ก.ต่างประเทศ เร่งช่วย 7 คนไทย รุกล้ำแนวชายแดนลาว

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า  สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต อยู่ระหว่างประสานงานกับแขวงจำปาสัก ในการให้ความช่วยเหลือคนไทย 7 คน ที่ถูกจับกุม ข้อหาล้ำแนวชายแดนไทย-ลาว เข้าไปเก็บของป่าในบริเวณพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ตรงข้ามกับเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้คนไทยทั้ง 7 คน สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้โดยเร็ว

ขณะนี้ ทั้งหมดอยู่ที่ศูนย์กักตัวหลัก 21 ของแขวงจำปาสัก โดยแผนกการต่างประเทศของแขวงจำปาสัก ได้มีหนังสือแจ้งการจับกุมคนไทยทั้ง 7 คน อย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ของ สปป.ลาว ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมายและส่งตัวกลับประเทศไทยต่อไป ส่วนกรณีที่เป็นข่าวว่า สปป. ลาว ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่คนไทยทั้ง 7 คนนั้น จากการตรวจสอบกับฝ่าย สปป. ลาว ปรากฎว่า ยังไม่มีการพิจารณาฉีดวัคซีนให้คนไทยทั้ง 7 คนตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ตรวจเข้มชายแดนภาคเหนือ ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

กองกำลังผาเมือง นำนโยบายกระทรวงกลาโหม ด้านการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 ลงสู่การปฏิบัติ ระบุ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 สกัดผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายกว่า 600 คน

พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า กองกำลังผาเมือง ได้ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตรึงกำลังตามแนวชายแดนในเขตความรับผิดชอบ เพื่อควบคุมและป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 จากผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน โดยมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด พร้อมการจัดกำลังออกลาดตระเวน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะตามเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการลักลอบเข้าเมืองและเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายตามเส้นทางต่าง ๆ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 สามารถสกัดกั้นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 167 ครั้ง โดยเป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ลาว จีน  เกาหลีเหนือ  จำนวน 607 คน และผู้นำพา 55 คน

ทั้งนี้ กองกำลังผาเมือง มีพื้นที่รับผิดชอบ 24 อำเภอชายแดนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, น่าน, อุตรดิตถ์ และ จังหวัดพิษณุโลก รวมความยาวตามแนวชายแดน 933 กิโลเมตร สำหรับในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการวางกำลังเพิ่มเติม จำนวน 22 ชุดปฏิบัติการ ประกอบด้วยอำเภอเวียงแหง 4 ชุดปฏิบัติการ อำเภอเชียงดาว 5 ชุดปฏิบัติการ อำเภอไชยปราการ 3 ชุดปฏิบัติการ อำเภอฝาง 5 ชุดปฏิบัติการ และอำเภอแม่อาย 5 ชุดปฏิบัติการ ซึ่งจะเป็นจุดตรวจของทหารร่วมกับตำรวจ และจุดตรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง โดยกองกำลังผาเมืองเน้นการเฝ้าระวังบริเวณช่องทางกิ่วผาวอก อำเภอเชียงดาว และบ้านหลวง นอแล อำเภอฝาง เนื่องจากมักจะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามารับจ้างทำไร่ ทำสวน ในพื้นที่

กาญจนบุรี ยกการ์ดคุมเข้มลักลอบเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวกัมพูชา

จังหวัดกาญจนบุรีสั่งการหน่วยงานดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันและเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการลักลอบเดินทางเข้าประเทศและการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวกัมพูชา เนื่องจากราชอาณาจักรกัมพูชาประกาศระงับการใช้จุดผ่านแดนถาวรในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ออกประกาศควบคุมการปิดพื้นที่ใน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเกาะกง จังหวัดโพธิ์สัต จังหวัดพระตะบอง จังหวัดไพลิน จังหวัดบันเตียเมียนเจย จังหวัดอุดรเมียนเจย จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งเป็นจังหวัดตรงข้ามกับจังหวัดชายแดนด้านราชอาณาจักรกัมพูชา รวมถึงการบังคับใช้มาตรการระงับการใช้จุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัมพูชา-ไทยเป็นการชั่วคราว โดยไม่อนุญาตให้มีการเดินทางเข้า-ออกระหว่างกัน ยกเว้นกรณีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินและการขนส่งสินค้า เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 12 สิงหาคม 2564 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์เดลต้า โดยการระงับการใช้จุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชา-ไทย เป็นการชั่วคราวข้างต้น จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางกลับราชอาณาจักรกัมพูชาของแรงงานกัมพูชาในประเภทไทยซึ่งยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยอาจยังมีแรงงานกัมพูชาเดินทางไปถึงจุดผ่านแดนและไม่สามารถข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้ จนมีการตกค้างสะสมและกลายเป็นความแออัดในฝั่งไทย รวมทั้งอาจมีการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของหน่วยงานในพื้นที่ในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

