รพ.กรุงเทพ เดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ ที่มีมากขึ้นทุกวัน ตอกย้ำถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยรวมของประเทศไทยที่อยู่ในภาวะวิกฤตจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากการยกการ์ดสูง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์หรือสบู่ เว้นระยะห่าง ลดการสัมผัสพื้นที่สาธารณะ วัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

ด้วยความตระหนักถึงความจำเป็นของการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ นำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพร่วมสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดี สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ลดความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย และช่วยลดอัตราการเสียชีวิต เดินหน้าสนับสนุนการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ จัดหน่วยบริการความร่วมมือฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชน  ทั้งหน่วยฉีดภายในโรงพยาบาลและเปิดนอกสถานพยาบาลบนพื้นที่ใจกลางเมือง  ร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร หอการค้าไทย และศูนย์การค้าสยามพารากอน ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 เป็นทางเลือกเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้เข้าถึงการบริการอย่างรวดเร็ว ด้วยประสิทธิภาพการบริหารจัดการและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ลดความเสี่ยงจากการระบาดซ้ำ เป็นภารกิจฉีดวัคซีนแก่ประชาชนให้ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

พญ.เมธินี ไหมแพง รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งประเทศและทั่วโลก รวมถึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม การกระจายวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน  ลดการแพร่เชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดความสูญเสีย โรงพยาบาลกรุงเทพในฐานะโรงพยาบาลที่อยู่เคียงข้างคนไทยมากว่า 50 ปี ได้จัดทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญการพร้อมในการจัดการด้านมาตรฐานความปลอดภัย ที่ผ่านมาได้ช่วยสังคมไทยในด้านการแพทย์และสาธารณสุขในรูปแบบต่างๆ ทั้งการ การช่วยเหลือในด้านเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ แก่โรงพยาบาลรัฐ และการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันแก่ผู้ด้อยโอกาสและชุมชน

ที่ผ่านมาโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้เปิดหน่วยบริการวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ณ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เนื่องจากมีการระบาดของโควิด-19 เป็นวงกว้าง การจัดสรรพื้นที่ภายในโรงพยาบาลสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วไป ยังคงมาตรการความปลอดภัยและเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวด งดการเข้าเยี่ยมของญาติ เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ยังเปิดหน่วยบริการฉีดวัคซีน ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ยังเป็นหนึ่งใน 25 หน่วยฉีด ให้กับ โครงการ “ไทยร่วมใจ กรุงเทพฯ ปลอดภัย” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนได้ง่าย สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการฉีดวัคซีนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ  อาทิ สมาคมสายการบินประเทศไทย  พระสงฆ์ แม่ชีจากวัดต่างๆ  รวมไปถึงผู้พิการทางสายตา ผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ นอกจากการเปิดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่จุดบริการทั้งสองแห่งของโรงพยาบาลกรุงเทพ ยังผนึกกำลังร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดหน่วยบริการฉีดวัคซีนทางเลือก ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ซึ่งถือเป็นวัคซีนตัวเลือกที่เริ่มฉีดให้แก่คนไทย โดยการจัดสรรขององค์กรและหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมที่กระจายฉีดให้แก่ประชาชนเป็นกลุ่มแรก อีกทั้งร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ดำเนินโครงการฉีดวัคซีนแจนส์เซน (Janssen) ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) แก่พลเมืองฝรั่งเศสที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและมีข้อจำกัดในการเดินทางสามารถเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยดำเนินการฉีดวัคซีนใน 8 หน่วยฉีดในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพทั่วประเทศ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพได้ร่วมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นการเสริมเกราะคุ้มกัน ลดความรุนแรงจากเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ เตรียมเปิดให้บริการวัคซีนทางเลือก โมเดอร์นา (Moderna) ในช่วงปลายปีนี้ ด้วยความมุ่งมั่นว่าขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีและภูมิคุ้มกันมากขึ้น เพื่อก้าวข้ามภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

บราเดอร์ ส่งเทคโนโลยีพิมพ์ผ้าดิจิทัล Direct to Garment กลืนตลาดซิลค์สกรีน

บราเดอร์ GTX เดินหน้ากวาดส่วนแบ่งการตลาดเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลในไทย หลังปีงบประมาณ 2563 เติบโตกว่า 40% มั่นใจยังโตต่อหลังกระแสนิยมสื้อยืดแบบ print on demand บูมทั่วโลก ดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสร้างธุรกิจพิมพ์เสื้อยืดรับกำลังซื้อตลาดช่วงขาขึ้น พิเศษ! โปรสร้างอาชีพเพิ่มทางออกให้คนไทยฝ่าวิกฤติ COVID-19 ลดพิเศษ GTX Pro Bulk จาก 1.2 ล้านบาท เหลือเพียง 999,000 บาท คืนทุนเร็วสุด 2-3 สัปดาห์ พร้อมของแถมรวมกว่า 200,000 บาท ติดตั้งและสอนการใช้งานฟรี! พร้อมเริ่มธุรกิจได้แบบทันใจ

นายพงษ์พันธ์ สุระวัฒน์เจริญ ผู้จัดการอาวุโส แผนกขยายธุรกิจ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจการพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วโลกสอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ซึ่งพฤติกรรมและความนิยมของผู้บริโภคเป็นตัวกำหนดตลาดมากยิ่งขึ้น การพัฒนาชิ้นงานในแบบ mass production กำลังถูกความนิยมในแบบ print on demand หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ลายลงบนผ้าโดยตรงเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตลาดเสื้อยืดเป็นตลาดใหญ่ที่ครองมูลค่ากว่า 6,000,000 ล้านบาททั่วโลก ในไทยก็เช่นกันบราเดอร์ พบว่าคนไทย 1 คนจะซื้อเสื้อยืดอย่างน้อย 2 ตัวต่อปี ซึ่งตอบคำถามได้ดีว่าทำไม บราเดอร์ GTX ถึงเติบโตเพิ่มมากขึ้น และขยายฐานการรับรู้ในวงกว้างยิ่งขึ้นทั้งกลุ่มผู้ประกอบการและกลุ่มผู้บริโภค” นายพงษ์พันธ์ อธิบายเพิ่ม “บราเดอร์สังเกตพบว่า ‘พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป’ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังจะทำให้ธุรกิจการพิมพ์ผ้าแบบซิลค์สกรีนค่อยๆ ลดกระแสความนิยมลง เพราะปัจจุบันผู้บริโภคต้องการอิสระในการออกแบบเพื่อสร้างความแตกต่างให้แก่เสื้อยืดที่ตนสวมใส่หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเสื้อยืดหนึ่งเดียวในโลกก็ว่าได้ และกระแสนิยมดังกล่าวทำให้บราเดอร์พัฒนาเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลขึ้น เพื่อขานรับต่อความนิยมที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และที่สำคัญหากพิจารณาในด้านผู้ประกอบการ เครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลบราเดอร์ GTX ก็ตอบโจทย์ของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน เพราะได้พัฒนาให้สามารถประกอบธุรกิจได้ด้วยคนเพียงคนเดียวมีผู้ช่วยหลักคือระบบเทคโนโลยีที่บราเดอร์พัฒนามาให้อย่างครบวงจร หมดปัญหาเรื่องทีมงาน ช่วยบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างดีเยี่ยม

นางสาวประกายกุล ถมมา เจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโสผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลบราเดอร์ GTX กล่าวว่า เทคโนโลยีการพิมพ์ผ้าแบบ direct to garment หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ลายลงบนผ้าโดยตรงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดขั้นตอนการผลิต เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการยุคใหม่แบบไร้รอยต่อ แค่มีไฟล์ดิจิทัลที่ต้องการสั่งพิมพ์ส่งคำสั่งไปยังเครื่องบราเดอร์ GTX เพียงเท่านี้ก็ได้ผลงานคุณภาพในเวลาที่รวดเร็ว ผลิตได้ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป และช่วยปลดล็อคเรื่องข้อจำกัดด้านสีของระบบซิลค์สกรีนด้วย หากลูกค้าต้องการตรวจสอบตัวอย่างงานพิมพ์ก่อนสั่งพิมพ์จริงก็สามารถทำได้ในเวลาเพียง 1 นาที

“นอกจากการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลแล้ว บราเดอร์ยังพัฒนาสิ่งที่ถือเป็นความพิเศษที่เหนือกว่าคือ การคิดค้นหมึกพิมพ์พิกเมนต์ชนิดน้ำ ‘อินโนเบล่า (Innobella Textile)’ ขึ้นเพื่อใช้กับงานพิมพ์ผ้าโดยเฉพาะ มาพร้อมระบบหมึกพิมพ์อัจฉริยะที่มีคุณสมบัติพิเศษในการเตรียมหมึกพิมพ์ปริมาณมากให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยหมึกชนิดนี้มีโทนสีที่กว้างกว่าหมึกชนิดอื่นๆ ด้วยอนุภาคเม็ดสีขนาดเล็กและไม่สลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกผสมกับของเหลวอย่างน้ำ ทำให้หมึกประเภทนี้มีอายุการใช้งานยาวนาน สีไม่ซีดจางลงง่ายๆ หมดกังวลเรื่องการตกสี เหมาะกับงานพิมพ์ระดับพรีเมี่ยม เพิ่มความสวยของสี ทั้งยังรับประกันด้านความปลอดภัย สามารถพิมพ์ได้แม้เสื้อผ้าของเด็กแรกเกิด ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 3 บาทต่อซีซี” นางสาวประกายกุล กล่าว

กระแสนิยมในกลุ่มเสื้อยืดสะสมถือเป็นเทรนด์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและพัฒนาเป็น community ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเทรนด์ใหม่ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในปัจจุบันก็คือ ‘Over Print’ ที่สามารถพิมพ์ลายบนเสื้อยืดได้ทั้งตัว โดยใช้เทคนิคการพิมพ์ทับกันของสีบนเสื้อ ซึ่งนิยมพิมพ์ลายบนเนื้อผ้าคอตตอน 100% โดย บราเดอร์ GTX สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีคุณภาพที่สำคัญยังสามารถสั่งผลิตได้ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป ช่วยบริหารต้นทุนได้อย่างดี ซึ่งต่างจากระบบซิลค์สกรีนที่ต้องมีต้นทุนในการทำบล็อคและต้องมีคำสั่งชื้อขั้นต่ำประมาณ 100 ตัวขึ้นไปถึงจะคุ้มทุนแต่ GTX จะสร้างความความคุ้มทุนได้ง่ายกว่าแก่ผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกันก็ช่วยตอบโจทย์ของความต้องการผู้บริโภคกลุ่มนักสะสมได้อย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ซื้อก็จะได้ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

ปัจจุบัน บราเดอร์ GTX มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ บราเดอร์ GTX Pro เครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลมาตรฐานมูลค่า 599,000 บาท และบราเดอร์ GTX Pro Bulk เครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลระดับแอดวานซ์ ราคา 999,000 บาทรองรับงานพิมพ์ในปริมาณที่มากยิ่งกว่า “บราเดอร์ พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษแก่ผู้ประกอบการในยุค COVID-19 ให้ได้มีทางเลือกด้านอาชีพเพิ่มขึ้น โดยนำเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลบราเดอร์ GTX Pro Bulk มาจัดราคาพิเศษจากปกติ 1,200,000 บาท เหลือเพียง 999,000 บาท พร้อมของสมนาคุณมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตั้งเครื่องพร้อมแนะนำการใช้งานให้อย่างละเอียด ให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มธุรกิจได้ทันที” นางสาวประกายกุล กล่าวถึงโปรโมชั่นพิเศษช่วง COVID-19

“บี.กริม เพาเวอร์” ได้ปรับเพิ่มดัชนีระดับโลก MSCI ESG Ratings เป็น A

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ MSCI ESG Ratings จากระดับ BBB สู่ระดับ A โดย MSCI ESG Research หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือในด้านดัชนี ESG ในระดับนานาชาติ ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก ESG (Environment, Social and Governance) ของบี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งประเมินศักยภาพในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งยืนยันถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับสากล

นอกจากได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ MSCI ESG Ratings บี.กริม เพาเวอร์ ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลด้านความยั่งยืนจากสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลก “FTSE4Good Index Series” เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG 100 จากสถาบันไทยพัฒน์ เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย และสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า จากนี้บริษัทยังเดินหน้าดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนตามหลัก ESG ต่อไป ซึ่งการได้รับการเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ MSCI ESG Rating จากระดับ BBB สู่ระดับ A เป็นสิ่งสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจของบริษัทที่จะส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) ภายใต้หลักธรรมภิบาล ตลอดจนการบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี สร้างคุณค่าให้กับสังคมในรูปแบบของ Sustainable Utility Solution Provider ด้วยการผลิตพลังงานที่มีคุณภาพสูงและบริการแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

PJW ผนึกกำลัง IP เขย่าตลาดกลุ่มอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์จากพลาสติก

บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก (PJW) ส่งบริษัทลูก “พีเจ เมดิคอล” (PJM )ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ ลงนามความร่วมมือ บมจ.อินเตอร์ ฟาร์มา (IP) ลุยธุรกิจ Medical ผลิตภัณฑ์กลุ่มวัสดุทางการแพทย์จากพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ระบุ ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจของ 2 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้การเป็น Strategic Partner ที่ร่วมวิจัยและพัฒนา รวมถึงวางกลยุทธ์การตลาด มั่นใจจะช่วยผลักดันให้มูลค่าการตลาดทั้ง 2 บริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 

นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) หรือ PJW ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทขวดและฝาและชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ เปิดเผยว่า จากแนวนโยบายการส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศในภูมิภาค (Medical Hub)ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในปี 2565 นั้น แสดงให้เห็นว่าดีมานด์การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Medical สำหรับตลาดวัสดุเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ที่ทำจากพลาสติก ที่มีอัตราการเติบโตสูง อาทิ เข็มฉีดยา (syringe) หลอดเก็บเลือด (Blood tube) รวมถึงเครื่องมือแพทย์อื่นๆ ซึ่งเพียงแค่สินค้า 2 ชนิดดังกล่าวก็มีมูลค่าตลาดรวมเฉพาะในประเทศไทยกว่า 5,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตรวมถึงความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯเล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่ม Medical เครื่องมือทางการแพทย์จากพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

ล่าสุดบริษัท พีเจ เมดิคอล จำกัด (PJM ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PJW ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 100% ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)ในการวิจัยและพัฒนา และการทำการขายและการตลาด อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทำจากพลาสติก ร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือ IP เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงร่วมกันศึกษาตลาดและการขายวัสดุและอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ที่ทำจากพลาสติก และศึกษาโอกาสในด้านความร่วมมือทางธุรกิจต่อเนื่องในอนาคต

ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจภายใต้การเป็น Strategic Partner ร่วมกัน โดยนำจุดแข็งความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัทช่วยผลักดันให้มูลค่าการตลาดทั้งในส่วนของ ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย เติบโตไปพร้อมๆกัน โดย IP มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการแพทย์และเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับผู้ประกอบการหลายราย ส่งผลให้มีความเชี่ยวชาญด้านความต้องการและการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งมองว่าการที่ IP เข้ามาร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแท้จริง

“PJM ให้ IP เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทำจากพลาสติก โดย IP มีความเชี่ยวชาญด้านการขายและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในหลากหลายช่องทาง ที่จะเข้ามาช่วยการเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”

ขณะที่ PJW มีความเชี่ยวชาญและมีเทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกทางการแพทย์ (Medical Plastic Product) ที่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด ด้วยกระบวนการผลิตคุณภาพสูง ดังนั้นการนำจุดแข็งและข้อได้เปรียบของทั้ง PJW และ IP มาต่อยอดศักยภาพทางธุรกิจร่วมกัน จะช่วยผลักดันให้ยอดขายธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ในปี 2567 ตามเป้าที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน

WIIK ส่งบริษัทย่อยรับงานนิคมอุตสาหกรรม TFD 2

บริษัท วิค จำกัด (มหาชน) หรือ WIIK โดยนาย วิบูลย์ แสงวิทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศข่าวดีต่อเนื่องจากบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการน้ำ บริษัท วิค วอเตอร์ จำกัด ที่ล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก นิคมอุตสาหกรรม TFD ในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถของระบบบำบัดน้ำเสียกลางของ นิคมอุตสาหกรรม TFD 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มจากระบบเดิมที่ออกแบบไว้ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จำนวน 2 ระบบ รวม 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จำนวน 2 ระบบ รวม 6,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับลูกค้าของนิคมซึ่ง มีการปรับเปลี่ยนแผนการใช้น้ำ

