่การผูกขาดทางการค้า การนำข้อมูลของผู้บริโภคมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและเอาเปรียบผู้บริโภค การให้ผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง ซึ่งหากปล่อยปัญหาทิ้งไว้นานอาจทำให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะต่อไป ตัวอย่างเช่น บริษัท Alibaba ใช้ฐานข้อมูลที่มี และพยายามเสนอเงินกู้เกินความจำเป็นแก่ผู้บริโภค โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลด้านเสถียรภาพจากภาครัฐ หรือบริษัท Meituan ที่ใช้อำนาจผูกขาดในธุรกิจจนเกิดการจ้างพนักงานในอัตราที่ไม่เป็นธรรม

กลุ่ม China Consumer Tech กำลังเข้าสู่ new growth regime ที่อาจจะถูกปรับฐานเพื่อสะท้อนการเติบโตที่ลดลง เชื่อว่าทางการจีนจะยังคงมีนโยบายในเชิงควบคุมกลุ่ม Consumer Tech ออกมาอีกเป็นระยะ ๆ แต่การพัฒนานวัตกรรมยังมีความจำอย่างยิ่งสำหรับประเทศจีน เพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกภายใต้แผนแม่บทในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เราเรียกว่า China Non-consumer Tech อาทิเช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Clean Energy กลุ่ม Biotech ที่เป็นฐานการผลิตของโลก และกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อการอุตสาหกรรม จะยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น จากการที่ราคาปรับลงมาจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง และจากนโยบายสนับสนุนต่อเนื่องจากภาครัฐจึงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดังกล่าว

“เราประเมินว่าหุ้นกลุ่ม China Consumer Tech ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดีในระยะยาว แต่จะมีการปรับฐานเพื่อสะท้อน new growth regime ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ตามมาตรการควบคุมต่างๆสำหรับ 4 เสาหลักแห่งความมั่นคงของจีนทยอยกันมีความชัดเจนขึ้น ดังนั้นเราแนะนำโยก จากกลุ่ม China Consumer Tech ไปสู่กลุ่ม Non-consumer Tech ซึ่งราคาย่อตัวลงบางส่วนจาก sentiment ลบของหุ้นกลุ่ม china consumer tech” ดร.ธนาวุฒิกล่าว

กอง BCAP-XHEALTH และ BCAP-CLEAN เป็นตัวเลือกสองกองทุนของ BCAP ที่มีสัดส่วนการลงทุนใน China Non-consumer Technology ที่ว่านี้อย่างมีนัยยะ และมีการกระจายกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิภาคทั่วโลกที่สมดุลซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงของความผันผวนของราคาได้ดีขึ้นในช่วงนี้และที่สำคัญหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพและพลังงานสะอาดไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายป้องกันการผูกขาดทั้งฝั่งสหรัฐฯและจีน

CV เตรียมเสนอขาย IPO 320 ล้านหุ้น

บมจ. โคลเวอร์ เพาเวอร์ หรือ CV เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 320 ล้านหุ้น พร้อมนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คาดภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เดินหน้ารุกขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งในไทยและต่างประเทศ ก้าวสู่บริษัทพลังงานชั้นนำที่ส่งมอบคุณค่าจากพลังงานหมุนเวียนสู่สังคมโลกเพื่อความยั่งยืน หลัง สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing)

นายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV เปิดเผยว่า บริษัทฯ ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเป็นผู้ให้บริการทางด้านวิศวกรรมครบวงจร ทั้งการออกแบบ ก่อสร้างโรงไฟฟ้า บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษา ตลอดจนลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ โดยนำเอาประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนกว่า 15 ปี ด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ ความชำนาญงานด้านวิศวกรรมการออกแบบและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (EPC Turnkey) เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนพัฒนาและลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และ/หรือพลังงานสะอาด รวมถึงวางแผนเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่คุณค่าในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและกลยุทธ์ด้านการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเมกะเทรนด์ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ CV ก้าวสู่บริษัทพลังงานชั้นนำที่ส่งมอบคุณค่าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ และสังคมโลกอย่างสมดุลและยั่งยืนในอนาคต

ปัจจุบัน CV ประกอบธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Power Producer) มุ่งเน้นพัฒนาและกระจายการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีจากพลังงานหมุนเวียน โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 4 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์ (ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัดส่วนการถือหุ้น 16.69 เมกะวัตต์) แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวน 3 โครงการดำเนินการภายใต้บริษัท CV, CPL และ RTB และโรงไฟฟ้าขยะ จำนวน 1 โครงการ ดำเนินการภายใต้  CPX ได้แก่ 

1.1 โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โคลเวอร์ เพาเวอร์ (CV) อ.วังชิ้น จ.แพร่ กำลังการผลิตติดตั้ง 9.4 เมกะวัตต์

