‘บลูบิค’ ได้ไฟเขียว ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป เตรียมเสนอขาย IPO 25 ล้านหุ้น หลังสำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง เข้าระดมทุนใน  ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ชูความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้แบบครบวงจร ด้วยทีมบุคลากรคุณภาพ ช่วยปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจและผลักดันการเติบโตให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เดินหน้าเสริมแกร่งทีมงานรองรับการขยายธุรกิจและร่วมมือพาร์ทเนอร์ชั้นนำเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน 

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เปิดเผยว่า บลูบิค  มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างครบวงจร พร้อมทีมบุคลากรมากประสบการณ์จากบริษัทคอนซัลต์ระดับโลกกว่า 100 คน ที่พร้อมช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจให้แก่องค์กร  ขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ยุคดิจิทัลและสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด โดยปัจจุบันบริษัทฯ มี  5 บริการหลัก ได้แก่

  1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting)โดยทำหน้าที่ค้นหาปัจจัยความสำเร็จทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า กำหนดทิศทางกลยุทธ์ด้านต่างๆ วิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสเชิงเศรษฐศาสตร์จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth)
  2. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์(Strategic PMO) โดยทำหน้าที่บริหารโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความซับซ้อนสูงให้กับองค์กรขนาดใหญ่ และเข้าไปวางโครงสร้างระบบไอทีภายในองค์กร
  3. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี(Digital Excellence and Delivery) โดยทำหน้าที่ ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านดิจิทัลครบวงจรและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร อาทิ การออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งานและส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับระบบ (UX/UI) บนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  4. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics)โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีปัญญา
    ประดิษฐ์ (AI) รวมถึงให้คำแนะนำการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อนำไปใช้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
  5. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation)โดยทำหน้าที่จัดหาพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านไอที อาทิ โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อปฏิบัติงานตามกำหนดระยะเวลาจนจบโครงการ

นายพชร กล่าวต่อว่า บลูบิค มีแผนขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตทั้งสิ้น 7 ด้าน ได้แก่ 1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center) 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service หรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center) 3. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายใน ผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร 4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร 5. ชำระเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน 6. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ และ 7. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและ มีศักยภาพเพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2561 – 2563 มีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งกำไรและรายได้จาก     การขายและให้บริการ โดยมีกำไรสุทธิคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 51.81% ส่วนรายได้จากการขายและให้บริการ อยู่ที่ 132.76 ล้านบาท 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.90% ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 มีรายได้จากการขายและบริการ 49.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเข้าสู่ดิจิทัลของลูกค้า อีกทั้งบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีกำไรสุทธิ 12.34 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.78% ของรายได้จากการขายและให้บริการ ซึ่งเติบโตขึ้นจากอัตรากำไรสุทธิที่ 22.06% ของปี 2563

นายปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า บลูบิค เห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ดิจิทัล เพื่อรองรับเป้าหมายการเพิ่มศักยภาพและเร่งการเติบโตภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บริษัทฯ จึงเดินหน้าขยายทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากบริษัทระดับโลก ซึ่งจะเป็นหัวใจหลักต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง อาทิ Management Consultant, Technology Consultant และ Project Manager ตลอดจนจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะบุคลากรและมุ่งเน้นพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อนำเสนอโซลูชันด้านเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมเปิดรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและต่อยอดสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ล่าสุดได้เดินหน้าความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ด้าน นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ความคืบหน้าการนำ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หลังจากยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว โดยภายหลังได้รับอนุมัติให้เสนอขายหุ้น IPO และแบบ Filing มีผลใช้บังคับ จะกำหนดวันที่เสนอขายหุ้น IPO และคาดว่าจะนำ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในปีนี้

ยก “เอ็มโพเรียม-เอ็มควอเทียร์” มาไว้ที่บ้าน!