สัญญาดำเนินการแบ่งเป็น 2 เฟส โดยมีมูลค่าสัญญาในเฟสแรก 38 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถ จำนวน 1 ระบบ จาก 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับลูกค้าที่เริ่มส่งน้ำมายังระบบบำบัดกลาง ในปี 2564 นี้ โดยระบบหรือเทคโนโลยีที่เลือกใช้ เรียกว่า MBR (Membrane BIO Reactor) หรือ การบำบัดน้ำเสียที่ผสานกันระหว่าง ระบบบำบัดแบบชีวภาพและการกรองด้วยเมมเบรนแบบจุ่ม (Submersed UF Membrane)

นายกรรณ ศิริภัทสร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิค วอเตอร์ จำกัด เผยว่า เทคโนโลยี MBR (Membrane BIO Reactor) หรือ การบำบัดน้ำเสียที่ผสานกันระหว่าง ระบบบำบัดแบบชีวภาพและการกรองด้วยเมมเบรนแบบจุ่ม (Submersed UF Membrane) ในโครงการนี้ ทางบริษัทฯ เลือกใช้เมมเบรนที่มีคุณภาพสูงจาก SUEZ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Partner ของเรา โดยได้ถูกติดตั้งอยู่ภายใต้โครงสร้างหรือบ่อของระบบเดิม (SBR) ซึ่งเรียกว่า เป็นการ Retrofitting โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการแรก ของนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ โดยสามารถเพิ่มความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย ได้ประมาณ 3 เท่า โดยใช้ Footprint เดิม และน้ำที่บำบัดได้มีคุณภาพดีและคงที่ สามารถน้ำไปใช้ใหม่ได้ รองรับนโยบายการใช้น้ำอย่างยั่งยืน โดยระบบดังกล่าว เหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งบำบัดน้ำเสีย หรือ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งจาก บ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม จนถึง ชุมชน จังหวัด ภูมิภาค สวนอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และยังสามารถ ควบคุมดูแลระยะไกลได้แม้ในระบบขนาดเล็ก รองรับรูปแบบธุรกิจ ทั้ง ขาย เช่า เช่าซื้อ BOO BOOT และลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า จะได้รับเทคโนโลยีที่ถูกต้องมาตรฐานและเชื่อถือได้ จากบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญตรง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ (Proven Technology)

SASOM สตาร์ตอัพไทย ปิดดีลระดมทุนจากเกาหลี ร่วมลุยธุรกิจ

SASOM ปิดดีลระดมทุนระดับ Pre-Series A จาก Kream Corporation ประเทศเกาหลีใต้ ในเครือของ Naver ที่เป็นบริษัทแม่ของ LINE Corporation ดันมูลค่ากิจการเพิ่มขึ้นเป็น 140 ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็นสตาร์ตอัพไทยในธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมรายแรกที่มีบริษัทชั้นนำจากเกาหลีใต้เข้าร่วมทุน เดินหน้าผนึกความร่วมมือเป็น Strategic Partner แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี นำเงินจากการระดมทุนพัฒนาแพลตฟอร์ม SASOM (สะสม) มุ่งสู่การเป็น The Collectors Paradise of Asia เทียบชั้นระดับโลก ชูจุดเด่นเป็นแหล่งรวบรวมของสะสมแบรนด์เนมและของหายากกว่าหมื่นรายการ เช่น Sneakers, Streetwears, Be@rbrick, Art Toys การันตีของแท้
ทุกชิ้น เตรียมระดมทุนระดับ Series A ต่อเนื่องในปีหน้า

นายกษิต งานทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สะสม จำกัด ผู้พัฒนา Sasom แพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมแบรนด์เนมและของหายากรายแรกในภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมแบรนด์เนมและของหายากเป็นครั้งแรกในปี 2019 และมีการระดมทุนครั้งแรกในระดับ Pre-Seed จากกลุ่มทุนในประเทศไทยไปแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการระดมทุนระดับ Pre-Series A จาก Kream Corporation ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Naver ที่เป็นบริษัทแม่ของ LINE Corporation ส่งผลให้มีมูลค่ากิจการในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 140 ล้านบาท โดยการระดมทุนดังกล่าวจะช่วยต่อยอดและพัฒนาแพลตฟอร์มให้เพิ่มศักยภาพในการให้บริการรองรับจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายที่เพิ่มขึ้น และยกระดับ SASOM เป็น The Collectors Paradise of Asia (สวรรค์ของนักสะสมแห่งเอเชีย) เทียบชั้นกับแพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมและของหายากในระดับโลก

“ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ เรามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่เป็นบริษัทสตาร์ตอัพไทยรายแรกๆ ในธุรกิจด้านแพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมและของหายาก ที่ได้ความรับเชื่อมั่นจากบริษัทระดับแนวหน้าในเกาหลีใต้เข้าร่วมลงทุนในบริษัทฯ เนื่องจากมองเห็นศักยภาพแพลตฟอร์ม SASOM ที่สามารถตอบสนองความต้องการและเป็นคอมมูนิตี้ที่เป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมาซื้อขายแลกเปลี่ยนของสะสมและของหายากจากทั่วโลก โดยมีบริษัทฯ ทำหน้าที่คนกลางในการพัฒนาแพลตฟอร์มและตรวจสอบสินค้าทุกชิ้น เพื่อให้ความมั่นใจว่าเป็นของแท้อย่างแน่นอน” นาย กษิต กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะร่วมมือกับ Kream Corporation ที่กำลังขยายธุรกิจด้านแพลตฟอร์มซื้อขายของสะสมและของหายากในภูมิภาคเอเชีย ในฐานะหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ พร้อมนำเงินจากการระดมทุนมาใช้พัฒนาแพลตฟอร์ม SASOM (สะสม) ให้สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายได้ดียิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Machine Learning และการนำระบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาใช้ตรวจสอบสินค้าว่าเป็นของแท้หรือไม่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจการเลือกซื้อสินค้าและยกระดับ SASOM ให้เป็นแพลตฟอร์มของสะสมชั้นนำระดับโลก และจากความร่วมมือกันดังกล่าวยังเป็นการเพิ่มโอกาสแก่คนไทยที่มีของสะสม สามารถเสนอขายสินค้าแก่ผู้ซื้อที่เป็นชาวต่างชาติผ่านแพลตฟอร์ม SASOM และเพิ่มความหลากหลายของสินค้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันเริ่มมีรองเท้าสำหรับนักกอล์ฟ ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและหายากจากประเทศเกาหลีใต้มาจำหน่ายในแพลตฟอร์ม SASOM บ้างแล้ว

“เรามีแผนระดมทุนในระดับ Series A อย่างต่อเนื่องในปีหน้า โดยปัจจุบันทาง Kream Corporation พร้อมจะลงทุนอย่างต่อเนื่องในปีหน้ากับเรา เพื่อร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์ม SASOM และร่วมเติบโตไปด้วยกัน ส่วนในอนาคตบริษัทฯ วางเป้าหมายจะก้าวสู่การระดมทุนในระดับ Series B ต่อไปเพื่อยกระดับจากสตาร์ตอัพเป็นบริษัทชั้นนำในอนาคต” นาย กษิต กล่าว

นาย กษิต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ถือเป็นสตาร์ตอัพไทยที่เป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส SASOM ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขายของสะสมแบรนด์เนมและสินค้าหายากรายแรกในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้คอนเซปต์ “Next Generation Platform for Authentic Luxurious Transactions” โดยได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาแพลตฟอร์มหลังกลับจากการศึกษาต่อต่างประเทศ และพบว่าในประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มด้านการซื้อขายของสะสมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค จึงต้องใช้บริการสั่งสินค้าจากเว็บไซต์ต่างประเทศซึ่งต้องรอสินค้าเป็นเวลานาน หรือสั่งซื้อจากผู้ขายในสื่อโซเชียลมีเดียซึ่งไม่รับประกันว่าเป็นของแท้ 100% และถือเป็น Pain Point ของผู้ซื้อ โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม SASOM มีของสะสมหลากหลายประเภททั้งสินค้ามือ 1 และมือ 2 ให้เลือกกว่า หมื่นรายการ อาทิ รองเท้าผ้าใบ (Sneaker), โมเดลของเล่นสะสมแบร์บริค (Be@rbrick), เสื้อผ้า, กระเป๋า, เครื่องประดับ, นาฬิกา, สเก็ตบอร์ด ฯลฯ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถือเป็นช่องทางการลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

