JD CENTRAL จัดกิจกรรม Smiley Elephant มอบเงินแก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ

JD CENTRAL ส่งต่อความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยยากไร้ ผ่านโครงการ “Smiley Elephant” เฟส 2 จับมือแบรนด์ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ Certainty ชวนทำภารกิจจากเกมแอนิเมชั่น เพื่อสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลและสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยยากไร้ โดยส่งมอบผ้าอ้อมผู้ใหญ่และเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ

นายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล กล่าวว่า JD CENTRAL ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดียิ่งขึ้น จึงจัดตั้งโครงการ Smiley Elephant ซึ่งเป็นเกมแอนิเมชั่นชวนคนไทยมาทำภารกิจต่างๆ ให้กับเจ้าช้างน้อย หรือ Smiley Elephant โดยเฟสแรกได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลาม JD CENTRAL จึงเดินหน้าสานต่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมในเฟส 2 ด้วยการให้ผู้บริจาคทำภารกิจให้อาหารน้องช้าง สะสมหัวใจ ซึ่งหัวใจ 1 ดวงมีมูลค่าเท่ากับเงิน 5 บาท และนำมาบริจาค โดยจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2564 ทาง www.jd.co.th ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเงินบริจาคทั้งสิ้นจำนวน 100,000 บาท JD CENTRAL ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแสดงพลังของการให้ และมอบความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยยากไร้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ JD CENTRAL มุ่งมั่นในการส่งต่อความช่วยเหลือแก่สังคมไทย

TRITN แจ้งลงทุนซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน FPT

บริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TRITN แจ้งว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ได้มีมติให้บริษัทใช้สิทธิเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT เกินสิทธิ จำนวนไม่เกิน 10,000,000 หุ้น เป็นเงินไม่เกิน 75,000,000 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณไม่เกินร้อยละ 1 ของทุนชำระแล้วภายหลังการเพิ่มทุนของ FPT ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 บริษัทได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินสิทธิ ทั้งสิ้นจำนวน 10,000,000 หุ้น โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 บริษัทได้ดำเนินการชำระค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวให้กับ FPT เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นเงิน จำนวน 75,000,000 บาท

นางสาวหลุยส์ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า “การเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินสิทธิดังกล่าว บริษัทได้เล็งเห็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในด้านการลงทุน รวมถึงด้านความสัมพันธ์ในทางธุรกิจต่อไปในอนาคตกับ FPT โดยการเพิ่มทุนในครั้งนี้ FPT มีแผนจะนำเงินไปใช้สำหรับโครงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันใหม่ ๆ  ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อบริษัทและต่อสังคม รวมถึงเป็นการช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สอดคล้องกับนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (“FPT”) บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (“FPT”) ได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534  เพื่อดำเนินกิจการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ผ่านคลังน้ำมันช่องนนทรี โดยขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังคลังน้ำมันดอนเมืองและคลังน้ำมันสุวรรณภูมิให้กับ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (“BAFS”) พร้อมกับขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังคลังน้ำมันบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทางรวม 99 กิโลเมตร ซึ่งตลอดระยะเวลาในการดำเนินกิจการมา กว่า 28 ปี ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแต่อย่างใดอีกทั้งเป็นระบบการขนส่งน้ำมันที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัด ปลอดภัย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รักษาสิ่งแวดล้อม และลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ต่อมา FPT ได้รับอนุมัติจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ให้ขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันและคลังน้ำมันไปภาคเหนือระยะทางรวม 576 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อที่ยาวที่สุดของกลุ่มประเทศอาเซียนโดยโครงการระยะที่ 1 ต่อขยายจากระบบท่อเดิมที่คลังน้ำมันบางปะอินไปยังคลังน้ำมันพิจิตรระยะทาง 367 กิโลเมตร เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562  และโครงการระยะที่ 2 ต่อขยายสถานีเพิ่มแรงดันกำแพงเพชรไปยังคลังน้ำมันนครลำปางระยะทาง 209 กิโลเมตร จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3/2564