1.2 โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โคลเวอร์ พิษณุโลก (CPL) อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก กำลังการผลิตติดตั้ง 4.9 เมกะวัตต์

1.3โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล รุ่งทิวา ไบโอแมส (RTB) อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์

1.4โครงการโรงไฟฟ้าขยะ โคลเวอร์ พิจิตร (CPX) อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร กำลังการผลิตติดตั้ง 2.0 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมีโครงการโรงคัดแยกและแปรรูปขยะ เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 150 ตัน/วัน และโครงการโรงไฟฟ้าแบบพลังงานความร้อนร่วมใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าซื้อกิจการ จำนวน 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 7.36 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 40.0 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

(2) ธุรกิจด้านงานวิศวกรรม (Valued EPC) มุ่งเน้นให้บริการงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากเชื้อเพลิงชีวมวล ขยะและชีวภาพ และงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตั้งแต่งานด้านการออกแบบ จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และก่อสร้าง (Engineering Procurement and Construction: EPC) แบบครบวงจร ให้แก่ โรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทฯ และลูกค้าทั่วไป โดยดำเนินกิจการภายใต้ บริษัท ศแบง คอร์ปอเรชั่น จำกัด  และ บริษัท ศแบง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 100

และ (3) ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Supporting) ให้บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) ให้แก่ลูกค้าโรงไฟฟ้าทั่วไป พร้อมมุ่งเน้นให้บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้ากลุ่มพลังงานจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ บริษัทฯ มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการปฎิบัติงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาที่พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร

“จุดเด่นของ CV คือ การดำเนินธุรกิจในด้านพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับงานด้านวิศวกรรม EPC Turnkey แบบครบวงจรในกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ ชีวมวล ขยะ และก๊าซชีวภาพ และพลังงานสะอาด ถือเป็นหนึ่งในการขยายการลงทุนตามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ สอดรับอุตสาหกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนที่กำลังเติบโต ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงในธุรกิจโรงไฟฟ้า ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน รวมถึงช่วยสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายเศรษฐศิริ กล่าว

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2564) บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 358.06 ล้านบาท โดยมาจากการขายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ 4 แห่ง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้า          ชีวมวล 3 โครงการ ได้แก่ จังหวัดแพร่ พิษณุโลก และสงขลา โครงการโรงไฟฟ้าขยะที่ 1 โครงการ ที่จังหวัดพิจิตร และมีรายได้จากการขายเครื่องจักรและให้บริการวิศวกรรมก่อสร้างต่อเนื่องจากสัญญางาน รวมถึงมีรายได้จากการให้บริการ เดินเครื่องและงานซ่อมบำรุง ขณะที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 26.68 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.29 % ตามลำดับ

นายดิถดนัย สังขะรมย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า  หลังจาก บมจ. โคลเวอร์ เพาเวอร์’ หรือ CV ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 320,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) แล้ว

ปัจจุบัน CV มีทุนจดทะเบียน 640,000,000 บาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,280,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 480,000,000 บาท ในการระดมทุนครั้งนี้จะนำเงินที่ได้ไปขยายธุรกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและเงินกู้ยืมกรรมการ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกลุ่มบริษัทฯ ตามแผนคาดว่า CV จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564

เปิดจุดตรวจสมาคมปราบวัณโรคฯ รองรับฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มรอบประชาชน

IMH เปิดจุดตรวจ สมาคมปราบวัณโรคฯ (พญาไท) รองรับการฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม รอบประชาชน พร้อมเปิดโซนให้บริการตรวจเชื้อโควิด นอกอาคาร เพื่อบริการประชาชน ใจกลางกรุงเทพฯ ระบุภายในไตรมาส3/64 ตั้งเป้าเป็นสถานพยาบาลฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม สำหรับรองรับการฉีดวัคซีนทางเลือกแก่ประชาชนทั่วไป ที่จองสิทธิผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สูงถึง 150,000 คน  

ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) หรือ IMH และประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลประชาพัฒน์ เปิดเผยว่า ล่าสุด IMH ได้เปิดจุดตรวจเพิ่มแห่งใหม่ ที่สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (พญาไท)เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนตัวเลือก “ซิโนฟาร์ม” เพื่อกระจายให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด รวมถึงเปิดให้บริการตรวจเชื้อโควิด อีกโซนนอกอาคาร เพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามารับบริการใจกลางกรุงเทพฯ

 “สำหรับจุดตรวจ สมาคมปราบวัณโรคฯ (พญาไท) ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ และ สะพานควาย พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนฯ ช่วง วันจันทร์ ถึง เสาร์ เวลา 9.00 -15.00น. ในห้องประชุมสมาคมฯ และให้บริการตรวจโควิด ช่วง วันจันทร์ ถึง เสาร์  เวลา 7.00 – 12.00น. ในโซนนอกอาคาร”

