คาด ต.ค. นี้ ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้มากกว่า 40 ล้านเม็ดต่อเดือน

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า อภ.ได้เริ่มผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ที่มาจากการวิจัย พัฒนาและผลิตเอง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ ฟาเวียร์ (ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด) และได้มีการปรับแผนขยายการผลิตเพิ่มเพื่อลดการจัดหาจากต่างประเทศ โดยในเดือนสิงหาคม 2564 จะดำเนินการผลิตแบบบรรจุแผง 2.5 ล้านเม็ด และจะเพิ่มการผลิตแบบบรรจุใส่ขวด ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติแบบบรรจุขวด จาก อย. ภายในเดือนนี้ (ส.ค.64) และเดือนหน้า (ก.ย.64) จะผลิตยาได้ 23 ล้านเม็ด และตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป จะสามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่า 40 ล้านเม็ดต่อเดือน

ด้าน ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการ อภ. (ด้านการผลิตยา) กล่าวว่า อภ.มีแผนการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ที่โรงงานทั้ง 2 แห่ง โดยผลิตได้แล้วในโรงงานที่ถนนพระรามที่ 6 และโรงงานผลิตยาของ อภ. เองที่คลอง 10 ปทุมธานี คาดจะเปิดสายการผลิตที่ 5 ได้ในเดือนกันยายนนี้ โดยมีศักยภาพสามารถผลิตยาได้ถึง 2,000 ล้านเม็ดต่อปี หรือเดือนละไม่น้อยกว่า 160 ล้านเม็ดต่อเดือน พร้อมนำมาปรับใช้สำหรับขยายกำลังการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้ถ้ามีความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของการจัดหาจากต่างประเทศนั้น ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจัดหาเข้ามาแล้ว 13 ล้านเม็ด และในเดือนสิงหาคมนี้ จะเข้ามาเพิ่มอีก 43.1 ล้านเม็ด

เผยแนวทางฉีควัคซึน Pfizer ให้บุคลากรทางการแพทย์

กระทรวงสาธารณสุข แจงแนวทางการให้วัคซีนไฟเซอร์แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า 7 แสนโดสแบ่งฉีดเป็นบูสเตอร์โดส ฉีดเป็นเข็มที่สอง และผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ส่วนผู้ฉีดสูตรผสม, ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม และผู้ที่ฉีดเข็มสามไปแล้ว จะขึ้นทะเบียนติดตามพิจารณาฉีดเมื่อมีข้อมูลวิชาการและวัคซีนเข้ามาเพิ่มเติม

นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด 19 (Pfizer) กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับบริจาควัคซีนไฟเซอร์จากสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 จำนวน 1,503,450 โดส คณะกรรมการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด 19 (Pfizer) ได้พิจารณาจัดสรรวัคซีนไปยังบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ครอบคลุมทั้งผู้ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิด 19 โดยตรงและผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ทั่วประเทศ จำนวน 7 แสนโดส, ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ที่อยู่ในจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัด 645,000 โดส, ชาวต่างชาติ ที่เป็นผู้สูงอายุ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงคนไทยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา150,000 โดส, เพื่อศึกษาวิจัย 5,000  โดส และสำหรับควบคุมการระบาดจากสายพันธุ์เบต้า 3,450 โดส  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดลำดับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในระยะนี้ หากมีวัคซีนเพิ่มเติมหรือส่วนต่างจากการจัดสรรจะมีการจัดสรรอีกครั้ง ทั้งนี้ หากมีรายชื่อตกหล่นหรือยังไม่ได้รับวัคซีนขอให้แจ้งมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในกทม.แจ้งยังสำนักอนามัย เพื่อกระจายวัคซีนไปยังหน่วยฉีดต่อไป

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคกล่าวว่า วันนี้สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ส่งมอบวัคซีนไฟเซอร์บริจาค จำนวน 1,503,450 โดส อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการจัดสรรวัคซีนนั้นที่ประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 มีมติ เรื่องคำแนะนำการให้วัคซีนโควิด 19 ไฟเซอร์ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7 แสนโดส โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าจากทั่วประเทศทุกคน รวมทั้งนักศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิด 19 จากการปฏิบัติงานเช่น แผนกผู้ป่วยนอก แผนกผู้ป่วยใน คลินิกทางเดินหายใจ ห้องฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต รพ.สนาม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่กักกัน กลุ่มอาสาสมัครกู้ภัย พนักงานเก็บศพ หรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 อื่นๆ ตามการพิจารณาของสถานพยาบาลหรือหน่วยงานต้นสังกัด โดยมีหลักการให้วัคซีนดังนี้ บุคลากรที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคหรือซิโนฟาร์ม ครบ 2 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์กระตุ้น 1 เข็ม

