PRAPAT จัดแคมเปญฉีดฆ่าเชื้อรับอันดามัน แซนด์บ็อกซ์

PRAPAT” เดินหน้าบริการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ให้กลุ่มลูกค้าโรงแรม-รีสอร์ พื้นที่ระบี่-พังงา สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ฉีดวัคซีนครบโดส ต้อนรับโครงการ “อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ เชื่ออานิสงส์เปิดประเทศ ช่วยดันดีมานด์ผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อตามเป้า

นายวีระพงค์ ลือสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล มีมติเห็นชอบเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวอันดามัน แซนด์บ็อกซ์” 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564                          โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส ที่เข้าพักในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเป็นเวลา 7 วัน สามารถเดินทางท่องเที่ยวและเข้าพักในพื้นที่อื่นๆ อีกอย่างน้อย 7 วัน ได้แก่ เกาะสมุย, เกาะพงัน และเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ที่เกาะพีพี เกาะไหง และไร่เลย์ จังหวัดกระบี่, ขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และ “สมุย พลัส โมเดล” เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ การเปิดเมืองท่องเที่ยว “อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ ในครั้งนี้ PRAPAT ได้เข้าดำเนินการฉีดพ่นฆ่าเชื้อภายใต้แคมเปญ “100x100 ฝ่าวิกฤตโควิด-19” ให้กับโรงแรมและรีสอร์ในจังหวัดพังงาและกระบี่ ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมในการระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

“การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่กักตัว ภายใต้โครงการ อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ ที่กำหนดให้ประชากรในพื้นที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้วไม่ต่ำกว่า 70% และ 100% สำหรับสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ ไม่เพียงทำให้การท่องเที่ยวเริ่มกลับมามีสีสัน แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มกลับมามีรายได้จากการท่องเที่ยว โดย PRAPAT พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือคู่ค้าและลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ฟื้นตัวกลับมาเปิดกิจการเต็มแบบโดยเร็ว” นายวีรพงค์ กล่าว

ขณะที่ นายสุกานต์ อินทรสูต ผู้จัดการอาวุโส (ช่องทางจัดจำหน่าย) บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT กล่าวว่า นับแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงต้นปี 2564 บริษัท ได้ปรับตัว พร้อมวางกลยุทธ์ทีมขาย PRAPAT ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการขยายช่องทางเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมขนาดกลางขนาดย่อม สถานศึกษาและโรงพยาบาลขนาดเล็กเพิ่มขึ้น โดยยังคงรักษาความสัมพันธ์กับโรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ไม่มีใครคาดเดาว่าจะยืดเยื้อยาวนานจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่บุคลากรของบริษัท เดินหน้าสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและลูกค้า ในฐานะที่ PRAPAT เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของประเทศ

สำหรับโครงการ “อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ที่เปิดรับนักท่องเที่ยว 3 จังหวัดอันดามัน กระบี่-ภูเก็ต-พังงา PRAPAT ยังคงเดินหน้าอัดแคมเปญ “100x100 ฝ่าวิกฤตโควิด-19” ฉีดพ่นฆ่าเชื้อฟรีพื้นที่ 100 ตารางเมตร ให้กับลูกค้า 100 รายแรก และหากฉีดพ่นมากกว่า 100 ตารางเมตร จะได้รับส่วนลดพิเศษ 30%ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นโรงแรมและรีสอร ระดับ 5 ดาว ทั้งนี้ ก่อนเริ่มโครงการ อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 PRAPAT ได้เข้าดำเนินการฉีดพ่นฆ่าเชื้อภายในโรงแรมและรีสอรต่างๆ ในจังหวัดกระบี่และพังงา แล้วกว่าสิบราย

ส่วนจังหวัดภูเก็ต นับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน จนถึงวันที่ 31 กรกฏาคม 2564 บริษัทฯ ได้เข้าให้บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรงแรม รีสอร์ ร้านอาหารและมินิมาร์ ประมาณ 35-40 แห่ง โดยหลังให้บริการฉีดพ่นในแคมเปญ “100x100 ฝ่าวิกฤตโควิด-19” ลูกค้าเกือบทั้งหมด ได้สั่งเครื่องฉีดพ่นฆ่าเชื้อ , น้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อไว้ดำเนินการเอง ช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ และคาดว่า เมื่อโรงแรมและรีสอร์กลับมาเปิดบริการเต็มรูปแบบ ยอดารสั่งซื้อน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การทำความสะอาดและการบริการต่างๆ ของบริษัท ก็จะเพิ่มขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท มียอดขายผลตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เติบโตอยู่ที่ 25% หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2563 ส่วน