IMH ได้รับเลือกเป็นสถานพยาบาลฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” รอบประชาชนทั่วไป ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  เป็นการตอกย้ำถึงการเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านโควิดแบบครบวงจร เช่น ให้บริการตรวจเชื้อโควิด, ตรวจภูมิคุ้มกัน, ฉีดวัคซีนโควิด, ตรวจรักษาโควิดและติดตามอาการ เป็นต้น

ที่ผ่านมามา IMH ได้รับความไว้วางใจ ในการฉีดวัคซีนฯให้กับกลุ่มลูกค้าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงองค์กรทั่วไป อาทิ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บมจ.ซีพี ออลล์ จํากัด (CPALL), บมจ.สยาม แม็คโคร (MAKRO), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ( AIS) , บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง (THANI), บมจ.เอ็กโซติค ฟู้ด (XO), บมจ. ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE), บมจ.วี.แอล.เอ็นเตอร์ไพรส์ (VL), บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ (NDR), บมจ.ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (UKEM), บมจ.บิวเดอสมาร์ท (BSM), บมจ.สกาย ไอซีที (SKY), บมจ.แอ็พพลาย ดีบี (ADB), บมจ.พรีบิลท์ (PREB) , บมจ.คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ.(K), บมจ.ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง (TIGER), บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท อีซูซุ โลจิสติกส์เอเซีย (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โตโยต้า ชัยรัชการ จํากัด, บริษัท โตโยต้าเมืองนนท์ จำกัด เป็นต้น ซึ่งลูกค้าองค์กรในกลุ่มดังกล่าวได้ลงทะเบียนเลือกขอรับบริการฉีดวัคซีน ซิโนฟาร์มกับทาง IMH เข้ามากว่า100,000 คน ซึ่งเกินเป้าเดิมที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 50,000 คน

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์และการได้รับความไว้วางใจดังกล่าว ส่งผลให้ IMH ได้รับเลือกให้เป็น 1 ในสถานพยาบาลฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” รอบประชาชนทั่วไปของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อีกครั้ง ทั้งนี้ ทาง IMH ได้ตั้งเป้าที่จะรองรับการให้บริการฉีดวัคซีนทางเลือกแก่ประชาชนทั่วไป ที่จองสิทธิผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และแจ้งความประสงค์ให้ IMH เป็นสถานพยาบาลฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ได้สูงถึง 150,000 คน ภายในไตรมาส 3/2564 นี้  ซึ่งจากศักยภาพของ IMH ผนวกกับการการันตีความน่าเชื่อถือผ่านหน่วยงานระดับต้นๆ ของประเทศที่เข้ามาใช้บริการ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการเป็นผู้นำในการตรวจ โควิด-19 และเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านโควิดแบบครบวงจรอย่างแท้จริง

“อร่อยดี” พลิกกลยุทธ์ส่งแคมเปญ Fantastic 4 ครบจบในแอปเดียว

จากมาตรการของภาครัฐที่ให้เว้นระยะห่าง ไม่นั่งทานอาหารร่วมกันที่ร้าน โดยให้บริการเฉพาะซื้อกลับบ้านเท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารเร่งปรับตัวเพื่อสู้ศึกสถานการณ์ปัจจุบันวันต่อวัน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แนวคิด ปลาใหญ่ ปลาเล็ก ไม่สำคัญเท่ากับ ปลาที่พลิกตัวเร็ว! แต่ละแบรนด์วิ่งทำเวลาขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้มีรายได้ใกล้เคียงเท่าเดิม หรือในบางแบรนด์ อาจพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างยอดขายได้มากขึ้นก็เป็นได้!!

เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป หรือ ซีอาร์จี (CRG) พลิกกลยุทธ์ หนุน แบรนด์ อร่อยดี เสิร์ฟความอร่อยถึงบ้านช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในแบบ 4 in 1 อร่อยครบจบในแอปเดียว เลือกช้อปสุดยอด 50 เมนูฮอต จาก 4 ร้านดัง อร่อยดี, Tokyo Bowl รวมเมนูเด็ดข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น, เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ, และเจ๊เกียงหมูทอด ข้าวเหนียวนุ่ม ไว้ทานได้ทั้งวัน พร้อมจับมือ Grab Express ส่งอาหาร ผู้ป่วยสีเขียวที่กักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