หลังจากเปิดซีซั่นที่ 4 ด้วยการช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารใน EP.1 แล้ว อีพีล่าสุดนี้  LINE SHOPPING X@TuesLIVE ซีซั่น 4 EP.2 กลับมาพร้อมกับความสนุก นำโดย ป้าตือ – สมบัษร ถิระสาโรช และ 2 โคโฮสต์ รัศมีแข และ เกล้า-น้ำพราว มาร่วมดึงความสนุกปลดล็อคความเหงา ให้เราได้ช้อปปปปปป!! เพราะอีพีนี้ ยกห้าง เอ็มโพเรียม และ เอ็มควอเทียร์ มาให้ช้อปแหลกแบบจุกๆ กับเวาเชอร์ส่วนลดพิเศษสไตล์ TuesLIVE ที่พร้อมให้ทุกคนได้ตุน!!! ไว้รอช้อปตอนห้างเปิด โดยสามารถใช้ได้ทั้งห้าง ตั้งแต่ ซูเปอร์แบรนด์, education ยันโซน Dining ที่มาพร้อมดีลราคาที่ดีที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน พร้อมเซอร์ไพรส์โค้ด 1,500 บาท ในไลฟ์เท่านั้น!! เปิดจอรอช้อป พร้อมกัน วันอังคารที่ 3 สิงหาคมนี้ เวลา 17.00 ทาง LINE SHOPPING

มารอบนี้ อย่างที่ ป้าตือ ได้บอกไว้ ว่าเป็น Brand Day ที่จัดเต็มให้แต่ละแบรนด์มามอบความคุ้มค่าให้คนดูจริงๆ โดยครั้งนี้ เป็นคิวของ 2 ศูนย์การค้าชั้นนำ “เอ็มโพเรียม” และ “เอ็มควอเทียร์” ที่ขนเวาเชอร์มาให้แฟนๆ ที่รักการช้อปปิ้งทั้งศูนย์ ได้กด CF กันรัวๆ ผ่าน LINE SHOPPING พร้อมด้วยคูปองส่วนลดที่ลดแล้ว ยังลดอีก กดแก้เหงาเพลินๆ ในช่วงกักตัวแบบนี้ มีโค้ดส่วนลดจาก LINE SHOPPING เพิ่มให้ไปอีก สูงสุดถึง 600 บาท และรับ LINE POINTS จากการซื้อสินค้าไปเป็นส่วนลดในการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือซื้อสินค้าผ่าน Rabbit LINE Pay ได้แบบ 1 พ้อยท์ = 1 บาท อีกด้วย

ช้อปสะสมทุกสัปดาห์ แล้วลุ้นได้ไปร่วม The Top Shopper Exclusive Trip (เดอะ ท็อป ช็อปเปอร์ เอ็กคลูซีฟ ทริป) สำหรับ 5 ลำดับแรกที่ช้อปสูงสุดใน LINESHOPING X @TuesLIVE ซีซั่น 4 รวมมูลค่ารางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท! รอชมไลฟ์พร้อมกัน! ทุกวันอังคาร เวลา 17.00 น. เพียงแอด @LINESHOPPING และ @TuesLIVE ทางแอพพลิเคชั่น LINE

เมื่อบรรจุภัณฑ์จะไม่ใช่แค่การปกป้องสินค้าอีกต่อไป

ในอนาคตคุณค่าของ บรรจุภัณฑ์ หรือหีบห่อจะไม่ใช่แค่การปกป้องสินค้าหรือนำพาสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคอีกต่อไป เพราะสังคมโลกต่างให้ความสำคัญกับการปกป้องโลกใบนี้ คิดค้นทุกวิธีในการลดภาระให้กับโลก จนเกิดเป็น Circular Economy เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความยั่งยืน กลายเป็นแกนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ในพิธีเปิด “กิจกรรมส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจัดการระบบหีบห่อ และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Circular Packaging towards BCG ภายใต้แนวคิด The Future is Circular หนึ่งในโครงการส่งเสริมสินค้านวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ภายใต้กรอบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) สู่สากล จัดโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์มาร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจัดการระบบหีบห่อ และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทย

นายสินชัย เทียนสิริ ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล (GS 1) อดีตผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และ รีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เล่าว่า ในยุคแรกบรรจุภัณฑ์ถูกใช้สำหรับการนำสิ่งของไปในพื้นที่ต่างๆ สำหรับการเดินทางไกล หรือการนำไปฝากผู้คน โดยเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (Linear Economy) เนื่องจากทรัพยากรยังมีเพียงพอ จนมาถึงยุคก่อให้เกิดปัญหาขยะจึงเป็นการใช้แล้วนำไปรีไซเคิล (Recycle Economy) แต่กระบวนการนี้ย่อมมีต้นทุน หากพิจารณาแล้วว่าสิ่งนั้นไม่คุ้มค่าก็จะถูกทิ้งภาระให้โลกบำบัดต่อไป จนปัจจุบันเองเมื่อทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำให้เกิดแนวคิด 3R คือ Reduce ลดการใช้วัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ หรือใช้วัสดุชีวภาพให้มากที่สุด สามารถนำมา Reuse หรือนำกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด คำนึงถึงการใช้ฟังก์ชั่นอย่างพอเหมาะ ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้มากที่สุดแล้วจึงนำไป Recycle ต่อไป
การจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ดีนั้นทุกภาคส่วนต้อง Collaboration กัน ร่วมคิด ร่วมทำ และรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค หรือภาครัฐอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ต้องการส่งสินค้าไปต่างประเทศ ต้องคิดวงจรให้จบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง อย่ามองแค่ฟังก์ชั่นการปกป้องสินค้า แต่จะทำอย่างไรให้ปกป้องสินค้าและปกป้องโลกได้ด้วย ตั้งแต่เริ่มออกแบบว่าผลิตจากวัสดุชีวภาพได้หรือไม่ ลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุด เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าไปแล้วจะสามารถใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้อย่างไรบ้าง หลังจากใช้เต็มประสิทธิภาพแล้วจะนำไปทำอย่างไร ไปส่งที่ใดเพื่อรีไซเคิล ผู้ผลิตควรมีรายละเอียดระบุไว้ในบรรจุภัณฑ์เลย เช่น พิมพ์บนกระดาษห่อหมากฝรั่งว่าใช้แล้วนำกระดาษนั้นห่อหมากฝรั่งก่อนทิ้ง การระบุไปบนเนื้อแก้วเลยว่ารีไซเคิลได้ หรือเพิ่มรายละเอียดว่าสามารถนำไปส่งรีไซเคิลที่ไหนได้ เพราะขณะนี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาก บางประเทศกำหนดเป็นมาตรการการนำเข้าสินค้าเลยทีเดียว ในอนาคตประเด็นนี้อาจจะกลายเป็นกำแพงทางการค้าได้

ด้าน นายทินกร เหล่าเราวิโรจน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ไทย (ATSI) ได้ให้ข้อคิดเห็นสำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Smart Packaging ที่สร้างคุณค่าเพิ่มมากกว่าการบอกข้อมูลสินค้า เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่ของธุรกิจและต่อผู้บริโภคว่า Smart Packaging นั้นมี 2 ประเภท คือ Active Packaging มักใช้กับสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งจะช่วยยืดอายุบนชั้นวางสินค้าให้ยาวนานขึ้น เช่น การใช้วัสดุที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย วัสดุนั้นสามารถดูดซับออกซิเจนได้ ช่วยรักษาคุณภาพอาหาร หรือฟิล์มบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเลือดหมู ก็จะช่วยรักษาคุณภาพของอาหาร อุณหภูมิ การป้องกันน้ำต่างๆ และ Intelligent Packaging เพื่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น สื่อสารด้วยตัวชี้วัด (Indicator) ที่เป็น สี เพื่อบอกถึงความสด ความสุก สำหรับการรับประทาน เพื่อเก็บข้อมูล ทั้งการให้และรับข้อมูลด้วย QR Code, RFID หรือ NFC และเพื่อส่งเสริมด้านการตลาด ช่วยสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภค หรือกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ ดังเช่นที่ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตออแกนิคแบรนด์ YEO จากประเทศอังกฤษ มี QR Code บนกล่องผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคได้เห็นวิดีโอเรื่องราวที่มีภาพ เสียง ซึ่งน่าสนใจและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า

ส่วนแบรนด์ระดับโลกอย่างเนสท์เล่ (Nestlé) ที่ได้เริ่มปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อลดภาระของโลกแล้วในหลายๆ ประเทศ นายจิรพัฒน์ ฐานสันโดษ Market Packaging Manager, Indochina บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย จำกัด เล่าว่า เนสท์เล่ มีความมุ่งมั่นทางด้านสิ่งแวดล้อม 2 เรื่อง คือ ลดการสร้างมลพิษต่อโลกให้ได้ 100% ในปี 2050 และเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดของสินค้าให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยในข้อสองนี้ได้แบ่งออกเป็น 5 แนวทางการดำเนินงาน คือ

• Reduce ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นและลดปริมาณพลาสติกมากเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักหรือขนาดของบรรจุภัณฑ์ หรือการกำจัดส่วนประกอบที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภค เช่น การปรับขวดน้ำเป็นรูปแบบใหม่ ตัดสีฟ้าอ่อนบนขวดที่เป็นภาพจำของแบรนด์ออก เลิกใช้พลาสติกซีลที่ฝาขวด หรือการลดใช้สีที่ฝาถ้วยไอศกรีมเพื่อรีไซเคิลง่ายขึ้น

• Reuse & Refill ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมมากขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบของการใช้แล้วทิ้ง

• Alternative Materials การหาวัสดุทดแทนอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เช่น ซองช็อคโกแลต smarties เปลี่ยนจากพลาสติกเป็นกระดาษ ถุงบรรจุเนสกาแฟที่เคยเป็นพลาสติกก็เปลี่ยนเป็นถุงกระดาษ เปลี่ยนซองกาแฟเป็นการใช้วัสดุที่เมื่อเผาแล้วหลอมละลายเป็นก้อนเดียวกัน ไม่สร้างภาระแก่โลก เครื่องดื่มไมโลแบบกล่องเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษ เปลี่ยนกระป๋องกาแฟเป็นอลูมิเนียม 100% และซองไอศกรีมเป็นซองกระดาษ เป็นต้น

• Infrastructure การมองหาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อให้บรรจุภัณฑ์มีการนำไปรีไซเคิลอย่างจริงจัง

• Behavior Change การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการตลาดของเนสท์เล่ ทั้งด้าน การส่งเสริม การโปรโมท การให้ความรู้ เพื่อนำไปสู่การแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิด Circular Economy ที่แท้จริง เช่น ทุกปีที่เนสท์เล่จัดกิจกรรมชิงโชค จะได้รับซองกาแฟเป็นจำนวนมาก ก็จะนำไปทำเป็นโต๊ะเทียมเพื่อบริจาคให้กับโรงเรียนต่อไป การนำขวดน้ำดื่ม (Pet) มาทำเป็นเสื้อเพื่อแจกให้กับพนักงาน หรือการเข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียนเกี่ยวกับการคัดแยกและจัดเก็บกล่องนม ยูเอชทีที่ถูกวิธี และการส่งเสริมให้ความรู้พนักงานด้วยกิจกรรม Beach Cleaning เพราะเชื่อว่าพนักงานก็คือผู้บริโภคคนหนึ่งที่สามารถนำความรู้ไปส่งต่อให้กับครอบครัวและคนอื่นๆ ได้

“หลายครั้งที่เมื่อแบรนด์เลือกใช้วัสดุทางเลือกอื่นแล้วทำให้ราคาสูงขึ้น แต่ก็ยังเดินหน้าไปต่อเพราะมองไปถึงประโยชน์แท้จริงที่ทั้งโลกจะได้รับ และการมองหาวัสดุใหม่ๆ นั้นยังเป็นความท้าทายซึ่งผู้ประกอบการจะต้องคำนึงเสมอว่าหากเปลี่ยนแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปใช้แบบเดิมได้ ส่วนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ควรคิดถึงปลายทางสุดท้ายเสมอ ในยุคก่อนๆ จะมองแค่ความชอบของผู้บริโภคหรือการขายสินค้า แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำทุกครั้งคือจะสอบถามไปยังผู้รับซื้อขยะหรือผู้รีไซเคิลว่าถ้าออกแบบแบบนี้จะถูกคัดแยกง่ายไหม นำไปรีไซเคิลได้ไหม ที่สำคัญคือองค์กรต้องรวดเร็วในการรับฟีดแบคจากผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าหลังจากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และนำมาปรับให้เร็วที่สุด” นายจิรพัฒน์ ทิ้งท้าย

เมื่อการดูแลและปกป้องโลกเป็นปัจจัยสำคัญของการบริโภคสินค้าทั่วโลกในขณะนี้ ผู้ส่งออกไทยควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และหีบห่อให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้จะต้องใช้เวลาและงบประมาณในการเริ่มต้น แต่ผลที่ได้รับคือธุรกิจจะสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว และส่งออกได้อย่างยั่งยืน