บุคลากรที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 2 โดยกำหนดระยะห่างระหว่างโดสตามชนิดของวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นหลัก ผู้ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีน พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ และผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 และไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม โดยมีระยะห่างจากวันที่พบการติดเชื้ออย่างน้อย 1 เดือน

นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เคยได้รับวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกและแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2 หรือสูตรสลับไขว้, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม, วัคซีนซิโนแวค 2 เข็มและได้รับเข็มกระตุ้นด้วยแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม คณะอนุกรรมการฯ ยังไม่แนะนำให้วัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้น เนื่องจากการฉีดทั้ง 3 แบบ ยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอ โดยให้ขึ้นทะเบียนรายชื่อไว้ เมื่อมีข้อมูลวิชาการสนับสนุน และมีวัคซีนที่เข้ามาเพิ่มขึ้น คณะกรรมการฯ จะพิจารณาฉีดให้ต่อไป เพื่อให้บุคลากรด่านหน้ามีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมั่นใจ ให้ประชาชนปลอดภัย ระบบดูแลรักษาผู้ป่วยไม่หย่อนลง

ด้านพล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนแพทยสภา และทั้ง 7 สภาวิชาชีพขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการวัคซีนฯ  ที่แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง พิจารณาบริบทของประเทศไทย และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เพื่อช่วยกันปกป้องวงการแพทย์ให้ได้รับความปลอดภัย  ทั้ง แพทย์ พยาบาลผู้ปฏิบัติหน้าลงพื้นที่เชิงรุก บุคลากรทุกระดับ รวมถึงประชาชน ที่ต้องต่อสู้กับโควิด 19 ซึ่งการดำเนินงานอยู่ภายใต้หลักฐานทางวิชาการ นำไปสู่การวางแผนการและกระจายวัคซีนไฟเซอร์ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดความคุ้มค่า ส่วนบุคลากรที่เพิ่งได้รับการฉีดบูทสเตอร์โดสนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยและได้ติดตามหากมีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน มั่นใจได้ว่าจะได้รับการฉีดไฟเซอร์ในอนาคตแน่นอน ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัย สำหรับสมาชิกแพทยสภาที่ลงทะเบียนรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเข็ม 3 หากจะปรับเปลี่ยนสามารถแจ้งความประสงค์ได้ในเฟซบุคของแพทยสภา

กรมการค้าภายใน ย้ำประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้า

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปัจจุบันส่งผลให้ขณะนี้มีประชาชนได้เริ่มมีการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเรื่องนี้กรมการค้าภายในได้หารือกับผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีกและซุปเปอร์มาร์เก็ต พบว่า ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาในบางช่วงเวลาที่ประชาชนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยพร้อมกันและซื้อในปริมาณเพิ่มขึ้นจากปกติ โดยเฉพาะช่วงบ่าย-เย็นทำให้สินค้าอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ทางห้างก็ได้เร่งจัดเติมสินค้าในชั้นวาง โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมก็จะเป็นเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นอยู่กับความนิยมในแต่ละยี่ห้อและรสชาติ

อย่างไรก็ตาม สินค้าอื่นๆ ก็ยังคงมีสตอกไว้เพียงพอ และขณะนี้การรวบรวมสินค้าจากผู้ผลิตและกระจายไปยังสาขาต่างๆ ยังคงดำเนินการได้เป็นปกติ โดยกรมการค้าภายในก็ได้กำชับให้ห้างจัดเตรียมสินค้าและจัดพนักงานช่วยเติมสินค้าในชั้นให้มากขึ้นและเร็วขึ้น รวมทั้งขอให้ปรับรูปแบบการรวบรวมและกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในจะได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการดูแลให้สินค้าหมู ไก่ ไข่ไก่มีปริมาณเพียงพอ และในส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จะได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้ค้าปลีกค้าส่ง อย่างไรก็ตามขอให้พี่น้องประชาชนซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นต้องใช้ตามปกติ และหากพบเห็นผู้ประกอบการรายใดๆ กักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาโปรดแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดได้ต่อไป

วันนี้ (3 ส.ค.) เวลา 10.50 น. ส่งแรงใจเชียร์ “น้องแต้ว” เข้ารอบ 4 คน

วันนี้ (3 ส.ค. 64) เวลา 10.50 น. รับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 : มวยสากลสมัครเล่น หญิง รุ่น 60 กิโลกรัม โดย สุดาพร สีสอนดี (ไทย) พบกับ Caroline Dubois (อังกฤษ) สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฯ ได้ที่ช่อง JKN18 และ AIS Play

มาช่วยกันส่งพลังใจและแรงเชียร์ให้ “น้องแต้ว สุดาพร สีสอนดี” ผ่านเข้ารอบ 4 คนไปด้วยกัน

ตำรวจภูธร ภาค3 รับ-ส่งผู้ติดเชื้อโควิด -19

ตำรวจภูธรภาค 3 จัดกำลังตำรวจสนับสนุน รับ- ส่ง ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไปยังโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม สถานพยาบาล หรือ ศูนย์พักคอย ซึ่งเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นจากความห่วงใยพี่น้องประชาชนของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีการระบาดได้รับความเดือดร้อน จึงมีข้อสั่งการไปยัง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาจัดข้าราชการตำรวจช่วยเหลือ รับ-ส่ง ผู้ติดเชื้อโควิด -19

พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รอง ผบช.ภ.3 และโฆษกตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่าในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 มีตำรวจรวม 520 นาย ยานพาหนะ 179 คัน เข้าร่วม ซึ่งตำรวจจิตอาสาทุกนาย จะได้รับการฝึกทั้งการสวมชุด PPE และปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T ในการป้องกันโควิด -19 ที่สำคัญตำรวจที่เข้าร่วมทุกนายต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว 2 เข็ม

ส่วนพาหนะที่ใช้มีทั้ง รถควบคุมผู้ต้องหา และ รถตู้ ซึ่งแยกมาใช้ในการรับ-ส่งผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ ไม่ใช้ร่วมกับภารกิจอื่นเลย

รวมทั้งต้องฆ่าเชื้อ ทั้ง ก่อน และ หลังใช้ทุกครั้ง ซึ่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 มีภารกิจทั้งรับ-ส่ง ผู้ติดเชื้อโควิด -19 สู่ สถานพยาบาล รวมทั้งส่งผู้ที่หายป่วยจากโควิด-19 กลับภูมิลำเนา

โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการผ่านสายด่วน 1668 1669 1330 แต่ถ้าติดขัดให้โทร 191 หรือหมายเลขโทรศัพท์ของสถานีตำรวจในพื้นที่ซึ่งการให้บริการ รับ – ส่ง ผู้ติดเชื้อโควิด -19 ครอบคลุมทั้งในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 ถึง ภาค 9

นกแอร์ บินเฉพาะขาออกจากภูเก็ต เพิ่มอีก 3 วัน

สายการบินนกแอร์ ประกาศเปิดเที่ยวบิน “เฉพาะขาออกจากภูเก็ต” เส้นทางบินภูเก็ตไปยังอู่ตะเภา เพิ่มอีก 3 วัน (3-5 ส.ค.64)

  • 3 ส.ค.64  ภูเก็ต –  อู่ตะเภา เที่ยวบิน DD 785 เวลา 11:05 – 12:25
  • 4 ส.ค.64  ภูเก็ต –  อู่ตะเภา เที่ยวบิน DD 785 เวลา 11:05 – 12:25
  • 5 ส.ค.64  ภูเก็ต –  อู่ตะเภา เที่ยวบิน DD 789 เวลา 15:20 – 16:40

สําหรับท่านที่มีความประสงค์เดินทางในเที่ยวบินเข้า-ออกจากสนามบินอู่ตะเภาระหว่างวันที่ 3 – 5 สิงหาคม สามารถสํารองที่นั่งได้ที่ nokair.com Nok Air Mobile Application หรือ โทร 1318

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/nokairlines/photos/a.212399348795379/4177727855595822

เริ่มวันนี้ (3 ส.ค.) ภูเก็ต ปิดสถานที่หรือห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง

คำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 4306/2564 เรื่อง ปิดสถานที่หรือห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค มีผลตั้งแต่วันที่ 3 – 16 สิงหาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กำหนดมาตรการปิดสถานที่หรือห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 มาตรการปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรค

1) สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานบันเทิง ทุกแห่งในท้องที่จังหวัดภูเก็ต เป็นการชั่วคราวต่อไป

2) สนามชนไก่ สนามกัดปลา สนามแข่งนก สนามแข่งไก่ สนามมวย หรือสถานที่จัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงสนามฝึกซ้อม เป็นการชั่วคราวต่อไป

3) สถานที่จัดให้มีโต๊ะสนุกเกอร์ บิลเลียด หรือโต๊ะพูล

4) ร้านเกมคอมพิวเตอร์ เกมออนไลน์

5) โรงเรียนสอนมวยและโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ทุกประเภท (วูซู คาราเต้ เทควันโด มวยไทย มวยสากล ยูโด ไอกิโดเป็นต้น)

6) สระว่ายน้ำที่เปิดให้บริการประชาชนเป็นการทั่วไปทั้งในส่วนของราชการและผู้ประกอบการเอกชน

7) สถานศึกษาในระบบทุกแห่งทุกสังกัดในจังหวัดภูเก็ต และสถาบันกวดวิชา ทุกแห่ง ยกเว้น โรงเรียนเอกชนนอกระบบที่มีผู้เข้าร่วมชั้นเรียนไม่เกิน 5 คน.

ข้อ 2 การห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค

1) ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลซึ่งมีจำนวนรวมกันมากกว่า 50 คน เว้นแต่ เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่

2) ห้ามรวมกลุ่มทำกิจกรรม สังสรรค์ ดื่มสุราในพื้นที่สาธารณะ ชายหาด สวนสาธารณะ

ข้อ 3 มาตรการควบคุมแบบบูรณาการ สถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค

1) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติ ยกเว้น ส่วนที่เป็นตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม สวนสนุก ให้งดบริการ

2) ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านได้ตามปกติ โดยงดการจำหน่าย และงดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายในร้าน

3) ตลาดสด ตลาดนัด ถนนคนเดิน ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคและจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการตามขนาดของพื้นที่ 1 คน ต่อ 4 ตารางเมตร

4) ร้านสะดวกซื้อให้เปิดดำเนินการได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 04.00 นาฬิกา ถึงเวลา 23.00 นาฬิกา

5) สนามกีฬาหรือสถานที่เพื่อการออกกำลังกายกลางแจ้ง สวนสาธารณะ ลาน พื้นที่กิจกรรมสาธารณะโล่งแจ้งและกีฬาในร่ม สามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 นาฬิกาแต่ห้ามเล่นกีฬาที่มีการปะทะกัน และต้องไม่มีผู้ชมหรือชุมนุมกัน

6) สถานที่หรือสนามออกกำลังกายในร่ม โรงยิม ฟิตเนส โยคะ แอโรบิก คลาสออกกำลังกาย แบดมินตัน สามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 นาฬิกา

ข้อ 4 การจัดกิจกรรมทางสังคม ให้งดการจัดงานสังสรรค์ งานเลี้ยง งานรื่นเริง กรณีการจัดพิธีการตามประเพณีนิยมหากไม่สามารถเลื่อนได้ เช่น งานพิธีการศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส วันสำคัญทางศาสนาหรืองานบุญ ให้สามารถดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันโรค

ข้อ 5 มาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการภาคเอกชนพิจารณาขยายการดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง

ข้อ 6 การถ่ายทำภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ ซึ่งเมื่อรวมคนทำงานหน้าฉากและทุกแผนกแล้ว ต้องมีจำนวนไม่เกิน 50 คน และต้องไม่มีผู้ชมเข้าร่วมรายการ การยกเว้นไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในบางกรณีหรือบางช่วงเวลาของการถ่ายทำต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ตามที่ได้รับอนุมัติจาก ศบค.

ข้อ 7 มาตรการตรวจสอบเข้มงวดกับสถานที่หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคแบบกลุ่มก้อน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้มงวดในการตรวจสอบสถานที่หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่นโรงงาน สถานที่พักของแรงงานต่างด้าว หรือสถานที่อื่นๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ..2564 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม ..2564

อัพเดท 3 จุดตรวจฟรี! ด้วย Antigen Test Kits

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกาศขยายวันให้บริการตรวจโควิด เชิงรุกฟรี 3 จุดที่ได้เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kitsโดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ รู้ผลภายใน 30 นาที ดังนี้

1. สนามกีฬาธูปะเตมีย์ กองทัพอากาศ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดย สปคม. ขยายจนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.

2. สนามราชมังคลากีฬาสถาน (หัวหมาก) เขตบางกะปิ กทม. ขยายจนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น

3. ลานจอดรถ ชั้น 1 อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม.ตรวจโดย คณะเทคนิคการแพทย์ ม.มหิดล ขยายเพิ่มอีก 2 วัน วันที่ 2–3 ส.ค.64 เวลา 8.00-16.00 น.

ประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรองโควิดเชิงรุก ต้องเตรียมบัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนาบัตร 2 ชุดไปด้วย และหากผลเป็นบวก จะมีการจับคู่คลินิกชุมชนอบอุ่นดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชน

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 18,901 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2564 รวม 18,901 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 18,158 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 743 ราย ผู้ป่วยสะสม 623,322 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน)
ผู้หายป่วยกลับบ้าน 18,590 ราย ผู้หายป่วยสะสม 410,405 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 209,039 ราย ผู้เสียชีวิต 147 ราย

โรคแพนิค ภาวะกังวลที่อันตรายกว่าที่คาดคิด

เคยไหมกับการเตรียมตัวเต็มพิกัดก่อนออกไปเผชิญโลกภายนอก แต่พอกลับมาจู่ๆ ก็มีอาการระคายคอ ไอแห้งๆ จากร่างกายสบายเต็มร้อยกลับรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีเหตุผล จนอดคิดไม่ได้ว่าเราออกไปเจออะไรมา หรือ #เราติดยังน๊า!?!

แม้ว่าจริงๆ แล้วสภาพร่างกายของเรายังสามารถโต้รุ่งดูซีรีส์ได้ทั้งคืนเหมือนปกติ แต่ความกังวลที่ก่อเกิดนั้นมันบอกให้เราอุดอู้อยู่แต่บนเตียง พร้อมนึกไปสารพัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาการนี้อธิบายตามภาษาโรคได้ง่ายๆ ว่าเรากำลังเกิดภาวะ ‘โรคแพนิค’ (Panic Disorder) อยู่นั่นเอง

โรคแพนิคไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดอาการน่ากังวล แต่ความกังวลต่างหากที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคนี้ขึ้น ปฏิกิริยาแรกที่เกิดคืออาการตื่นตระหนก ตกใจกลัว ทั้งโรคนี้ยังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ใกล้ตัวหลายคนที่สุดคงเป็นบรรดาความเครียดที่ถาโถมเข้ามาต่อเนื่องไม่หยุดพัก ตัวอย่างเช่น ความเร่งรีบในชีวิต การอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจอมือถือเป็นเวลานาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลัง หรือแม้แต่คำสั่งล็อกดาวน์ ก็อาจมีส่วนเป็นเหตุของโรคแพนิคได้เช่นกัน และถ้าไม่นับสาเหตุจากความเครียดแล้ว ผลกระทบที่เกิดกับจิตใจอย่างรุนแรง เช่นการสูญเสีย ความผิดหวัง หรือเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ที่มากพอจะเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนได้ จนส่งผลต่อสารเคมีในสมองเสียสมดุลการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติไป ก็เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดอาการแพนิคฉับพลันขึ้นได้เช่นกัน และอาจนับรวมถึงเหตุไกลๆ ในปัจจัยด้านพันธุกรรม ที่ผู้ป่วยบางคนมีโอกาสเกิดโรคแพนิคได้มากกว่า เนื่องจากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรควิตกกังวล

แล้วสรุปว่าอาการที่เป็นอยู่นี้ คือโรคแพนิคหรือโรคระบาดล่ะ? จริงๆ แล้วในทางการแพทย์ก็มีแบบประเมินเบื้องต้นให้ลิสต์ดูว่าที่เป็นแพนิคอยู่หรือเปล่า แต่ก่อนที่จะเช็คก็ขอแนะนำให้ผ่อนคลายร่างกายลงบ้างเล็กน้อย เพื่อไม่เพิ่มความกังวลให้กัดกินใจมากที่กว่าที่เป็น

  • มีอาการใจสั่น ใจเต้นแรง หรือใจเต้นเร็วมาก
  • เหงื่อออก
  • ตัวสั่น มือเท้าสั่น
  • หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจติดขัด
  • รู้สึกอึดอัด หรือแน่นอยู่ข้างใน
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน
  • วิงเวียน โคลงเคลง มึนตื้อ หรือจะเป็นลม
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น ร้อนวูบวาบ เหมือนจะเป็นไข้
  • รู้สึกชา หรือรู้สึกซ่าๆ (paresthesia)
  • รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป (derealization หรือ depersonalization)
  • กลัวคุมตัวเองไม่ได้ หรือกลัวเป็นบ้า
  • กลัวว่าตนเองกำลังจะตาย

ในตอนต้นเราเล่าว่าโรคแพนิคไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดอาการน่ากังวล แต่มันจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง หากผู้ป่วยมีอาการข้างต้นมากกว่า 4 อาการขึ้นไป รวมถึงอาการยังเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยคาดการณ์ไม่ได้ และตามมาด้วยพฤติกรรมทางลบในหลายๆ ด้านเช่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าใช้ชีวิตประจำวันที่เคยทำเป็นประจำ

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คืออาการของ PANIC ATTACK’ และที่น่ากังวลที่สุดคือสิ่งนี้มักมาพร้อมกับอาการที่น่าเป็นห่วงอื่นๆ ซ้ำยังมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลาราว 1 เดือน (หรือมากกว่านั้น) เช่น โรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia), โรคกลัวเฉพาะอย่าง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Phobia) รวมถึงโรคทางจิตเวชอื่นๆ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือแม้แต่กับโรคซึมเศร้า

แม้อาการครึ่งหลังของโรคแพนิคจะเป็นสิ่งที่น่ากังวล (แบบน่ากังวลจริงๆ) แต่ใช่ว่าโรคนี้จะไม่มีทางรักษา แพทย์หญิงพรทิพย์ ศรีโสภิต ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่าโดยทั่วไป โรคแพนิคจะแบ่งการรักษาออกเป็น 2 วิธี หนึ่งคือการรักษาด้วยยา โดยใช้ตัวยาเข้าไปปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง ใช้เวลารักษาประมาณ 8-12เดือน ขึ้นกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคในแต่ละตัวบุคคล

อีกวิธีหนึ่งคือการรักษาทางใจ หรือการทำจิตบำบัดประเภทปรับความคิดและพฤติกรรม สามารถทำได้หลากหลายแบบ เช่นพยายามรู้เท่าทันอารมณ์และมีสติบอกกับตัวเองว่าอาการดังกล่าวเป็นเรื่องชั่วคราว สามารถหายได้ หรือใช้วิธีการฝึกฝนเพื่อรักษาอาการในรูปแบบต่างๆ ทั้งการฝึกคลายกล้ามเนื้อ, การฝึกสมาธิ, การฝึกคิดในทางบวก และฝึกหายใจในกรณีผู้มีอาการหายใจไม่อิ่ม โดยให้หายใจเข้า-ออก ลึกๆ ช้าๆ เพื่อเบนความสนใจของอาการ และทำให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวจนเริ่มผ่อนคลายและอาการค่อยๆ ดีขึ้น

“โดยการรักษาโรคแพนิคให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด คือใช้วิธีการสองด้านทั้งตัวยาและการรักษาจิตใจควบคู่กันไป พร้อมกับมีสติไม่แตกตื่นกับโรคมากเกินไป เพื่อให้ผู้ป่วยหลังการรักษากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และไม่ต้องกังวลใจกับอาการนั้นๆ อีกต่อไป” คุณหมอพรทิพย์ ให้ข้อมูลสรุป

ติดตามข่าวสารและความรู้ที่น่าสนใจจาก โรงพยาบาลพระรามเก้า เพิ่มเติมได้ทาง Website: www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา