ดีป้า ชี้มาตรการวัคซีนไม่ชัดเจน แนะรัฐเพิ่มบริการดิจิทัล

ดีป้า เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ปี 2564 พบทรงตัวในเกือบทุกองค์ประกอบ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 พ่นพิษ ส่งผลให้ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนชะลอคำสั่งซื้อและลดปริมาณการซื้อสินค้าและบริการดิจิทัล ขณะที่มาตรการภาครัฐขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัคซีน กระทบความเชื่อมั่นและยังผลให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมชะลอตัว ด้านผู้ประกอบการวอนรัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน และควรมีบริการดิจิทัลสำหรับการติดต่อสื่อสารที่ไม่ขาดตอนในช่วง Work from Home เพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้รับบริการ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า แถลงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Sentiment Index) ไตรมาส 2 ประจำปี 2564 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 45.6 ทรงตัวจากระดับ 46.4 ของไตรมาส 1 ในเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านผลประกอบการ การผลิต คำสั่งซื้อ ด้านการลงทุน และด้านต้นทุนประกอบการ

โดย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ระดับ 45.6 เป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจและประชาชนชะลอคำสั่งซื้อและลดปริมาณการซื้อสินค้าและบริการดิจิทัล เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกที่ 3 รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัคซีน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและยังผลให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมเกิดการชะลอตัว

หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะเห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ทั้งในแง่ผลประกอบการ คำสั่งซื้อ และการลงทุน มีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 49.5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) อยู่ที่ระดับ 48.9 กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Device) อยู่ที่ระดับ 42.3 กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) อยู่ที่ระดับ 42.0 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication) อยู่ที่ระดับ 40.7

“ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและแหล่งเงินกู้ ครอบคลุมทั้งประชาชนและผู้ประกอบการดิจิทัล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีน ควบคู่ไปกับการเสริมความสามารถทางการแข่งขันผ่านมาตรการสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการสนับสนุนโอกาสเข้าสู่ตลาดภาครัฐ เพื่อขยายตลาดให้กับธุรกิจดิจิทัล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาครัฐควรมีบริการดิจิทัลสำหรับการติดต่อสื่อสารในช่วงที่ให้บุคลากรภาครัฐ Work from Home เพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดความสะดวกสบายแก่ผู้รับบริการ” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ประจำปี 2564 ผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ของ ดีป้า ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators, LINE@depaThailand และเพจเฟซบุ๊ก depa Thailand หรือคลิก https://youtu.be/qc8efgjsVsM

หน้าฝนมาแล้ว… ภูมิแพ้หลบหน่อย

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ช่วงนี้ใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจอาจจะต้องรับมือหนักหน่อย เพราะโรคเหล่านี้จะมาเยือนเราบ่อยในหน้าฝน สาเหตุก็เพราะช่วงฝนตก อากาศจะมีความชื้นสูง และถ้าเจออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน และบางทีก็ต้องเข้าไปอยู่ในห้องที่เปิดแอร์เย็น ๆ ก็อาจทำให้มีอาการแพ้ง่ายขึ้น

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาโรงพยาบาลนวเวช จะมาให้ความรู้ว่าในช่วงหน้าฝนนี้ เราควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซึ่งเป็นแต่ละทีอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่าโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

1.โรคแพ้อากาศ หรือ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์ ละอองหญ้า เชื้อรา สารก่อระคายเคือง เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันไฟ ธูป บุหรี่ และมลภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะท่อไอเสีย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการคัดจมูก คันจมูก จามบ่อย มีน้ำมูกใส ๆ ไอแบบคันคอ มีน้ำมูกไหลลงคอ กระแอมบ่อยๆ บางรายอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย แต่จะไม่มีไข้ โดยอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ ตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือตอนค่ำก่อนเข้านอน หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้

2.โรคหอบหืด (Asthma)

เกิดจากหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ เช่นเดียวกันกับการแพ้อากาศ ทำให้เกิดอาการหลอดลมหดเกร็งและบวมเนื่องจากการอักเสบ หรือเมื่อโดนฝนติดหวัด ก็อาจกระตุ้นให้หอบหืดกำเริบได้เช่นกัน ซึ่งเด็ก ๆ มักมีอาการไอเหนื่อย ไอเวลาวิ่งเล่นออกกำลังกาย โดยเฉพาะไอตอนกลางคืน แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ อาการหอบเหนื่อยอาจเป็น ๆ หาย ๆ และเรื้อรังได้

3.โรคหลอดลมฝอยอักเสบ หรือ หลอดลมไว (Bronchiolitis) มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า3ปี

เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการอักเสบบริเวณหลอดลมฝอย ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ RSV (Respiratory syncytial virus) และไวรัสอื่น ๆ เช่น Influenza Parainfluenza Adenovirus Enterovirus และ Humanmetapneumovirus นอกจากนี้ ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma ได้ด้วย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการไข้สูง น้ำมูก ไอ คล้ายไข้หวัดนำมาก่อน 2-3 วัน จากนั้นจะมีอาการไอเหนื่อย หายใจเหนื่อยหอบ เสมหะมากขึ้น และหายใจมีเสียงผิดปกติ มีเสียงวี๊ดได้ ซึ่งเด็ก ๆ จำเป็นต้องรักษาด้วยการพ่นยาขยายหลอดลม ล้างจมูก ดูดน้ำมูกเสมหะ จนถึงบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำหรับในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีประวัติเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ จนถึงโรคหอบหืดได้

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้คือวิธีที่ดีที่สุด

เด็กไทยแพ้ไรฝุ่น แมลงสาบ และขนสัตว์ มากที่สุดตามลำดับ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงฝุ่นทั้งนอกบ้านและในบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้พรม การมีตุ๊กตาหรือผ้าขนสัตว์ในบริเวณที่เลี้ยงเด็ก และรักษาความสะอาดของบริเวณบ้าน เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ แนะนำให้ล้างจมูกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่มีอาการ

การดูแลสุขภาพในหน้าฝน

  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เมื่ออากาศเย็นลงควรใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป
  • หากโดนละอองหรือตากฝน ควรรีบอาบน้ำสระผมด้วยน้ำอุ่น เช็ดตัวเช็ดผมให้แห้งโดยไว
  • กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น
  • หากเพิ่งเดินผ่านอากาศร้อนจัด ๆ ควรต้องยืนพักในที่ร่มก่อนจะเปลี่ยนเข้าไปในบริเวณห้องแอร์ที่มีอากาศเย็น เพื่อให้ร่างกายและจมูกปรับสภาพ จะช่วยลดอาการกำเริบของภูมิแพ้ได้

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ในเด็ก สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช โทร. 02 483 9999 หรือ www.navavej.com

ทำความรู้จัก “รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย” และ “รถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่”

เมื่อต้นปี 2563 ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ประเทศไทยเองได้รับผลกระทบหลายด้านจนนำไปสู่การล็อกดาวน์ประเทศ บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จํากัด ผู้นําเข้าและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ บริษัท ทิงค์เน็ต จํากัด ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านไอที และ บริษัท แอท-ยีนส์ จํากัด ผู้ให้บริการการตรวจพันธุกรรมในระดับสูง การวินิจฉัยในระดับยีน และดี เอ็น เอ จึงได้ร่วมมือกันเป็น Thailand CO Response Team หรือ TCRT มุ่งนำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละองค์กรเพื่อช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ โดยเป้าหมายหลักคือต้องการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเดินทางไปตรวจหาเชื้อ ซึ่งต้องมีการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับบุคคลอื่น รวมทั้งต้องการลดการแพร่เชื้อจากความแออัดในโรงพยาบาล ทีม TCRT จึงได้สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดในประเทศให้ได้ตามมาตรฐานสากล มาสนับสนุนการบริหารจัดการให้บริการประชาชนในการตรวจคัดกรองและติดตามผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง และช่วยให้ภาครัฐสามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นัทธี อินต๊ะเสน ผู้บริหาร บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จํากัด

นัทธี อินต๊ะเสน ผู้บริหาร บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จํากัด กล่าวว่า เดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยเริ่มสูงขึ้น บริษัทฯ จึงได้พัฒนารถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย และรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้งานจริงและได้มาตรฐานห้องปฏิบัติการในระดับสากล ซึ่งกรมควบคุมโรคได้นำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยคันแรกไปทดลองใช้ในเดือนเมษายน และออกปฏิบัติการครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2563 นับเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทยที่ได้รับการรับรองจากกรมควบคุมโรค สำหรับรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ (BSL-3) นั้นสามารถทำการเก็บตัวอย่างและการตรวจวิเคราะห์เชื้อได้เลย ทำให้ทราบผลการตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาเรื่องการขนส่ง ซึ่งได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่การออกแบบจนถึงขั้นตอนผลิต ตลอดจนได้รับการทดสอบและนำไปปฏิบัติงานจริงโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปัจจุบันรถปฏิบัติการตรวจเชื้อฯ ได้ใช้งานอยู่ที่ศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