Fantastic 4 อร่อยครบจบในแอปเดียว กับ 4 ร้านดัง

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่บ้าน ลดการเดินทางเพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ ในด้านการบริการแล้ว นายธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG (Mr. Tanapoln Tunpasit – Head of Thai & Chinese Cuisine) กล่าวว่า “อร่อยดี” จะต้องเป็นแบรนด์ร้านอาหารอร่อยที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดผ่านแอปพลิเคชั่น “วางกลยุทธ์อร่อยดี ให้เข้าถึงง่าย ราคาประหยัด สั่งได้ทุกวัน ตามคอนเซ็ปท์ “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ” มีเมนูที่หลากหลาย ไม่ให้กลุ่มเป้าหมายจำเจ ซึ่งแบรนด์ “อร่อยดี” ได้รวบรวมพันธมิตรความอร่อยไว้ทั้ง 4 ร้านดังที่คัดสรรมาแล้ว ได้แก่ อร่อยดี, Tokyo Bowl รวมเมนูเด็ดข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น, เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ, และเจ๊เกียงหมูทอด ข้าวเหนียวนุ่ม ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งคุณภาพอาหารและรสชาติ ซึ่งมีมากกว่า 50 เมนูให้เลือก ในการกดสั่งเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อร่อยดี กับทิศทางตลาดที่ลงตัว

ในยุคที่มีการแข่งขันสูง และต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา การสร้างสรรค์เมนูที่คุ้นเคยอร่อย ทานง่าย ราคาคุ้มค่า และสั่งได้ทุกวัน เป็นแนวทางที่แบรนด์ “อร่อยดี” ให้ความสำคัญ

นายธนพล ผู้บริหาร “อร่อยดี” กล่าวเพิ่มเติม จากทิศทางตลาดเปลี่ยนไปหลังจากมาตรการด้านการป้องกันการระบาดโควิด – 19 ที่เข้มมากขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าปรับพฤติกรรม จากนั่งร้าน หรือสั่งกลับบ้าน (Take away) มาเป็นเดลิเวอรี่ ซึ่งวันนี้แบรนด์เราทำได้ดี สัดส่วนเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นเป็น 70 % ในส่วนออฟไลน์ การตั้งร้านค้าสถานีบริการน้ำมันก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสถานการณ์โควิด-19 ที่สามารถให้บริการและเปิดครัวทำอาหารเพื่อส่งถึงทุกออเดอร์ที่สั่งเข้ามาได้แบบไม่สะดุด

ทั้งนี้ ในโลกวิถีใหม่ ความคุ้มค่า ยังคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ การใช้เครื่องมือการตลาด เช่นช่องทางออนไลน์เข้ามาสนับสนุนการขาย การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ เป็นเป้าหมายในการพัฒนาและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

อร่อยดี อิ่มท้องช่วง Home Isolation

นอกจากนี้ อร่อยดี ยังขานรับโครงการ Meal for You ของกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยการจับมือกับ “แกร็บเอ็กซ์เพรส” (GrabExpress) จัดส่งอาหารปรุงสุก 3 มื้อทุกวัน ให้ผู้ป่วยสีเขียวของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ในรัศมี 10 กม. พร้อมทั้งยังร่วมสมทบทุนมื้ออาหารเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ป่วยได้บริโภคอาหารที่หลากหลายตามหลักโภชนาการ

แคมเปญเพื่อสังคม Food for Heroes

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทางแบรนด์ “อร่อยดี” ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการส่งต่อน้ำใจภายใต้แคมเปญเพื่อสังคม Food for Heroes ที่เริ่มไปแล้วก็คือ ข้าวกล่องราคาเบา สำหรับให้แพทย์ พยาบาล (ราคา 39/49/59) เพียงโทร.สั่ง 1312 สำหรับผู้ที่อยากส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยเมนูอร่อยๆ สั่งและส่งทันที

โดยมี สถานที่บริจาคทั้ง 9 แห่ง: 1.โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) 2.โรงพยาบาลสนาม-สถาบันบําราศนราดูร 3.โรงพยาบาลสนาม-ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มศว. องครักษ์” 4.โรงพยาบาลลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 5.โรงพยาบาลศิริราช 6.โรงพยาบาลรามาธิบดี 7.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 8.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 9.โรงพยาบาลราชวิถี หรือนอกเหนือจากรายการสถานพยาบาลด้านบน ลูกค้าสามารถระบุปลายทางได้โดยแจ้งพนักงาน 1312

ท้ายสุด ผู้บริหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นเรื่องสำคัญ แบรนด์ “อร่อยดี” ในเครือ ซีอาร์จี ได้รับตราสัญลักษณ์ SHA : Safety and Health Administration ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย และยังคงเข้มงวดในเรื่องมาตรการความปลอดภัย ให้ไกลห่างโรคโควิด-19 ด้วยแผน 3C คุมเข้มที่ร้านอาหารประกอบด้วย 1) Cleanliness Procedure คัดกรองอย่างเข้มงวด รักษาความสะอาดทุกขั้นตอน 2) Consideration of Social Distancing Measures เน้นย้ำมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม 3) Contactless Service การให้บริการแบบไร้สัมผัส เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการทุกคน

 

รวมโซลูชัน LINE ช่วย SME ไทย เริ่มธุรกิจออนไลน์ด้วยตนเองได้ฝ่าวิกฤต

จากรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเดือนพฤษภาคม 2564 เผยว่าธุรกิจ SME มีส่วนแบ่งใน GDP ของประเทศมากถึง 35% และมีจำนวนกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้การเติบโตหดตัวไปมากถึง 2.5% สะท้อนให้เห็นชัดว่าธุรกิจ SME ยังเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญของไทยไม่แพ้ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะต้องแบกรับปัญหาในขณะนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้ เอสเอ็มอีไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่ต้องมี “เพื่อนร่วมทางที่ดีที่มีอาวุธครบมือ”

LINE ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย มุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มและโซลูชันมากมายเพื่อขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้เดินหน้า เติบโตได้ภายใต้ LINE for Business จึงรวบรวมโซลูชันเชิงธุรกิจสำหรับ SME ไทย ช่วยให้สามารถเดินหน้าเริ่มต้นสู่การสร้างแบรนด์ สร้างร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ ทันทีด้วยตนเอง ตอกย้ำบทบาท “เพื่อนร่วมทางที่ดี” ให้กับ SME ไทย พร้อมอาวุธครบมือที่พร้อมให้เริ่มต้นเลือกเปิดใช้งานได้ง่ายๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการค้าขายเอาตัวรอดต่อได้ท่ามกลางวิกฤต

เริ่มต้นสร้างแบรนด์ สร้างร้านออนไลน์ได้ง่ายๆ ด้วย LINE OA

เมื่อเริ่มเข้าสู่โลกออนไลน์ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการสร้างตัวตนและ “บ้าน” ของแบรนด์บนโลกออนไลน์ให้ได้ เพื่อเป็นแหล่งสร้างฐานลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว หนึ่งในช่องทางการสร้าง “บ้าน” ให้แบรนด์บนโลกออนไลน์สำหรับ SME ไทยยอดนิยมคือ LINE Official Account หรือ LINE OA บัญชี LINE เพื่อธุรกิจ ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับบัญชี LINE โดยทั่วไป แต่แตกต่างด้วยฟีเจอร์มากมายในเชิงพาณิชย์ที่ครบครัน ตอบสนองการทำงานของคนขาย เป็นประตูสู่การทำธุรกิจ เปิดทางเข้าหาลูกค้าที่ใช่ด้วยการแชทพูดคุย พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้ครบจบในช่องทางเดียว

(วิดีโอสอนขั้นตอนการเปิดบัญชีและใช้งาน LINE Official Account โดยละเอียด: https://www.youtube.com/watch?v=mqvLDC23gIU&list=PL4kYlitYnX_cnsKcQ3Ok3vPe3xyziTnYl)

นอกจากการพูดคุยผ่านแชทระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขายได้โดยตรงแบบ 1:1 ซึ่งเป็นเสน่ห์สำหรับการซื้อขายในเมืองไทยแล้ว LINE OA ยังมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมายที่ช่วย SME ไทยเข้าถึงและเข้าใจความต้องการลูกค้าเพื่อปิดการขายได้อย่างสมบูรณ์ แม้มีทรัพยากรบุคคลน้อย เช่น Greeting Message ข้อความทักทายเพื่อนใหม่ที่จะปรากฏตั้งแต่วินาทีแรกที่มีลูกค้ามากดติดตาม โดยผู้ขายสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นของสินค้า สาขาและแสดงตัวตนของแบรนด์ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าใหม่แรกพบได้ทันที ฟีเจอร์ Broadcast เปรียบเสมือนกระดานประกาศข้อมูล โปรโมชันที่น่าสนใจ สื่อสารถึงผู้รับได้หลายคนพร้อมกันในครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพหรือวีดีโอ คูปอง และฟีเจอร์ คูปองและบัตรสะสมแต้ม (Coupon & Reward Card) สำหรับสร้างกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อ “มัดใจ” ลูกค้า ให้กลับมาซื้อสินค้าหรือบริการเป็นประจำ เป็นต้น โดยฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้ ผู้ขายล้วนสามารถสร้างเองได้ง่ายๆ บน LINE OA

