บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC สาขาโรงงานแม่แตง ร่วมกับหน่วยงานเทศบาลตำบลแม่
ผู้เขียน: Team Korkao
ShopeePay ร่วมจอยรายการใหม่ Food Friday
จากความสำเร็จของ Shopee Live ฟีเจอร์ไลฟ์ตรีมมิ่งที่ครองใจนักช้อปทั่วไทยบนแอปพลิเคชัน Shopee ด้วยยอดวิวมากกว่า 400 ล้านวิวในครึ่งแรกของปี 2564 ‘ShopeePay’ (ช้อปปี้เพย์) ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินผ่าน Mobile Wallet ชั้นนำจาก SeaMoney ขอแท็กทีม ‘Shopee’ ยกระดับความปังของ Shopee Live ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งความบันเทิง ประเดิมด้วย ‘Food Friday’ รายการอาหารน้องใหม่ที่จะพาไปตะลุยเสาะหาของอร่อยๆ ของดี ของเด็ดในแต่ละย่าน มาเสิร์ฟให้ทุกคนถึงมือ พร้อมเอนจอยไปกับเหล่าดาราและเซเลบจาก Shopee Celebrity Club ที่มาชวนช้อปและแจกดีล ShopeePay Vouchers เริ่มต้น 0 บาท[1] ให้ทุกคนอิ่มอร่อยแบบสบายกระเป๋า สามารถติดตามได้แล้วทุกวันศุกร์สุดสัปดาห์ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง Shopee Live บนแอปพลิเคชัน Shopee
ศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้อำนวยการ ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะที่ ShopeePay เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มอีโคซิสเต็มทางดิจิทัลของ Shopee ให้สมบูรณ์ เรามุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการตอกย้ำความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ ทางด้านการเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์มและผู้ใช้งาน ให้ได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ผ่านเครื่องมืออันทรงพลังแห่งยุค อย่าง Shopee Live ที่ปัจจุบันกลายเป็นฟีเจอร์ไลฟ์ตรีมมิ่งยอดนิยม จากกระแสตอบรับล้นหลาม และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับเทรนด์ตลาดยุคใหม่ Live Ecommerce ที่กำลังมาแรง ShopeePay จึงร่วมมือกับ Shopee เปิดรายการ ‘Food Friday’ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิง ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ ผ่านคอนเทนต์ลายแทงร้านอาหารเจ้าเด็ด และแนะนำเมนูดังที่รวบรวมมาไว้ในที่เดียว ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักช้อปสายกินโดยเฉพาะ”
ทุกวันศุกร์ สุขเรื่องกินไปกับ ‘Food Friday’ บน Shopee Live สวรรค์ของสายกินทั้งหลาย ที่แนะนำว่าต้องเตรียมผ้าเช็ดน้ำลายให้พร้อมก่อนดู รับรองความอร่อย โดยเหล่าดาราและเซเลบจาก Shopee Celebrity Club ที่ตบเท้ากันมาอย่างคับคั่ง ประเดิมความอร่อยไปแล้วกับ อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน จากเพจ Mama’s Recipe, นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ จากเพจ Happy Munchy และ แอปเปิ้ล-สีสะเหงียน สีหาราช จากเพจ Team No Cal และอื่นๆ อีกมากมาย
“นอกจากนี้ ShopeePay เล็งเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้บริโภคทั่วประเทศไทย จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน เราขอยืนหยัดเคียงข้างทุกคน ด้วยการเป็นส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพภายในครัวเรือน กับการมอบดีลร้านอาหารในราคาที่เอื้อมถึง และส่วนลดพิเศษต่างๆ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจร้านอาหาร ในการเพิ่มโอกาสทางการขายและสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นผ่านรายการ ‘Food Friday’ รวมถึงสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายรูปแบบใหม่ที่ไร้รอยต่อ ให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกและรวดเร็ว เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม ทั้งผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการและพันธมิตรธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยีการชำระเงิน Mobile Wallet ของ ShopeePay” ศุภวิทย์ กล่าวสรุป
คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ShopeePay ขนสิทธิพิเศษและคูปองส่วนลด มาแจกในรายการ ‘Food Friday’ แบบเต็มแม็กซ์ ไม่ว่าจะเป็น ShopeePay Vouchers เริ่มต้น 0 บาท โดยลูกค้าสามารถซื้อ ShopeePay Vouchers แล้วนำมาสแกนจ่ายแบบไร้สัมผัส ณ หน้าร้านที่ร่วมรายการ อาทิ KFC, McDonald’s, Dairy Queen, Mister Donut, Auntie Anne’s และ Sushi Hiro, โค้ดส่วนลดสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษอื่นๆ ทีสายกินห้ามพลาด[2]
เตรียมฟินไปกับโปรโมชันที่คุ้มค่ากว่า ในรายการ ‘Food Friday’ ติดตามได้ตลอดทั้งวันทุกวันศุกร์ทาง Shopee Live บนแอปพลิเคชัน Shopee ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และโปรโมชันอื่นๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/ShopeePayTH
RAKSA แม่พันธุ์กัญชงเพาะพันธุ์และวิจัยโดย GTG และ ม.ราชภัฏเชียงราย
ปฎิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันธุรกิจกัญชง-กัญชาในประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ต่างๆเพื่อมาเพาะปลูกในประเทศ ซึ่ง บริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป จำกัด (GTG) ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (CRRU) ในการเพาะพันธุ์และวิจัยอย่างถูกกฎหมาย ใช้เวลา 2 ปี ได้เป็น Raksa (รักษา) เป็นแม่พันธุ์กัญชงพิเศษ ที่ผ่านการวิจัยเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ สารอาหาร และอากาศ จนสามารถพัฒนาแม่พันธุ์ที่มีสาร CBD (สารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์สูง) เฉลี่ยทั้งต้นสูงถึง 15.8% นับว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกซึ่งมักมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10% อีกทั้งยังเป็นกัญชงพันธุ์แรกและพันธุ์เดียวในเอเชียที่มีปริมาณ THC (สารที่ส่งผลให้เกิดอาการมึนเมา) ต่ำกว่า 1% จนแทบไม่ส่งผลเลย และยังเป็นแม่พันธุ์กัญชงเหมาะสมกับสภาพอากาศในไทย
นายกฤษณ์ ธีรเกาศัลย์ กรรมการผู้จัดการ GTG กล่าวว่า Raksa (รักษา) ได้รับการพัฒนามาจากสายพันธุ์กัญชาระดับโลกอย่าง Cannatonic ซึ่งได้รับรางวัล High Times Cup ของเนเธอร์แลนด์ ทาง GTG ได้ทำข้อตกลงกับ Jaime Garcia ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการพัฒนาสายพันธุ์และการเพาะปลูก ซึ่งเป็นคนดังแห่งวงการที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกต้องการตัวให้ไปช่วยดูแลและพัฒนาสายพันธุ์แบบ exclusive ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี (ผู้ก่อตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ ‘Resin Seed’ และเป็นบุคคลแรกๆ ที่เริ่มใช้ CBD เพื่อการแพทย์ในยุโรป) แต่ปัจจุบัน GTG สามารถเชิญคุณ Jaime Garcia ให้มาดูแลโครงการในตำแหน่ง Senior Cultivation Director ได้ โดยดูแลควบคุมและพัฒนาคุณภาพของกัญชงให้มีประสิทธิภาพได้อย่างเหนือชั้น
นอกจากจุดเด่นทางสายพันธุ์และบุคลากรแล้ว Raksa ยังปลูกในโรงปลูกมาตรฐานระดับการแพทย์แห่งแรกในไทยที่สามารถทำการปลูกและสกัดสารกัญชงได้แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตทุกขั้นตอนอย่าง GHP (Good Hygiene Practice) อีกทั้งยังอยู่ภายใต้ HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points) และ ISO ซึ่งล้วนเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แถมยังมีขั้นตอนการสกัดด้วยเทคโนโลยี CO2 ที่ทันสมัยและสะอาดที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ Raksa มีใบรับรองผลการวิเคราะห์คุณภาพสินค้า หรือ COA (Certificate of Analysis) ที่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าปราศจากสิ่งเจือปน และมีส่วนประกอบที่คงที่และตามหลักเกณฑ์ทุกประการ
ด้วยคุณภาพที่ได้รับการรับรองทำให้ RaksaCBD เหมาะสำหรับ ธุรกิจอาหาร และยา เครื่องดื่ม เครื่องสำอางค์ สปา ฯลฯ เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยให้ไฟเขียวกับกฏหมายกัญชง ผู้ประกอบการต่างๆ สามารถนำเอาสารสกัดกัญชงไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของตนได้ในปริมาณที่กำหนด ซึ่ง GTG พร้อมเต็มที่ที่จะให้ความร่วมมือกับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อผลิตสารสกัด CBD คุณภาพสูงให้กับผู้ประกอบการทุกท่าน ซึ่งสารสกัด RaksaCBD ของ GTG จากโรงผลิตที่เชียงราย และกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่มากถึง 1,500 และ 3,000 ตร.ม. ทั้งหมดถูกจับจองเพื่อเตรียมส่งมอบให้ถึงมือผู้บริโภคชาวไทยภายในต้นปี 2565 แล้ว ส่วนโรงงานแห่งที่สามยังคงเปิดให้จองผลผลิต โดยมีแผนจะเริ่มการก่อสร้างในช่วงต้นปี 2565 และจะสามารถเริ่มทำการผลิตได้ในช่วงกลางปี 2565 ทั้งนี้ผู้ที่สนใจ สามารถจองผลผลิต RaksaCBD® จากโรงผลิตแห่งที่ 3 กับฝ่ายขายของ GTG ได้ที่ inbox อีเมล [email protected] หรือโทร 02-002-8001 (sale & marketing)
บล็อคฟินท์ ส่งแพลตฟอร์ม Gideon ซื้อขายคาร์บอนเครดิต
บล็อคฟินท์ สนับสนุนภารกิจคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ด้วยการส่งแพลตฟอร์ม energy trading ในชื่อ Gideon ให้กับกลุ่มคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทยได้ใช้งานฟรี โดยมีมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท พร้อมเผยความคืบหน้าการซื้อขายพลังงานโซลาร์ คาดได้เห็นการซื้อขายแบบ P2P ปลายปีนี้แน่นอน
นายสุทธิพงศ์ กนกากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บล็อคฟินท์ จำกัด ฟินเทคสตาร์ทอัพ ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันด้วยเทคโนโลยี Blockchain และเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Gideon กล่าว ถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า “ทางบล็อคฟินท์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริม และพัฒนา ตลาดคาร์บอนภายในประเทศ ด้วยการสนับสนุนแพลตฟอร์ม Gideon สำหรับเป็นเครื่องมือ ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ให้กับกลุ่มเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นค่า แรกเข้า ค่าไลเซ่นส์ ค่า customization หรือค่าดูแลระบบในครั้งนี้ โดยสมาชิกในเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลฯ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตกันได้โดยตรงโดยการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม Gideon ซึ่งจะได้รับ ความสะดวกสบายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องมีหน่วยงานกลางมาทำหน้าที่แต่อย่างใด และเป็นแพลตฟอร์ม ที่ พัฒนาโดยนักซอฟต์แวร์ชาวไทยที่มีความเข้าใจในพฤติกรรมของคนไทย ทำให้ออกแบบ การใช้งานให้มี ลักษณะ User Friendly และง่ายต่อการใช้งาน”
สำหรับแพลตฟอร์ม Gideon เป็นแพลตฟอร์มที่บล็อคฟินท์ได้ออกแบบมา เพื่อใช้ในเรื่องของการซื้อ ขายพลังงานแบบ P2P ที่ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าในลักษณะผลิตเพื่อใช้เองภายในครัวเรือน และประสงค์จะ จำหน่ายพลังงานส่วนเกินจากที่ใช้งานในครัวเรือน ซึ่งสามารถตีมูลค่าได้กว่า 5 ล้านบาท โดยเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าในทุกระดับ แม้แต่ในไซส์ระดับบ้านหรือหมู่บ้าน ที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถ ดีลซื้อขายกันได้โดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน และด้วยคุณสมบัติของ Gideon นั้นจึงสามารถนำมาซื้อ ขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย
โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการ มีส่วมร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชนไทย ได้มีการลงนามในความร่วมมือดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจก (องค์การมหาชน) และองค์กรเอกชนที่เป็นกลุ่มสมาชิกของ ส.อ.ท. เพื่อผลักดันให้เกิดตลาด คาร์บอนภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทย มี โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ปัจจุบันสมาชิกในเครือข่ายที่เข้าร่วมและจะได้ใช้แพลตฟอร์ม Gideon มีกว่า 500 บริษัท/องค์กร ที่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับ ภูมิอากาศ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต และพลังงานหมุนเวียน จะมาตอบ โจทย์การดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อการ ประเมินความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจขององค์กรและบริษัทต่างๆ” นายสุทธิพงศ์ กล่าวปิดท้าย
ทำความรู้จัก.. Roborock S7 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอัจฉริยะ
โรโบร็อค (Roborock) แบรนด์ผู้นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอัจฉริยะ ระดับโลก โดย นายเกริกชัย ตั้งตระกูลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง 1688 จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้รับรางวัลจากโครงการ Product Innovation Award 2021 ที่จัดขึ้นโดยนิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล รางวัลจากผลโหวตให้กับสินค้านวัตกรรมโดยผู้บริโภคทั่วประเทศ เป็นผลให้ Roborock S7 หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปฏิวัติวงการทำความสะอาดพื้นที่ดีที่สุด คว้ารางวัลชนะเลิศสินค้าไลฟ์สไตล์ ประเภทหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอัจฉริยะ จากความพึงพอใจในสินค้าที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน
นายเกริกชัย ตั้งตระกูลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง 1688 จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “บริษัทฯ มุ่งมั่นมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยหวังว่าสินค้าแบรนด์โรโบร็อคจะตอบโจทย์การใช้งานและให้ความคุ้มค่าได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท Beijing Roborock Technology ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำความสะอาดแบรนด์ โรโบร็อค (Roborock) ที่มีทีมวิจัยและพัฒนาทั้งในด้าน Hardware และ Software เป็นของตัวเอง อีกทั้ง Roborock ให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ความทันสมัย และดีไซน์ ทำให้สินค้าใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี มีความคงทน และฟังก์ชั่นครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีมากยิ่งขึ้น”
Roborock S7 หุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้นผิวแบบ 2 in 1 ถูกพัฒนาขึ้นจากปัญหาการทำงานบ้านของคนยุคใหม่ การใช้งานเครื่องดูดฝุ่นฟังก์ชันเดียวโดยไม่สามารถถูพื้นบ้านได้ หรืออาจมีฟีเจอร์สำหรับการดูดฝุ่นและถูพื้นด้วย แต่ยังไม่สามารถถูพื้นได้สะอาดเพียงพอ โรโบร็อค จึงมุ่นเน้นผลิตสินค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด โดยการรวบรวมหลายเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยระดับโลกเข้าไว้ด้วยกันใน Roborock S7 ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอัจฉริยะรุ่นนี้ มีประสิทธิภาพดีขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Sonic Mopping การถูแบบสั่นสะเทือนถึง 3,000 ครั้งต่อนาที และมีเทคโนโลยี Auto-Lifting การยกขึ้นหรือกดลงของฟังก์ชันถู ที่มีแรงกดคงที่ลงบนพื้น 600 กรัมด้วย ช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพในการถูพื้นให้สะอาดมากยิ่งขึ้น, เซ็นเซอร์ PreciSense™ LiDAR Sensor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับของรถยนต์ขับเคลื่อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำเส้นทางได้อย่างแม่นยำสูงสุด ทำให้การดูดฝุ่นและถูพื้นของทุก ๆ พื้นที่ สะอาดล้ำลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมด้วยเทคโนโลยี HyperForce™ Stormer ที่ทำให้สามารถดูดฝุ่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะอาด และดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับแท่นเก็บฝุ่นอัตโนมัติ Auto-Empty Dock ที่เป็นสินค้าที่ใช้คู่กับหุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้นในระยะยาว โดยในอนาคตก็จะสามารถใช้คู่กับรุ่นใหม่ ๆ ได้ด้วย
พิเศษ! เพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริโภคสำหรับผลโหวตให้กับสินค้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้น Roborock S7 ในวันที่ 8 สิงหาคม 2564 นี้ พบกับเซอร์ไพรส์ Live โดย ดีเจพุฒ – พุฒิชัย เกษตรสิน ผ่านช่องทางเพจ Roborock Thailand แนะนำสินค้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้น Roborock S7 และ Roborock Auto-Empty Doc พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษและของแถมพรีเมียมแบบจัดเต็ม อีกทั้งผู้รับชม Live ยังมีสิทธิ์ได้ลุ้นรับของรางวัลใหญ่เป็นเซ็ต Roborock S7 และ Roborock Auto-Empty Dock
ร่วมเป็นเจ้าของนวัตกรรมสุดล้ำสมัยจาก Roborock เเละติดตามข่าวสารโปรโมชันสุดพิเศษอีกมากมาย จากร้าน Roborock Official Store บน Shopee Mall ได้ที่ https://shopee.co.th/roborockofficial_store

HappyFresh ครองตลาด E-Grocery เสริมทุนรอบ Serie D กว่า 2พันล้าน
HappyFresh ซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ ปิดดีลยักษ์ระดมทุน Serie D มูลค่าราว 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 2 พันล้านบาท พร้อมพุ่งทะยานธุรกิจตอกย้ำเจ้าตลาด E-Grocery ด้วยตัวเลขเติบโตขึ้นกว่า 20 เท่า
ล่าสุดจากการระดมทุนรอบ Serie D, HappyFresh ยังคว้ากลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่นำโดย Naver Financial Corporation และ Gafina B.V ตามด้วย STIC, LB และ Mirae Asset จากประเทศอินโดนีเซีย และกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ อย่าง Mirae Asset-Naver Asia Growth Fund และ Z Venture Capital ที่ตบเท้าเข้าร่วมสมทบทุนเพิ่มใน Serie D ทำให้ในรอบนี้ HappyFresh ปิดดีลระดมทุน ได้เกินเป้าที่วางไว้ เหตุนักลงทุนเล็งเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ E-Grocery
โดยวิกฤตการณ์โควิดนั้น นับเป็นตัวเสริมอุปสงค์ให้ธุรกิจ E-Grocery พุ่งทะลุ ทะยานสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยนับเป็นเวลากว่า 18 เดือน ตั้งแต่วิกฤตการณ์โควิด-19 ได้เริ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกต้องปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal) ดัน HappyFresh สู่ผู้นำการให้บริการซื้อและส่งของสดของใช้ออนไลน์ในอาเซียน ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากความต้องการของหลายพันครัวเรือนที่หันมาเลือกใช้บริการ HappyFresh ในการซื้อสินค้าของสดของใช้ อย่างสะดวกและปลอดภัย
นายเกียม ซาการ์ร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงธุรกิจ E-Grocery ที่พุ่งทะยานนี้ว่า “เราตั้งเป้าหมายตั้งแต่เริ่มธุรกิจ เพื่อจะส่งมอบของสดของใช้ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ความทุ่มเทของเราได้พิสูจน์ถึงคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีเลิศ รวมถึงสร้างความไว้วางใจให้กับครัวเรือนต่างๆในทั้ง 3 ประเทศ ว่าทุกคนจะได้รับสินค้าที่สด และมีคุณภาพดีที่สุด และเรายังคงมุ่งมันที่จะให้บริการซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ ที่คัดสรรคุณภาพอันดีเยี่ยม เพื่อลูกค้าของเราเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เราเริ่มต้นธุรกิจ”
ท่ามกลางวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ HappyFresh ยังคงแสดงศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมียอดการใช้งานแอปพลิเคชันและเว็บไซต์จาก 3 ประเทศในปี 2564 ที่เติบโตขึ้นกว่า 20 เท่า รวมถึงยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากลูกค้าใหม่ และลูกค้าเดิม เป็นการสร้างความเชื่อมันให้นักลงทุน และตอกย้ำถึงการเติบโตของตลาดและโอกาสในธุรกิจสินค้าประเภทของสด ของใช้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี
“พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการจับจ่าย ความถี่ในการสั่งซื้อสินค้า และยอดซื้อสินค้าในแต่ละการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ การสั่งซื้อสินค้าส่วนใหญ่ยังมาจากการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ โดย HappyFresh ยังคงพัฒนาแและขยายรูปแบบการชำระเงินเพื่อตอบรับกับวิถีชีวิตใหม่ให้มากขึ้น” นายเกียม กล่าว
อีกทั้งทิศทางธุรกิจออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับรับสถานการณ์โรคระบาด ประกอบกับมูลค่าตลาดค้าปลีก 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1.15 ล้านล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้ล้วนตอกย้ำโอกาสทางธุรกิจของ HappyFresh ที่มีมูลค่ามหาศาล
นอกจากนั้น ตลาด E-Grocery ในเอเชียยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีรายได้ และกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ก็มีการปรับตัว และมีความเข้าใจในการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งบนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันของ HappyFresh ด้วย
ด้าน แผนการลงทุน นายเกียม ได้กล่าวเสริมว่า “HappyFresh ยังคงมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดไปยังพื้นที่ ที่มีศักยภาพอื่นๆ หวังให้ครอบคลุมพื้นที่บริการทั้งหมด โดยยังคงยึดถือคุณภาพ และมาตรฐาน ความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาพนักงาน Personal Shopper และพนักงานขนส่งสินค้า ถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญขององค์กร พวกเขาทำงานอย่างหนักหน่วงและไม่ย้อท้อ เพื่อช่วยเหลือ และตอบสนองความต้องการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าทุกท่าน การลงทุนในรอบ Serie D นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในบทใหม่ขององค์กร เราพร้อมและตื่นเต้นไปกับการเดินทางครั้งนี้” ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา HappyFresh ได้ขยายตำแหน่งงานมากขึ้นกว่านับพันตำแหน่ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น
“เรายังคงมุ่งเน้นการให้บริการด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันดีเยี่ยม พร้อมกับการใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นสำคัญ นอกจากนั้น เราพร้อมที่จะขยายพื้นที่ให้บริการร่วมกับพันธมิตรธุรกิจค้าปลีกที่เรามี ในทุกประเทศ ด้วยระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพของเรา พร้อมกับพัฒนาประสิทธิภาพด้านการขนส่ง การควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างประสบการณ์การสั่งซื้อที่ดีให้กับลูกค้า สำหรับ HappyFresh เรามุ่งหวังที่จะจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าในสภาพที่สดใหม่ และรวดเร็วที่สุด และแน่นอนว่า ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงประสบการณ์การสั่งซื้อของสด ของใช้ ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย” นายเกียมกล่าวเพิ่มเติม
นายเดวิด ลิม กรรมการผู้จัดการ HappyFresh ประจำประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “HappyFresh ยังคงมุ่งพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ลูกค้า และรักษามาตรฐาน ความปลอดภัยของทุกการสั่งซื้อแม้ในช่วงวิกฤติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่าน QR code พร้อมเพย์ หรือการขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย ของสินค้าให้ครอบคลุมกับความต้องการของคนไทย”
“ในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ เราได้เตรียมการขยายพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุมทั่วทั้งกรุงเทพฯ เพื่อตอบรับความต้องการของครัวเรือน และสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกครอบครัวจะสามารถเข้าถึง บริการสั่งซื้อและรับสินค้าที่บ้านได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังมีแผนขยายพื้นที่ให้บริการ HappyFresh ไปยังจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่า HappyFresh เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือ ให้ทุกครอบครัว สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้”
HappyFresh ยังคงพัฒนาประสบการณ์การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ การใช้งานบนแพลตฟอร์ม และการเพิ่มจำนวนสินค้าให้มีความหลากหลาย ทั้งนี้เพื่อให้บริการ HappyFresh สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ทุกครัวเรือนมากยิ่งขึ้น
“ด้วยทีมบริหารมืออาชีพ และรูปแบบการให้บริการที่แตกต่าง HappyFresh แสดงถึงศักยภาพขององค์กรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นอกจากนั้นเรายังมั่นใจว่ารูปแบบการใช้งานที่ง่ายและสะดวก ประกอบกับมาตรฐาน ความปลอดภัยจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายซ้ำ และความภักดีต่อแบรนด์ รวมทั้งจะเป็นแรงผลักให้ HappyFresh เป็นผู้นำในตลาดในระยะยาว” นายปีเตอร์ นา, Director of Southeast Asia Investments ผู้ร่วมทุนจาก Naver และ กรรมการบริหาร HappyFresh ได้กล่าวไว้
ฟู้ดดีฮับ ชูโรงอาหารสายสุขภาพเจาะ ‘แพลนต์เบส’ รับเมกะเทรนด์อาหารโลก
ฟู้ดดีฮับ จับเมกะเทรนด์อาหารด้านสุขภาพ เผยทั่วโลกหันมาบริโภคอาหารกลุ่ม ‘แพลนต์เบส’ เพิ่มขึ้นส่งผลมูลค่าตลาดทั่วโลกเติบโต คาดปี 2567 โต 10% มีมูลค่าถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ระบุเฉพาะตลาดเนื้อจากพืชเติบโตถึง 20 % มูลค่า 900 ล้านบาท ลุยทำตลาดในประเทศ ส่งเมนู ‘แพลนต์เบส’ เอาใจผู้บริโภคสายรักสุขภาพ สอดรับกับกระแสการดูแลสุขภาพในช่วงการแพร่ระบาดโควิด พร้อมส่งโปรส่วนลดพิเศษมอบให้กับลูกค้าผู้ชื่นชอบอาหารประเภท ‘แพลนต์เบส’ และจัดโปรชุดบัดดี้ เสิร์ฟให้กับลูกค้าซีฟู้ดเลิฟเวอร์ตลอดเดือนสิงหาคมนี้
นายชัยพัฒน์ คุณาภิวัฒน์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทย ฟู้ดดีฮับ (FoodDeeHub) ภายใต้กลุ่มบริษัท สยาม คานาเดี่ยน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและส่งออกอาหารแช่แข็งระดับพรีเมี่ยมมากว่า 34 ปี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างแนวคิดการบริโภคอาหารของผู้บริโภคยุคปัจจุบันบนมาตรฐานใหม่ (New Normal) และนำไปสู่เมกะเทรนด์ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) เป็นการนำเสนออาหารจากโปรตีนทดแทนใหม่ๆ (New Protein Source) รวมทั้งโปรตีนจากพืช หรือแพลนต์เบส (Plant-Based Food) ซึ่งผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย เพื่อมาทดแทนเนื้อสัตว์ ขณะนี้ถือว่าได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มมากขึ้น ตามกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยสูง เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดี รวมทั้งยังให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
“ปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น (Health-Conscious) ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาหารทางเลือกแนวใหม่ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ และอาหารแพลนต์เบส เป็นหนึ่งใน เทรนด์อาหารสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ด้วยปัจจัยทางด้านรสชาติที่มีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ และทำมาจากพืชเป็นหลัก จึงเหมาะกับการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ” นายชัยพัฒน์ กล่าว
สำหรับอาหาร “แพลนต์เบส” (Plant-Based Food) หรือนวัตกรรมอาหารที่ให้โปรตีนจากพืช เกิดขึ้นมาในประเทศไทยได้ราว 2 ปีเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้ทานมังสวิรัติ (Vegetarians) กลุ่มผู้ทานอาหารวีแกน (Vegans) และผู้คนที่ทั่วไปที่ต้องการลดการทานเนื้อสัตว์ในบางโอกาส (Flexitarians) ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ต้องการการใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ อีกทั้งยังถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตที่สูง โดยมีปัจจัยบวกจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ และมีผู้ประกอบการเข้ามาทำตลาดนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีกับผู้บริโภคที่จะได้มีกลุ่มอาหารที่หลากหลายให้ได้เลือกรับรับประทาน จากข้อมูลการสำรวจตลาดผลิตภัณฑ์แพลนต์เบสในประเทศไทยยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor และ Allied Market Research ระบุมูลค่าตลาดอาหารแพลนต์เบส (Plant-based Foods) ในปี 2562 มีมูลค่าอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% นอกจากนี้ยังระบุว่าเฉพาะตลาดเนื้อสัตว์จากพืช หรือ Plant-based Meat เติบโต 20% หรือเท่ากับ 900 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจากการเข้ามาของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็กในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ตลาดเติบโตขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของ “ฟู้ดดีฮับ” ในฐานะศูนย์กลางจำหน่ายอาหารแช่แข็งพร้อมปรุงและพร้อมทานระดับพรีเมี่ยมออนไลน์ เรามีผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งพร้อมปรุงและพร้อมทาน 5 กลุ่มด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มอาหารเนื้อจากพืช (Plant-Based Food) หรือ “แพลนต์เบส” ปราศจากเนื้อสัตว์ แต่ให้รสสัมผัสเหมือนทานเนื้อจริง ภายใต้ แบรนด์ Meatoo (มีทู) ซึ่งปัจจุบันอาหารในกลุ่มนี้ยังมีอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน (Ready to Cook and Ready to Eat) อาทิ
· หมูกรอบ (ไร้หมู)
· ซี่โครงหมู (ไร้หมู)
· ปลาเค็ม (ไร้ปลา)
· ทอดมันปลา (ไร้ปลา)
· ลูกชิ้นกุ้ง (ไร้กุ้ง)
· เมนูข้าวหอมมะลิกะเพราหมู (ไร้หมู)
· ข้าวไรซ์เบอร์รี่กะเพราไก่ (ไร้ไก่)
· เบอร์เกอร์เนื้อ (ไร้เนื้อ)
ที่สำคัญ “ฟู้ดดีฮับ” เป็นรายแรกในประเทศไทย ที่เลือกใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีใยอาหารสูงและอุดมไปด้วยวิตามินในเมนูอาหารพร้อมทานแพลนต์เบส อีกทั้งเป็นรายแรกๆที่สร้างสรรค์เมนูอาหารพร้อมทานแพลนต์เบสที่ปราศจากผงชูรส (no MSG added) และใช้ “ไก่ชิ้นแพลนต์เบส” เป็นวัตถุดิบหลักในเมนูข้าวไรซ์เบอร์รี่กะเพราไก่ (ไร้ไก่) แทนไก่สับแพลนต์เบส ซึ่งเห็นได้โดยทั่วไปตามท้องตลาด
ดังนั้นผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มแพลนต์เบสของ “ฟู้ดดีฮับ” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ผู้ที่ทานอาหารทดแทนเนื้อสัตว์เป็นประจำ เช่น กลุ่มผู้ทานอาหารวีแกน (Vegans) ผู้ทานอาหารมังสวิรัติ (Vegetarians) และกลุ่มคนที่ลดการทานเนื้อสัตว์ในบางโอกาส (Flexitarians) รวมถึงผู้บริโภคทั่วไปที่สนใจทดลองความแปลกใหม่ของอาหารแพลนต์เบสอีกด้วย
นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสแล้ว ฟู้ดดีฮับ ยังมีอาหารแช่แข็งพรีเมี่ยมในกลุ่มอื่นๆ อีก อาทิ
· อาหารทะเลสดแช่แข็ง (Frozen seafood) แบรนด์ Natural Coast ได้แก่ ปลาแซลมอน หอยเชลล์ยักษ์ กุ้ง ปลาหมึก ปลาดอรี่ เนื้อหอยลายปรุงสุก ปูนิ่ม วากาเมะ ปลาหิมะสเต็ก เป๋าฮื้อเทียมไต้หวัน
· ปลาไหลย่างซอสคาบายากิหรืออูนาหงิ (Unagi) ปลาแซลมอนรมควัน และไข่หอยเม่น (Uni) และ ปลาคอด (Cod)
· กลุ่มเบเกอรี่แช่แข็ง (Frozen Bakery) แบรนด์ Club Gourmet เมนูช็อกโกแลตลาวาเค้ก (Chocolate Lava Cake) และ ทิรามิสุ (Tiramisu)
· กลุ่มอาหารทานเล่น (Food for Fun, Food for Family) เช่น ซาลาเปา ขนมจีบ ฮะเก๋า ถุงทอง ทอดมันกุ้ง เกี๊ยวซ่าไก่ ฯลฯ
· กลุ่มเนื้อสัตว์ยอดนิยม ภายใต้แบรนด์ Foodicio (ฟูดิชิโอ้) อาทิ น่องเป็ดเยอรมัน อกเป็ดรมควัน และเนื้อวัวคัดพิเศษนำเข้า อาทิ เนื้อวากิวสันนอก (Wagu Striploin) เนื้อวากิวริบอาย (Wagu Ribeye) เนื้อกราสเฟตสันนอก (Grass Fed Striploin) และเนื้อกราสเฟตริบอาย (Grass Fed Ribeye)
ล่าสุดฟู้ดดีฮับ เอาใจกลุ่มลูกค้าสายรักสุขภาพส่งโปรโมชั่นประจำเดือนสิงหาคมนี้ รับส่วนลด 25% เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเนื้อจากพืช ภายใต้แบรนด์ MEATOO ทั้งหมด และโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าสายรักอาหารซีฟู้ด ซื้อชุดบัดดี้ ชุดเซ็ตอาหารทะเลสุดคุ้ม ในราคาเหมาเพียง 555 บาท อาทิ
· ชุดบัดดี้#1 ปลาแซลมอนชิ้นกับหอยเป๋าฮื้อสไลซ์
· ชุดบัดดี้#2 ปลาแซลมอนชิ้นกับหอยแมลงภู่แคนาดาปรุงสุก
· ชุดบัดดี้#3 ปลาแซลมอนชิ้นกับหอยเชลล์อเมริกายักษ์ ขนาด 10/20
· ชุดบัดดี้#4 ปลาแซลมอนชิ้นกับปูนิ่ม
ทั้งนี้ โปรโมชั่นพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านทางช่องทาง Shopee ( https://shopee.co.th/fooddeehub) หรือ สั่งซื้อกับแอตมินของฟู้ดดีฮับผ่านทางเฟซบุ๊คหรือไลน์ (FB/LineOA: @fooddeehub) เท่านั้น ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทางเว็บไซต์ https://www.fooddeehub.com/ และเพจเฟซบุ๊ค
“สำหรับการเข้ามาในตลาดอาหาร “แพลนต์เบส” (Plant-Based Food) ของฟู้ดดีฮับ เรามองว่า การแข่งขันทางการตลาดจะเป็นเรื่องรอง แต่ความต้องการที่นำเสนอความหลากหลายของสินค้าเป็นเรื่องหลัก เพื่อทำให้ผู้บริโภคในยุคนี้มีทางเลือกในเรื่องของอาหารการกินได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราได้ทุกกลุ่ม โดยความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ของ “ฟู้ดดีฮับ” มุ่งเน้นที่เสิร์ฟอาหารคุณภาพระดับพรีเมี่ยมจากทั่วโลก และคัดสรรสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้ทุกท่านได้เลือกจับจ่ายสินค้าคุณภาพที่มีความหลากหลาย ตรงทุกความต้องการจากที่เดียว ตามสโลแกน “อร่อย ครบ จบ ที่ฟู้ดดีฮับ” นายชัยพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
SWC ส่งทีโพล์ โปรเฟสชั่นแนล รุกตลาด B2B
บมจ.เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) หรือ SWC ส่งแบรนด์ ‘ทีโพล์ โปรเฟสชั่นแนล’ รุกขยายธุรกิจตลาดองค์กร (B2B) ชูเป็นผู้ให้บริการ‘Total Cleaning Solution” จับมือพันธมิตร บริษัททำความสะอาดชั้นนำ ที่มั่นใจเลือกใช้ทีโพล์ โปรเฟสชั่นนอล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดครบวงจร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป ผลิตภัณฑ์ดูแลและรักษาพื้น และน้ำยาฉีดพ่นฆ่าเชื้อ Covid – 19 ที่มีประสิทธิภาพการใช้
กลุ่มมิตรผล ช่วยเหลือสังคมในวิกฤติโควิด-19 ต่อเนื่อง
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ กลุ่มมิตรผล ที่ยืนเคียงข้างและช่วยเหลือคนไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรกในปี 2563 จนถึงวันนี้ที่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นกังวล โดยกลุ่มมิตรผล ได้ผนึกความร่วมมือกับ พาเนล พลัส บริษัทในเครือที่ผลิตวัสดุทดแทนไม้ ผลิตและส่งมอบเตียงสนามไม้อย่างเร่งด่วน พร้อมมอบเงินสนับสนุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ และปรับปรุงสถานที่สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในจังหวัดราชบุรีผ่าน “กองทุนมิตรผล-บ้านปู รวมใจช่วยไทย สู้ภัย COVID-19” รวมมูลค่ากว่า 3,300,000 บาท
โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ จัดตั้งขึ้นที่อาคารอัคคธัมมสถาน ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนา วัดเขาวัง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นับเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 5 ของอำเภอเมือง และแห่งที่ 8 ของจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด สามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 400 เตียง และยังสามารถขยายเพิ่มเป็น 500 เตียงได้ หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ได้เตรียมพร้อมและเปิดรับผู้ป่วยเข้ามาดูแลตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวถึงการมอบเตียงสนามในครั้งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลภายใต้การดำเนินงานของกองทุนมิตรผล-บ้านปูฯ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการมอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ ด้วยการทำงานที่รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด ในส่วนของโรงพยาบาลสนามจังหวัดราชบุรีแห่งนี้ ภายหลังจากเห็นยอดผู้ติดเชื้อของจังหวัดที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน เพราะความเป็นอยู่และการดูแลผู้ติดเชื้อเป็นเรื่องสำคัญ โดยได้หารือกับทางจังหวัดราชบุรีไม่นาน ก็ตัดสินใจให้การสนับสนุน และให้ทางจังหวัดดำเนินการได้เลย โดยจากการทำงานร่วมกัน ทำให้โรงพยาบาลสนามเตรียมพร้อมเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ แข่งกับเวลาและจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน”
อัมพร กาญจนกำเนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาเนล พลัส จำกัด กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่นี้ เป็นการแพร่ระบาดที่รวดเร็วและส่งผลกระทบต่อสังคมไทยเป็นวงกว้าง รวมถึงผู้ติดเชื้อก็ขาดแคลนเตียงในการรักษา ทำให้ต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นทั่วประเทศ บริษัท พาเนล พลัส จำกัด ในฐานะของผู้ผลิตวัสดุทดแทนไม้ มองเห็นว่าธุรกิจของเราสามารถช่วยเหลือสังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลานี้ได้ เราจึงได้คิดค้นและต่อยอดการผลิตแผ่นไม้สู่การผลิตเตียงสนามที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ป่วย ยึดหลักความแข็งแรง ทนทาน ประกอบเร็ว
โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที สามารถเช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมเพราะผลิตจากวัสดุธรรมชาติ โดยเราได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และร่วมกับกลุ่มมิตรผลในการมอบให้กับโรงพยาบาลสนามในหลายจังหวัดไปแล้วกว่า 1,000 เตียง ได้แก่ จังหวัดสงขลา สมุทรสาคร สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ และล่าสุดที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเราหวังว่าเตียงสนามไม้ที่เราได้ตั้งใจผลิตเพื่อมอบให้โรงพยาบาลสนาม จะมีส่วนช่วยให้ผู้ติดเชื้อและผู้ที่รอเตียงก้าวผ่านความยากลำบากในครั้งนี้ไปได้”
กลุ่มมิตรผล ยังคงตั้งปณิธานที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมไทย และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ ผ่านกองทุนมิตรผล-บ้านปูรวมใจช่วยไทย สู้ภัย COVID-19 ในการกระจายความช่วยเหลือที่รวดเร็ว เข้าถึง อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความหวังว่าจะประเทศไทยจะกลับมาปลอดภัยและสามารถก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด

“ไทยแลนด์” ชาติแรกของโลกที่ได้แชมป์ บาคาร์ดี เลกาซี สองปีซ้อน!
เมื่อปี 2019 บาร์เทนเดอร์ชาวไทย หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ คือตัวแทนประเทศไทยผู้เดิ
ป๊อก-ประภากร คงหลี คือ ตัวแทนบาร์เทนเดอร์ชาวไทย จาก Find The Locker Room ค็อกเทลบาร์ย่านทองหล่อ ผู้ชนะระดับโลกคนล่าสุดด้
“ถ้าผมเป็นนักแต่งเพลง ผมก็อยากเขียนเพลงให้ลูกสาวผม แต่ในเมื่อผมเป็นบาร์เทนเดอร์ ผมก็อยากสร้างสรรค์ค็อกเทลแก้
ในด้านของ โมนิกา เบิร์ก (Monica Berg) หนึ่งใน 4 กรรมการรอบ Global Finals ได้เผยถึงความประทับใจในดริ้งค์ Out of Sight ของ ป๊อก ว่า “ฉันชอบการที่ ประภากร เชื่อมโยงส่วนผสมเครื่องดื่มเข้
ในส่วนของรางวัลที่ ประภากร จะได้รับนั้น BACARDÍ จะให้การสนับสนุนอาชี
BACARDÍ Legacy Cocktail Competition เป็นหนึ่งในการแข่งขันทำค็