ช่วงครึ่งหลังปี 2564 บริษัท คาดว่า ยอดขายผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และอุปกรณ์ทำควาสะอาดต่างๆจะมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น จากลูกค้าใหม่รายย่อย ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 50 รายต่อเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 รวมถึงลูกค้าหลักของบริษัท  ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร ทยอยกลับมาเปิดกิจการ หลังรัฐบาลจัดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์, สมุ พลัส โมเดล” และ“อันดามัน แซนด์บ็อกซ์ นำร่องเปิดประเทศ รวมถึงการเตรียมเปิดเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อไป

บริษัทฯ หวังว่าการคลายล็อกดาวน์ จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคัก  โรงแรมและรีสอร น่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 โดยบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือในมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ทุกแคมเปญ   นายสุกานต์ กล่าว

XO แย้มไตรมาส 2 จัดทัพซอสส่งออก ลุยส่งมอบได้ตามแผน

XO อัพเดทสถานการณ์ซอสส่งออกใน Q2/64 เดินหน้าตามเป้า แม้มีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในระหว่างไตรมาส แต่ปัจจุบัน สามารถแก้ปัญหาและส่งออกสินค้าได้ตามแผน ขณะที่ภาพรวมตัวเลขยังดูดี เนื่องจากสินค้ากลุ่มซอส ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มหลักมีอัตรากำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่อง

นายจิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรส น้ำจิ้ม รวมทั้ง เครื่องแกง เครื่องประกอบอาหารไทย เปิดเผยว่า ทิศทางสถานการณ์ซอสส่งออกในไตรมาส 2/64 ผลงานผ่านฉลุย จากการขยายตลาดต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นไตรมาส 2 บริษัทฯ มีออเดอร์ในมือที่รอส่งมอบราว450 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถส่งออกด้ตามแผนสนับสนุนให้ภาพรวมผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้ระหว่างทางประสบปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ต่ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ตู้ครบถ้วนและส่งออกได้ตามแผนแล้ว สนับสนุนให้แนวโน้มผลการดำเนินงานจะสามารถทำ All Time High ตามเป้าหมายได้อีกครั้ง ทั้งนี้ จากทิศทางครึ่งปีแรกอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ก็มีโอกาสเสนอทีประชุมบอร์ดพิจารณาการจ่ายปันผลระหว่างกาลในอัตราที่สูงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้คำนึงถึงความปลอดภัย และห่วงใยในสุขภาพของพนักงานทุกคน จึงรณรงค์ให้พนักงานได้รับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด และปัจจุบันได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว 100% สร้างความปลอดภัยให้องค์กร และสร้างความเชื่อมั่นในการเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องในอนาคต

ด้าน บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุXO ผลงานทำสถิติสูงสดใหม่ตามคาด ประเมินกำไร 2Q21E ทำสถิติสูงสุดใหม่ตามคาดโต +44%เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท อิง 2021E PER ที่ 23x (เทียบเท่า 5-yr average PER) มีมุมมองเป็นกลางจากการจัดประชุม group conference call เมื่อ 15 ก.ค. 64 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  1) บริษัทมียอดขาย 2Q21E มากถึง 400 ล้านบาท คิดเป็น 89% ของ backlog ที่ 450 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดรายไตรมาสที่บริษัทเคยทำได้ และมี Utilization rate แตะ 80% เพิ่มขึ้นจาก 1Q21 ที่ 70% ปัจจุบันจ่ายค่า listing fees ไปประมาณ 50%จากงบที่ตั้งไว้ 10-15 ล้านบาท

  2) แนวโน้มยอดขาย 3Q21E ยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี ปัจจุบันมียอดขายถึงช่วงปลายเดือน ส.ค.21 ราว 300-350 ล้านบาท นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กัญชงคาดมียอดขายที่จะเข้ามาในช่วงปลาย 3Q21E ราวอีก 3ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้เห็นถึง Demand ของผลิตภัณฑ์กัญชงสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับยอดขายเวลาออกผลิตภัณฑ์ใหม่

  3) มีแผนการขยายไลน์การผลิตเพิ่มเติม 1 ไลน์ คาดใช้เงินราว 100 ล้านบาท และจะสามารถเริ่มเปิดไลน์การผลิตได้ในช่วงปลาย 2Q22E ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ราว 600-700 ล้านบาทต่อปี  