จุดเด่นแพลตฟอร์ม SASOM คือเป็นแหล่งรวบรวมของสะสมรุ่นยอดนิยม รุ่นลิมิเต็ดอีดิชั่นที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก หรือเป็นสินค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและกำลังเป็นที่ความนิยม โดยเฉพาะ Sneaker ที่มีให้เลือกมากมายกว่า 10,000 คู่ ราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาท เช่น Nike, Jordan, Adidas, Yeezy เป็นต้น โมเดลของเล่นสะสม Be@rbrick ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่ม มิลเลเนียล เเละ เจ็น Z ที่มีให้เลือกกว่า 1,000 รายการ, เสื้อผ้าแบรนด์ Supreme รุ่นหายาก โดยสินค้าทุกชิ้นที่ลงประกาศขายจะได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด พร้อมติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อรับประกันและให้ความมั่นใจแก่ผู้ซื้อว่าเป็นของแท้ 100%

“เราพัฒนาแพลตฟอร์ม SASOM เปิดบริการเมื่อปี 2019 เพื่อเป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้ซื้อและผู้ขายของสะสมแบรนด์เนมและสินค้าหายากจากทั่วโลก รวมถึงแก้ไข Pain Points ของผู้ซื้อและผู้ขายของสะสมที่ไม่มีแพลตฟอร์มในประเทศไทยจึงต้องสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งต้องรอการจัดส่งเป็นระยะเวลานานและต้องเสียภาษีนำเข้า รวมถึงผู้บริโภคยังมีความเสี่ยงจากการถูกหลอกซื้อสินค้าลอกเลียนแบบอีกด้วย” นายกษิต กล่าว

SASOM มีบริการก่อนและหลังการขายที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย อาทิ การโปรโมตสินค้า ให้บริการลูกค้าสัมพันธ์ การตรวจสินค้าเพื่อรับประกันของแท้ 100% บริการทำความสะอาดสินค้า ติดแผ่น sole protector เพื่อรักษาสภาพรองเท้า ให้ข้อมูลราคากลางเพื่อประกอบการตัดสินใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และล่าสุดได้พัฒนา Price Chart เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ซื้อและผู้ขายของสะสมที่ต้องการทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวด้านราคาของสะสมแบรนด์ต่างๆ

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาแพลตฟอร์ม SASOM ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและผู้ขายเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดขายสินค้าเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านบาท และวางเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 30 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ โดยจะมุ่งขยายฐานผู้ซื้อและผู้ขายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มนักลงทุนของสะสมในไทยและต่างประเทศ

“เราวางแผนขยายฐานผู้ซื้อและผู้ขายบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังมีแผนจะนำระบบ AR (Augmented Reality) เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า และพัฒนา SASOM ให้เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่อการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ” นายกษิต กล่าว

มอบเครื่องดื่มวิตามินซี “วู้ดดี้ ซี+ ล็อค” สู้ภัยโควิด-19

นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร กรรมการ และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และ กนกกร ใจชื่น ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด เดินทางไปมอบเครื่องดื่มวิตามินซี “วู้ดดี้ ซี+ ล็อค” กลิ่นเลมอน กลิ่นส้ม และกลิ่นมิกซ์เบอรรี่ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง 200% ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลและให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่เขตบางปะกง  อันได้แก่  โรงพยาบาลบางปะกง รับมอบโดยนายแพทย์สุธน คุณรักษา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะกง,  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพิมพา รับมอบโดย นางสาวพรทิพย์ มิ่งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพิมพา  และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา รับมอบโดย คุณหัฎฐริภิม ณมงคลบุญวงษ์ หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อส่งมอบให้เป็นกำลังใจ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีตัวเลขสูงขึ้นทุกวัน ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยในวงกว้างอย่างรวดเร็ว  ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเสียสละความปลอดภัยส่วนตัว และต้องทำงานอย่างเหน็ดเนื่อยเนื่องจากมีผู้ป่วยและผู้ที่เดือดร้อนมาติดต่อขอเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก  บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  ขอเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมของหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางวิกฤติการณ์นี้ โดยขอเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งกำลังใจ ด้วยการส่งมอบเครื่องดื่มวิตามินซี “วู้ดดี้ ซี+ ล็อค” เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ  เราหวังว่ากำลังใจของเราชาวไทยทุกคน จะทำให้พวกเราคนไทยผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ระวัง “มิจฉาชีพ” หลอกขอข้อมูลรับเงินเยียวยาสู้โควิด-19

นางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการรับสิทธิรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนกว่า 3.1 ล้านคน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายครั้งเดียวโดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจะเริ่มโอนเงินรอบแรกในวันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2564 นี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนให้ ทุกวันศุกร์ ของสัปดาห์ถัดไป โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th</a href=”http:>

นอกจากนี้ ขอย้ำเตือนไปยังผู้ประกันตนมาตรา 33 ว่า ขณะนี้พบมิฉาชีพได้จัดทำ google form และส่งข้อความผ่าน SMS ปลอม ไปสอบถามข้อมูล ส่วนตัว เพื่อหลวกลวงให้ผู้ประกันตนแจ้งความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาท และให้กรอกเลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ จนนำไปกดลิงค์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของผู้ประกันตนมาเป็นกลลวง ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ที่มิฉาชีพจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคมจึงขอเตือนให้ผู้ประกันตน โปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชม.

กทม. เปิดสายด่วน 50 สำนักงานเขต เสริมสายด่วน 1330

พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้เร่งดำเนินการค้นหาเชิกรุกเพื่อนำผู้ป่วยโควิด-19 เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องและเพื่อให้การควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กสทช. True, Dtac  AIS และ NT จัดตั้ง“สายด่วนโควิดเขต” เป็นสายตรงถึง 50 สำนักงานเขตๆ ละ 20 คู่สาย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาโดยเร็ว โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะนี้บางเขตเริ่มทยอยให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว และจะดำเนินการให้ครบทั้ง 50 เขตโดยเร็ว ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีผลตรวจโควิดจาก Antigen test หรือ RT- PCR  สามารถโทรติดต่อสายด่วน 1330  หรือสายด่วนของสำนักงานเขตได้ นอกจากการดำเนินการเกี่ยวกับ HI/CI แล้วยังประสานให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในเรื่องอื่นๆ ด้วย โดยสายที่โทรเข้ามาเขตจะบันทึกข้อมูลผู้ป่วยไปที่ระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อให้ สปสช. เป็นผู้แจกจ่ายเคสให้กับทีมที่ต้องเข้าไปประเมินตามลักษณะอาการของผู้ป่วย ส่วนรายที่ต้องเข้าระบบ HI และ CI ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง จะเป็นผู้ดูแล ร่วมกับคลินิกชุมชนอบอุ่นและคลินิกภาคเอกชนที่เป็นเครือข่าย สำหรับหมายเลขสายด่วนของสำนักงานเขตสามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ กรุงเทพมหานครโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์

เริ่มแล้ว! จัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ ถึง รพ.ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้เริ่มทยอยจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ล็อตที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยส่งไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อฉีดเป็น Booster dose (เข็ม ) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19

ด้าน นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กรณีวัคซีนโควิดไฟเซอร์ กล่าวว่า ทั่วประเทศจะได้รับวัคซีนครบทุกจังหวัด เพื่อเร่งฉีดเป็นกระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานด้านหน้า ซึ่งจะมีการทยอยส่งไปให้เบื้องต้น จะส่งไปเป็นจำนวน 50% ของบุคลากรที่ได้ลงชื่อตามความสมัครใจไว้ในแต่ละโรงพยาบาล คาดว่าจะมีการดีเดย์ฉีดพร้อมกันทั่วประเทศใน 2-3 วันนี้ แต่พื้นที่ไหนที่ได้รับวัคซีนแล้ว มีความพร้อมก็สามารถฉีดก่อนได้ทันที ส่วนเรื่องโปร่งใสของข้อมูลการฉีดวัคซีนไฟเซอร์นั้น แต่ละโรงพยาบาลจะสามารถเช็กรายชื่อบุคลากรที่มีความประสงค์รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ได้ ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถตรวจสอบข้อมูลนี้ได้ เพราะทุกโดสที่ฉีดจะต้องมีการรายงานผลเข้ามาที่ MOPH IC ของกระทรวงสาธารณสุข