บรรยายกาศเสวนาออนไลน์ “แนวโน้มการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจัดการระบบหีบห่อ และการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทย”

ทรู เสริมแกร่งการสื่อสาร ให้แก่ มูลนิธิสยามนนทบุรี และ กลุ่มอาสาดุสิต

เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 เขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลมีความรุนแรงและขยายวงกว้าง ซึ่งกลุ่มกู้ภัยเป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสังคม ในการติดต่อประสานงานหาเตียงให้ผู้ป่วย รับส่งผู้ป่วย หาเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคให้กับผู้ป่วย ดังนั้น กลุ่มทรู โดย นายสหรัฐส์ คนองศิลป์ ผู้อำนวยการบริหาร ด้านการบริหารจัดการระดับภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑล (ที่ 4 จากขวา) จึงร่วมสนับสนุนภารกิจของ มูลนิธิสยามนนทบุรี และกลุ่มอาสาดุสิต โดย นายโทนทอง สุขแก่น ประธานมูลนิธิสยามนนทบุรี (ที่ 4 จากซ้าย) ในด้านการสื่อสาร โดยมอบ True SMART 4G Adventure (Walkie Talkie) พร้อมซิมแพ็กเกจโทรฟรีทุกเครือข่าย และอินเทอร์เน็ตฟรีนาน 1 ปี จำนวน 15 ชุด หน้ากากอนามัย 50 ชิ้น และน้ำดื่มทรู 15 แพ็ก ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” อีกทั้งยังตอกย้ำความตั้งใจของกลุ่มทรูที่จะอยู่เคียงคู่คนไทยให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ ไปด้วยกันโดยเร็ว

 

 

ไลอ้อน” มอบกล่องยังชีพ ช่วยผู้ป่วยโควิด-19

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19  โดยมอบกล่องยังชีพ จำนวน 240 ชุด  ซึ่งภายในบรรจุผลิตภัณฑ์อุปโภคที่จำเป็น อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากซอลส์ และซิสเท็มมา, ผงซักฟอกเปา, โฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิ  เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) ในโครงการ “ช่วยด้วย!”  ช่วยดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ถึงบ้าน โดย Doctor A to Z แพลตฟอร์มระบบปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระดับสีเขียวและสีเหลือง โดยมีแพทย์จิตอาสากว่า 400 คนให้คำปรึกษาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าร่วมโครงการผ่านการแอดไลน์ “ช่วยด้วย” https://lin.ee/I2Za99m  และลงทะเบียนด้วยข้อมูลจำเป็น ระบบจะทำการอนุมัติเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

APURE ออเดอร์รอส่งออกล้นมือแตะ 3,000 คอนเทนเนอร์

บมจ.อกริเพียว โฮลดิ้งส์ (APURE) ระบุคำสั่งซื้อที่รอจ่อส่งมอบแล้วกว่า 3,000 คอนเทนเนอร์ ซึ่งสูงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก20% หนุนผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง 2564 เติบโตต่อเนื่อง หลังความต้องการอาหารบรรจุกระป๋องมากขึ้นจากสถานการณ์วิด-19 ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก พร้อมใช้มาตรการควบคุมสูงสุดควบไม่ให้มีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศที่รุนแรง

นายสุเรศพล จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการ บริษัท อกริเพียว โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APURE ผู้ส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปคุณภาพสูง เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า แนวโน้มยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้บริษัทฯมียอดคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) ล่วงหน้าเข้ามาแล้วกว่า 3,000 คอนเทนเนอร์ ซึ่งสูงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก20% เนื่องจากดีมานด์บรรจุอาหารประเภทกระป๋อง มีความต้องการสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ต้องมีการปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงการจากการติดเชื้อไวรัส

ทั้งนี้ บริษัทฯได้เน้นการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มลูกค้าหลัก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และประเทศไต้หวัน เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเร่งขยายตลาดไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เนื่องจากในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความต้องการสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเห็นได้จากยอดออเดอร์ตลาดวอลมาร์ท (Walmart) ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความต้องการซื้อสูง