เสริมการรับรู้ ให้ขายได้ ขายดี ด้วยโฆษณาบน LINE Ads Platform

นอกจาก LINE OA จะเป็นประตูของธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการควรต้องหาเครื่องมือที่จะใช้เรียกคนเรียกแขกให้เข้าร้านอยู่เรื่อยๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้จัก จดจำและกลับมาซื้อและใช้บริการซ้ำอย่างถูกวิธีจึงสำคัญไม่แพ้กัน ช่องทางการซื้อโฆษณาบน LINE ที่เรียกว่า LINE Ads Platform หรือ LAP จึงถือเป็นอีกหนึ่ง “ขุมพลัง” สำคัญที่ควรค่าในการสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ ขยายฐานลูกค้าในราคาและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เพราะระบบจะเลือกตําแหน่งโฆษณาบนแพลตฟอร์ม LINE ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ตามวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ค้าสามารถเลือกระบุเองได้ตามต้องการ เพื่อให้โฆษณาทำหน้าที่ “ป่าวประกาศให้โลกรู้จัก” กระจายข่าวในวงกว้าง ผ่านตำแหน่งยอดนิยมต่างๆ บน LINE ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานถึง 49 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นในหน้าแชท Chat list, หน้า LINE Timeline, หน้า LINE TODAY, LINE TV และหน้า Wallet

(วิดีโอสอนขั้นตอนการเปิดบัญชีและใช้งาน LINE Ads Platform โดยละเอียด: https://www.youtube.com/playlist?list=PL4kYlitYnX_eqPkb5wITk9MNW3ZBBL7M_ )

MyShop ระบบจัดการสต๊อก หน้าร้านออนไลน์ ช่วยปิดการขายง่ายขึ้นกว่าเดิม

เมื่อมี “บ้าน” ของแบรนด์เพื่อเป็นร้านค้าในโลกออนไลน์แล้ว การเสริมพลังให้ร้านค้าออนไลน์มีระบบ ระเบียบ ตอบโจทย์การขาย พร้อมสร้างประสบการณ์การซื้อที่ดี ลื่นไหล น่าประทับใจ จะทำให้ร้านค้าออนไลน์เป็นที่จดจำและอยู่ได้ในระยะยาว นั่นจึงเป็นที่มาของ MyShop เครื่องมือสำหรับจัดการร้านค้าออนไลน์ เสริมพลังให้ LINE OA สู่การเป็นช่องทางปิดการขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ช่วยให้ SME บริหารร้านออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ระบบจัดการหน้าร้าน จัดรายการสินค้าพร้อมให้ลูกค้ากดเลือกซื้อ ชำระเงินได้ทันที ไปจนถึงระบบการจัดการหลังบ้าน (Back-office) เช่น การจัดการซื้อขายแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบจัดการสต็อกสินค้า การออกใบออเดอร์ให้ลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีแบบอัตโนมัติ ระบบการแจ้งและติดตามการชำระเงินที่เชื่อมต่อกับช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ช่วยให้ร้านค้าสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วฉับไวเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่  พร้อมรายงานสรุปยอดการซื้อขายเพื่อเก็บสถิติของทางร้านในแต่ละวัน

(ศึกษารายละเอียดการใช้งาน MyShop เพิ่มเติมได้ที่: https://linemyshop.com

เปิดร้านอาหารออนไลน์ได้ทันใจด้วย MyRestaurant 

เครื่องมือใหม่ที่จะมาต่อลมหายใจให้กับธุรกิจร้านอาหารอย่าง MyRestaurant ระบบจัดการหน้าร้านออนไลน์ ที่ร้านอาหารไม่ว่าจะขนาดเล็กแบบ Street Food ไปจนถึงขนาดใหญ่ก็เปิดใช้ง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง โดย MyRestaurant จะคอยเป็นเครื่องมือเสริมแกร่งให้ธุรกิจร้านอาหารออนไลน์บน LINE OA สามารถค้าขาย ตอบโจทย์ลูกค้าได้แม้จะเจอวิกฤตข้อจำกัดในช่วงล็อกดาวน์ ด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Smart Menu เมนูอิเล็กทรอนิกส์ที่ร้านอาหารสามารถออกแบบปรับแต่งได้เอง ให้ลูกค้าสามารถกดเลือกดูได้ตามใจ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบันที่ไม่ต้องการสัมผัสเล่มเมนู พร้อมเชื่อมต่อกับระบบรับออเดอร์ของร้านอาหารได้ทันที ฟีเจอร์ Rich Menu ปุ่มเมนูลัดเชื่อมต่อกับบริการเดลิเวอรี่ต่างๆ เช่น LINE MAN ได้โดยตรง พร้อมให้ลูกค้าขาประจำกดสั่งอาหารพร้อมส่งได้ทันใจ และหน้า Report รายงานข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีทั้งรายงานกลุ่มลูกค้า (Customer Report) และรายงานยอดขาย (Sale Report)  ช่วยให้ร้านสามารถดูข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ต่อยอดกลยุทธ์การตลาดได้ดีกว่าเดิม

(ศึกษารายละเอียดการใช้งาน MyRestaurant เพิ่มเติมได้ที่: https://lineforbusiness.com/myrestaurant/ )   

โควิด-19 ส่งผลกระทบและเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้งในมุมผู้บริโภค มุมธุรกิจค้าขายโดยเฉพาะกลุ่ม SME ไทยอันเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจไทยที่สำคัญ การซื้อขายออนไลน์ การค้าในโลกดิจิทัลได้กลายมาเป็นช่องทางสำคัญให้ SME ไทยต้องปรับยุทธวิธีให้เท่าทันเพื่อความอยู่รอด การเริ่มต้นใช้เครื่องมือง่ายๆ บนแพลตฟอร์มที่คุ้นเคยอย่าง LINE ถือเป็นก้าวแรกสำคัญให้ SME ไทยในการเรียนรู้เพื่อก้าวพ้นวิกฤติหนักหนาสาหัสตอนนี้ไปให้ได้ โดย LINE พร้อมเป็น “เพื่อนร่วมทาง” เคียงข้าง SME ไทย ให้ก้าวต่อไปบนโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นคง

SMD บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์

ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ (ที่ จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยทีมงาน บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ได้ร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ มูลค่ารวมกว่า 579,000 บาท ได้แก่ เครื่องระเหยไฮรโดรเจนเปอร์ออกไซด์สำหรับอบฆ่าเชื้อในรถพยาบาล จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 480,000 บาท และเครื่องฝึกสอนการใช้งานเออีดี (AED) จำนวน 10 เครื่อง มูลค่ารวม 99,000 บาท ให้กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยมี เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา (ที่ จากขวา) เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ เพื่อตระหนักถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการเข้ารักษาโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และถือว่าได้มีส่วนร่วมในส่งมอบอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือผู้ป่วย และช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์

ไทยสจ็วต คาดตลาดเครื่องล้างจานหลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ โต 8-10%

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีจำนวนผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่นและมีผู้เสียชีวิตถึงหลักร้อย จนรัฐบาลต้องประกาศล็อคดาวน์จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด 13 จังหวัด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยหนึ่งในข้อคับ  คือ ให้ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเปิดดำเนินการได้ถึง 20.00 น. ห้ามบริโภคในร้าน ส่วนร้านอาหารตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าให้ปิดชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเดือดร้อน ต้องปรับตัวลุกขึ้นสู้กับวิกฤตในรูปแบบต่างๆ ทั้งการหาโอกาสในการขายที่เพิ่มขึ้นจากช่องทางใหม่ๆ , การปรับลดขนาดพื้นที่และลดจำนวนสาขาร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนลดจำนวนพนักงาน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ในช่วงวิกฤตนี้

นายยงยุทธ จิรกาลวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสจ็วต เซอร์วิสเซ็ส จำกัด บริษัทในกลุ่ม บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติมาตรฐานยุโรป ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน เปิดเผยว่า  ผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม “ไทยสจ็วต” ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ต่อสู้วิกฤตไวรัสโควิด-19 เคียงข้างผู้ประกอบการ โดยจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับเครื่องล้างจานและล้างแก้วอัตโนมัติ ขนาดเล็ก รุ่น DWG 40 Full Option ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ภายใต้แบรนด์ “OZTI” นำเข้าจากตุรกี

โดยมองว่า ตลาดเครื่องล้างจานในปีนี้ ยังเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าตลาดเครื่องล้างจานหลังจากช่วงโควิดระบาดระลอกใหม่นี้ จะเติบโตประมาณ 8-10%

ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น เรื่องการใช้งานง่าย ด้วยระบบแสดงผลและควบคุมการทำงานของเครื่องผ่านหน้าจอดิจิตอล ควบคุมการล้างแบบอัตโนมัติและอบแห้งภายใน 2 นาที สมรรถนะการล้างทำความสะอาดดีเยี่ยมด้วยน้ำเพียง 2 ลิตร ใช้ระบบแขนฉีดน้ำล้างแบบก้านสวิงทั้งด้านบนและด้านล่าง  ล้างด้วยความร้อน 65-85 องศาเซลเซียส จึงมั่นใจได้ว่าภาชนะสะอาดปลอดจากเชื้อโรคทุกชนิด นอกจากนี้ ยังมีระบบเติมน้ำยาอัตโนมัติ ที่สะดวกและประหยัดเวลา รวมทั้งการติดตั้งง่ายและประหยัดพื้นที่  เหมาะสำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มขนาดเล็ก ที่มีจำนวนพนักงานไม่มาก ตลอดจนการใช้ในครัวเรือน