จังหวัดกาญจนบุรีจึงขอให้หน่วยงาน ส่วนราชการ และอำเภอ รับทราบมาตรการของฝ่ายกัมพูชา แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยและชาวกัมพูชาในพื้นที่ให้รับทราบ เฝ้าระวัง และป้องกันการเดินทางออกนอกพื้นที่ของแรงงานต่างด้าวกัมพูชา โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้อำเภอชายแดนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการลักลอบเดินทางเข้าประเทศและการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวกัมพูชา รวมทั้งการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ชายแดน หากมีความคืบหน้าในการประสานงานสำคัญในระดับท้องถิ่น จะต้องแจ้งให้จังหวัดทราบเพื่อดำเนินการประสานกระทรวงมหาดไทยในการกำหนดท่าทีในระดับประเทศต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ส่วนราชการ หน่วยงาน อำเภอ ดำเนินการตามข้อสั่งการโดยเคร่งครัด

ขยายขอบเขตเยียวยา ม.33,ม.39,ม.40 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด (สีแดงเข้ม) ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นไปตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน กลุ่มแรงงาน และผู้ประกอบการอันเนื่องมาจากข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 30)

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 พร้อมขยายกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ปรับเพิ่มพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี อยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง

2. กลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ ยังคงครอบคลุมกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนที่อยู่ในระบบประกันสังคม (ม.33, ม.39 และ ม.40) และไม่อยู่ในระบบประกันสังคม

3. ประเภทกิจการที่ให้ความช่วยเหลือ คือ กิจการในระบบประกันสังคมจะครอบคลุม 9 สาขาและในกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน” ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองแล้ว และไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จำนวน 5 กลุ่ม

4. รูปแบบการให้ความช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม.   เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64

5. ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม 13 จังหวัดเดิม คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สงขลา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และ ฉะเชิงเทรา ได้รับการเยียวยา 2 เดือน คือเดือน ก.ค.-ส.ค. 64

โดยลูกจ้างผู้ประกันตนมาตรา 33 สัญชาติไทย ที่อยู่ใน 9 กลุ่มกิจการ ได้รับเยียวยา 2,500 บาท สำหรับเดือน ก.ค. 64 และอีก 2,500 บาท สำหรับเยียวยาเดือน ส.ค. 64 รวมเป็น 5,000 บาท ส่วนนายจ้างจะได้รับเงินตามจำนวนลูกจ้าง เพิ่มอีก 1 เดือน

ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 จะได้รับเงินเพิ่ม 5,000 บาท สำหรับการเยียวยาล็อกดาวน์เดือน ก.ค. 64 และอีก 5,000 บาท สำหรับการเยียวยาล็อกดาวน์เดือน ส.ค. 64

ส่วนกลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติม คือ กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี อ่างทอง นครนายก ปราจีนบุรี ลพบุรี ระยอง สิงห์บุรี  สระบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และ ตาก ได้รับการเยียวยาสำหรับการล็อกดาวน์ 1 เดือน คือเดือน ส.ค. 64

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 20,920 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2564 รวม 20,920 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 20,658 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 262 ราย ผู้ป่วยสะสม 664,442 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 17,926 ราย ผู้หายป่วยสะสม 446,306 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 213,910 ราย ผู้เสียชีวิต 160 ราย