ขณะเดียวกันภายในไตรมาส 4/2564 บริษัทฯเตรียมเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯต้องเพิ่มกำลังการผลิตในการผลิตข้าวโพดหวานแปรรูปในรูปแบบกระป๋องขนาด 15 ออนซ์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากกำลังการผลิตเดิมในปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมทั้งเตรียมเพิ่มไลน์ผลิตขนาด 108 ออนซ์ อีกเท่าตัว จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต1,300 – 1,500 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อปีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ นายสุเรศพล ยังได้กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนว่า เรื่องการขนส่งมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเล็กบางส่วน แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีปริมาณการขนส่งจำนวนมาก และมีศักยภาพในการชำระค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงบางรายที่มีสายการเดินเรือเป็นของตนเอง ก็ยังไม่รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ดีมานด์ในกลุ่มนี้ยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง พร้อมกันนี้มองว่าหากสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนกลับสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าผู้ประกอบการรายเล็ก จะกลับมาสั่งซื้อเช่นเหมือน ซึ่งก็จะช่วยหนุนให้ยอดขายกลับมาเติบโตคึกคักอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศที่ยังไม่คลี่คลายทำให้บริษัทฯมีมาตรการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนอย่างสูงสุด เพื่อให้สามารถผลิตและส่งสินค้าได้ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากพนักงานของบริษัทฯที่ให้พักอยู่ในโรงงานทั้งหมด ทั้งนี้ยังมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกจากบริษัทฯได้ผ่านการฆ่าเชื้อทั้งหมดก่อนส่งถึงมือลูกค้า” นายสุเรศพล กล่าวทิ้งท้าย

NER และ APM มอบเตียงสนามกระดาษ 500 เตียง

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ (แถวบน ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นางภณิดา จึงธนสมบูรณ์ (แถวบน ที่ 4 จากซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานซัพพลายเชน บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับดร.สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม (แถวบน ที่ 5 จากขวา) ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ มอบเตียงสนามกระดาษ 500 เตียง แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อใช้รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามของจังหวัดบุรีรัมย์

ท็อปส์ เปิดพื้นที่ส่งความสดจากยอดดอยสู่ชุมชน

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 รอบใหม่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตพืชผลต่าง ๆ ทั่วประเทศ  ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงได้ร่วมสนับสนุนการส่งต่อผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค นอกจากจะเป็นการระบายผลผลิตช่วยเหลือแก่เกษตรกร แล้วยังเป็นการส่งมอบสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์  รวม 59 สาขา และช่องทางท็อปส์ ออนไลน์ ได้จัดเทศกาล “สินค้าโครงการหลวง  ดี อร่อย  ส่งความสด จากยอดดอยสู่ชุมชน” โดยนำพืชผัก สด ๆ ผลไม้อร่อย ๆ และสินค้าแปรรูปหลากหลาย จากโครงการหลวง มาให้ทุกท่านได้ช้อป ตั้งแต่วันนี้ – 31 ส.ค. 2564

ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ทุกท่านจะได้ช้อปผลิตผลภายใต้การดูแลและควบคุมคุณภาพของโครงการหลวง ส่งตรงความสดจากยอดดอยถึงมือผู้บริโภค  ไม่ว่าจะเป็นผักสดที่มีหมุนเวียนทุกสัปดาห์ ได้แก่ ฟักทองญี่ปุ่น ผักโขม มะเขือเทศพันธุ์เนื้อ เบบี้ฮ่องเต้  ยอดฟักซาโยเต้ ลูกฟักแม้ว ถั่วแขก ผักกาดกวางตุ้ง  มะเขือม่วง  แตงกวาญี่ปุ่น  คะน้าฮ่องกง ปวยเล้ง  สลัดคอส , ผักออร์แกนิคนานาชนิด ได้แก่  บีทรูท ปวยเล้ง โอ๊คลีฟเขียว บัตเตอร์เฮด, ผลไม้สดอร่อยดีต่อสุขภาพ ได้แก่ เสาวรส ลูกพลับ  อโวคาโด ฯลฯ  สินค้าแปรรูปโครงการหลวง ได้แก่ ถั่วแดงหลวง งาดำ ข้าวกล้องไก่ป่า ข้าวกล้องเฮงาะเลอทิญ ข้าวกล้องเล่าทูหยา ข้าวดอยซ้อมมือ ควินัว นอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูปตราดอยคำ ได้แก่ น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง ซอสมะเขือเทศ  น้ำผึ้งเกสรดอกลำไย  แยมผลไม้ เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป เป็นต้น

ในสถานการณ์โควิด-19 การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การเลือกซื้อผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ  เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย และยังเป็นการร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว  อุดหนุนสินค้าโครงการหลวง ได้ที่ ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา พร้อมช้อปผ่าน www.tops.co.th ในเทศกาล “สินค้าโครงการหลวง    ดี อร่อย  ส่งความสด จากยอดดอยสู่ชุมชน”  ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2564

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.tops.co.th , เฟซบุ๊ก TopsThailand, Central Food Hall หรือ แอปพลิเคชันไลน์ @TopsThailand

SAPPE เปิดตัวกาแฟปรุงสำเร็จ 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ เจาะเทรนด์ดูแลสุขภาพ

บมจ.เซ็ปเป้ หรือ SAPPE จับพฤติกรรมผู้บริโภคนำ Pain Point ของลูกค้ามาสร้างสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ กาแฟปรุงสำเร็จแบรนด์ เพรียว คอฟฟี่ สูตรใหม่ “คอลลาเจน ไทพ์ทู” มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดข้อปวดเข่า เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก และแม็กซ์ทีฟ ‘กาแฟถังเช่าสายพันธุ์ทิเบตผสมวิตามินบีรวม’ กาแฟสำหรับผู้ชายที่ต้องการดูแลสุขภาพ เจาะกลุ่มผู้บริโภคกาแฟ 3in1 วางจำหน่ายแล้วผ่านร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ราคาซองละ 10 บาท 

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ บริษัทฯ รุกหนักพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยล่าสุดได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะตลาดกาแฟปรุงสำเร็จ แบบ 3 in 1 ได้แก่ กาแฟปรุงสำเร็จแบรนด์ เพรียว คอฟฟี่ สูตรใหม่ คอลลาเจน ไทพ์ทู และ แม็กซ์ทีฟ กาแฟถังเช่าสายพันธุ์ทิเบตผสมวิตามินบีรวม พร้อมวางจำหน่ายทั่วประเทศผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ ร้านสะดวกซื้อ, โมเดิร์นเทรด, ร้านค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนยอดขายของบริษัทฯ ให้เติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง  

สำหรับเพรียว คอฟฟี่ สูตรใหม่ คอลลาเจน ไทพ์ทู เกิดจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พบปัญหา (Pain Point) ของกลุ่มผู้บริโภคที่เกิดขึ้นมาจากภาวะปัญหาน้ำหนักตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา รวมทั้งอาการปวดข้อปวดเข่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมักจะใช้วิธีเติมผงคอลลาเจนลงในกาแฟ 3 in 1 ที่รับประทานทุกวัน ประกอบกับหากประเมินภาพรวมตลาดกาแฟควบคุมน้ำหนักในปัจจุบัน ยังไม่มีผู้เล่นรายใดหรือแบรนด์ใดเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟปรุงสำเร็จ 3 in 1 ในรูปแบบนี้ บริษัทฯ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ตรงจุด  ด้วยการออกผลิตภัณฑ์กาแฟปรุงสำเร็จแบรนด์ เพรียว คอฟฟี่ สูตรใหม่ คอลลาเจน ไทพ์ทู กาแฟสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติของคอลลาเจน เปปไทด์ ไทพ์ทู มีส่วนช่วยบรรเทาอาการเข่าลั่น ปวดข้อ ข้อเข่าติด โดยมีแคลเซียม แอลทีโอเนต เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก ซึ่งเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดีที่สุด ประกอบกับมีโครเมียม อะมิโน แอซิด คีเลต  และไม่ผสมน้ำตาลทราย มีแคลอรีต่ำเพียง 70 Kcal ในราคาซองละ 10 บาท 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAPPE กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่กาแฟปรุงสำเร็จแม็กซ์ทีฟ “กาแฟถังเช่าสายพันธุ์ทิเบตผสมวิตามินบีรวม” เกิดจากกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคที่ในปัจจุบันจะมองหาผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น และถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก บริษัทจึงจับกระแสตลาดกาแฟสมุนไพร ด้วยการผสมถั่งเช่าสายพันธุ์ทิเบตและวิตามินบีรวม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการดื่มกาแฟมากยิงขึ้น โดยกาแฟปรุงสำเร็จแม็กซ์ทีฟ มีวิตามินบีรวม มีส่วนช่วยลดอาการอ่อนเพลีย  ไม่ผสมน้ำตาลทราย ไม่มีคอเลสเตอรอล ในราคาซองละ 10 บาท สามารถดื่มเพื่อสุขภาพได้เป็นอย่างดี  

“เมื่อเราดูจากผลวิจัย พบว่ามีการปรับตัวของผู้บริโภคกาแฟในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดกาแฟในปี 2563 เติบโต 10.7% ปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ของผู้ผลิตกาแฟ ทำให้ผู้บริโภคนิยมชงกาแฟดื่มเองมากขึ้น ประกอบกับเราได้ลงลึกถึงรายละเอียดสำคัญในการสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย SAPPE จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพรียว คอลลาเจน ไทพ์ทู และกาแฟถังเช่าสายพันธุ์ทิเบตผสมวิตามินบีรวม ตราแม็กซ์ทีฟ ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นสายสุขภาพ รวมถึงเจาะเข้าถึงกลุ่มตลาดกาแฟควบคุมน้ำหนัก และขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้าที่นิยมดื่มกาแฟ 3 in 1” นางสาวปิยจิต กล่าว

เร่งเพิ่มคลินิกเอกชนร่วมดูแลผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกตัวที่บ้าน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้เพิ่มระบบการบริหารจัดการผู้ป่วยโควิด-19 แบบไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยให้เข้าสู่การดูแลที่บ้าน (Home Isolation) และการดูแลที่ชุมชน (Community Isolation) เพื่อให้ได้รับการรักษาตัวได้เร็วขึ้น ลดความกังวล อีกทั้งยังเป็นการลดการครองเตียงในโรงพยาบาลสนาม ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงกว่าได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้มีหน่วยบริการสาธารณสุขทั้งคลินิกชุมชนอบอุ่นภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์สาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ที่จะเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย Home Isolation ซึ่งในพื้นที่ กทม. ยังมีคลินิกเอกชนมากกว่า 3,000 แห่ง ที่ยังไม่ได้เป็นคู่สัญญากับทาง สปสช.

รัฐบาลอยากเชิญชวนให้เข้าร่วม เพราะจะช่วยเป็นหน่วยกระจายการดูแล ที่ครอบคลุมอุปกรณ์ตรวจร่างกายปรอทวัดไข้และเครื่องวัดระดับอ๊อกซิเจน ยาฟ้าทะลายโจร/ฟาวิพิราเวียร์ ให้ตามระดับอาการที่แพทย์วินิจฉัย อาหารสามมื้อ คลีนิกที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียน  โทร 089-969-6492 หรือสอบถามสปสช. หมายเลข 1330 และเมื่อเป็นคู่สัญญาแล้ว จะได้รับการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยแบบเหมาจ่าย อัตรา 3,000 บาท/ราย/สัปดาห์

ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยโควิด-19 ที่แยกตัวมาดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชน ทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนให้ผู้ป่วยที่ได้ซื้อกรมธรรม์สามารถเคลมประกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกรมธรรม์คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน แต่เฉพาะค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ส่วนกรณีกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวันเมื่อต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วย จะได้ค่าชดเชยรายวันสูงสุด 14 วัน นับแต่วันที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในสถานพยาบาล แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ โดยคลินิก/โรงพยาบาลที่ดูแล จะเป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ให้หลังได้รับการรักษาครบกำหนด เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเคลมประกันต่อไป การคุ้มครองสิทธิในการเคลมประกันจะมีผลย้อนหลังก่อนวันออกประกาศนี้ด้วย ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้ลงทะเบียนแยกดูแลที่บ้าน/ชุมชน ก่อน 29 ก.ค. สามารถเคลมประกันได้

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า ในเดือนนี้ ทาง สปสช. จะเริ่มแจกชุดตรวจเร็ว  Antigen Test Kit ซึ่งมีแผนจัดซื้อ 8.5 ล้านชุด ผ่านหน่วยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาล/คลินิก/ศูนย์อนามัย ตามพื้นที่เป้าหมาย และเมื่อมีคลีนิกเอกชนร่วมเป็นภาคีการทำงานกับสปสช. เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้การคัดกรองและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เบื้องต้นครอบคลุมและรวดเร็วขึ้นอีก เป็นการลดการแพร่เชื้อในวงกว้างและจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการได้อย่างมาก