สำหรับผู้จองซื้อเครื่องล้างจานและล้างแก้วอัตโนมัติ รุ่น DWG 40 Full Option 100 เครื่องแรก “ไทยสจ็วต” มอบส่วนลดพิเศษ เพียงเครื่องละ 39,900 บาท จากราคา 45,900 บาท รับประกันสินค้า 1 ปี โดยลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ จะได้สิทธิพิเศษ ผ่อน 0%  นาน 6 เดือน พร้อมการบริการตรวจเช็คซ่อมบำรุง หลังการขาย 1 ครั้ง/เดือน ใช้น้ำยาสำหรับใช้กับเครื่องล้างจานฟรี 6 เดือน

สำหรับลูกค้าบ้านและคอนโด จะได้รับสิทธิพิเศษใช้น้ำยาสำหรับใช้กับเครื่องล้างจานฟรี 1 ปี พร้อมการบริการตรวจเช็คซ่อมบำรุงหลังการขายปีละ 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ไทยสจ็วต ได้ประเมินสถานการณ์เพื่อประกอบการพิจารณาความช่วยเหลือให้กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด หากร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในอนาคตอันใกล้  ไทยสจ็วต จะพิจารณาออกแคมเปญช่วยเหลือผู้ประกอบการสร้างรายได้สู้โควิด-19 เพิ่มเติม เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

“โควิด-19 ระลอกใหม่นี้ ไทยสจ็วต พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคู่ค้า ลูกค้า และคนไทยในยามวิกฤต โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ล็อกดาวน์ เพื่อฝ่าฟันมรสุมโควิดไปด้วยกัน และหวังว่าการออกผลิตภัณฑ์เครื่องล้างจานและล้างแก้วครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจลูกค้าเดินหน้าต่อไปได้” นายยงยุทธ กล่าว

สำหรับเครื่องล้างจานและล้างแก้ว ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ปรับตัว เพื่อรับมือกับโควิด-19 รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Home use โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นเรื่องราคา ขนาดการใช้งาน รวมถึงสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal  ทั้งนี้ ไทยสจ็วต ตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ 100 เครื่อง จากการคลายล็อกดาวน์ขั้นสุดท้ายของรัฐบาล

ส่องกองทุนหุ้นแดนมังกร ลงทุนอย่างไรให้รุ่งกับ กองทุน MCHEVO

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ขอเชิญนักลงทุนและผู้สนใจร่วมรับฟังสัมมนา Online ในหัวข้อ “ส่องกองทุนหุ้นแดนมังกร ลงทุนอย่างไรให้รุ่งกับ กองทุน MCHEVO” ที่จะทำให้ผู้ชมทุกท่านได้ชมทิศทางจีนหลังยุค COVID-19, แนะนำการลงทุนใน China Evolution และแนะนำกองทุน MCHEVO

โดยมี ดร. ชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ FRM ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน), คุณเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) และ  ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้าน เศรษฐกิจจีน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับหน้าที่เป็นวิทยากร พร้อมผู้ดำเนินรายการ คุณเฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี พิธีกรประจำรายการ MORNING WEALTH จาก THE STANDARD ผู้ที่สนใจร่วมงาน สามารถลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้ที่ลิงค์ด้านล่าง หรือสแกน QR Code ที่รูปภาพ

https://docs.google.com/forms/d/1H-rhj1E0Hrkogo9gKT2OyULWN-NWmqW5maaJxGwWyt8/viewform?ts=60f79d95&edit_requested=true

ขอเชิญชวนนักลงทุนและผู้สนใจทั่วไป เข้ารวมรับฟังการบรรยายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00-15.25 น. และ ถาม-ตอบ ในช่วง 15.25-15.40 น. สามารถรับชมแบบ Online พร้อมกันได้ที่ https://www.facebook.com/mfcfunds และ YouTube Live: MFC

สามารถศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกองทุนMCHEVO ได้ที่ Facebook Watch https://fb.watch/6V-juyJ9L0/  YouTube https://www.youtube.com/watch?v=X13n_HvfIbo  และ Instagram https://www.instagram.com/tv/CRp-UweLo4S/?utm_medium=copy_link

ที ลีสซิ่ง สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สูโควิด-19

นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในเครือ เอ็ม บี เค (ที่ 3 จากซ้าย) นำทีมพนักงาน ร่วมบริจาคเครื่องมือวัดค่าออกซิเจนในเลือดรวมมูลค่า 47,000 บาท พร้อมด้วยน้ำดื่ม MBK จำนวน 1,000 ขวด เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และ  หน้ากากอนามัย ให้แก่ โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์  กรุงเทพมหานคร นางสาวบรรจง นิธิปรีชานนท์ หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลสิรินธร ( ที่ 4 จากซ้าย)  เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วย รวมถึงจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด –19  ภายในโรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์  กรุงเทพมหานคร