ในส่วนของการเพิ่มทุนของ FPT ในครั้งนี้ FPT มีวัตถุประสงค์หลักจะนำเงินไปใช้สำหรับโครงการระยะที่ 3 ส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสระบุรี-อ่างทอง ระยะทาง 52 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อบริษัทและสังคม รวมถึงตอบสนองนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้ระบบท่อขนส่งน้ำมันเป็น ยุทธศาสตร์หลักสำคัญในด้านการจัดการระบบน้ำมันอันเป็นพลังงานสำคัญของชาติ สร้างความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน ส่งผลให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศที่เชื่อถือได้ เอื้อต่อนโยบายการเก็บสำรองน้ำมันทาง ยุทธศาสตร์ของประเทศในระบบคลังน้ำมันส่วนภูมิภาค รองรับการเจริญเติบโตของการบริโภคน้ำมันทางภาคเหนือ อีกทั้งยังช่วยลดอุบัติเหตุ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จากรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น สอดคล้องกับนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

คันทรี่กรุ๊ป ชี้การเพิ่มจังหวัด Lock Down อาจกดดันตลาดหุ้นบ้าง

นายวทัญ จิตต์สำนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัท หลักทรัพย์ คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า เรื่องของ COVID-19 ในประเทศยังเป็นปัจจัยหลักต่อการลงทุนในสัปดาห์นี้ข้อมูลล่าสุดจาก ศบค. ในวันอาทิตย์ยังค่อนข้างเป็นไปในเชิงลบจากผู้ติดเชื้อต่อวันที่อยู่ระดับสูงและการกระจายไปยังต่างจังหวัดชัดเจนมากขึ้น ปัจจุบันการรายงานผู้ติดเชื้อทั้งประเทศที่ 100 คนพบว่าสัดส่วนต่างจังหวัดที่ไม่รวมกรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ที่61 คน (61%) เร่งตัวขึ้นทำ All time high สอดคล้องกับการประชุมของ ศบค. ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เพิ่มอีก 16 จังหวัดเข้าพื้นที่สีแดงรวมของเดิม 13 จังหวัดรวมกันเป็น 29 จังหวัดหรือคิดเป็น 37.6% ของจังหวัดทั้งหมดในประเทศไทย สำหรับการเพิ่มจังหวัดเข้าไปสู่พื้นที่สีแดงมองเป็นลบกับภาพรวมการลงทุน แต่ไม่ได้ถึงกับเป็นลบมากนักเนื่องจากเชื่อว่าตลาดหุ้นที่ปรับฐานลงมาในสัปดาห์ก่อนราว 2% น่าจะตอบรับไประดับนึง โดยสิ่งที่แนะนักลงทุนติดตามคือการระบาดไปยังจังหวัดอื่นๆสัญญาณบวกคือจังหวัดอื่นๆนอกเหนือจาก 29 จังหวัดไม่ควรเร่งตัวขึ้นแต่หากมีการเร่งตัวขึ้นของจังหวัดอื่นๆนอกเหนือ 29 จังหวัดก็จะยิ่งเสี่ยงที่ภาครัฐจะยิ่งเพิ่มจังหวัดอื่นๆเข้าไปในการยกระดับ ซึ่งจะกดดันทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน

ประเมินกรอบ SET สัปดาห์นี้ที่ 1500 – 1530 โดยมีปัจจัยติดตาม (1) การประชุม กนง. ในวันที่ 4 ส.ค. เราและตลาดคาดที่ประชุมจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ทั้งนี้เชื่อว่าปัจจัยข้างต้นไม่มีผลต่อการลงทุนมากนักแต่แนะติดตามถ้อยแถลง (2) ผลประกอบการ 2Q21 Bloomberg ประเมินจะมี ADVANC BH CBG GPSC INTUCH PTTGC RS รายงานในสัปดาห์นี้ (3) PMI สหรัฐ ในวันที่ 2 ส.ค. Bloomberg ประเมินที่ 60.8 , การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันที่ 6 ส.ค. Bloomberg คาดที่ 8.95 แสนตำแหน่ง (4) สถานการณ์ COVID-19 ต่างประเทศหลังเริ่มเห็นการเร่งตัวขึ้นในบางประเทศ อาทิ US , UK

กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นแนะนำ Defensive เนื่องจากผลกระทบจากการระบาด COVID-19 จำกัด อาทิ สื่อสารและโรงไฟฟ้า (ADVANC BCPG BGRIM GPSC GULF) รวมถึงมีปัจจัยบวกอย่างกลุ่มส่งออก (ASIAN HANA KCE NER TU) ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและผลกระทบจาก COVID-19 ในประเทศจำกัด โดยที่ยังเน้นการถือครองเงินสดจนกว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณบวก

ADVANC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 227 บาท) กำไรสุทธิ 2Q21 เราคาด 6.2 พันล้านบาท (-11%YoY -6%QoQ) แม้จะลดลงทั้ง QoQ YoY แต่เชื่อว่าจะดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆที่อาจโดนผลกระทบจากการระบาดค่อนข้างสูง ขณะที่ราคาหุ้น Laggard YTD ปรับตัวขึ้นมาเพียง 2% พร้อมกับ Upside 26%

SISB ประกาศลดค่าเทอมอัตรา 5 -15% ภาคเรียนแรกปี 64/65

บมจ.เอสไอเอสบี (SISB) ประกาศลดค่าเทอมในอัตรา 5-15% สำหรับภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2564/2565 พร้อมตรึงค่าเทอมตลอดปีการศึกษา 2564/2565  เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสู้ภัยโควิด-19 ขณะที่ปรับเวลาเปิดปีการศึกษาใหม่เป็นวันที่ 30 ส.ค.นี้ ฟาก  ซีอีโอ “ยิว ฮอค โคว” ระบุ คาดการณ์ยังคงการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เน้นกลยุทธ์บริหารงานด้วยการคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ รักษาการจ้างงานบุคลากรทุกประเภท ดูแลความปลอดภัยสนับสนุนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19ให้ทุกคน เดินหน้าขยายโรงเรียนสาขาตามแผน มั่นใจสามารถฝ่าวิกฤติโควิด-19 รอบนี้ไปได้

นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB เปิดเผยว่า บริษัทฯได้พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยการให้ส่วนลดพิเศษในอัตรา 5 – 15% ของค่าเทอม สำหรับเทอม 1 ของปีการศึกษา 2564/2565 และตรึงค่าเทอมตลอดทั้งปีการศึกษา 2564/2565 เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ปกครองและนักเรียน รวมทั้งได้ปรับเวลาการเปิดภาคเรียนในปีการศึกษาใหม่ (ปี 2564/2565) เป็นวันที่ 30 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย บริษัทฯ คาดการณ์ยังคงการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อความต่อเนื่องทางการศึกษา และรอให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นจะกลับมาเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ รวมทั้งยังมีนโยบายที่จะรักษาการจ้างงาน สำหรับบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ ครู ผู้ช่วยครู พนักงานธุรการ พนักงานแผนกครัว พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพ โดยการให้การสนับสนุนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับบุคลากรของโรงเรียนทั้งครู และพนักงานทั่วไปทุกแห่ง โดยปัจจุบันบุคลากรของ SISB ได้รับวัคซีคแล้วกว่า 90% (เข็มแรก)

“SISB มุ่งมั่นต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียน และผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในโรงเรียน ขณะเดียวกันจะดูแลสุขภาพ และความปลอดภัยของบุคลากร และพนักงานทุกคนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยปัจจุบันบริษัทฯมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านไว้แล้ว และพร้อมที่จะเปิดรับปีการศึกษาใหม่ได้เป็นอย่างดี”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวอีกว่าแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง SISB มีนโยบายที่ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขัน และ การดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้งยังคงเดินหน้าขยายกิจการ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี” Phase II แม้จะเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2564

ขณะที่ความคืบหน้าการก่อสร้างโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี บนที่ดิน 14.8 ไร่ ได้มีการทำพิธีลงเสาเข็มก่อสร้าง ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2564  ที่ผ่านมา ซึ่งการก่อสร้างแบ่งเป็นสองเฟส ในเฟสแรกสำหรับระดับเนอสเซอรี่-อนุบาล ถึงระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาจะเป็นการก่อสร้างเฟสที่สอง คาดว่าเฟสแรกจะพร้อมเปิดให้บริการภายในเดือนสิงหาคม 2565 เป็นต้นไป