ETRAN MYRA ยอดจอง 1 เดือนทะลุ 1,000 คัน

อีทราน (ไทยแลนด์) หรือ ETRAN สตาร์ทอัพสายยานยนต์ ผู้มุ่งเป็นผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เผยยอดจอง ETRAN MYRA มอเตอร์ไซค์ EV ทรงประสิทธิภาพเพื่อการขนส่ง ทะลุ 1,000 คันแล้ว หลังจากเปิดตัวได้เพียง 1 เดือน ประกาศขยับเป้ายอดขายขึ้นจาก 1,000 คัน เป็น 2,000 คัน ภายในปีนี้ บทพิสูจน์ก้าวแรก เป็นมอเตอร์ไซค์ EV ขวัญใจไรเดอร์ ด้วยโมเดลการเป็นเจ้าของที่เข้าถึงง่ายขึ้น คิดค่าเช่าวันละ 150 บาท พร้อมจับมือ โรบินฮู้ด แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติไทย มาแรง ด้วยค่าเช่าพิเศษให้กับโรบินฮู้ดไรเดอร์เพียงวันละ 120 บาท ยอดจอง 70% มาจากกลุ่มโรบินฮู้ดไรเดอร์ และ 30% จองผ่าน ETRAN พร้อมเดินหน้าบุกตลาด B2B เต็มรูปแบบ เร่งจับมือพันธมิตรเปิดสถานีสลับแบตเตอรี่ สร้างเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ครอบคลุมเพิ่มขึ้น มุ่งสานต่อเจตนารมณ์เป็นผู้นำในการสร้างคอมมูนิตี้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามพันธสัญญา ผลักดันโลกไปในทิศทางที่ดีกว่า – Drive The Better World

นายสรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด (ETRAN) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการเปิดตัว ETRAN MYRA  รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ EV เพื่อการขนส่งโดยเฉพาะ จับกลุ่มไรเดอร์เดลิเวอรี่ ซึ่งตลาดกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป หรือ B2C  ไปเพียง 1 เดือน มียอดจองทะลุ 1,000 คัน ซึ่งจะพร้อมทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 นี้เป็นต้นไป คิดเป็น 100% ของเป้าหมายยอดจอง  ETRAN MYRA ที่วางเอาไว้ 1,000 คัน ภายในสิ้นปีนี้ โดยยอดจองดังกล่าว 70% จองผ่านโครงการความร่วมมือกับ โรบินฮู้ด แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เพื่อคนตัวเล็ก ซึ่งมีอัตราค่าเช่าพิเศษให้กับโรบินฮู้ดไรเดอร์เพียงวันละ 120 บาท  และ 30% เป็นยอดจองผ่าน ETRAN ในอัตราค่าเช่าวันละ 150 บาท โดยราคาดังกล่าวรวมการสลับแบตเตอรี่ฟรีได้วันละครั้ง

“นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกของ ETRAN MYRA จากการตอบรับที่ดี จนกลายเป็นมอเตอร์ไซค์ EV ขวัญใจกลุ่มไรเดอร์ เนื่องจากเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้เป็นรถขนาดเล็กที่คล่องตัว สำหรับการขนส่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น แต่ยังคงทรงประสิทธิภาพและมีสมรรถนะในการขับขี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกมอเตอร์ไซค์เพื่อการใช้งานดังกล่าว ETRAN MYRA รองรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ให้เร่งแซงหรือขึ้นสะพานชัน ๆ ได้ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7 วินาที วิ่งส่งงานได้ต่อเนื่องไกลที่สุดเท่าที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีมา ด้วยระยะทางยาวถึง 180 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ช่วยลดต้นทุนต่อวันให้กับไรเดอร์ เนื่องจากค่าเช่ารวมการสลับแบตเตอรี่ฟรีวันละครั้ง เทียบกับค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปและค่าเชื้อเพลิงต่อวัน ช่วยประหยัดลดลงได้กว่า 50% รวมทั้งยังทำให้ผู้ใช้สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า เพื่อตนเองและสังคมได้อีกด้วย”

นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า  ภายหลังจาก ETRAN MYRA ประสบผลสำเร็จในการเปิดตลาด B2C ไปเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไป ETRAN จะมุ่งขยายตลาดไปสู่ตลาดกลุ่มกับกลุ่มธุรกิจ องค์กร หรือ Business to Business (B2B) เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในภาคอุตสากรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ซึ่งมีนโยบายให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการมองหาทางเลือกใหม่ในการลดต้นทุนการขนส่ง  ซึ่งเป็นเทรนด์ในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในหลายองค์กร ทั้งนี้ ETRAN ได้ปรับเป้ายอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,000 คัน เป็น 2,000 คัน ภายในปี 2564 นี้

โรดแมปสำคัญของ ETRAN คือเร่งเดินหน้าขยายสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ ETRAN Power Station  เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้ ETRAN MYRA  และผู้ใช้รถ ETRAN รุ่นอื่น ๆ ที่จะมีการเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้ โดยได้เดินหน้าเจรจากับพันธมิตรที่มีทำเลศักยภาพ และมีแนวคิดร่วมกับ ETRAN ที่ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า รวมทั้งสามารถต่อยอดธุรกิจร่วมกันได้ต่อเนื่องในระยะยาว เช่น ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ครอบคลุมเพิ่มขึ้น โดยภายในสิ้นปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มจำนวน ETRAN Power Station ให้ครบ 100 จุด ทั่วพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล

“ในทุกกลยุทธ์ธุรกิจของ ETRAN ทั้งในแง่ของการขยายกลุ่มผู้ใช้ในตลาด B2C และ B2B  รวมไปถึงการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในด้านการผลิต การขาย การสร้างเครือข่าย ETRAN Power Station ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างคอมมูนิตี้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี นับตั้งแต่ขบวนการผลิตไปจนถึงการใช้งาน เพื่อเป้าหมายเป็นผู้นำขบวนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธสัญญาของ ETRAN ที่ต้องการผลักดันโลกไปในทิศทางที่ดีกว่า  Drive The Better World”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโลกที่ดีกว่าด้วยรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนได้ที่ www.etrangroup.com

เงินเยียวยาลูกจ้าง นายจ้าง ม.33 เริ่มเข้าวันนี้ (4 ส.ค.)

จากกรณีที่ ครม.อนุมัติโครงการเยียวยานายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สงขลา นราธิวาส ยะลา และ ปัตตานี ทั้งนี้ ลูกจ้างกิจการใด ได้รับบ้าง 1.ก่อสร้าง 2.ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 3.ศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ 4.กิจกรรม บริการด้านอื่นๆ 5.การขายส่ง ปลีก ซ่อมยานยนต์ 6.การขนส่งและสถานที่เก็นสินค้า 7.กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน 8.กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ 9.ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร

จ่ายเงินเยียวยาเท่าไหร่ 1. ลูกจ้างม. 33 รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท ต่อคน (สัญชาติไทย) ผ่านพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น 2.นายจ้าง ม.33 รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาท ต่อหัว สูงสุดไม่เกิน 200 คน นายจ้างบุคคลธรรมดา รับเงินผ่านพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น นายจ้างนิติบุคคล รับเงินผ่านบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้กับสำนักงานประกันสังคม

รับเงินเยียวยาเมื่อไหร่ 1.กลุ่ม 10 จังหวัด กทม. นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา นราธิวาส ยะลา และ ปัตตานี เริ่มรับเงินเยียวยา วันที่ 4 สิงหาคม โดยจะโอนวันละไม่เกิน 1 ล้านคน เสร็จสิ้นไม่เกิน 6 สิงหาคม และ2. กลุ่ม จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ พระนครศรีอยุธยา จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีวันที่ 9 สิงหาคมนี้

ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงาน ผู้ประกอบการ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติครม. เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พร้อมขยายกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือ เพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้ 1.ปรับเพิ่มพื้นที่เยียวยาผลกระทบเพิ่มอีก 16 จังหวัดจากเดิม 13 จังหวัด รวมเป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี อยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรีและอ่างทอง

นายอนุชา กล่าวต่อว่า 2. กลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ ยังคงครอบคลุมกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนที่อยู่ในระบบประกันสังคมและไม่อยู่ในระบบประกันสังคม 3. ประเภทกิจการที่ให้ความช่วยเหลือ คือ กิจการในระบบประกันสังคมจะครอบคลุม 9 สาขาและในกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ ถุงเงิน ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จำนวน 5 กลุ่ม 4. รูปแบบการให้ความช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม และ 5. ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม 13 จังหวัดเดิม ได้แก่ กรกฎาคม-สิงหาคม รวม2 เดือน ส่วนกลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติมให้ความช่วยเหลือเดือนสิงหาคม

“กระทรวงแรงงานได้รับมอบหมายให้เร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทำให้ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เพื่อนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้ครม.พิจารณาต่อไป” นายอนุชา กล่าว

ระยอง พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงต่อเนื่อง

วันนี้ (4 ส.ค.64) ศูนย์ปฏิบัติการฯโควิด-19 ระยอง โดยนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ของจังหวัดระยองว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย รายแรกเป็นเพศชาย ชาวกัมพูชา อายุ 50 ปี อาศัยอยู่ ต.เชิงเนิน อ.เมืองระยอง มีโรคประจำตัวเบาหวาน เข้ารักษาตัวที่ รพ.ระยอง เมื่อวันที่ 19 ก.ค.เสียชีวิตวันที่ 2 ส.ค.รายที่ 2 เป็นเพศหญิง อายุ 62 ปี อาศัยอยู่ ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีโรคประจำตัวเบาหวาน ไขมันในเลือด เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ปลวกแดง เมื่อวันที่ 28 ก.ค.เสียชีวิตวันที่ 2 ส.ค.รายที่ 3 เป็นเพศชาย อายุ 57 ปี อาศัยอยู่ ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ระยอง เมื่อวันที่ 17 ก.ค.เสียชีวิตวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนยอดผู้ติดเชื้อรายวันยังพบสูงต่อเนื่อง วันนี้พบเพิ่ม 272 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมสูงรวม 8,718 ราย เสียชีวิตสะสม 29 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อทั้ง 8 อำเภอ อยู่ใน อ.ปลวกแดง 96 ราย อ.เมืองระยอง 78 ราย อ.นิคมพัฒนา 28 ราย อ.แกลง 22 ราย อ.บ้านค่าย 14 ราย อ.บ้านฉาง 11 ราย อ.เขาชะเมา 6 ราย อ.วังจันทร์ 4 ราย และต่างจังหวัดเข้ามารักษาตัว 13 ราย สำหรับผู้ที่ไปในพื้นที่หรือสถานที่เสี่ยงให้ไปรับการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน และจุดตรวจคัดกรองตลาดเนินอุไร สวนศรีเมือง อ.เมืองระยอง

มหาสารคาม พบคลัสเตอร์ใหญ่ 215 ราย

มหาสารคามพบผู้ป่วยโควิด-19 วันเดียวมากถึง 300 ราย พบคลัสเตอร์ใหญ่ในตลาดอำเภอโกสุมพิสัย จำนวน 215 ราย ต้องยกระดับเป็นยกระดับเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เพียงอำเภอเดียว

จากกรณีแม่ค้ามหาสารคามไปรับสินค้ามาขายต่อจากตลาดศรีเมืองทอง จังหวัดขอนแก่น ทางสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ได้ตรวจหาเชื้อเชิงรุกทุกตลาดในจังหวัดมหาสารคาม พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดที่อำเภอโกสุมพิสัย ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. – 3 ส.ค. พบผู้ติดเชื้อมากถึง 215 ราย และคาดว่าจะมีต่อเนื่อง จังหวัดมหาสารคามจึงได้มีมติให้ ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ยกระดับเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 4-13 สิงหาคม 2564 โดย •ปิดตลาดสด เทศบาลตำบลโกสุมพิสัย •ห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ช่วง 3 ทุ่ม-ตี 4 •ห้างสรรพสินค้า เปิดได้เฉพาะแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านยาถึง 2 ทุ่ม•ร้านสะดวกซื้อเปิด ตี 5-2 ทุ่ม •ร้านอาหาร หาบเร่ แผงลอย ซื้อกลับบ้านได้ถึง 2 ทุ่ม •ปิดร้านเสริมสวย ร้านนวด คลินิกเสริมความงาม •ห้ามรวมกลุ่มคนเพื่อทำกิจกรรมเกิน 5 คนขึ้นไปและขอให้ประชาชนที่ไปซื้อสินค้าที่ตลาดเทศบาลตำบลโกสุมพิสัย ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 64 เป็นต้นมา ให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเองที่บ้าน 14 วัน และปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ตาแดง มีน้ำมูก มีผื่น ให้พบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ทันที ในส่วน 12 อำเภอที่เหลือเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด

สำหรับสถานการณ์จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564  พบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 300 ราย แยกเป็น ผู้ป่วยรับกลับมารักษา จำนวน 71 ราย ผู้ป่วยมาจากพื้นที่เสี่ยงอยู่ระหว่างกักตัว จำนวน 162 ราย ป่วยจากการสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน และตรวจเฝ้าระวังอื่น ๆ จำนวน 67 ราย รวมผู้ป่วยกำลังรักษาจำนวนทั้งสิ้น 2,369 ราย

เร่งหาแนวทางช่วยเหลือนักศึกษาไทยในต่างแดน รับผลกระทบโควิด-19 เดินทางกลับบ้าน

โฆษก 3 ฝ่าย ร่วมแถลงผลการปฎิบัติงานการแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต. ห้วงเดือนกรกฎาคม ด้าน ศอ.บต. เร่งหาแนวทางช่วยเหลือนักศึกษาในต่างประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดกำลังจะกลับไทยหลังสำเร็จการศึกษา และวีซ่าหมดอายุ

หน่วยงาน 3 ฝ่าย ดูแลความมั่นคงและการพัฒนาในพื้นที่ จชต. ร่วมแถลงถึงผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. ซึ่งได้กำหนดไว้ในห้วงสัปดาห์แรกของทุกเดือน ณ ห้องดาหลา กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยพันตำรวจเอก วศิน จินตเสถียร ผู้ช่วยโฆษกกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เผยถึงผลการดำเนินงานในรอบเดือน ก.ค. 64 ถึงสถิติการเกิดเหตุก่อความไม่สงบ 8 เหตุ เหตุปะทะ 1 เหตุ มีการออกหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคง จำนวน 13 หมาย จับกุม 3 หมาย

ขณะที่พันเอก เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษก กอร.มน.ภาค 4 สน. ได้แถลงถึงผลการดำเนินงานในการควบคุมพื้นที่ทั้งด้าน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และการดูแลพี่น้องประชาชนที่ผไมีการส่งมอบบ้านตามโครงการหน่วยเฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต จำนวน 5 หลัง การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ มอบสิ่งของอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม เวชภัณฑ์ป้องกันเชื้อไวรัส และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ จชต. การรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในหน่วยทหารเพื่อรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ จชต.

นายธีรพงศ์ เพชรรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมาในพื้นที่ จชต. มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร  เลขาธิการ ศอ.บต. ได้ฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกคน เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายโดยเร็ว พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนร่วมรับการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันตนเองและผู้อื่น

ขณะเดียวกัน ในส่วนของ ศอ.บต. นั้น ได้ดำเนินการตามมาตรการเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้บุคลากรเข้ารับการฉีดวัคซีน พร้อมทำการฉีดพ่นฆ่าเชื้อสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากร และประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ ขณะเดียวกัน ศอ.บต. ได้เตรียมดำเนินการช่วยเหลือนักศึกษาไทยในต่างประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ นักศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย ซูดาน และมาเลเซีย ที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในเดือนกรกฎาคมและตรวจลงตรา (Visa) จะหมดอายุในเดือนสิงหาคม โดยต้องปฎิบัติตามมาตราการ ศบค.กักตัว 14 วัน ซึ่งศอ.บต. จะดำเนินการประสานกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดเตรียมสถานที่กักกันโรคและบริหารจัดการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่อไป

ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการเดินสำรวจที่ดินทำกินซึ่งมีมติของ กพต. เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เห็นชอบให้ดำเนินการแผนปฏิบัติการโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2570 ขยายระยะเวลาดำเนินงานออกอีก 6 ปี ว่า โครงการดังกล่าวนั้น เลขาธิการ ศอ.บต.  เห็นว่าเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ สามารถลดเงื่อนไขจากปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ทั้งที่ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และมีที่ดินแต่ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาทำให้ประชาชนไม่พอใจการดำเนินการของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาดำเนินการโครงการต่ออีก 6 ปี ศอ.บต. ตั้งเป้าออกโฉนดที่ดินทำกินในพื้นที่ 3 จังหวัด  และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาให้ได้ 90,000 แปลง เฉลี่ยปีละ 15,000 แปลง โดยเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาดังกล่าวได้