เช็คด่วน! รายชื่อ รพ.ที่เข้าร่วมให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม รอบ2(4 ส.ค.)

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แจ้งประชาสัมพันธ์ รายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมให้บริการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มสำหรับบุคคลธรรมดา รอบที่ 2 (วันที่ 4 สิงหาคม 2564) ที่ลงทะเบียนจองวัคซีนและชำระเงินค่าวัคซีนเสร็จสิ้นแล้ว (อัตราค่าวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 โดสต่อคน 1,554 บาท) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์บริจาคสมทบครึ่งโดสให้กับผู้ด้อยโอกาส

ท่านสามารถเลือกวันเข้าฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มกับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมให้บริการ ระหว่างวันที่ 16-29 สิงหาคม 2564 และชำระค่าบริการฉีดวัคซีนกับทางโรงพยาบาลที่เข้ารับบริการโดยตรง

ดูข้อมูลโรงพยาบาลเพิ่มเติม ได้ทาง > https://www.chulabhornhospital.com/page.php?name=1540

ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2564

มอบ ก.ค.ศ. ดูแลเสียงสะท้อนจากเด็ก ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ ในช่วงโควิด-19

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น ตนเห็นว่าเด็กนักเรียน และครูได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาสักระยะแล้ว ยังไม่ได้รับข้อมูลจากบริบทของแต่ละพื้นที่ว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคที่ชัดเจน ตนเองมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีบริบทที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับทราบ แก้ไขปัญหา และปรับนโยบายได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาถึงข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท – ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่าง ๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะได้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

นางสาวตรีนุช ได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการกำหนดนโยบายดูแลครู จะนำข้อมูลที่ได้รับฟังนี้ไปวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และทุกฝ่ายกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ และในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ดีที่สุด.

สสวท. จัดเสวนาออนไลน์ ดันสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล

สสวท.จัดเสวนาออนไลน์ เพื่อผลักดันสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล Project 14 ขับเคลื่อนการศึกษาไทยในภาวะวิกฤติ โดยมี ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการเสวนาหัวข้อ “เรียนวิทย์-คณิต บนฐานสมรรถนะด้วยสื่อดิจิทัล Project 14” พร้อมด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท. ร่วมเสวนาออนไลน์

โดยมีศึกษานิเทศก์ ครู และบุคลากรการศึกษา กว่า 1,000 คน เข้ารับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล “Project 14” นำสู่ความปกติใหม่ทางการศึกษา (New Normal Education) สร้างสมรรถนะที่จำเป็นผ่านการเรียนรู้จากปรากฏการณ์จริงในชีวิตประจำวันด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ บรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในภาวะวิกฤติ

รับชมเสวนาย้อนหลัง ได้ที่ : https://bit.ly/3ft9IIW

อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่ : https://www.ipst.ac.th/news/14050/20210803-proj14.html

กลาโหม ปฏิเสธร่วมกับภาคเอกชนสั่งซื้อไฟเซอร์

กระทรวงกลาโหม ปฏิเสธร่วมกับภาคเอกชนสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ยันไม่เคยติดต่อตรง ไฟเซอร์ (ประเทศไทย )

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวปฏิเสธถึง กรณีมีการให้ข่าวจากภาคเอกชนว่า จะมีการลงนามในสัญญาร่วมกับ กห.สั่งนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ว่า

ขอยืนยันว่า ขณะนี้ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานในสังกัด ยังไม่มีแผนหรือความตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนใดๆในการสั่งซื้อหรือนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์แต่อย่างใด และที่ผ่านมา กห.ก็ยังไม่เคยติดต่อตรงกับ บ.ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อเรื่องดังกล่าว

รวบหนุ่มลักลอบผลิตฟ้าทะลายโจรไม่ได้รับอนุญาต

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) ได้ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย โดยสืบสวนจนทราบว่ามีผู้ลักลอบผลิตและจำหน่ายยาฟ้าทะลายโจรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ติดต่อขอซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 นายธนโชติ (สงวนนามสกุล) ได้นำผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร จำนวน 100 ขวด มาส่งให้กับตำรวจ เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงได้ขยายผล ตรวจค้นบ้านพักใน ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ตรวจพบผลิตภัณฑ์แคปซูลฟ้าทะลายโจร แคปซูลบรรจุในซอง ยังไม่ติดฉลาก และขวดเปล่าพร้อมฝา จำนวนมาก

นายธนโชติรับว่าเป็นเจ้าของบ้านและลักลอบผลิตยาฟ้าทะลายโจรดังกล่าวจริง โดยทำมานานประมาณ 1 เดือน เนื่องจากช่วงนี้ ยาฟ้าทะลายโจรขายดี ทำให้วัตถุดิบหายาก ประกอบกับตนมีความรู้ด้านสมุนไพร รู้ว่าบอระเพ็ดมีรสขมคล้ายฟ้าทะลายโจร จึงได้นำผงบอระเพ็ดมาบรรจุลงแคปซูลแทนผงฟ้าทะลายโจร เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชน

ตำรวจได้ตรวจยึด ผลิตภัณฑ์แคปซูลฟ้าทะลายโจร จำนวน 450 ขวด ผลิตภัณฑ์แคปซูลกระชายขาว จำนวน 50 ขวด ผลิตภัณฑ์แคปซูลบรรจุผง จำนวน 29 กก. แคปซูลบรรจุผง จำนวน 60,000 แคปซูล แคปซูลบรรจุในซอง ยังไม่ติดฉลาก จำนวน 300 ซอง แคปซูลบรรจุในขวด ยังไม่ติดฉลาก จำนวน 460 ขวด ขวดเปล่าพร้อมฝา จำนวน 6,000 ขวด และ สติกเกอร์ฉลากผลิตภัณฑ์ นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ.2562 ฐาน “ผลิต ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม” มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท ความผิดฐาน“ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐาน “ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท

ต่อมากองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดย พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.4 บก.ปคบ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดย นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายธนโชติ พร้อมของกลางมูลค่ากว่า 400,000 บาท

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร มาเก็บไว้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ขาดตลาดอย่างรวดเร็ว จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสนำผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานมาจำหน่าย

อย. ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร โดยผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฉลากต้องมีเลขทะเบียนตำรับสมุนไพร ขึ้นต้นด้วย อักษร “G” พร้อมแนะนำว่าก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ขอให้ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน หรือผลิตภัณฑ์ปลอม โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ ระบบตรวจสอบการอนุญาตผลิตภัณฑ์ www.fda.moph.go.th หรือ Oryor Smart Application และหากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะผิดกฎหมาย สามารถ แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรืออีเมล์ [email protected]

ขณะที่พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชน อย่าเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามคำโฆษณา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และควรเลือกซื้อจากร้านขายยาหรือร้านค้าที่เชื่อถือได้ ขอแจ้งเตือนให้ผู้ที่กำลังกระทำความผิด ลักลอบผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที ถ้าตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ.1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค

นกแอร์ เพิ่มเที่ยวบิน ภูเก็ต-อู่ตะเภา 5 ส.ค. นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า สายการบินนกแอร์ประกาศเพี่มเที่ยวบินจากภูเก็ตมายังอู่ตะเภา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 คือ เที่ยวบิน/Flight: DD5527 เส้นทาง/Route: ภูเก็ต – อู่ตะเภา เวลาออก-ถึง 18:50 – 20:10

สามารรถจองได้เเล้วที่ nokair.com, Nok Air Mobile Application หรือ โทร 1318

เริ่มแล้ว! กยศ. ปรับโครงสร้างหนี้ ผ่อนสูงสุด 30 ปี หักเงินเดือนขั้นต่ำ 10 บาท

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) ปรับโครงสร้างหนี้ ผู้กู้ยืม ปรับลำดับตัดชำระหนี้ ปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ และลดยอดหักเงินเดือน เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมในช่วงสถานการณ์โควิด19 ดังนี้

1.ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี โดยขยายระยะเวลาผ่อน และเปลี่ยนเงื่อนไข สามารถผ่อนได้สูงสุด 30 ปี แต่การชำระเงินงวดสุดท้าย ผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และมีส่วนลดเบี้ยปรับโดยให้ชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ ได้ที่แอปฯ กยศ.Connect หรือเว็บ https://wsa.dsl.studentloan.or.th เริ่ม 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

2.ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินคืนกองทุนที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จากเดิมที่ใช้วิธีการตัดเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และเงินต้น กองทุนจะปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ โดยจะนำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ

3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างปลอดหนี้และยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ จากเดิมที่ผ่อนชำระเป็นรายปี กองทุนจะปรับให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน และเพิ่มระยะเวลาการผ่อนชำระจากเดิมไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับยอดหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละราย ทั้งนี้ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์

นอกจากนั้น ผู้ที่ถูกหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ สามารถขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือเพียง 10 บาทต่อเดือนได้ มีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 – มิถุนายน 2565 โดยผู้กู้ยืมต้องแจ้งผ่านแอปฯ กยศ.Connect

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 20,013 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันพุธที่ 4 สิงหาคม 2564 รวม 20,200 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 20,013 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 187 ราย ผู้ป่วยสะสม 643,522 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 17,975 ราย ผุ้หายป่วยสะสม 428,380 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 211,076 ราย ผู้เสียชีวิต 188 ราย

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดลงทะเบียนขอรับวัคซีนซิโนฟาร์ม สำหรับผู้พิการ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ AIS และ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด เปิดลงทะเบียนขอรับวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” สำหรับผู้พิการ

เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 เวลา 08:00 – 16:00 น.
ณ ลานกิจกรรมชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

สแกน QR code เพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น! โดยจะปิดลงทะเบียนในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 16:00 น. (หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน)

คุณสมบัติ
1. คนพิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
2. ผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการเท่านั้น
3. ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน

สิ่งที่ต้องนำมาด้วยในวันฉีดวัคซีน
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. บัตรประจำตัวคนพิการ
3. รูปหรือชื่อยาประจำที่รับประทานอยู่

ติดต่อสอบถามได้ที่ 02 576 6779 (จันทร์ – ศุกร์ ในเวลาราชการ 08.00-16.00 น.)

ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2564

ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจการจัดการปัญหาแรงงานในสถานการณ์โควิด-19

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแงประทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 8 ในเดือนกรกฎาคม 2564ายใต้หัวข้อ การจัดการปัญหาแรงงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ มองว่า สถานการณ์ารแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ ส่งผลกระทต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมทั้งปัญหาารแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้ง ปัญหาขาดแคลแรงงานในอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงานเข้มข้น จนส่งผลทำให้กำลังการผลิตลดลงและกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 นี้ จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งฉีดวัคซีนให้แก่แรงงาน ม.33 เพื่ลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 ในสถานประกอบการ รวมทั้ง รักษาศักภาพในการผลิตและการส่งออกของประเทศ

จากการสำรวจผู้บริหาร ส... (CEO Survey) จำนวน 166 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรมละ 75 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า อัตราการจ้างงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดนั้น ส่วใหญ่ภาคอุตสาหกรรมยังสามารถคงอัตราการจ้างานเท่าเดิม คิดเป็นร้อยละ 53.6 มีการจ้างงานลดลง 10 20% คิดเป็นร้อยละ 31.3 มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 10 20% คิดเป็นร้อยละ 10.3และมีการจ้างงานลดลงมากว่า 50% คิดเป็นร้อยละ 4.8

ในส่วนของผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนได้รับผลกระทบทำให้ต้องลดกำลังการผลิต น้อยกว่า 30% คิดเป็นร้อยละ 45.2 โรงงานที่ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 26.5 โรงงานที่กำลังการผลิตลดลง 30 50% คิดเป็นร้อยละ 20.5 และโรงงานที่กำลังการผลิตลดลงมากกว่า 50% คิดเป็นร้อยละ 7.8 มื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ แรงงานบางส่วน้องเข้าสู่กระบวนการรักษาโรคหรือกักตัว รวมทั้ง การปิดโรงงานชั่วคราวตามข้อกำหนด คิดเป็นร้อยละ 51.8 รองลงมา สถานประกอบการไม่สามารถหาแรงงานสัญชาติไทยได้เพียงพอต่อความต้องการ คิดเป็นร้อยละ 49.4 และมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าออกพื้นที่ของแรงงานข้ามจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 41.6

สำหรับมาตรการที่ภาครัฐควรนำมาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ การสนับสนุนเงินอุดหนุนในการจ้างแรงงานไทย และขยายโครงการจ้างงานเด็กจบใหม่ คิดเป็นร้อยละ 50.0รองลงมา เป็นการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมทดแทนการใช้แรงงาน คิดเป็นร้อยละ 48.8 และการอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU เฉพาะแรงงานที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็มแล้ว มีการทำประกันสุขภาพ และต้องผ่านการกักตัว 14 วัน เข้ามาทำงาน คิดเป็นร้อยละ 45.8

กรณีที่าครัฐจะมีการเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องใด พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมระบบคัดกรอง ติดตาม และประเมินสถานประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวคิดเป็นร้อยละ 69.9 รองลงมา การจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับนายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว คิดเป็นร้อยละ 66.9 และารปรับลดขั้นตอน เอกสารที่ไม่จำเป็น และปรับมาดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นร้อยละ 65.1

ทั้งนี้ FTI Poll ยังด้าะลึกถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานประกอบการอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ การเร่งจัดหาวัคซีนและเร่งฉีดให้กับแรงงาน.33 คิดเป็นร้อยละ 92.8 รองลงมา การสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาลแรงงานที่ติดเชื้อ และสนับสนุนยา อาหาร และเวชภัณฑ์ให้แก่แรงงานที่ติดเชื้อในการรักษาตัวที่บ้น (Home isolation) คิดเป็นร้อยละ 69.9 และการลดเงินสมทบประกันสังคม เหลือร้อยละ 1 ถึงสิ้นปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 66.9

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส... ยังมองว่ามาตรการที่ภาคเอกชนมีความพร้อมและสามารถที่จะดำเนินการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในสถานประกอบการได้พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ การมีระบบคัดกรองแรงงานก่อนเข้าโรงงาน และการเฝ้าระวังผู้ปฏิบัติงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงตามมาตรการ Bubble & Seal คิดเป็ร้อยละ 83.1 รองลงมา การจัดหาวัคซีนทางเลือกให้แก่แรงงานในสถานประกอบการ คิดเป็ร้อยละ68.1 และการปฏิบัติตามมาตรการป้งกันการแพร่ระบาด (D-M-H-T-T-A) คิดเป็ร้อยละ 65.7