แนะเตรียมพร้อมออมเงินภาคบังคับรับ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก บลจ.พรินซิเพิล จัดสัมมนาออนไลน์ The Retirement Plan Symposium ครั้งที่ 6 เจาะลึก กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. 2564 เร่งกระตุ้นการออมเงิน ด้านวิทยากรแนะลูกจ้างเตรียมพร้อมออมเงินภาคบังคับ หลังกระทรวงการคลังเดินหน้าส่งร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เริ่มส่งเงินเข้ากองทุนฯ หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว 1 ปี พร้อมฉายภาพโมเดลกองทุนบำเหน็จบำนาญในจีน หลังรัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างให้ประชาชนลดการพึ่งพาเงินสวัสดิการจากภาครัฐและกระตุ้นการออมเงินภาคบังคับและภาคสมัครใจ หนุนคนจีนมีเงินใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณแตะ 54% ของเงินเดือนในเดือนสุดท้าย  

นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพรินซิเพิล จำกัด จัดสัมมนาออนไลน์ The Retirement Plan Symposium ครั้งที่ 6 ‘เจาะลึก กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. 2564’ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของการออมเงินเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ และเตรียมพร้อมก่อนบังคับใช้พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (ร่าง พ.ร.บ. กบช.) ซึ่งเป็นกฎหมายการออมเงินภาคบังคับรองรับการเกษียณอายุในอนาคตอันใกล้

สุปาณี จันทรมาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการออม     การลงทุนและพัฒนาตลาดทุน สำนักนโยบายการออม และการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

นางสาวสุปาณี จันทรมาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการออม การลงทุนและพัฒนาตลาดทุน สำนักนโยบายการออม และการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไทยประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ Pillar 0 ระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากรัฐบาล โดยรัฐบาลเป็นผู้ดูแลเงินช่วยเหลือแบบให้ฝ่ายเดียวแก่ผู้เกษียณอายุ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นต้น Pillar 1 ระบบการออมภาคบังคับขั้นพื้นฐานผ่านกองทุนประกันสังคมมาตรา 33 และมาตรา 39 Pillar 2 ระบบการออมภาคบังคับเพื่อความเพียงพอที่นายจ้างร่วมสมทบเงิน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และ ร่าง พ.ร.บ. กบช. Pillar 3 ระบบการออมภาคสมัครใจเพิ่มเติม ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นต้น

ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (ร่าง พ.ร.บ. กบช.) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปรียบเสมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภาคบังคับ สำหรับลูกจ้างและนายจ้าง (Pillar 2) โดยปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จากนั้นจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร หากผ่านการพิจารณาจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไป วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการออมเงินเกษียณที่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มาแล้วกว่า 30 ปี แต่ยังมีสมาชิกเพียง 3 ล้านคน

ทั้งนี้ หลังจาก พ.ร.บ. กบช. มีบังคับใช้แล้ว 1 ปี จึงเริ่มให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยแบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ 1) ช่วง 3 ปีแรก (นับตั้งแต่ กบช. เปิดรับสมาชิก) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้สัมปทานจากรัฐ กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานรัฐที่ไม่ได้อยู่ในบังคับของ กบข. กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ต้องการเข้าในระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ 2) ปีที่ 4 เป็นต้นไป (หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. กบช.) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป 3) และปีที่ 6 เป็นต้นไป (หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. กบช.) จะบังคับใช้กับกิจการเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาตินั้น ต้องเป็นลูกจ้างอายุ 15 – 60 ปี

ขณะที่อัตราการส่งเงินสะสม (ลูกจ้าง) และเงินสมทบ (นายจ้าง) เข้า กบช. กำหนดจากเพดานค่าจ้างไม่เกิน 60,000 บาท แบ่งเป็น ปีที่ 1 – 3 (นับตั้งแต่วันที่ กบช.เปิดรับสมาชิก) ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 3% ของค่าจ้าง ปีที่ 4 – 6 ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 5% ปีที่ 7 – 9 ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 7% ปีที่ 10 เป็นต้นไป ส่งเงินฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 10% (ตามกฎกระทรวง) โดยลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปี สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือเลือกรับเงินบำนาญ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเมื่อเลือกรับบำนาญแล้วสามารถเปลี่ยนไปรับบำเหน็จในภายหลังได้ และหากสมาชิกเสียชีวิตก่อนเกษียณอายุหรือในช่วง 20 ปี
ที่ยังได้รับเงินบำนาญ เงินในกองทุนดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุในเอกสารสมาชิกกองทุนฯ

ทั้งนี้ ลูกจ้างและนายจ้างสามารถส่งเงินเพิ่มได้สูงสุดฝ่ายละไม่เกิน 30% ของค่าจ้าง (ไม่กำหนดเพดานค่าจ้าง) อย่างไรก็ตามสำหรับกิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วและส่งเงินในอัตราไม่ต่ำกว่าที่ กบช. กำหนด จะไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติก็ได้ ส่วนผู้ที่ได้รับค่าจ่างต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน กำหนดให้นายจ้างจะส่งเงินสมทบฝ่ายเดียว  และกรณีที่ย้ายงานไปยังนายจ้างรายใหม่ที่มีเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถโอนย้ายเงินจาก กบช. ไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้

สำหรับการบริหารจัดการ กบช. จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดนโยบายการลงทุน ส่วนการบริหารจัดการเงินในกองทุนจะคัดเลือกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมืออาชีพที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต.อย่างน้อย 3 ราย โดยจะสรรหาผู้มาทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุน ด้วยวิธี E-Bidding หรือประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีรอบระยะเวลาการบริหารต่อรายประมาณ 3 ปี และลูกจ้างที่เป็นสมาชิก กบช. สามารถเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง โดยมีแนวโน้มจะมีแผนการลงทุนแบบ D.I.Y. ให้สมาชิกสามารถผสมผสานสินทรัพย์ในการลงทุนได้เอง โดยกำหนดให้แผน Life Path เป็น default policy หากสมาชิกไม่เลือกแผนการลงทุนเอง และหากสมาชิกมีอายุเกิน 60 ปี จะฝากเงินไว้ใน กบช.เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการต่อเนื่องก็ได้ นอกจากนี้ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม ก็สามารถเข้าเป็นสมาชิก กบช. ได้เช่นกัน ยกเว้นผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน จะไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกได้

ณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการสายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นางณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการสายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการออมเงินเพื่อเกษียณที่ไม่เพียงพอ แม้ว่าได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว (มีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20%) โดยส่วนใหญ่ขาดการเตรียมความพร้อมและขาดความรู้ด้านการเงิน ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานในภาคเอกชนประมาณ 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 18.8% หรือ 2.9 ล้านคน ที่มีการออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD) นอกจากนี้ ในจำนวนผู้เกษียณอายุในแต่ละปี มีเพียง 20.8% ที่สะสมเงินได้ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายได้เดือนละ 12,500 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี และ 90% ของผู้เกษียณเลือกที่จะนำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แทนที่จะลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนเริ่มออมเงินให้เร็วที่สุด
และมากที่สุดเท่าที่จะจัดสรรได้ รวมถึงลงทุนให้เป็นเพื่อให้มีเงินออมที่เพียงพอไว้ใช้ในช่วงเกษียณอายุ

ทั้งนี้ สำหรับกิจการที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว สามารถปรับเงื่อนไขในข้อบังคับกองทุนให้สอดคล้องกับ กบช. ได้ เช่น อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้ลูกจ้างมีทางเลือกในการเก็บเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช. หรืออาจเลือกเป็นสมาชิกทั้งสองแห่งก็ได้ ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้สอดรับกับ กบช. และจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (public hearing) ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ต่อไป

Mr. Thomas Cheong – Executive Vice President of Principal Financial Group and President of Principal Asia

ด้าน Mr. Thomas Cheong – Executive Vice President of Principal Financial Group and President of Principal Asia กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ The Retirement Plan Symposium ครั้งที่ 6 ‘เจาะลึก กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. 2564’ ในหัวข้อ ‘Pension Fund in China’ (กองทุนบำเหน็จบำนาญในประเทศจีน) ว่า ปัจจุบันระบบการออมเงินเพื่อวัยเกษียณตามที่เวิลด์แบงก์กำหนด ถูกเรียกว่า Multi Pillar Pension System หรือระบบที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักสำหรับการออมเพื่อวัยเกษียณ

สำหรับสถานการณ์การออมเงินเพื่อวัยเกษียณในประเทศจีนปัจจุบัน ยังคงพึ่งพา Pillar 0 หรือระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนเล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีผลต่อการใช้จ่ายงบประมาณดูแลด้านสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) จีนจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30 – 40% ของทั้งหมด จึงต้องปรับโครงสร้างการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ จากเดิมที่พึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่เป็นการออมเงินเพื่อเกษียณภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยมีบัญชีเก็บออมเงินโดยเฉพาะและพัฒนาระบบการเชื่อมต่อข้อมูลเงินออมเงินภาคบังคับร่วมกับนายจ้างที่มีประสิทธิภาพแม้มีการย้ายงาน นอกจากนี้ความท้าทายในการกระตุ้นการออมเงินภาคบังคับและภาคสมัครใจของจีนอีกส่วนหนึ่งคือ การนำเงินออมไปลงทุนให้งอกเงยที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก โดยส่วนใหญ่ให้ลงทุนในหุ้น A-shares จึงมีการพูดถึงการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย การลงทุนในสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับช่วงอายุ

สำหรับการออมเงินที่ดีควรจะมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณที่ 70% ของเงินเดือนสุดท้ายของการทำงาน โดยสถานการณ์ทั่วโลก ณ สิ้นปีที่ผ่านมา บราซิลเป็นประเทศที่ประชาชนสามารถออมเงินเพื่อวัยเกษียณได้ดีที่สุดอยู่ที่ 56% ของเงินเดือนสุดท้ายของการทำงาน จีนอยู่ที่ 54% ของเงินเดือนในเดือนสุดท้ายของการทำงาน ไทย 47% ของเงินเดือนในเดือนสุดท้ายของการทำงาน โดยบราซิลได้ใช้มาตรการกระตุ้นให้ประชาชนใส่ใจการออมภาคบังคับ (Pillar 2) และการออมภาคสมัครใจ (Pillar 3) ขณะที่ชิลีประสบความสำเร็จในการกระตุ้นประชาชนออมเงินเพื่อวัยเกษียณ โดยใช้การออกตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง 4% ให้กับประชาชนที่อยู่ในระบบการออมภาคบังคับ (Pillar 1) เพื่อจูงใจให้เข้าสู่การออมเงินภาคบังคับร่วมกับนายจ้าง

TRUBB ไฟเขียว “เวิลด์เฟล็กซ์” เข้าตลาดหุ้น

ผู้ถือหุ้น TRUBB โหวตหนุนแผน Spin Off บริษัทย่อย “เวิลด์เฟล็กซ์” เข้าจดทะเบียนใน SET คาดยื่นไฟลิ่งภายใน Q3/64 ขายหุ้นไอพีโอ 142 ล้านหุ้น โดยส่วนหนึ่งจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นของ TRUBB ที่เป็น Pre-emptive Rights  พร้อมอนุมัติเพิ่มทุน 340.74 ล้านหุ้น แบ่งขายผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 5:1 ราคาหุ้นละ 2.20 บาท ควบแจก TRUBB-W2 ฟรี  โดย 1 หุ้นเพิ่มทุนรับ 1 วอร์แรนต์ และอีกส่วนเก็บไว้ขายให้กับ PP เสริมฐานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งและมั่นคง รองรับแผนธุรกิจน้ำยางข้น-น้ำยางแปรรูป-ผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง 

นายภัทรพล วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TRUBB เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2564 ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติแผนการนำ บริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (WFX) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ โดย TRUBB ถือหุ้นใน WFX ในสัดส่วน 95.59% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยคาดการณ์กำหนดการยื่นแบบคำขอและร่างหนังสือชี้ชวนภายในไตรมาส 3/2564

โดยกำหนดจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WFX จำนวนไม่เกิน 142,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท ดังนี้ (1) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WFX จำนวนไม่เกิน 11,360,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป ตามสัดส่วนการถือหุ้นใน TRUBB (Pre-emptive Rights) (2) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WFX จำนวนไม่เกิน 14,200,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของ WFX และ (3) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WFX จำนวนประมาณ 116,440,000 หุ้น เพื่อเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 340,739,842 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 681,479,688 บาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 1,022,219,530 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่จำนวนไม่เกิน 340,739,842 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท

ทั้งนี้ หุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ

(ก) เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) จำนวน 136,295,937 หุ้น โดยมีราคาเสนอขาย 2.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 299,851,061.40 บาท  ในอัตราส่วนการจัดสรร 5 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยกำหนดให้วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นพร้อม TRUBB-W2 (Record Date) ในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 และกำหนดวันจองซื้อและชำระเงินค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนในระหว่างวันที่ 1- 8 กันยายน 2564

(ข) รองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 2 (TRUBB-W2)  ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ที่จองซื้อและชำระค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นจำนวน 136,295,937 หน่วย โดยไม่คิดมูลค่า โดยมีอัตราส่วนการจัดสรร  1 หุ้นสามัญเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วย TRUBB-W2  อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ  3 ปี มีอัตราการใช้สิทธิ  1 หน่วย TRUBB-W2 มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญ 1 หุ้น โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ 6 บาทต่อหุ้น

(ค) เพิ่มทุนจดทะเบียน แบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวนไม่เกิน 68,147,968 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนชำระแล้วของบริษัทฯ

ต้องขอขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่าน ที่อนุมัติแผนเพิ่มทุนของ TRUBB ในครั้งนี้ เนื่องจากจะทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯมีความแข็งแกร่งและมั่นคง รองรับแผนการขยายธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต เนื่องด้วยปัจจุบันธุรกิจหลักของบริษัทฯ คือการผลิตและจำหน่ายน้ำยางข้นและผลพลอยได้จากน้ำยาง ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำยางข้นจะนำไปเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตถุงมือแพทย์, ถุงมือยางทำความสะอาด, ถุงยางอนามัย, เส้นด้ายยางยืด, กาว, ลูกโป่ง, จุกนมยางสำหรับเด็ก, โฟม หมอน และที่นอน เป็นต้น ซึ่งจากความผันผวนของราคายางและสภาพอากาศที่ผลิตยาง ประกอบกับแนวโน้มของค่าแรงที่สูงขึ้นในอนาคต รวมถึงการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

กรรมการผู้จัดการใหญ่ TRUBB กล่าวอีกว่า บริษัทฯมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยายธุรกิจน้ำยางข้นและน้ำยางแปรรูป อันเป็นธุรกิจปัจจุบันของบริษัทฯ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น และขยายธุรกิจเข้าสู่การผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความต้องการและเติบโตสูงขึ้นมากจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และถือเป็นกลยุทธ์การเจริญเติบโตแนวดิ่ง (Vertical Growth Strategy) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วน อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงรายได้จากผลิตภัณฑ์ยางน้ำข้นและผลพลอยได้จากน้ำยาง ทำให้บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาแหล่งเงินทุน ซึ่งไม่เป็นภาระกับผู้ถือหุ้นเดิมเกินกว่าความจำเป็น และเพื่อให้ได้เงินทุนเพียงพอในการบริหารงาน โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อจะช่วยให้บริษัทฯ มีฐานเงินทุนที่เข้มแข็งพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคต

กทม. ฉีดวัคซีนเชิงรุก ให้ผู้ประกอบพิธีทางศาสนาทุกศาสนา

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เชิงรุกแก่พระภิกษุสงฆ์ มัคนายก บุคลากรของวัด จำนวน 456 วัด ในพื้นที่ฝั่งพระนคร จำนวน 35 เขต ซึ่งเข้าเกณฑ์การรับวัคซีน คือมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ประกอบด้วย พระสงฆ์ จำนวน 1,000 รูป มัคนายก 500 คน ยุวพุทธ 400 คน รวมถึงผู้ประกอบพิธีทางศาสนาอื่น ๆ อาทิ ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกซ์ โดยการประสานผ่านทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ารับบริการฉีดวัคซีน ซึ่งจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ทั้งสองเข็ม โดยกำหนดนัดฉีดเข็มที่ 2 ในอีก 12 สัปดาห์ สำหรับพระสงฆ์ที่ไม่ได้ลงทะเบียนผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สามารถ Walk in เข้ารับบริการได้ในวันนี้(1 ส.ค.64) ระหว่างเวลา 13.00 – 16.00 น. ส่วนพระสงฆ์ที่ไม่สะดวกมารับบริการในวันนี้ เนื่องจากติดกิจของสงฆ์ หรืออาพาธ สามารถแจ้งผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มายังสำนักงานเขตพื้นที่เพื่อนัดให้บริการฉีดวัคซีนได้ภายหลัง ซึ่งจะดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่พระสงฆ์จนครบทุกวัด นอกจากนี้ หน่วยบริการฉีดวัคซีนแห่งนี้ได้บริการฉีดวัคซีนแก่ ผู้พิการ จากสมาคมผู้พิการ รวมทั้งประชาชนที่ลงทะเบียนผ่าน “ไทยร่วมใจ” รวมถึงผู้สูงอายุอีกจำนวน 1,500 คน ซึ่งนอกจากการให้บริการฉีดวัคซีนตามจุดบริการต่างๆ ได้มอบหมายสำนักงานเขตสำรวจชุมชนภายในพื้นที่ เนื่องจากอาจมีประชาชนบางกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงการให้บริการด้วย

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีเป้าหมายบริการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหากได้รับจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งทำการฉีดให้แก่ผู้ที่ลงทะเบียนผ่าน “ไทยร่วมใจ” จากตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 1,400,000 คน ให้ได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคนต่อไป

รพ.ตำรวจ เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน เริ่มวันนี้ (2 ส.ค.)

โรงพยาบาลตำรวจ เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชน และบุคคลทั่วไป ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป และขอเชิญเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตั้งเเต่วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 10.00-15.00 น. เป็นต้นไป ณ หน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ห้างสรรพสินค้า อัมรินทร์ พลาซ่า ชั้น 3 กรุงเทพมหานคร

ผู้รับบริการสามารถลงทะเบียนสเเกน QR Code หรือ ลิงก์ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe9egrxR8OEl0wdHQbezBFxcEFyLTBTfV4BkYffVGIF0_T5Og/closedform

เตือนคนไทยหลีกเลี่ยงไปอัฟกานิสถาน

สืบเนื่องจากกรณีที่นางสาวมณฑล กสานติกุล หรือ มิ้นท์ บล็อกเกอร์สาว เจ้าของเพจ I Roam Alone ได้โพสต์ว่า กำลังเดินทางคนเดียวอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศดังกล่าว จนกลายเป็นกระแสดราม่าจากผู้ติดตามเพจและถูกวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการเดินทางในช่วงนี้และการนำเสนอชีวิตผู้คนในประเทศดังกล่าว

ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมถึงประเทศอัฟกานิสถาน ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถานปัจจุบัน ส่งผลให้มีการปิดเส้นทาง การเดินทางและคมนาคมภายในประเทศในหลายพื้นที่

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ขอแนะนำให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในอัฟกานิสถานและขอให้ชาวไทยที่ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในอัฟกานิสถานพิจารณาเดินทางออกจากอัฟกานิสถานในโอกาสแรก สำหรับคนไทยที่ยังมีความจำเป็นต้องอยู่ในอัฟกานิสถาน ขอให้พยายามอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการเตินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่หรือบริเวณใกล้เคียงที่มีความเสี่ยง รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คนไทยที่ต้องการความช่วยเหลือในอัฟกานิสถาน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ได้ที่หมายเลข (+92) 315 9009949 หรือติดต่อหมายเลขบริการ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ที่หมายเลข (+66) 025728442 หรือทางไลน์ไอดี@Thaiconsular

รับคูปองเงินสด 15 บาท เมื่อจ่ายค่าประปาที่ 7-11

กปน. จับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส แจกคูปองเงินสดท้ายใบเสร็จ 15 บาท เมื่อชำระเงินค่าน้ำประปา ผ่านร้าน 7-Eleven ทุกสาขา ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 23 ส.ค. 64

การประปานครหลวง (กปน.) ร่วมกับ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชิ้อไวรัส COVID-19 โดยจัดโปรโมชันพิเศษแก่ผู้ที่ชำระเงินค่าน้ำประปาของ กปน. ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 23 สิงหาคม 2564 โดยทุกการชำระเงินค่าน้ำประปา 1 รายการ จะได้รับคูปองเงินสดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 15 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าที่ร้าน 7-Eleven ในครั้งต่อไป (100 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ / คูปอง) ภายในวันที่ 26 สิงหาคม 2564