SCN เตรียมทำ Contract Farming เสริมทัพการผลิต

SCN มาแรง! ประกาศยื่นขอใบอนุญาตปลูกกัญชงเรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมจ่อยื่นขอใบอนุญาตสกัดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก CBD ต่อ อีกทั้งยังวางแผนเดินหน้าลุยธุรกิจแบบครบวงจร ยันคาดว่ารายได้แตะ 1,500 ล้านบาทต่อปี อย่างแน่นอน

บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN นำโดย ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร หลังประกาศเพิ่มช่องทางธุรกิจสู่การดำเนินงานเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างกัญชง โดยจัดตั้งบริษัทย่อยในชื่อ “บริษัท สแกน เมดิเฮิร์บ จำกัด” วันนี้มีข่าวความคืบหน้าว่า ในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นขอใบอนุญาตการปลูกแล้ว เตรียมยื่นขอใบอนุญาตสำหรับการสกัดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก CBD ทุกรูปแบบต่อไป และพร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนเซ็นสัญญาในระยะยาว (Contract Farming)

ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทราบข้อมูลที่สำคัญ ทำให้สามารถวางแผนดำเนินธุรกิจกัญชงได้อย่างครบวงจร ซึ่งตอนนี้บริษัทได้ทำเรื่องยื่นขอใบอนุญาตการปลูกกัญชงเรียบร้อยแล้ว พร้อมเดินเครื่องต่อทันทีที่ได้รับการอนุมัติ โดยจะเริ่มจากการคัดเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในประเทศ และนำมาปลูกแบบ Indoor Outdoor และ Greenhouse โดยตั้งเป้าเฟสแรกปลูกในพื้นที่โรงงานไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เฟสต่อไปปลูกในพื้นที่เขาใหญ่ และวางแผนที่จะกระจายให้เอกชนรายอื่นปลูกต่อไป คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ SCN กว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี

ในส่วนของกลางน้าและปลายน้า บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมขอใบอนุญาตสำหรับงานสกัดและใบอนุญาตสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก CBD ในเชิงพานิชย์ ซึ่งสามารถนาไปใช้ได้ทั้งกับอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และสปาที่เป็นการรักษาสุขภาพทั้งเพิ่มความผ่อนคลาย เพื่อให้บริษัทสามารถประกอบธุรกิจได้ครบวงจร

นอกจากนี้ ยังได้เจรจากับพันธมิตรศึกษาความเป็นไปได้ในการลงนามความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยกันพลักดันให้ธุรกิจกัญชงภายใต้การนำของ SCN ดำเนินไปได้อย่างอย่างกว้างไกล พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองพร้อมสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทในทุกขั้นตอนการดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

TM ออเดอร์ Rapid Test เข้าแล้ว 70 ล้าน

บมจ. เทคโนเมดิคัล (TM) รับข่าวดี ออเดอร์ Rapid Antigen Test ชุดตรวจคัดกรองโควิดด้วยตนเองแบบเร่งด่วน ยี่ห้อ Humasis เข้ามาแล้ว 70 ล้านบาท หลังเดินเกมรุกเจาะตลาดกลุ่มสมาชิกของสมาคมร้านขายยาเวชภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ความต้องการพุ่งต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะชุดตรวจในไตรมาสนี้ 100 ล้านบาท ผลักดันภาพรวม Q3/64 ส่อแวว แตะระดับ 250 ล้านบาทอย่างแน่นอน  

นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจ ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ในการจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองแบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) ยี่ห้อ Humasis จากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทฯ มียอดคำสั่งซื้อ(ออเดอร์)เข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 60 -70 ล้านบาท

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ความต้องการใช้ชุดตรวจดังกล่าวมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ยกระดับถึงขั้นวิกฤต และเพื่อควบคุมการระบาดทำให้ภาครัฐบาลมีการอนุมัติปลดล็อกการใช้ชุดตรวจโควิด-19 หรือ Rapid Antigen Test เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโรคโควิด โดยประชาชนสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา ที่มีเภสัชกรควบคุม ทำให้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยตนเอง ซึ่งจากความต้องการดังกล่าวทำให้กลุ่มสมาชิกของสมาคมร้านขายยาเวชภัณฑ์ มีความต้องการ Rapid Antigen Test เพื่อจัดจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