ทั้งนี้ รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย และรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ ถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่กันโดยมีเป้าหมายให้ใช้งานได้ทั่วถึงทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว โดยรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ช่วยเสริมประสิทธิภาพการค้นหาเชิงรุก สามารถปกป้องเจ้าหน้าที่ ช่วยประหยัดทรัพยากรชุด PPE และเพิ่มความสะดวกสบายให้เจ้าหน้าที่มากขึ้น  ส่วนรถปฏิบัติการตรวจเชื้อฯ ช่วยเสริมความสามารถของห้องปฏิบัติการในพื้นที่กรณีฉุกเฉิน เพื่อลดความวิตกกังวลของประชาชน

รถปฏิบัติการตรวจเชื้อฯ นี้นอกจะนำมาใช้ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วยังสามารถนำไปใช้ตรวจหาโรคระบาดอื่น ๆ ได้ถึงระดับ Airborne Disease ทั้งในคนและด้านปศุสัตว์ เช่น โรคติดเชื้อ RSV ในคนสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีห้องปฏิบัติการ เช่น สนามบิน ชายแดน รวมทั้งสามารถใช้เป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ในการศึกษาวิจัยนอกสถานที่ได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการผลิตและจำหน่ายรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย และรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชนไปแล้วมากกว่า 50 คัน ซึ่งแต่ละคันได้ถูกออกแบบให้แตกต่างตามความต้องการในการใช้งาน

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้บริหาร บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด

ด้าน แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้บริหาร บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านไอที อาทิ JobThai Platform แพลตฟอร์มหางาน สมัครงาน และค้นหาบุคลากรที่สะดวกตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย โดยคุณแสงเดือน กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโปรเจกต์นี้เป็นอย่างมาก โดยทีมงานทิงค์เน็ตจำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างและประกอบรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยและรถปฏิบัติการตรวจเชื้อแบบเคลื่อนที่ที่พื้นที่ THiNKNET Makespace ร่วมกับทีมงานพัลซ ไซเอนซ์ ทีมงานอีกส่วนหนึ่งเดินหน้าพัฒนา TCRT Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกตรวจเก็บตัวอย่าง และอำนวยความสะดวก สร้างความปลอดภัยให้กับผู้เข้ารับการตรวจให้มากที่สุด โดยร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อออกแบบแพลตฟอร์มให้มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์

โดย TCRT Platform ถูกออกแบบมาใช้งานร่วมกับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย เพื่อช่วยบริหารจัดการข้อมูลในการเข้ารับการตรวจและรายงานผลให้กับผู้เข้ารับการตรวจ ซึ่งจะเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับฝั่งของเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการตรวจ สามารถรองรับการตรวจถึง 3 แบบ คือ 1.ตรวจหาเชื้อในรูปแบบการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส (RT-PCR) 2.วิธีการตรวจหาแอนติเจน (Antigen) หรือ RT-LAMP 3.วิธีการใช้ชุดตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดี (Antibody)

โดยระบบจะประกอบไปด้วย Website สำหรับผู้รับการตรวจ Application สำหรับเจ้าหน้าที่ และBackoffice (Website) สำหรับเจ้าหน้าที่ ในส่วนของระบบฝั่งเจ้าหน้าที่สามารถทำได้ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผู้เข้ารับการตรวจ เชื่อมข้อมูลของผู้รับการตรวจกับชุดตรวจ รายงานผลผ่านแพลตฟอร์ม และ SMS รวมถึงดูภาพรวมสถิติการตรวจทั้งหมด ทางด้านระบบฝั่งผู้รับการตรวจจะสามารถลงทะเบียนเข้ารับการตรวจ กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตนล่วงหน้า และรับรายงานผลการตรวจผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งระบบช่วยให้การติดตามและรายงานผล สะดวกรวดเร็วและลดความผิดพลาดได้ นอกจากนี้ ทิงค์เน็ตยังได้ร่วมกับกรมควบคุมโรคในการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลและค้นหาประวัติในฐานข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อแก้ปัญหาผู้รับการตรวจในกลุ่มที่ไม่มีบัตรประจำตัว โดยระบบนี้ไม่เพียงใช้ในการตรวจโควิด-19 เท่านั้น แต่สามารถปรับการใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์อื่น เช่น การฉีดวัคซีนเพื่อดูว่าบุคคลนี้ได้รับการฉีดไปแล้วหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานจัดการข้อมูลผู้ป่วยในการเข้ารับการตรวจต่าง ๆ นอกเหนือจากการตรวจโควิด-19 เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำระบบบริหารจัดการข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขขนาดเล็กที่สนใจสามารถติดต่อขอใช้ระบบได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท พัลซ ไซเอนซ์ จํากัด โทร. 0 2886 7808

 

คว้า Hero สาวเจ้าของเหรียญทอง เข้าสู่ครอบครัว AIS Family

แทบจะเกิดแผ่นดินไหว เมื่อคนไทยทั้งประเทศกระโดดดีใจพร้อมกัน หลัง น้องเทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ จอมเตะสาวไทย นักกีฬาเทควันโดในรุ่น 49 กก. สามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขัน Tokyo Olympic Games 2020 ได้สำเร็จ สร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุด AIS ไม่รอช้า คว้า Hero สาวเจ้าของเหรียญทอง เข้าสู่ครอบครัว AIS Family ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) ที่จะมาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจในความมุ่งมั่น ทุ่มเท ความพยายามของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้าย สมกับความเป็นที่ 1 ตัวจริง

เปิดบ้านรับน้องใหม่ทั้งที รุ่นพี่ใน AIS Family อย่าง เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข และ สกาย-วงศ์รวี นทีธร ขอมาร่วมต้อนรับน้องสาวคนนี้เข้าสู่ครอบครัวอย่างอบอุ่น นำโดย “สกาย-วงศ์รวี” นักแสดงหนุ่มขวัญใจวัยรุ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นขวัญใจของ “น้องเทนนิส” ด้วยเช่นกัน แม้ตัวจะมาต้อนรับไม่ได้ ยังส่งคลิปสุดพิเศษมาแสดงความยินดี และกล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้น และลุ้นการแข่งกันจนวินาทีสุดท้าย ขอบคุณพี่เทนนิสที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้คนไทย หวังว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกันและได้เจอกันจริงๆ

งานนี้ ทำเอา น้องเทนนิส ดีใจ ยิ้มไม่หุบ ต่อด้วยอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ จากพระเอกหนุ่มสุดฮอต “เจมส์-จิรายุ” ในฐานะพี่ใหญ่ของ AIS Family ก็มาต้อนรับ Brand Ambassador คนใหม่ แบบพูดคุยกันสดๆ ซึ่ง “เจมส์” เผยอย่างตื่นเต้นว่า “ลุ้นมากๆ ในช่วง 10 วินาทีสุดท้าย ก่อนที่น้องเทนนิสจะคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ดีใจด้วยมากๆ และขอต้อนรับน้องเทนนิสสู่ครอบครัว AIS Family บ้านใหญ่ที่แสนอบอุ่นหลังนี้ ขอบคุณน้องที่เป็นความสุขของคนไทยทั้งประเทศครับ”

SAK ดันพอร์สินเชื่อครึ่งปีแรก 1,220 ล้าน นิวไฮสูงสุดรอบ 25 ปี

บมจ.ศักดิ์สยามลิสซิ่ง’ หรือ SAK ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย โชว์พอร์ตสินเชื่อครึ่งปีแรกทำได้ 56% คิดเป็น1,220 ล้านบาท จากเป้าพอร์ตสินเชื่อทั้งปี 2,000 ล้านบาท ชึ้เป็นตัวเลขเด่นสุดในรอบ 25 ปีนับตั้งแต่ที่เริ่มทำธุรกิจ จากปัจจัยขยายสาขาใหม่ครบ 200 แห่งเร็วกว่าแผน รับความต้องการประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้นส่งผลมีฐานลูกค้าใหม่ 15-17% ระบุสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันสำหรับลูกค้าเกษตรกรเติบโตเด่น พร้อมคุมหนี้ NPLs ให้อยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม มั่นใจทั้งปีพอร์ตสินเชื่อแตะ 8,400 ล้านบาท  

นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยภายใต้แบรนด์ ‘ศักดิ์สยามลิสซิ่ง’ เปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจพอร์ตสินเชื่อในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 (มกราคม-มิถุนายน) สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 1,220 ล้านบาท คิดเป็น 56% จากเป้าหมายการขยายพอร์ตสินเชื่อทั้งปี 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้ SAK สามารถดำเนินธุรกิจการให้บริการสินเชื่อเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาจากขีดความสามารถการให้บริการเพิ่มขึ้น หลังจากขยายสาขาได้ครบ 719 สาขา หรือเพิ่มขึ้น 200 แห่งได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ พอร์ตสินเชื่อที่เติบโตอย่างโดดเด่นของ SAK ได้แก่ ประเภทสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่เติบโต 116% และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันสำหรับลูกค้าเกษตรกรเติบโต 26% เนื่องจากความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มลูกค้าเกษตรกรเพิ่มขึ้น ประกอบกับปีนี้แนวโน้มของราคาพืชผลทางเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่งผลให้ SAK ขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 15-17% ตอกย้ำถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ SAK ได้เป็นอย่างดี

ส่วนการแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา SAK ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าว โดยยังสามารถติดตามชำระค่างวดได้ตามปกติและการบริหารควบคุมหนี้ NPLs อยู่ในระดับ 2-2.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม  เนื่องจากฐานลูกค้าหลักของ SAK เป็นกลุ่มเกษตรกรและสาขาที่ให้บริการไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือมีความเข้มงวดจากข้อกำหนดตามมาตรการล็อกดาวน์หรือเคอร์ฟิวของภาครัฐ จึงคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ

กรรมการผู้จัดการ SAK กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในไตรมาส 3/64 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยบริษัทฯ ประเมินว่าประชาชนมีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น จากการขอสินเชื่อเพื่อนำไปประกอบอาชีพ เช่น นำไปเพาะปลูกในช่วงฤดูกาลหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในด้านต่างๆ ที่ส่งผลดีต่อแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยบริษัทฯ ได้มุ่งมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดโดยปล่อยสินเชื่อเป็นธรรม เข้าใจและเข้าถึง ให้แก่ประชาชน จึงมั่นใจว่าผลดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปตามเป้าหมายโดยพอร์ตสินเชื่อทั้งปีแตะ 8,400 ล้านบาท

GTG สร้างกำไรอู้ฟู่ RaksaCBD มียอดจองแน่นถึงกลางปีหน้า

ตลาดกัญชา-กัญชงของประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่มจำนวนมากต่างต้องการนำสารสกัด CBD มาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ผลิตสารสกัด CBD ที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายจึงได้รับความสนใจจากตลาดเป็นอย่างมาก

ในวันนี้ ผลิตภัณฑ์สารสกัด RaksaCBD® Full Spectrum ของ Golden Triangle Group หรือ GTG จากโรงผลิตที่เชียงราย และกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่มากถึง 1,500 และ 3,000 ตร.ม. ทั้งหมดถูกจับจองเพื่อเตรียมส่งมอบให้ถึงมือผู้บริโภคชาวไทยภายในต้นปี 2565 ในรูปแบบของเครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย

ในอนาคต GTG มีแผนก่อสร้างโรงผลิตแห่งใหม่ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มกำลังผลิต และตอบสนองความต้องการของตลาดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโรงผลิตกลุ่มแรกที่กรุงเทพฯ และเชียงราย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขั้นสุดท้าย ได้ถูกจับจองไป 100% อย่างรวดเร็ว

GTG แถลงว่า บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะควบคุมคุณภาพของสารสกัด CBD ให้มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อส่งมอบให้ถึงคนไทยทุกคนในปีหน้า โรงผลิตแห่งที่สามมีแผนจะเริ่มการก่อสร้างในช่วงต้นปี 2565 และจะสามารถเริ่มทำการผลิตได้ในช่วงกลางปี 2565 ทั้งนี้โรงงานทั้งสามแห่งล้วนอยู่ภายใต้มาตรฐานสากลอย่าง GHP และมีการใช้วิธีสกัดสาร CBD แบบ CO2 ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่สะอาดและมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก

และที่สำคัญที่สุด GTG ยังเป็นผู้ผลิตสารสกัด RaksaCBD® ที่มีใบรับรองผลการวิเคราะห์คุณภาพสินค้า หรือ COA (Certificate of Analysis) ที่สามารถทำให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่าปราศจากสิ่งเจือปน และมีส่วนประกอบตามหลักเกณฑ์ทุกประการ อีกทั้งยังรับประกันคุณภาพด้วยผลตรวจของห้องแล็บมืออาชีพ

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถจองผลผลิต RaksaCBD® จากโรงผลิตแห่งที่ 3 กับฝ่ายขายได้ที่ Inbox: https://www.facebook.com/GTGTHAILAND/

Lion Oral Health Award มุ่งส่งเสริมให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปาก 

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพดี เริ่มที่ปาก” เพราะสุขภาพช่องปากเป็นประตูสำคัญสู่การมีสุขภาพร่างกายที่ดี โดยในวัยเด็กการมีสุขภาพช่องปากที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย ส่วนในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ร่วมกับชมรมทันตสาธารณสุขแห่งประเทศไทย จัดโครงการประกวด “รางวัลไลอ้อนเพื่อสุขภาพช่องปาก” (Lion Oral Health Award) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 จนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันที่มีผลงานดีเด่นด้านทันตสาธารณสุขและการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากของคนไทย อีกทั้งส่งเสริมโครงการทันตสาธารณสุขของไทยให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

ในปีนี้ได้จัดพิธีมอบรางวัลในงานประชุมวิชาการประจำปี 2564 ของสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลการพิจารณาเข้ารอบสุดท้าย 3 โครงการ ดังนี้

รางวัลที่ 1 โครงการ “ถอดบทเรียน 10 ปี การสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาพช่องปากเครือข่ายโรงเรียนเด็กไทยฟันดี เทศบาลเมืองศรีสะเกษอย่างยั่งยืน” โดย “ทพ.ชาญชัย ศานติพิพัฒน์ และคณะ” เป็นการถอดบทเรียนที่แสดงให้ว่าการสร้างเครือข่ายในโรงเรียนเทศบาลทั้ง 7 แห่ง ด้วยการสนับสนุนของนายกเทศมนตรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ทีมทันตสาธารณสุข และหัวใจสำคัญคือครู ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ด้วยการร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของแต่ละโรงเรียน อาทิ นิทานโรงละครเล็ก ที่เด็กๆ จะเขียนเรื่องของตัวแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง การจัดทำเกมส์การ์ดที่ให้ทั้งความรู้ ความสำคัญของฟันและการดูแลที่ถูกต้อง นวัตกรรมที่มาจากครูและเด็กๆ ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนสนุก เกิดการต่อยอด ผสานกับการทำงานของทีมทันตสาธารณสุข ได้ทำให้อัตราฟันผุของเด็กลดลงจากร้อยละ 75 เหลือร้อยละ 17

รางวัลที่ 2 โครงการ “การพัฒนาและประเมินผลแผนการเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียนผู้สูงอายุเขตสุขภาพที่ 7” โดย “ดร.ทพญ.ศริญทิพย์ ชาลีเครือ และคณะ” เป็นการผสมผสานงานสร้างเสริมสุขภาพช่องปากกับการดูแลสุขภาพทั่วไป ด้วยการบูรณาการกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น อปท. ทันตบุคลากร อสม.จิตอาสาในโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยการให้เจ้าของสุขภาพเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมร่วมกันกับศูนย์อนามัยที่ 7 ตามแผนการส่งเสริมสุขภาพ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวแซ่บ” ของกรมอนามัย จากผลการเป็บข้อมูลต่อเนื่องพบว่าผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

รางวัลที่ 3 โครงการ “ชุมชนตื่นรู้คัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปาก : ร้อยเอ็ดโมเดล” โดย “ทพญ.นิรมล ลีลาอดิศร และคณะ” เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถคัดกรองรอยโรคมะเร็งช่องปากด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมป้องกัน เพราะหากเจอรอยโรคก่อนสามารถทำการรักษาให้หายได้ โดยการฝึก อสม. ไปทำหน้าที่สอนชาวบ้านถึงวิธีการดูลักษณะเนื้อเยื้อที่ผิดปกติ เมื่อพบรอยโรค อสม.จะส่งปรึกษาทันตแพทย์ทั่วไป และทันตแพทย์เฉพาะทางตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้ขยายโครงการไปยังอำเภอต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียง ทำให้คนไข้ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เป็นมะเร็งระยะแรก ตามสโลแกนที่ว่า “ตรวจเอง พบไว ส่งต่อได้ รักษาทัน”

มุมมองของภาคเอกชนไทยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปาก และร่วมสนับสนุนให้เกิดโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชน โดย นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ผ่านมาบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดโครงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพช่องปากสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ และดำเนินการต่อเนื่องในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกช่วงวัย ได้มีการดูแลสุขภาพช่องปากที่ถูกต้อง นำไปสู่การมีสุขภาพร่างกายที่ดี ซึ่งโครงการประกวด “รางวัลไลอ้อนเพื่อสุขภาพช่องปาก” (Lion Oral Health Award) นับเป็นโครงการที่มีเจตนารมณ์ในการสนับสนุนทันตบุคลากรให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างผลงานวิจัย และเกิดนวัตกรรมการดูแลช่องปาก สามารถนำไปต่อยอดสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างสุขภาพช่องปากที่ดีให้กับประชาชน สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่จะนำความดีสู่สังคม และพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจแล้ว สุขภาพช่องปากจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและดูแลอย่างครอบคลุมในทุกมิติ  ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพองค์รวมที่ดีในอนาคต

ช้อปอะไรดี? โฉมใหม่! Halls VITA-C Stick ลูกอมผสมวิตามินซีขนาดพกพา

บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านขนมและของว่าง เปิดตัว Halls VITA-C Stick โฉมใหม่! ลูกอมแบรนด์อันดับหนึ่งของไทย* ผสมวิตามินซีที่ให้คุณประโยชน์ ตอบรับเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภค ออกแบบให้สะดวกแก่การพกพา ช่วยเติมความสดชื่น สดใส ได้ในทุกๆ วัน มาพร้อม 2 กลิ่นหอมอร่อย ได้แก่ “Colors” รวม 3 กลิ่นผลไม้ (กลิ่นส้ม มะนาว และเกรปฟรุต) ในแท่งเดียว และ “Lime” กลิ่นมะนาวสุดจี๊ด

มาเติมความสดชื่นให้ชีวิตมีสีสันความอร่อยและความสนุก ให้คุณพร้อมไปต่อได้ในทุกๆ วัน กับ Halls VITA-C Stick ลูกอมผสมวิตามินซีขนาดพกพา ในรูปแบบแท่ง ราคา 15 บาท ณ ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Halls Thailand : www.facebook.com/HallsThailand

WORLD หวังภูเก็ตแชนด์บ็อกดึงต่างชาติ

บมจ.เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น (WORLD) ลุ้น “ภูเก็ตแชนด์บ็อก” ดึงต่างชาติคัมแบ็ก ฟื้นท่องเที่ยว-การลงทุน เผยพร้อมเดินหน้าโครงการ The Forest ป่าตอง โครงการคอนโดมิเนียม วิลล่าหรู และโรงแรม ระดับ Luxury  มูลค่าโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายในช่วงปลายปีนี้ตามแผน

นายจิรศักดิ์ จิยะจันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WORLD เปิดเผยว่า จากมาตรการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่เปิดเมืองภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564 ที่ผ่านมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภูเก็ตให้กับมาคึกคัก ส่งผลดีกับการจ้างงาน และการฟื้นตัวในหลายอุตสาหกรรมหลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศ

“เชื่อว่ามาตรการคลายล็อกดาวน์ภูเก็ตของรัฐบาล จะช่วยกระตุ้นให้บรรยากาศการท่องเที่ยว และการลงทุนในภูเก็ตกลับมาคึกคักอีกครั้ง และบริษัทฯพร้อมเดินหน้าเปิดโครงการ The Forest ป่าตอง มูลค่าโครงการ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายปีนี้ ตามแผน”

ทั้งนี้ The Forest ป่าตอง ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียม วิลล่าหรู และโรงแรม บนทำเลที่ดีที่สุดริมหาดป่าตอง และยังเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภูเก็ตในตอนนี้ บนเนินเขาขนาด 52 ไร่หน้าหาดป่าตอง โอบล้อมด้วยภูเขาธรรมชาติ สัมผัสวิวทะเล มีให้เลือก 4 แบบ

เฟสแรกที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ประกอบด้วย 1.คอนโดมิเนียม 5 ชั้น 2.คอนโดมิเนียม 4 ชั้น 3.คอนโดมิเนียม 2 ชั้น และ 4 บ้านเดี่ยว Luxury การออกแบบดีไซน์จะให้อารมณ์คล้ายกับการบรรยากาศเข้าพักในโรงแรม ใกล้ชิดธรรมชาติ มีทุกอย่างครบถ้วนทุกฟังก์ชั่นที่โครงการระดับไฮเอ็นต้องมี ตอบสนองความต้องการของผู้พักอาศัยได้อย่างลงตัว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  WORLD ประเมินว่าสถานการณ์โควิดเริ่มน่าจะคลี่คลายได้ในช่วงปลายปีนี้ โครงการ The Forest ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WORLD) จะสามารถเริ่มก่อสร้างโดยทยอยทำทีละเฟส และเริ่มเปิดขายในปี 2565 โดยในส่วนของที่ดิน ซึ่งกำหนดจ่ายชำระให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ.2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขอขยายระยะเวลาการจ่ายชำระ เนื่องจากบริษัทฯได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19

APCO ประกาศความสำเร็จนวัตกรรมพืชกินได้

APCO ประสบความสำเร็จในการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดภาวะ HIV หมดฤทธิ์แล้ว รวม 9 ราย ในประเทศไทยก่อนนักวิจัยอื่นๆทั่วโลก  

ศ.ดร. พิเชษฐ์  วิริยะจิตรา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามด้วยการวิจัย พัฒนา ผลิตและจำหน่ายครบวงจร เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยของ  APCO ประสบความสำเร็จในการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV ปลอดจากเชื้อได้แล้วในประเทศไทยก่อนนักวิจัยอื่นๆทั่วโลก

การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดจากพืชกินได้ สามารถทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ ทั้งผู้ที่ยังไม่ได้ใช้ยาต้าน และผู้ที่ใช้ยาต้านมาแล้วหลายปี  เกิดภาวะ HIV หมดฤทธิ์แล้ว รวม 9 ราย และสองรายในจำนวนนี้ตรวจไม่พบเชื้อต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีทำให้สรุปได้ ว่า เป็นผู้ที่ปลอดเชื้อ HIV แล้ว

ความสำเร็จครั้งนี้สร้างประวัติศาสตร์การรักษาการติดเชื้อ  HIV/AIDS ได้เป็นครั้งแรกของโลก ด้วยวิธีที่ง่ายและปราศจากผลข้างเคียง คือ การสร้างภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดจากพืชกินได้ ให้ผู้ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะกำจัดเชื้อ HIV จนหมดและไม่กลับมาเป็นอีก

“ในวันที่  APCO ย้ายเข้าจดทะเบียน ในตลาด  SET เมื่อ14 พ.ค. 61 ผมได้ประกาศปณิธาน ว่า APCO จะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสำหรับดูแลผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ที่ทรงประสิทธิภาพเหนือกว่าทุกบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ของโลก วันนี้  APCO ได้บรรลุถึงปณิธานนั้นแล้ว และวางแผนให้นวัตกรรมนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อ  HIV/AIDS ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลกต่อไป”ศ.ดร. พิเชษฐ์ กล่าว

นับตั้งแต่การค้นพบเชื้อ HIV เมื่อ 39 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมีความพยายามที่จะคิดค้นวัคซีน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และคิดค้นยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สำเร็จ ทำได้เพียงการใช้ยาต้านHIV ระงับการขยายตัวของเชื้อไม่ให้ลุกลามเท่านั้น  ซึ่งยาต้าน HIV ส่งผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ให้กับผู้ใช้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  และทำให้ผู้ที่ใช้ยาต้านมีอายุสั้นลงเฉลี่ย 9 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อไม่สามารถที่จะหยุดใช้ยาต้าน HIV  ได้ เพราะทันทีที่หยุดใช้เชื้อจะกลับมาขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 เท่า ได้อย่างรวดเร็ว และหากควบคุมไม่ได้ ก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง กลายเป็นโรคAIDS ซึ่งทำให้ เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในที่สุด

ในช่วงหลัง นักวิจัยทั่วโลกจึงได้พยายามหาวิธีใหม่ มาแทนการใช้ ยาต้าน HIV โดยให้สามารถควบคุมปริมาณเชื้อให้น้อยที่สุดจนตรวจไม่พบและไม่ทำให้เกิดอาการของโรคได้  ซึ่งเรียกกันว่า HIV functional cure หรือภาวะ HIV หมดฤทธิ์  จนบัดนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ APCO ได้ทำสำเร็จแล้ว และบางรายในกลุ่มนี้ก็ปลอดเชื้อแล้ว