คาดกำไร 2Q21E ทำสถิติสูงสุดที่ 132 ล้านบาท (+44% YoY, +26% QoQ) เราประเมินกำไร 2Q21E ที่ 132 ล้านบาท (+44% YoY, +26% QoQ) มีรายได้รวม 2Q21E อยู่ที่ 420 ล้านบาท (+24% YoY, +19% QoQ) และคาด gross profit margin สามารถทำได้ใกล้เคียง 1Q21 ที่ 45% (1Q21 = 45.5%, 2Q20 = 41.8%) เป็นผลจากการ lock ราคาต้นทุนไว้ทั้งปี ทั้งนี้เชื่อว่าบริษัทจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งได้ (เรือและตู้คอนเทนเนอร์)

ทั้งนี้ จึงคงกำไรสุทธิปี 2021E โต 52% YoY คงกำไรสุทธิปี 2021E ที่ 484 ล้านบาท (+52% YoY) โดยเราประเมินว่ารายได้กลุ่มซอสปี 2021E จะโต +30% YoY และยังคงสมมติฐาน gross profit margin ปี 2021E ที่ 45% จากต้นทุนการผลิตที่มีการ lock ต้นทุนบางส่วนต่อเนื่องไปถึงปี 2022E นอกจากนี้ยอดขายที่มาจากกลยุทธ์ใหม่อย่าง listing fee เริ่มเห็นยอดขายเข้ามาตั้งแต่ 1Q21 ซึ่งเร็วกว่าที่เราคาดไว้ที่ 3Q21E และประมาณการกำไรยังมี upside จากผลิตภัณฑ์กัญชง ปัจจุบันยังรอความชัดเจนทางกฎหมายจาก อ.ย.

โดยประเมินราคาเป้าหมาย XO ที่ราคา 26.00บาท อิง 2021E PER ที่ 23x (เทียบเท่า 5-year average PER) โดย XO ปัจจุบันเทรดที่ 2021E PER ที่ 17x และมีอัตราการเติบโต EPS CAGR (2020-2022E) ที่ 31.4% โดยเราประเมินราคาเป้าหมาย PER ที่ 23x มีความเหมาะสมจาความต้องการผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องไปถึงปี 2022E จากกลยุทธ์ใหม่ รวมทั้ง บริษัทได้ทำการล็อกราคาต้นทุนไปจนถึงปีหน้าเรียบร้อยแล้ว และ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จะยังสามารถอยู่ในระดับสูง และทำให้ EPS CAGR (2020-2022E) ขยายตัวต่อเนื่องที่ 31.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 24%

SSP เฮ!กดปุ่ม COD โซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น 20 MW รับรู้รายได้ทันที

บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) กดปุ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น “โครงการ LEO 1″ ขนาดกำลังผลิต 20 เมกะวัตต์เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้มีกำลังการผลิตปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 163 เมกะวัตต์  ฟากซีอีโอ “วรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์” ระบุทยอยรับรู้รายได้ทันที มั่นใจสนับสนุนผลงานปีนี้โตเข้าเป้า 20% เดินหน้าเจรจาซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้าพอร์ตเพิ่ม ผลักดันกำลังผลิตไฟฟ้าในมือทะลุ 400 เมกะวัตต์ภายในปี 2567

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 บริษัทฯได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ LEO 1 มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 20 เมกะวัตต์  ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้บริษัทฯมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในมือเพิ่มขึ้นเป็น 163 เมกะวัตต์จากเดิมอยู่ที่ 143เมกะวัตต์  

ขณะที่บริษัทฯคาดว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ น่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 4/2564 ซึ่งจะช่วยผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งใน และต่างประเทศสิ้นปี 2564เพิ่มขึ้นเป็น 200 เมกะวัตต์

บริษัทฯสามารถ COD โครงการ LEO 1 ได้ตามแผนงานที่วางไว้ และสามารถรับรู้รายได้ได้ทันที ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผลงานปี 2564เติบโตได้ในระดับ 20% จากปีก่อน ส่วนความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้า Leo 2 ขนาดกำลังการผลิต 17 เมกะวัตต์ ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงการและคาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายเช่นกัน แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของเชื้อเพลิงชนิดต่างๆเพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในมือปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 400เมกะวัตต์ ภายในปี 2567″

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีความสนใจที่จะเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าประเภท SPP ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีขนาดกำลังผลิตรวม ประมาณ 50 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) โดยพยายามจะมองหาโอกาสเข้าซื้อลงทุนในโครงการต่างๆมากขึ้นมาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า

AMR เปิดเทรดเหนือจอง 18.84%

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น AMR ร่วมแสดงความยินดี กับ มารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอเอ็มอาร์ เอเซีย หรือ AMR พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท ในพิธีเปิดทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก ซึ่ง AMR เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบขนส่งทางรางเบอร์หนึ่งของเมืองไทย โดยเปิดทำการซื้อขายวันแรก สร้างผลตอบแทนสุดประทับใจ พุ่งเหนือจอง 18.84% เทียบกับราคาไอพีโอ 6.90 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำนักลงทุนมั่นใจปัจจัยพื้นฐานธุรกิจ

ส่งมอบ GULF CARE Home Isolation Kit 10,000 ชุด

กัลฟ์ ตั้งเป้าส่งมอบกล่อง ‘กัลฟ์แคร์’ (GULF CARE Home Isolation Kit) 10,000 ชุด ให้กลุ่มจิตอาสา
พร้อมเปิดให้ผู้ป่วยโควิด-19 ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จัดทำกล่อง “GULF CARE” (กัลฟ์แคร์) บรรจุยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งไม่แสดงอาการรุนแรง สามารถแยกรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) แยกรักษาตัวในชุมชน (Community Isolation) หรืออยู่ระหว่างรอเตียง เตรียมส่งมอบให้หน่วยงานและกลุ่มจิตอาสาที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 เช่น เส้นด้าย และมูลนิธิกระจกเงา ตั้งเป้า 10,000 ชุด มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับกล่อง GULF CARE โดยกรอกแบบฟอร์มที่ https://bit.ly/gulfcareform หรือสแกน QR Code ด้านล่าง ทั้งนี้โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Gulf Sparks Smiles จุดพลังให้คนไทยยิ้มได้” ที่ริเริ่มขึ้นเพื่อมุ่งช่วยเหลือคนหลากหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/GulfSPARK.TH/

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวางแผนธุรกิจ ตัวแทนบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง มีผู้ป่วยจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการแยกรักษาตัวเองที่บ้าน (Home Isolation) หรือแยกรักษาตัวในชุมชน (Community Isolation) บางกลุ่มอาจอยู่ระหว่างรอเตียง ซึ่งหลายคนอาจยังไม่มีความพร้อมเรื่องยาและอุปกรณ์ในการตรวจเช็คอาการระหว่างรักษาตัวที่บ้าน ทาง GULF จึงทำกล่อง GULF CARE (กัลฟ์แคร์) ขึ้นมา โดยภายในกล่องประกอบด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ปรอทวัดไข้แบบดิจิทัล ยาพาราเซตามอล ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการรักษาตัวอย่างน้อย 14 วัน รวมทั้งมีคำแนะนำสำหรับการรักษาตนเองที่บ้านด้วย โดยทางเราหวังว่ากล่อง GULF CARE (กัลฟ์แคร์) จะเป็นอีกแรงที่ช่วยสนับสนุน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือหายป่วยได้ในเร็ววัน

ที่ผ่านมา GULF ได้ร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งล่าสุดได้มอบข้าวกล่องวันละ 2,000 กล่อง เป็นระยะเวลา 60 วัน รวม 120,000 กล่อง ให้กับชุมชน ผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนาม และผู้ป่วยในศูนย์พักคอย รวมถึงมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพแก่ประชาชนใน 50 เขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกว่า 1,800 ครัวเรือน พร้อมเครื่องพ่นฆ่าเชื้อและน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เครื่องวัดอุณหภูมิแบบมีขาตั้ง และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ให้แต่ละชุมชน นอกจากนี้ยังได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาทแก่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และสมทบทุนค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมฮอสพิเทล (Hospitel) หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจอีกด้วย

เปิด Hospitel 84 เตียง รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในสมุทรสาครพุ่ง

บมจ.เอกชัยการแพทย์ (EKH) ร่วมสนับสนุนภาครัฐจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 หรือ Hospitel  จำนวน 84 เตียง  เร่งขยายเตียงรับผู้ป่วยสีเขียวในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร หลังยอดติดเชื้อพุ่ง  ด้าน “นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร” เผย EKH พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนการลงทุนในการปรับปรุงพื้นที่และบุคลากรทางการแพทย์   เชื่อ Hospitel  จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนที่พักรักษา และรองรับผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดรวดเร็วในปัจจุบันได้  

นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH ผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนในจังหวัดสมุทรสาคเปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพบคลัสเตอร์การระบาดใหม่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาครที่ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนเตียงและห้อง ICU  ซึ่งล่าสุด EKH ได้ร่วมสนับสนุนภาครัฐในการจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 หรือ Hospitel จำนวนรวม 84 เตียง ที่โรงแรมเซ็นทรัล เพลส เพื่อรองรับผู้ป่วยสีเขียวในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ไม่มีอาการและกลุ่มที่รักษาในโรงพยาบาลแล้วอาการปกติจะต้องย้ายมาอยู่ที่ Hospitel

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือนเมษายนที่ผ่านมา EKH ได้ขยายศักยภาพของการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยได้เพิ่มเตียงและขยายห้องเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อจากเดิม 142 เตียง เป็น 300 เตียงแล้วในปัจจุบัน  แบ่งเป็นคนไข้โควิดมาใช้บริการ 240 ตียง และคนไข้ทั่วไป 60เตียง รวมทั้งยังได้สนับสนุนภาครัฐโดยเพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาลสนาม ณ วัดโกรกกรากขนาด 240 เตียง เพื่อให้บริการผู้ป่วยโควิด-19  สำหรับอาการปานกลาง (สีเหลือง) อย่างทั่วถึง

บริษัทฯ เชื่อว่า Hospitel  จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนที่พักรักษาและช่วยรองรับผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดรวดเร็วในปัจจุบันได้  และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายเชื้อลดน้อยลงรวมถึงคนไข้ได้รับยาเร็วขึ้นจะลดโอกาสการเสียชีวิต อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบริการอย่างเท่าเทียม โดย EKH จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนการลงทุนในส่วนของงบประมาณในการปรับปรุงพื้นที่ และบุคลากรทางการแพทย์ ”นายแพทย์อำนาจกล่าว ในที่สุด

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง โชว์ผลงานครึ่งปีแรกปี 64 กำไร 448.04 ล้าน

บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) รายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในครึ่งปีแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 448.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.38 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

นายอารภัฏ สังขรัตน์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2564 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 448.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.38 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 241.69 ล้านบาท และสำหรับผลประกอบการในงวดสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 171.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.29 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.07 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 107.02 ล้านบาท  

บริษัทฯ จึงใคร่ขอชี้แจงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับผลการดำเนินงานงวดหกเดือน สำหรับครึ่งปีแรก 2564  ดังนี้ รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 289.63 ล้านบาท จาก 1,049.51 ล้านบาท เป็น 1,339.14 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.60 เนื่องจากรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 316.35 ล้านบาท จาก 947.19 ล้านบาท เป็น 1,263.54  ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.40 อันเป็นผลจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นจาก 68,616.75 ล้านบาท/วัน เป็น 98,327.80 ล้านบาท/วัน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.30 และ สัดส่วนนักลงทุนบุคคลซึ่งเป็นส่วนรายได้หลักของบริษัท เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.92 เป็นร้อยละ 48.12 อันเป็นผลให้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของนักลงทุนบุคคล เพิ่มขึ้นจาก 29,447.68 ล้านบาท/วัน เป็น 47,317.71 ล้านบาท/วัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.68 รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลง 26.72 ล้านบาท จาก 102.32 ล้านบาท เป็น 75.60 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 26.11 รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 45.10 ล้านบาท จาก 18.91 ล้านบาท เป็น 64.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 238.50 เนื่องมาจากค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 11.91 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษาทางการเงินเพิ่มขึ้น 9.39 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมและบริการอื่นเพิ่มขึ้น 23.80 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 27.61 ล้านบาท จาก 373.89 ล้านบาท เป็น 401.50 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.38 เนื่องมาจาก รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 39.88 ล้านบาท กำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 22.23 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 2.68 ล้านบาท ในขณะที่ รายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากในสถาบันการเงินและพันธบัตรรัฐบาลลดลง 37.18 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564  ถือว่าน่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   แต่ความเชื่อมั่นของตลาดและกิจกรรมการลงทุนยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้นของลูกค้า  เราจึงได้ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมหุ้นทั่วโลกและกองทุนระดับโลก และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างและแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนให้แก่ลูกค้าต่อไป”  นายอารภัฏ กล่าวเพิ่มเติม

ช้อปอะไรดี? เค้ก ‘เอส แอนด์ พี’ ของขวัญแทนสายใยรักบอกรักแม่

ต้อนรับเทศกาลวันแม่ ให้เค้ก ‘เอส แอนด์ พี’ เป็นของขวัญแทนสายใยรักจากลูก..ถึงแม่ เอส แอนด์ พี ได้รังสรรค์เค้กแสนอร่อยหลากหลายดีไซน์เฉพาะช่วงโอกาสพิเศษ เพื่อแสดงถึงความรัก ความอบอุ่น และความประทับใจจากลูกถึงแม่ อาทิ เค้กมะลิสื่อรัก / เค้กมะลิร้อยรัก / เค้กเลิฟมัม และเค้กมาลัยแสนสวย

มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รับส่วนลด 20% เมื่อสั่งจองเค้กล่วงหน้า

ตั้งแต่วันนี้ – 5 สิงหาคม 2564 และรับเค้กได้ตั้งแต่วันที่ 9-12 สิงหาคม 2564 ที่ร้านเอสแอนด์พีทุกสาขา หรือสั่งผ่าน S&P 1344 Delivery สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/snpfood

อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้โครงการ สมาร์ท เซฟตี้ โซน 4.0

นายพอลล์  กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยถึงกรณีตำรวจภูธรภาค 1 ได้เลือกพื้นที่เมืองทองธานี เข้าโครงการ สมาร์ท เซฟตี้ โซน (Smart Safety Zone 4.0) ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทางบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการบริหารจัดการดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ที่พักอาศัย รวมถึงประชาชนผู้ที่เดินทางมาเยือนเมืองทองธานีทุกคน

เมืองทองธานี มีพื้นที่รวมกว่า 4,000 ไร่ ถือเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ในส่วนของที่พักอาศัยมีทั้งโครงการบ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ผู้พักอาศัยราว 200,000 คน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเศรษฐกิจ ที่มีร้านค้า สถานบริการ อาคารสำนักงานของหน่วยงานภาครัฐเอกชน สถานศึกษา เปิดดำเนินการหลายแห่งในพื้นที่ รวมถึงอิมแพ็คเอง หากสถานการณ์ปกติ ในแต่ละปีศูนย์ฯ มีการจัดงานต่างๆ รวมกว่า 1,000 งาน รองรับผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศและคนไทยหมุนเวียนมาในพื้นที่มากกว่า 10 ล้านคน

ที่ผ่านมา อิมแพ็ค บริหารจัดการพื้นที่ภายใต้ มอก.22300 มาตรฐานระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัย สำหรับการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ พร้อมจัดทีมบริหารเมือง หรือ City Management เป็นหน่วยงานดูแลความปลอดภัยพื้นที่เมืองทองธานี การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0 และเลือกเมืองทองธานีเป็นหนึ่งพื้นที่สำคัญที่จะต้องดูแลความปลอดภัย จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นตอกย้ำให้ อิมแพ็ค เป็นศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ ที่มีความปลอดภัยสูงสุด

ด้าน พ.ต.ต.วิวัฒน์ ทองสุข สว.จร.สภ.ปากเกร็ด กล่าวเสริมว่า โครงการ Smart Safety Zone 4.0 โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก โดยใช้นวัตกรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 1 ได้เลือกพื้นที่ เมืองทองธานี เข้าโครงการนี้ ตามหลักเกณฑ์การคัดเลือก 3 ประการ ได้แก่ RISK, LAND MARK และ ECONOMIC เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เป็นที่ตั้งของ อิมแพ็ค ซึ่งเป็นศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ในพื้นที่เมืองทองธานี ยังมีผู้พักอาศัย ผู้ที่เดินทางมาทำงาน และมาเที่ยวชมงานและใช้บริการ ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก จึงต้องให้การดูแลความปลอดภัยอย่างดีที่สุด

การดำเนินโครงการ SMART SAFETY ZONE 4.0เมืองทองธานี ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด ได้กำหนดจุดตรวจความปลอดภัยทั้งหมด 33 จุด แบ่งเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ โซน A พื้นที่สีแดง เช่น พื้นที่หน้าศาลตา-ยายเมืองทองธานี, พื้นที่หน้าโรงแรมไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค,ลานจอดรถหลังห้างสรรพสินค้า คอสโม บาซาร์, พื้นที่คอนโดเมืองทองธานี เป็นต้น โซน B พื้นที่สีเหลือง เช่น ปั้มน้ำมัน ปตท. วัดผาสุกมณีจักร, ห้างสรรพสินค้าบีไฮฟ เป็นต้น โซน C พื้นที่สีเขียว เช่น ปากทางถนนบอนด์สตรีท-ถนนติวานนท์, ตลาดบุญเจริญไนท์มาร์เก็ต, ริมทะเลสาบ เป็นต้น และโซน D พื้นที่สีฟ้า เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วนศรีสมาน, ทางเข้าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจได้หารือและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการวิเคราะห์จุดเสี่ยงภัยในพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมในการป้องกันอาชญากรรม การจัดทำแผนการตรวจป้องกันอาชญากรรมเชิงรุกในรูปแบบใหม่ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพและจะต้องวางเพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่ เช่นการจัดทำศูนย์รวมกล้อง CCTV ของเมืองทองธานี ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความปลอดภัยประชาชนมั่นใจในการดำเนินชีวิต

“ก้อง-สมเกียรติ” เหินฟ้าลุยโมโตทู ออสเตรีย ลั่นคว้าท็อปไฟว์ครึ่งฤดูกาลหลัง

“คิงคองก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดหนึ่งเดียวของไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” บินลัดฟ้าเตรียมสู้ศึกโมโตทู สนาม 10 ที่ออสเตรีย เจ้าตัวเผยความพร้อมร่างกายและจิตใจสมบูรณ์เต็มร้อย ตั้งเป้าเก็บแต้มทุกสนามที่เหลือของปีนี้ ขณะที่บอสฮอนด้ามั่นใจนักบิดไทยทำผลงานยกระดับต่อเนื่อง เชื่อมีลุ้นถึงตำแหน่งท็อปไฟว์ในครึ่งฤดูกาลหลัง

ความเคลื่อนไหวของ “คิงคองก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดดาวรุ่งหนึ่งเดียวของไทยในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบระดับเวิลด์กรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโตทู เจ้าของหมายเลข 35 สังกัดทีมแข่งอิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ซึ่งลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ล่าสุด เมื่อคืนกลางดึกของวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักบิดดาวรุ่งชาวไทยวัย 22 ปี ได้ออกเดินทางสู่ประเทศออสเตรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อสมทบกับต้นสังกัดเตรียมเข้าร่วมการแข่งขันสนามที่ 10 ประจำปีนี้ ที่สนามเรดบูล ริง รายการ สตีเรียน กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 6-8 สิงหาคมนี้ โดยมี ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เดินทางไปส่งและให้กำลังใจถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ

สมเกียรติ จันทรา กล่าวว่า “การได้กลับมาที่เมืองไทยช่วงพักเบรกครึ่งฤดูกาล ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ได้พบเจอเพื่อนๆ โดยเฉพาะแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยที่คอยส่งกำลังใจให้อยู่ตลอด ผมรู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตฯ เติมพลังให้กับตัวเอง ทำให้เพิ่มความมั่นใจได้มากทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลับมาบ้าน ตัวผมเองยังคงทำการฝึกซ้อมตามโปรแกรมของทีม ทั้งการขี่จักรยานและการขี่รถโมโตครอส ซึ่งตอนนี้ความฟิตร่างกายและจิตใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มั่นใจว่าจะสามารถเก็บแต้มทุกสนามที่เหลือตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ”

ขณะที่ ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้ สมเกียรติ ยกระดับผลงานมาได้อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อมั่นว่าศักยภาพของเขาตอนนี้ถือว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับนักบิดแถวหน้าของโลก ด้วยผลงานครึ่งปีแรกสามารถจบการแข่งขันในตำแหน่งท็อปเท็นมาแล้ว และมีความมั่นใจว่าในครึ่งฤดูกาลหลัง แฟนกีฬาความเร็วชาวไทย มีลุ้นได้เห็นสมเกียรติคว้าท็อปไฟว์แน่นอน ฝากส่งกำลังใจและติดตามเชียร์นักบิดดาวรุ่งหนึ่งเดียวของไทยคนนี้ด้วยครับ”

แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของ “คิงคองก้อง” สมเกียรติ จันทรา พร้อมส่งกำลังใจเชียร์นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในศึกโมโตจีพี รุ่นโมโตทู ตลอดฤดูกาล 2021 ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : fb.com/aphondaracingth<http://fb.com/aphondaracingth>