 “จากกลยุทธ์การเจาะตลาดไปยังช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านยาเวชภัณฑ์ ทำให้ความต้องการใช้ Rapid Antigen Test มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการที่TM มีใบอนุญาติในการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้กับโรงพยาบาลรัฐบาล และโรงพยาบาลเอกชน มากว่า 1,000 แห่งอยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำถึงความน่าเชื่อถือในฐานะตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัส”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TM กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน TM เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ฆ่าเชื้อโควิด อาทิ เจลล้างมือ PURELL, หน้ากาก Life 3D Surgical Mask, ชุด PPE, ผลิตภัณฑ์ Ara Dry Shampoo เช็ดทำความสะอาดผิวกาย, แผ่นเช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ V-Wipes, ผลิตภัณฑ์ Aircraft Odor Eliminator สเปรย์ปรับอากาศและขจัดกลิ่น สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99.99% ผลิตภัณฑ์ Fresh & Clean 3 in1 สเปรย์ปรับอากาศ ฆ่าเชื้อโรค และขจัดกลิ่น ภายใต้แบรนด์ Callington, ผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อ Netbiokem DSAM+ Hospital Grade Disinfectant น้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรียCovid-19 เครื่องฟอกอากาศ M-One กำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมถึงเครื่องผลิตออกซิเจน เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมป้องกันเชื้อไวรัสสำหรับช่วยป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ที่มีความหลากหลายครบทุกมิติของ TM จะช่วยผลักดันให้ยอดขายในไตรมาส 3/2564 มีแนวโน้มแตะระดับ 250 ล้านบาท โดยจะมาจากยอดขาย Rapid Antigen Test ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯมั่นใจว่าภาพรวมอัตราการเติบโตของรายได้ในปีนี้ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ระดับ 650 – 700 ล้านบาทอย่างแน่นอน

WIIK คว้างานการประปาส่วนภูมิภาค

บริษัท วิค จำกัด (มหาชน) หรือ WIIK โดย นายวิบูลย์ แสงวิทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยบริษัทย่อยซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ “บริษัท วิค วอเตอร์ จำกัด” ได้รับสัญญาจ้างผลิตน้ำประปา จากการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อจ่ายน้ำเสริมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีที่มีความต้องการสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความขาดแคลนในหลายพื้นที่ โดยใช้น้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร ส่งจ่ายลงถังน้ำใสในพื้นที่การประปาบ้านบึง ก่อนสูบส่งเข้าโครงข่ายท่อส่งน้ำเพื่อจ่ายน้ำในพื้นที่ชลบุรีต่อไป

สัญญาดังกล่าวมีมูลค่าขั้นต่ำ 35.47 ล้านบาทต่อปี โดย วิค วอเตอร์ สามารถส่งจ่ายน้ำได้สูงสุดที่ 19,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ สำหรับผู้ใช้น้ำ 100,000 – 200,000 คน ทางบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตน้ำชั้นสูง (Advanced Water Treatment) หรือ การผลิตน้ำสะอาดด้วยเมมเบรนชนิดต่างๆ ได้นำระบบผลิตน้ำด้วยเทคโนโลยีอุลตร้าฟิวเตรชั่น แบบเคลื่อนย้ายได้ (Ultrafiltration (UF) Mobile System) มาใช้ในโครงการ

ด้าน นายกรรณ ศิริภัทสร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิค วอเตอร์ จำกัด ให้ข้อมูลเสริมว่า ระบบผลิตน้ำด้วยเทคโนโลยีอุลตร้าฟิวเตรชั่น แบบเคลื่อนย้ายได้ (Ultrafiltration (UF) Mobile System) เป็นระบบที่เหมาะสมและเข้ามาแก้ปัญหาของระบบประปาหรือระบบประปาเคลื่อนย้ายได้แบบดั้งเดิม เช่น ปัญหาการใช้พื้นที่ ในโครงการนี้ ใช้พื้นที่เพียง 450 ตารางเมตร สำหรับระบบผลิต 800 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือ 19,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ระบบดั้งเดิมต้องใช้พื้นที่มากกว่า ไม่น้อยกว่า 2 เท่า ไม่รวมพื้นที่บ่อผึ่งตะกอน ซึ่งระบบของบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องมี, ปัญหาการติดตั้งเคลื่อนย้าย ในโครงการนี้ ใช้เวลาเพียง 45 วัน ในการติดตั้งและทดสอบหน้างาน รวมงานฐานราก และใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 1 % ของมูลค่าระบบในกรณีที่ต้องการรื้อย้าย โดยระบบถูกออกแบบเป็นลักษณะ Containerized Concept หรือ ลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐาน สามารถย้ายหรือแยกทำงานรวมหรือแยกกันได้โดยง่าย  ในขณะที่ระบบดั้งเดิม ใช้เวลาในการติดตั้งทดสอบหน้างาน และงานฐานราก ที่มากกว่า ใช้ค่าใช้จ่ายมากกว่า 30 % ของมูลค่าระบบในกรณีที่ต้องการรื้อย้าย, ปัญหาคุณภาพน้ำดิบ อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร มีปัญหา 2 หลัก คือ 1.แมงกานีส 2.สาหร่าย ซึ่งมีมากถึง 28 ชนิด โดยปัญหาดังกล่าว สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีอุลตร้าฟิวเตรชั่น ที่ทาง บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและเลือกใช้ในหลายโครงการ มีความยืดหยุ่นต่อคุณภาพน้ำดิบที่ไม่แน่นอน ใช้สารเคมีน้อยกว่า ลดสารก่อมะเร็ง ในขณะที่ระบบดั้งเดิม เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว อาจทำให้น้ำที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่แน่นอนเป็นต้น

จากการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ สามารถทำให้ระบบของเราเหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม จนถึง ชุมชน จังหวัด ภูมิภาค สวนอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และยังสามารถ ควบคุมดูแลระยะไกลได้แม้ในระบบขนาดเล็ก รองรับรูปแบบธุรกิจ ทั้ง ขาย เช่า เช่าซื้อ BOO BOOT และลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า จะได้รับเทคโนโลยีที่ถูกต้องมาตรฐานและเชื่อถือได้ จากบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญตรง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ (Proven Technology)

เปิดตัวกองทุน MCHEVO ชูลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมในจีน

ในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จัดงานสัมมนาในรูปแบบออนไลน์ เปิดตัว-แนะนำกองทุนเปิด MFC China Evolution Fund (กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า เอโวลูชั่น) หรือ MCHEVO ที่จะลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนวิวัฒนาการของจีน ได้แก่ Consumption, Technology, Industrial, Clean Energy & Electric Vehicles และ Healthcare จีนเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องซึ่งกำลังได้รับการจับตามองจากทั่วโลก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเติบโตรุดหน้าไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประชากรจีนจำนวนกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยล้านคน

โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับ “ปัจจัยจีน” China Factor สะท้อนความสำคัญของจีนที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของโลกไม่ว่าจะขยับไปทางไหน ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งโมเดลใหม่จีนไม่ได้เน้นการเติบโตเพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เน้นความมั่นคง 3 ด้านคือ Health security, Food Security และ Energy Security  เป็นแต้มต่อของจีน  รวมทั้งนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้สามารถพัฒนาต่อยอดด้านต่างๆได้ด้วยตัวเอง  ลดการพึ่งพาและนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อยืนบนขาตัวเองให้มากขึ้น ทางการจีนเข้ามาจัดระเบียบตลาดทุน เน้นตัดไฟแต่ต้นลม ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การจัดระเบียบ รร.กวดวิชา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาและลดค่าใช้จ่ายพ่อแม่ผู้ปกครองจีนเพื่อจูงใจให้มีลูกคนที่สาม หวังให้ในอนาคตประชากรจีนมีสัดส่วนคนวัยหนุ่มสาวสมดุลกับคนสูงวัยมากขึ้น รวมไปถึงการจัดการ Ant Financial ที่ปล่อยกู้ง่ายผ่าน Fin Tech แต่สร้างปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะกระทบกับระบบการเงินจีน เมื่อจีนพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทำให้ตลาดสหรัฐมีความสำคัญลดลงและจีนกลายเป็นตลาดหลักของโลกต่อไป

นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี เผยว่า MCHEVO มีจุดเด่น 3 จุดใหญ่ คือ 1) ลงทุนใน 5  ธีมการลงทุน ที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจจีน การเติบโตจีนสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ธีม Consumption เป็นจุดขายหลักของจีน รายได้ของชนชั้นกลางยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตลาดการบริโภคของจีนจะโตเป็นประมาณ 55-60% ของ GDP ในปี 2030, ธีม Technology จีนจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแอพพลิเคชั่น 5G ทั่วโลก, ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการเติบโตต่อเนื่อง จีนยังคงสนับสนุนด้าน AI, big data และ digital, ธีมIndustrial ที่สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยี 5G นำมาสู่การใช้ robot, automation และ AI เพื่อมาเป็นเครื่องทุ่นแรงในขณะที่มี productivity เพิ่มมากขึ้น, ธีม Clean Energy มุ่งเน้นพลังงานสะอาด จีนมียอดขายรถ EV มากสุดในโลกและกำลังการผลิตพลังงานสะอาดสูงที่สุดในโลก ธีม Healthcare มีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากจำนวนผู้สูงอายุของจีนที่มากขึ้น เม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม Healthcare ของจีนยังไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ 2) Active Funds เลือกกองทุนหลักที่บริหารเชิงรุก เลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เพื่อเปิดโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 3) All market cap ลงทุนในหุ้นเล็กกลางใหญ่เพื่อกระจายและลดระดับความเสี่ยงให้ใกล้เคียงกับตลาด แต่สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว ลงทุนในหุ้นตลาดเล็ก ตลาดกลาง ตลาดใหญ่ ครอบคลุมทุกการลงทุนในจีน (H-share, A-share, US ADR)

การลงทุนเด่นด้วยผ่านการลงทุนใน 2 กองทุนหลักคือ Global X China Innovator Active ETF เชี่ยวชาญด้านหุ้นตลาดกลางถึงใหญ่ รองรับ 5 ธีม, มีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญในหุ้นจีนมาก (Phil S. Lee) ดูแลกองทุนที่ได้ morning star 5 ดาว ผู้จัดการกองทุนได้รับการจัดอันดับ AAA โดย Citywire และ T. Rowe Price China Evolution Equity Fund เชี่ยวชาญด้านหุ้นเล็กถึงกลาง, ผู้จัดการกองทุน Wenli Zheng มี track record ที่ยอดเยี่ยม, ร่วมงานกับ T.RowePrice ตั้งแต่ปี 2008, มีความสามารถในการทำ stock selection, bottom up เพื่อหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตสูงที่ตลาดมองข้าม

โดยการที่ MCHEVO ลงทุนผสมผสานสองกองทุน เป็นข้อดีเพราะจะทำให้ครอบคลุมการลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ กระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเปิดรับทุกๆ Market cap บริษัทจดทะเบียนเล็กถึงใหญ่ ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนครอบคลุมหุ้นจีนทุกประเภท ทุกตลาด ทั้งสองกองทุนเป็นการลงทุนที่ Active ทั้งคู่ ซึ่งอัตราการเติบโตในหุ้นจีนยังคงสูงที่สุดในโลก, ปัจจัยเสี่ยงเรื่องรัฐบาลจีนมองเป็นปัจจัยในระยะสั้น, ปัจจุบัน valuation ปรับฐานลงมาที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ไม่แพงและเหมาะแก่การลงทุน, หุ้นจีนปรับฐานลงทั้งๆที่ พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน และ earning growth ยังดีอยู่จึงเหมาะแก่นักลงทุนที่ไม่ควรพลาดโอกาสในการลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนในระยะยาวที่จะเติบโตไปพร้อมกับจีน

นอกจากนี้ นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลของกองทุนหลักด้านกระบวนการลงทุน Global X ใช้มุมมองมหภาคในการคัดเลือกธีมการลงทุน (top down) ผสมกับการคัดเลือกหุ้น (bottom up) จากปัจจัยพื้นฐาน ทั้งเชิงคุณภาพและ ปริมาณ ส่วน T Rowe Price มีกระบวนการลงทุนออกแบบมาเพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุด โดยไม่อิงกับดัชนี โดยคัดเลือกหุ้นที่ศักยภาพ โดดเด่น เน้นหุ้นที่ปัจจัยสนับสนุนให้สามารถเติบโตสูงและต่อเนื่อง ที่เรียกว่า “Compounder “ พร้อมเสริมด้วยหุ้นที่อยู่ในช่วงเติบโตก้าวกระโดด “Nonlinear Grower” ของวัฎจักรการลงทุน และหุ้นมีเผชิญเหตุการณ์เฉพาะทำให้ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน “Mispricing” หรือเป็นหุ้นมีปัจจัยเปลี่ยนแปลง หนุนมีโอกาสฟื้นตัว ทั้งสองกองทุนมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยควบคุมสัดส่วนการลงทุนไม่ให้เปิดเผยต่อความเสี่ยงเฉพาะที่สูงเกินไป มีการจายความเสี่ยงที่เหมาะสม และ ทำให้พอร์ตลงทุนโดยรวมที่ประกอบด้วยหุ้นประมาณ 80 ตัว มีความผันผวนใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นจีนเช่น MSCI All China พร้อมทั้งแสดงการปรับพอร์ตลงทุนเชิงรุกและยกตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ MCHEVO เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนรวมไปลงทุน และผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนตามดัชนีหุ้นจีนทั่วไป เป็นกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ ประเภท Fund of Funds เงินทุนโครงการ 3,000 ล้านบาท ไม่กำหนดอายุโครงการ ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ความเสี่ยงของกองทุนระดับ 6 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ซื้อขายได้ทุกวันทำการ และจะเริ่มเปิดซื้อขายระหว่างวันที่ 2 – 10 ส.ค. 2564

ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง หรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และหรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์ 0-2649-2000 ติดต่อฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร.0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร. 0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร.043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร. 0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร. 033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร. 074-232-324 – 25 หรือที่ www.mfcfund.com

GTH เซ็น MOU โครงการพัฒนาและนำเมล็ดกัญชงลงแปลงปลูกที่แรกในไทย

GTH “Golden triangle health” ผนึก NRF และ ม.ขอนแก่น เซ็น MOU นำเมล็ดกัญชงลงแปลงปลูกที่แรกในประเทศไทย เพื่อพัฒนาการปลูกและการสกัดกัญชง สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์   ด้าน “จุลภาส (ทอม) เครือโสภณ” นำร่องพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

นายจุลภาส เครือโสภณ ผู้ก่อตั้งบริษัท (Founder) บริษัท GTH “Golden triangle health” จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ที่ให้บริษัทย่อย บริษัท ซูเปอร์ แพลนส์ จำกัด เข้าถือหุ้น GTH ในสัดส่วน 49% และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีปลูกกัญชงและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการว พัฒนาการปลูกและสกัดกัญชงสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ

1.พัฒนาและวิจัยการปลูก การสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชงรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชงเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

2.เพื่อร่วมมือในการทดลอง วิจัย ปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชงสายพันธุ์คุณภาพที่บริษัทฯ นำเข้าเมล็ดพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จะส่งเสริมการปลูกพืชกัญชงในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เบื้องต้น 400 ไร่ โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากมหาวิทยาลัย

3.เพื่อร่วมมือในการพัฒนาสายพันธุ์กัญชงโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ได้มาซึ่งกัญชงสายพันธุ์ไทยที่มีค่าสาร CBD สูงและค่าสาร THC ต่ำตามที่กฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผลผลิตจากสายพันธุ์กัญชงไทยที่มีการพัฒนาคุณภาพ

4.เพื่อร่วมมือในการประชาสัมพันธ์การนำผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีส่วนผสมของกัญชงหรือสารสกัดกัญชงที่มาจากการพัฒน่ร่วมกันให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5.เพื่อร่วมมือในการ พัฒนาและสกัดโปรตีนจากพืชกัญชงรวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนสูงจากโปรตีนของพืชกัญชง และ6.เพื่อร่วมมือในการพัฒนาและจัดตั้งหลักสูตรการศึกษาในเรื่องโปรตีนจากพืชสนับสนุนและจัดสรรบุคลากรที่เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรดังกล่าว

ด้าน นางสาวณัฏฐิฏา ภูมิภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท GTH “Golden triangle health” จำกัด เปิดเผยว่าการปลูกและสกัดสารจากผลผลิตพืชกัญชงในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่บริษัทฯ นำเข้ามา เช่น เทอร์พีน (Terpene) น้ำมันในพืชกัญชงและสารสกัด CBD เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายไปพัฒนาและผสมในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตคิดค้นและวิจัย พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ยังสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายตามความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ตลอดจนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่อไปภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย

“ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจกัญชงในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตไปในทิศทางที่ดี โดยคาดว่าหลังจากเริ่มปลูกและสามารถเก็บเกี่ยว เพื่อนำมาสกัดสารสำคัญต่างๆจะทำให้ตลาดสามารถขยายไปได้มากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนผู้ที่สนใจเกี่ยวกับธุรกิจกัญชงหรือสารสกัดจากกัญชง สามารถสอบถามได้ที่ บริษัท GTH ผ่านทางไลน์ @hemp_house” นางสาวณัฏฐิฏา กล่าว

อนึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ศึกษาค้นคว้างานวิจัยทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ มีนักวิจัยและเครื่องมือการวิจัยที่มีศักยภาพที่จะดำเนินการวิจัยต่างๆ ทุกด้านและทุกสาขาวิชา ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ดำเนินการวิจัยและพัฒนา เกี่ยวกับพืชกัญชงและกัญชา เพื่อปลูกประเมินลักษณะประจำพันธุ์และปริมาณสารสำคัญในกัญชง THC และ CBD ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ตลอดจนพัฒนาระบบการผลิตกัญชงให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว ยังทำหน้าที่ส่งเสริมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารให้กับวิสาหกิจชุมชน ชุมชน หน่วยงาน ภาครัฐบาล เอกชน ให้เกิดการต่อยอดสู่การอุตสาหกรรม

ส่องกลยุทธ์ The 1 Mission ฟีเจอร์เด็ดคู่แอป The 1

The 1 (เดอะวัน) ผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทยภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล เผยความสำเร็จมาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ ผ่าน The 1 Mission ฟีเจอร์เด็ดประจำแอป The 1 เขย่าวงการ CRM X DataTech ที่ให้มากกว่าการมอบรีวอร์ด แต่มาพร้อมกับความสนุกตื่นเต้นที่ออกแบบมาในรูปแบบคล้ายเกม ให้ลูกค้าเล่นเพื่อพิชิตภารกิจและสามารถนำคะแนนไปแลกรีวอร์ดมากมาย ล่าสุดพบสมาชิก The 1 ที่เล่น The 1 Mission มียอดการใช้จ่ายในเครือเซ็นทรัลมากกว่าสมาชิกที่ไม่เล่นถึง 6 เท่า เผยความสำเร็จด้วยตัวเลขผู้ใช้แอปโต 60%

นายกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะวัน เซ็นทรัล จำกัด กล่าว “The 1 Mission เป็นหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่อยู่คู่กับ The 1 มาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการเปิดตัวแอป The 1 นับเป็นกลยุทธ์ที่ The 1 เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกในตลาด CRM ไทย ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยจำนวนผู้เล่นและยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนสมาชิก The 1 ที่เคยพิชิตมิชชั่นกลับมาเล่นมิชชั่นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มสูงถึง 60 % ในปีนี้ จุดเด่นที่ดึงดูดให้สมาชิกตอบรับจำนวนมากมาจากความคุ้มค่าของ Reward ที่สามารถกดรับได้ในแอป The 1 ทันทีที่ทำมิชชั่นสำเร็จ ได้แก่ คูปองส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไป และคะแนน The 1 โดย The 1 Mission ได้มอบความคะแนนและส่วนลดให้กับสมาชิก The 1 แล้วรวมกว่า 200 ล้านคะแนน The 1 ในปี 2563 ความคุ้มค่านี้เป็นเหตุให้สมาชิก The 1 ที่เล่น The 1 Mission มียอดการใช้จ่ายในเครือเซ็นทรัลมากกว่าสมาชิกที่ไม่เล่นถึง 6 เท่า

นางสาวสิรีธร  สัจจทิพวรรณ Head of Program Management บริษัท เดอะวัน เซ็นทรัล จำกัด กล่าวเสริมว่า The 1 Mission แพล็ตฟอร์มมาร์เก็ตติ้งรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์สมาชิก 18 ล้านคนทั่วประเทศของ The 1 เข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย ในสถานการณ์โควิด-19 ที่การเดินทางไม่สะดวก  โดยการร่วมพิชิต The 1 Mission ทำได้ง่ายๆเพียงดาวน์โหลดแอป The 1 แล้ว สมาชิก The 1 ทุกท่านสามารถเล่น The 1 Mission ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสมัครใดๆ มีการอัพเดทและแจ้งเตือนทุกครั้งเมื่อทำมิชชั่นสำเร็จแต่ละขั้น และเมื่อพิชิตมิชชั่นสำเร็จ ก็สามารถกดรับรางวัลในแอปได้ทันที เรียกได้ว่าครบจบในแอป The 1 อย่างแท้จริง ”

The 1 Mission คือฟีเจอร์กลยุทธ์เพื่อให้สมาชิก The 1 ช้อปคุ้มอย่างมีเป้าหมาย โดยทีม The 1 ได้รังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสาน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Gamification การออกแบบประสบการณ์ในการใช้ฟีเจอร์ให้มีความสนุกสนานคล้ายการเล่นเกม Data Insight หัวใจของ The 1 จากความเชี่ยวชาญเฉพาะโดยทีมพัฒนา DataTech ที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของสมาชิกอย่างแท้จริง และนำ Data Insight ดังกล่าวมาสร้าง Personalized Experience ปรับเปลี่ยนการแสดงผลในฟีเจอร์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ใช้แอปในแต่ละกลุ่ม ซึ่งมิชชั่นสำหรับแต่ละกลุ่มเฉพาะนี้จะแสดงผลในหมวด Just For You เพื่อนำเสนอ Mission ที่ดึงดูดและตรงใจกับสมาชิกแต่ละคนได้ The 1 Mission จึงสามารถก้าวข้ามความสนุกสนานเพียงผิวเผิน สู่การเป็นเป็นมาร์เก็ตติ้งแพล็ตฟอร์มรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ The 1 สามารถเสนอแนวทางใหม่ในการทำมาร์เก็ตติ้งที่มีความหลากหลายและตรงกลุ่มเป้าหมายให้กับแบรนด์ต่างๆ ในเครือเซ็นทรัลและพันธมิตรได้จริง

อัพเดต / ดาวโหลด แอป The 1 เวอร์ชั่นใหม่ ได้แล้ววันนี้ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีกว่าได้ทุกวัน ทั้งบน App Store, Play Store และ Huawei AppGallery https://go.the1.co.th/UohD/78f4c04

TWPC ร่วมงานสัมมนา ESG Materiality : เจาะประเด็นเด่นด้าน ESG ราย Sector

อรอนงค์ วิชชุชาญ (ขวาบน) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน พร้อมด้วย รตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ (ขวาล่าง) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง  และผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์วุ้นเส้น และเส้นก๋วยเตี๋ยว ร่วมเป็นตัวแทนของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ในงานสัมมนา ESG Materiality : เจาะประเด็นเด่นด้าน ESG ราย Sector ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (ESG) ในแต่ละหมวดธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพในการแนะนำ และวิเคราะห์การลงทุน โดยปัจจุบันการวิเคราะห์ ESG ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการวิเคราะห์การลงทุน เนื่องจากเป็นตัวขับเคลื่อนความเสี่ยงในอนาคต นักลงทุนไม่ได้มองแค่งบการเงินของบริษัทอีกต่อไป นักลงทุนควรวิเคราะห์โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความยั่งยืนด้วย เพื่อให้เข้าใจบริษัทที่ลงทุนมากขึ้น งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

SCGP ชวนร่วมโครงการ SCGP PACKAGING SPEAK OUT

บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน จัดการประกวด SCGP PACKAGING SPEAK OUT ให้นิสิตและนักศึกษาได้โชว์ไอเดียที่จะทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นผ่านบรรจุภัณฑ์ ชิงรางวัลรวม 300,000 บาท และโอกาสในการเข้าร่วม SCGP Internship Program โดยโจทย์แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ PACKAGING DESIGN การครีเอทแพคเกจจิ้งสุดสร้างสรรค์ และ PACKAGING SOLUTIONS การสร้างโซลูชันเกี่ยวกับแพคเกจจิ้งในรูปแบบใหม่ หากคุณอยากส่งเสียงให้โลกนี้ดีขึ้น เวทีนี้เปิดให้คุณสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 27 กันยายน 2564

การแข่งขัน SCGP PACKAGING SPEAK OUT เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เหล่า GEN Z ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงโลก ได้มีพื้นที่สำหรับโชว์ศักยภาพผ่านการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น ซึ่งโจทย์ในการประกวดครั้งนี้ แบ่งออกเป็น หัวข้อ ได้แก่

  1. PACKAGING DESIGN: ส่งผลงานประเภทการออกแบบแพคเกจจิ้ง ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดสามารถครีเอทแพคเกจจิ้งของตัวเองด้วยรูปแบบใหม่ๆ ได้เต็มที่ เพื่อให้ได้แพคเกจจิ้งที่สามารถใช้งานได้ สร้างสรรค์ไอเดียที่สื่อสารได้ตรงประเด็น และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ผู้เข้าประกวดเลือกไว้
  2. PACKAGING SOLUTIONS: ส่งผลงานประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากการออกแบบแพคเกจจิ้ง แต่ยังเป็นไอเดียที่มีความเกี่ยวข้องกับแพคเกจจิ้ง เช่น การออกแบบระบบการจัดการ การออกแบบในเชิงธุรกิจ การออกแบบเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ Ecosystem ของแพคเกจจิ้งนั้น ๆ โดยต้องมีความเป็นไปได้ สมเหตุสมผล  รวมไปถึงสามารถสื่อสารถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้เข้าประกวดเลือกไว้ได้

ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากประเภท The Best of the Packaging Design Challenge และ The Best of the Packaging Solutions Challenge จะได้รับเงินรางวัลทีมละ 80,000 บาท และยังได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน SCGP Internship Program นอกจากนี้ยังมีรางวัล Runner  Up ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ จากทั้ง หัวข้อจะได้รับเงินรางวัลทีมละ 60,000 บาท และรางวัล Popular Vote จากทั้ง หัวข้อ ซึ่งเปิดให้โหวตตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 29 พฤศจิกายน 2564 ผ่านทางเว็บไซต์ SPEAKOUT.scgpackaging.com จะได้รับเงินรางวัล    ทีมละ 10,000 บาท 

ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี (นันถึงวันที่ 2กันยายน 2564) ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดสัญชาติ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สถาบันการศึกษา คณะที่ศึกษา รวมไปถึงชั้นปีที่ศึกษา ผู้สมัครสามารถสมัครแบบทีม โดยมีสมาชิกรวมไม่เกิน คน และจะคัดเลือกผู้เข้ารอบจำนวน 10 ผลงาน ซึ่งผู้ผ่านเข้ารอบจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Special Workshop Design thinking Virtual Workshop” และ “Pitching Technique” โดยทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญจาก SCGP และภายนอก หากผู้เข้าร่วม Workshop เก็บชั่วโมงกิจกรรมครบตามกำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรจาก SCGP เพื่อเป็นการรับรองว่าคุณได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแพคเกจจิ้งเพื่อต่อยอดและนำไปใช้จริงได้ในอนาคต

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครได้ที่ SPEAKOUT.scgpackaging.com ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 กันยายน 2564 เวลา 18.00 น.

ศรีสวัสดิ์ รุกหนักเพิ่มสาขาบริการใน พีทีที สเตชั่น

บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD รุกหนักจับมือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เดินหน้าเปิดให้บริการสาขาในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เพิ่มในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ด้านผู้บริหาร ธิดา แก้วบุตตา เชื่อการผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำการบริการครบทุกเรื่อง ทั้งสินเชื่อและประกันแบบครบจบที่เดียว พร้อมเสิร์ฟความสะดวกสบาย รวดเร็ว ทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ตั้งแต่ 2 สิงหาคมนี้

ธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เปิดเผยว่า ปัจจุบันศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ มีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่า 5000 สาขา ซึ่งแผนการขยายสาขาเข้าไปในสถานีบริการน้ำมันเป็นแนวทางการรุกตลาดและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ โออาร์ เปิดให้บริการสาขาศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ เพิ่มเติมใน พีทีที สเตชั่น จากเดิมที่ได้ทดลองเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมันไปแล้วในพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของศรีสวัสดิ์ เป็นกลุ่มที่ใช้รถทุกประเภทอยู่แล้วและรถทุกคันส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงต้องเติมน้ำมัน ดังนั้นการเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมันโดยเฉพาะ พีทีที สเตชั่น ที่มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ น่าจะตอบโจทย์ของบริษัทที่ต้องการเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เหมือนลูกค้าไปที่ไหนก็เจอเรา เพราะเราต้องการตอกย้ำการบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจทุกที่ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถใช้บริการสินเชื่อจำนวนทะเบียนเล่ม และบริการประกันภัยรถทุกประเภท ได้เหมือนสาขาปกติ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมนี้เป็นต้นไปเพิ่มเติมได้ที่ จ.ลำพูน และ จ.ราชบุรี

สำหรับในอนาคตทางศรีสวัสดิ์อยู่ระหว่างศึกษาพฤติกรรมลูกค้า พร้อมไปกับศึกษาเรื่องพื้นที่ร่วมกันกับ โออาร์ เพื่อให้แน่ใจว่าการเปิดให้บริการในพีทีที สเตชั่น  ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าหรือไม่ หากมีแนวโน้มไปในทางที่ดี บริษัทก็จะขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมอีกในอนาคต นอกจากจะมีข้อเสนอดีๆ เกี่ยวกับบริการของทางศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ แล้ว ลูกค้าที่มาใช้บริการทุกคนจะได้รับสิทธิพิเศษจากการใช้บริการจากศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto อาทิ รับส่วนลด On top 100 บาท สำหรับน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ 100% (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) และ ส่วนลด 5% พร้อมส่วนลดค่าเทิร์นแบตเพิ่มสูงสุด 500 บาท สำหรับแบตเตอรี่ทุกรุ่นที่ FIT Auto มีจำหน่าย (ไม่รวมอะไหล่ด่วน) เป็นต้น” ธิดา กล่าวเสริม

โดยลูกค้าที่สนใจใช้บริการ สามารถใช้บริการได้ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สาขาเดิม 3 สาขา ที่ พีทีที สเตชั่น (1) สาขาขุนกระทิง ที่ตั้งเลขที่ 8/5  หมู่ 1 ต.ขุนกระทิง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร หรือ พีทีที สเตชั่น (2) สาขาบางเดื่อ      ต.บางเดื่อ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี หรือ พีทีที สเตชั่น (3) สาขาคำตากล้า ที่ตั้งเลขที่ 95 ต.คำตากล้า อ. คำตากล้า จ.สกลนคร และสาขาที่เปิดให้บริการเพิ่มอีก 2 สาขา ที่ พีทีที สเตชั่น (4) สาขาลำพูน-ดอยติ ที่ตั้งเลขที่ 352  ม.2  ต.เวียงยอง  อ.เมืองลำพูน  จ.ลำพูน และ (5) พีทีที สเตชั่น สาขาราชบุรี (สี่แยกห้วยชินสีห์) ที่ตั้งเลขที่ 218  ม.4  ต.อ่างทอง  อ.เมืองราชบุรี  จ.ราชบุรี ทั้งนี้ลูกค้าที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.sawad.co.th และทุกช่องทางการติดต่อสื่อสารของบริษัทฯ หรือโทร. 1652

SMD มอบชุดตรวจโควิด Rapid Antigen Test ให้ รพ.รามาธิบดี 

ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ตระหนักถึงความสำคัญในการคัดกรองหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ส่งมอบชุดตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบตลับทดสอบ หรือ Rapid Antigen Test จำนวน 2,000 ชุด มูลค่ารวม 360,000 บาท ให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อช่วยลดความแออัดในระหว่างรอตรวจ และสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็ว โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา (กลาง) คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,  รศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล (ที่ 2 จากซ้าย) รองคณบดีฝ่ายวิจัย, ศ.นท.หญิง พญ.ศิรินธรา สิงหรา ณ อยุธยา (ขวา) รองคณบดี ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และรศ. นพ.มงคล คุณากร (ซ้าย) หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี