ศุภาลัย เจาะตลาดอสังหาฯ ออสเตรเลีย โชว์ครึ่งปีแรกยอดสัญญาและยอดโอนฯทะลุ 3,500 ล้าน

ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการ บมจ.ศุภาลัย และผู้ดูแลโครงการในประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ในภาวะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงสั่นสะเทือนเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยและส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ถึงอย่างนั้นโครงการต่างๆที่ศุภาลัยได้ลงทุนในประเทศออสเตรเลียยังคงมีผลประกอบการดีเยี่ยม โดยครึ่งปีแรกของปี 2564 ตัวเลขยอดสัญญาและยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการศุภาลัยในออสเตรเลียเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563

กล่าวคือยอดสัญญาครึ่งปีแรกของปี 2564 คิดเป็น 3,525.9 ล้านบาท เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2563 อยู่ที่ 561.5 ล้านบาท โดยศุภาลัยมีโครงการที่สร้างรายได้ให้บริษัทฯ อย่างสูงถึง 3 โครงการจากทั้งหมด 11 โครงการ คือ Balmoral Quay, New Haven และ Katalia และคาดหวังว่าทั้ง 3 โครงการนี้จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อกิจการของบริษัทฯในประเทศออสเตรเลียต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 และปี 2565

โครงการ Katalia เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง บมจ.ศุภาลัย กับบริษัท Stockland ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย โครงการนี้มีทุนเรือนหุ้นประมาณ 2,500 ล้านบาท เพิ่งเปิดขายไปเมื่อไตรมาส 4 ของปี 2563 และสามารถทำยอดขายในอัตราต่อเดือนที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานของออสเตรเลีย
ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในครึ่งปีแรกของปี 2564 มีมูลค่า 1,726.4 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 อยู่ที่ 767.6 ล้านบาท โดยโครงการ Gen Fyansford ซึ่งจัดสรรที่ดินบนทำเลเหมืองหินปูนเดิม ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมือง Geelong ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Melbourne มียอดโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด บมจ.ศุภาลัยเชื่อมั่นว่าโครงการต่างๆในประเทศออสเตรเลียจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในด้านรายได้ที่จะทำให้บริษัทฯบรรลุเป้าหมายด้านผลประกอบการที่ตั้งเอาไว้ในปี 2564 นี้

ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ ร่วมวิจัยเทคโนโลยีและพัฒนาระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม

ศูนย์สร้างนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ แห่งแรกในประเทศไทย ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ScII) ว่าด้วยความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างนิสิต สตาร์ทอัพ ตลอดจนธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ทัส จำกัด นายฟรานซิส ชาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ทัส จำกัด และศาสตราจารย์ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย กรรมการ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ อันเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา

ความร่วมมือระยะเวลา 5 ปีนี้ มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ระบบนิเวศด้านนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลใหม่ ๆ รวมไปถึงการริเริ่มโครงการวิจัยและการบ่มเพาะธุรกิจร่วมกัน ใน 3 สาขา ได้แก่ 1. เทคโนโลยีใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์และอื่น ๆ 2. การผลิตขั้นสูงและกระบวนการทำงานในภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยทรานฟอร์มระบบการทำงานสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาทรัพยากรบุคคล อาทิ งานวิจัยและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะในหลากหลายสาขา เช่น การเป็นผู้ประกอบการ การบริหารจัดการ และอื่นๆนอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะสำรวจโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือและการสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจที่กำลังสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต ภายใต้บ่มเพาะโดย ScII และ/หรือทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ อีกด้วย

สืบเนื่องจากความร่วมมือในครั้งนี้ นิสิตจากสถาบันฯ มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการฝึกงานกับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ เพื่อนำความรู้และทักษะต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โดยนิสิตจะได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้จากปัญหาที่พบเจอในภาคส่วนอุตสาหกรรม จนสามารถวิเคราะห์ ทำความเข้าใจปัญหา ตลอดจนนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้บริษัทนำไปพิจารณาปรับปรุงและต่อยอดได้ นอกจากนี้ ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ จะให้บริการพื้นที่ทำงานในศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมแก่นิสิตจากสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการพิเศษของ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้รับการบ่มเพราะโดยสถาบันฯ อีกด้วย ซึ่งทั้งนิสิตและสตาร์ทอัพจะได้รับประโยชน์จากบริการบ่มเพาะธุรกิจหลากหลายรูปแบบที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ  รวมถึงบริการเพื่อการขยายธุรกิจ (Soft Landing) หรือโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพอื่น ๆ ที่ ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ พร้อมให้บริการแก่สมาชิกที่มาใช้บริการ

รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดี ด้านการวางและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรมและพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในระหว่างพิธีลงนาม ว่า “การจับมือกันของทั้งสามฝ่ายในวันนี้ นอกจากจะตอกย้ำวิสัยทัศน์และเป้าหมายอันแน่วแน่ของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และทัสโฮลดิ้งส์ แล้ว ยังสอดคล้องกับการพัฒนาหลักสูตรความเชี่ยวชาญของสถาบันฯ ที่สร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมืออันทรงคุณค่าร่วมกับพันธมิตร อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อแวดวงการศึกษา ตลอดจนสังคมไทยและจีนอีกด้วย การร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการแบ่งปันทรัพยากรทางวิชาการ การฝึกอบรม โครงการแลกเปลี่ยน  การฝึกงาน รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอันยั่งยืน เกิดเป็นธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างคุณค่าสู่สังคม ภายใต้เป้าหมายในการยกระดับประเทศให้พร้อมแข่งขันในระดับเอเชียแปซิฟิกต่อไป”

ศาสตราจารย์ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นการปูรากฐานที่แข็งแกร่งในด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษา เหล่าพันธมิตร และอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในสายธุรกิจ การบริหารจัดการ และปัญญาประดิษฐ์ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตชั้นปีที่ 3 หลายคนได้รับโอกาสในการฝึกงานภาคฤดูร้อนเป็นเวลาสองเดือนกับดับบลิวเอชเอ ทัส รวมถึงดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป อีกด้วย

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมของไทยกำลังอยู่ในยุคของการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ ได้มีโอกาสสนับสนุนสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและความสามารถที่จำเป็นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การพลิกโฉมให้การทำงานในโรงงานและสำนักงานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งระบบ เราหวังว่าความร่วมมือกับสถาบันฯ ในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมทั้งส่งเสริมโครงการนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมั่นคง

นายเสี่ยวเว่ย หม่า ประธานบริหาร บริษัท ทัสโฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะบริษัทชั้นนำด้านการให้บริการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศจีน ทัสโฮลดิ้งส์ มุ่งมั่นแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและประสานความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ตลอดจนสถาบันการศึกษา องค์กร และภาคส่วนอื่น ๆ เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย เรามุ่งหวังที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสร้างระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างจีน ไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไป

Kabuto 22 มอบข้าวกล่อง ส่งกำลังใจผู้ติดเชื้อโควิด-19

ร้านอาหารญี่ปุ่น Kabuto 22 (คาบูโตะ สองสองนำโดย เชฟก๊อฟ นายปริญญา สายทิพย์ (แถวแรก บุคคลที่ จากซ้าย) และ นางนิตยา สายทิพย์ เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่Kabuto 22 (คาบูโตะ สองสอง(แถวแรก บุคคลที่ จากซ้าย) ร่วมกับ บริษัท จาโกต้า บราเดอร์ส เทรดดิ้ง จํากัด และ บริษัท เจเอฟซี ประเทศไทย จำกัด สนับสนุนวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ส่งมอบข้าวกล่องจำนวน 175 กล่อง และหน้ากากอนามัยจำนวน 100 แพ็ค เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ติดเชื้อไวรัส โควิด-19  โดยมีนางเยาวรัตน์ คู่วิรัตน์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา (ถวแรก บุคคลที่ จากซ้าย)  และ นายรุ่งรัตน์ ทรงพลวารินทร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา(แถวแรกบุคคลที่ จากซ้าย) เป็นผู้รับมอบ ณ  ศูนย์พักคอยรอเตียง องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา โรงเรียนสุเหล่าบางกะสี      จ.สมุทรปราการ

โควิดดัน INSET ธุรกิจ Data Center – Cloud พุ่งกระฉูด

บมจ.อินฟราเซท (INSET) รายงานกำไรไตรมาส2/2564 แตะ 37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากงวดเดียวกันปีก่อน เดินหน้าทยอยรับรู้งานในมือที่ตุนไว้แล้วกว่า 1,880 ล้านบาท พร้อมรับผลดีจากสถานการณ์โควิด-19 หนุนกระแส Work from Home มาแรงดันความต้องการใช้ ธุรกิจ Data Center – Cloud พุ่งกระฉูด ฟาก”ศักดิ์บวร พุกกะณะสุต” ระบุแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังสดใส เตรียมลุ้นผลงานใหม่ที่ยื่นไปแล้ว 4-5 โครงการมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท สนับสนุนผลงานปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20% 

นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินฟราเซท หรือ INSET เปิดเผยว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส2/2564 บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิเท่ากับ 30 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากงวดเดียวกันมีรายได้รวมเท่ากับ 309 ล้านบาท

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 60 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิเท่ากับ 50 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีรายได้รวมเท่ากับ 530 ล้านบาท

ปัจจัยที่สนับสนุนให้มีกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทฯทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ(backlog) ที่ตุนไว้กว่า 1,880 ล้านบาท แบ่งเป็นงานประเภทต่างๆประกอบด้วย งานโครงข่ายโทรคมนาคม (เสา สาย) Data Center และงานซ่อมบำรุงและบริการ (Recurring Income)

ขณะที่ธุรกิจ Data Center และ Cloud ซึ่งมีความต้องใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามเทรนด์ของโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการในระบบออนไลน์ต้องเร่งขยายพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกระแส Work from Home ที่มาแรงในปัจจุบัน

“การดำเนินธุรกิจในครึ่งแรกของปีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และคาดว่าแนวโน้มครึ่งปีหลัง น่าจะยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ Data Center และ Cloud เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้ายื่นประมูลงานใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือให้สูงขึ้น ถือเป็นการสร้างแหล่งรายได้ในระยะยาว”

กรรมการผู้จัดการ กล่าวอีกว่าปัจจุบัน บริษัทฯได้เข้าประมูลงานใหม่เพิ่มอีก 4-5 โครงการ มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการประกาศผลการประมูลในเร็วๆนี้ ซึ่งจากการประเมินผลงานที่ผ่านมา บริษัทฯมีโอกาสที่จะได้รับงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นมั่นใจว่าผลงานในปี 2564 จะสามารถเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ในระดับ 20%  

PRAPAT มอบเจลแอลกอฮอล์ ป้องกันโควิด-19

นางสาวสิริวรรณ พวงสว่าง (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้จัดการแผนกบิวดิ้งแคร์ บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ส่งมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ได้แก่ แฮนดี้ เซฟี่ เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ขนาด 3.8 ลิตร จำนวน 40 แกลลอน และมาโนแอคทีฟ แฮนดิการ์ด แอลกอฮอล์น้ำฆ่าเชื้อ ขนาด 280 มล. จำนวน 100 ขวด ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นำไปบริจาคให้กับวัดและโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับให้พระภิกษุ-สามเณรและนักเรียนใช้ดูแลสุขอนามัย ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมี  ผศ.พจนารถ บัวเขียว (ที่ 4 จากซ้าย) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นผู้รับมอบ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

MTC ร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 มอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบเงิน จำนวน 110  ล้านบาท จาก นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร และ ดาวนภา เพชรอำไพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เพื่อสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ให้กับโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์  เพื่อสู้ภัยโควิด-19  ประกอบด้วย สถาบันบำราศนราดูร  โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์  โรงพยาบาลศิริราช ,  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ,  โรงพยาบาลในจังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร 10 แห่ง งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

แชร์ ซังซัง แชร์ความรู้สึกให้คนที่คุณรัก ลุ้นรับกิ๊ฟท์เซ็ท

“ซังซัง” นมถั่วเหลืองคั้นสด ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองจากประเทศแคนาดา รสชาติอร่อย หอมมัน และมีน้ำตาลน้อยกว่า 2% ชวนมาร่วมส่งความรัก ความคิดถึง ความห่วงใยให้กัน ผ่านช่องทางโซเชียลในกิจกรรม “แชร์ซังซัง แชร์ความรู้สึกให้คนที่คุณรัก” ลุ้นรางวัลกิ๊ฟท์เซ็ทซังซัง พร้อมตุ๊กตาน้องซังซังคละแบบ 15 รางวัล เพียงถ่ายรูปซังซังเเบบกล่องหรือขวด และใส่แคปชันแสดงความรักความห่วงใยให้กำลังใจตามสไตล์คุณ โพสต์ลงในโซเชียลของตนเอง ติด #ซังซัง #SangSang #SangsangSoymilk พร้อมแท็กคนที่คุณห่วงใย ตั้งค่าเป็นสาธารณะ จากนั้นเเคปรูปโพสต์นำมาคอมเม้นต์ใต้กิจกรรมนี้

ระยะเวลาร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค. 64 ตัดสินผู้ได้รับรางวัลจากคนที่ทำตามกติกาพร้อมรูปและเหตุผลที่โดนใจที่สุด โดยประกาศผลวันที่ 5 ก.ย. 64 ยืนยันสิทธิ์ภายในวันที่ 10 ก.ย. 64 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://bit.ly/3rOfSIA

ติดตามรายละเอียดความอิ่มอร่อยสุขภาพดีและกิจกรรมอื่นๆ ของซังซังได้ทาง FB : SangSang และ Line : @SangSangSoymilk

โครงการ Go Green Sandbox เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ โชว์ไอเดียจัดการขยะ

บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับSchool of Changemakers เปิดเวทีออนไลน์โครงการ Go Green Sandbox ครั้งแรกกับการ Pitching ผ่านระบบออนไลน์ นำเสนอไอเดียเกี่ยวกับการจัดการขยะ จาก 10 ทีมสตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคัดสรรเหลือเป็น 5 ทีมสุดท้าย รับเงินทุนตั้งต้น สูงสุด 20,000 บาทต่อทีม เพื่อนำเอาไอเดียต้นแบบมาทดลองจริง ณ สำนักงานของ  อลิอันซ์ อยุธยา โดยตลอดระยะเวลา 6 เดือน ทุกทีมจะได้รับการพัฒนาและเรียนรู้ พร้อมไปกับโค้ชที่ปรึกษาและโค้ชอาสาสมัครประจำทีมที่ เป็นพนักงาน อลิอันซ์ อยุธยา

การนำเสนอไอเดียจะเกิดขึ้นผ่านการไลฟ์สดในวันพุธ 11 สิงหาคม 2564 เวลา 17.00 น. ผ่านช่องทาง FB LIVE : Humans of Allianz Ayudhya ตลอดการไลฟ์ นอกจากผู้ชมจะได้รับฟังไอเดียจาก 10 ทีมสตาร์ทอัพแล้ว ยังมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับรางวัลรักษ์โลก มูลค่ากว่า 100,000 บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ https://bit.ly/3tZOFCe

วัตสัน ตั้งเป้าชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,250 ตัน

วัตสัน ร้านค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามภายใต้ เอ.เอส.วัตสัน กรุ๊ป (A.S. Watson Group) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการช่วยลดปัญหาความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ ด้วยการตั้งเป้าหมายชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2,250 ตัน เพื่อให้ลูกค้าของวัตสัน Look Good. Do Good. Feel Great โดยวัตสันจะมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากทุกยอดการซื้อสินค้าในหมวด Sustainable Choices ที่จำหน่ายเฉพาะในร้านวัตสันเท่านั้น ให้กับโครงการชดเชยคาร์บอน (CO2 Offset projects) ภายใต้เครือข่ายความร่วมมือของ ClimatePartner

มาลีนา ไหง , CEO of A.S. Watson (Asia & Europe), กล่าวว่า “ที่เอ.เอส. วัตสัน กรุ๊ป เราตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความยั่งยืนเป็นอันดับต้นๆ โดยเราได้ใช้งบประมาณลงทุนไปกว่า 97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อริเริ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2018 ในฐานะแบรนด์ด้านสุขภาพและความงามชั้นนำ วัตสันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำในด้านการสร้างความยั่งยืน เรามุ่งมั่นดูแลสภาพแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีกว่าร่วมกับลูกค้าของเราอย่างแข็งขันมาโดยตลอด ส่งผลให้สินค้าในกลุ่ม Sustainable Choices หรือสินค้าเพื่อความยั่งยืนในร้านวัตสัน มาพร้อมกับพันธกิจพิเศษ คือการช่วยชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อลูกค้า และโลกของเรา”

ClimatePartner เป็นผู้บุกเบิกในการร่วมมือกับองค์กรและบริษัทต่างๆ ในการรับมือกับภาวะโลกร้อนทั่วโลก โดย ClimatePartner มีโครงการเพื่อสนับสนุนกิจกรรมชดเชยคาร์บอนมากมาย โดยนอกจากการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว โครงการเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนให้ผู้คนทั่วโลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบัน วัตสันได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการคุ้มครองป่า (Forest Protection) และโครงการมหาสมุทรสะอาด (Clean Ocean) ของ ClimatePartner

เนื่องจากป่าไม้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อีกด้วย และป่ายังเป็นพื้นที่ประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตของผู้คนจำนวนไม่น้อย ดังนั้นโครงการคุ้มครองป่าจึงไม่เพียงตั้งเป้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาป่าอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอีกด้วย

นอกจากนี้ วัตสันยังมีความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบโดยรวมจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกของแบรนด์เพื่อร่วมปกป้องมหาสมุทร เพราะเราตระหนักว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศไว้ถึงหนึ่งในสี่ส่วน รวมถึงดูดซับความร้อนที่เกิดจากปรากฏการณ์เรือนกระจกไว้ถึง 93.4 เปอร์เซ็นต์ การมีมหาสมุทรที่สะอาดขึ้นจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้

บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเพื่อโลกสีเขียวเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัตสันนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนแก่ลูกค้าด้วยตัวเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ดีกว่า

เมื่อเร็วๆ นี้ในมาเลเซีย วัตสันได้เปิดตัว ‘Naturals by Watsons Refill Station’ แห่งแรกในร้าน Sunway Pyramid ซึ่งเป็นสถานีที่ให้ลูกค้าสามารถมาเติมผลิตภัณฑ์อีโค รีฟิลซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดได้ถึง 6 ชนิด โดยผลิตภัณฑ์อีโครีฟิลนี้ใช้พลาสติกในการผลิตบรรณจุภัณฑ์น้อยกว่าขวดธรรมดาถึง 58 เปอร์เซ็นต์ และจะมีการเปิดตัวสถานีเติมผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ต่อไปที่ฮ่องกงในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างโลกที่ยั่งยืนมากขึ้น

วัตสันเข้าใจดีว่าความรับผิดชอบนี้มีขอบเขตมากไปกว่าการจำหน่ายสินค้าปลีกด้านสุขภาพและความงาม จึงได้ประกาศเป้าหมายด้านสังคม “Look good. Do good. Feel great.” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อความยั่งยืนแล้ว วัตสันยังเปิดตัว Good Academy ซึ่งเผยแพร่ทุกวันจันทร์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเราพยายามสร้างความตระหนักเรื่องความยั่งยืน และสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าของเราในการดำเนินชีวิตตามวิถีการสร้างความยั่งยืน ด้วยการนำเสนอคอนเท้นต์ที่ทันสมัยที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน วัตสันสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีส่วนร่วมและช่วยให้ลูกค้าของเรา “Look good. Do good. Feel great.” ได้อีกด้วย

มาลีนา ไหง กล่าวเสริมว่า “วัตสันมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่มีจุดมุ่งหมาย และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ เราทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อปกป้องโลกของเรา ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ทุกคนรอบตัวเราดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งความยั่งยืน เราทำความดีร่วมกับลูกค้าของเรา เพราะเราเชื่อว่าทุกความพยายามเล็กๆ ของเราแต่ละคน จะสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกได้”

INETREIT พร้อมนำหน่วยทรัสต์เข้าเทรดวันแรกใน SET 9 ส.ค.นี้

กองทรัสต์ INETREIT เตรียมนำหน่วยทรัสต์เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “INETREIT” หลังนักลงทุนให้การตอบรับจองซื้อหน่วยทรัสต์อย่างล้นหลาม ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทรัสต์กองแรกที่เข้าลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีในประเทศไทย โครงการ INET-IDC3 เฟส 1 จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลที่มีความทันสมัยระดับโลก ธุรกิจที่เป็นเทรนด์แห่งอนาคตที่จะได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บข้อมูลในยุคดิจิทัล ชูผลการดำเนินงานย้อนหลังเติบโตก้าวกระโดด หนุนประมาณการผลตอบแทนปีแรกโดดเด่นที่ 8.96%

นางสาวพรวิสาข์ มังกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเน็ต รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมนำทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต (INETREIT) เข้าจดทะเบียนและซื้อขายหน่วยทรัสต์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ หลังจากที่ปิดการเสนอขายหน่วยทรัสต์แก่นักลงทุนเป็นที่เรียบร้อยในปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุน แม้อยู่ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการเสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของ INETREIT กองทรัสต์กองแรกที่เข้าลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีในประเทศไทย ซึ่งเป็นเทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อมกับยุคดิจิทัล โดยเชื่อว่าการที่กองทรัสต์ INETREIT เข้าลงทุนในโครงการ INET-IDC3 เฟส 1 จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลที่มีความทันสมัยระดับโลก อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร 24 ชั่วโมง สามารถเชื่อมต่อกับโครงการ INET-IDC 1 และ INET-IDC 2 อย่างสมบูรณ์แบบ จะได้รับประโยชน์จากความต้องการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความต้องการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลและเพิ่มขึ้นทุกวันไว้ในระบบคลาวด์ เพื่อเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยสูง

“บริษัทฯ ต้องขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่นและตอบรับการเสนอขายหน่วยทรัสต์ของ INETREIT ที่ดีมาก แม้สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยต่างๆ เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุน กองทรัสต์ INETREIT จะได้รับปัจจัยบวกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและจัดเก็บข้อมูลสู่ดิจิทัล (ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น) ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงการ INET-IDC3 เฟส 1 ที่คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ในระบบคลาวด์”

ทั้งนี้ โครงการ INET-IDC3 เฟส 1 จังหวัดสระบุรี มีลูกค้าภาครัฐและเอกชนใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลที่มีจำนวนมหาศาลในยุคดิจิทัล และเป็นส่วนหนึ่งของการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นองค์กร  แสดงถึงความต้องการใช้งานระบบคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง    โดย INETREIT ประมาณการผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยทรัสต์จะได้รับในปีแรก ตามประมาณการจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ตามงบกำไรขาดทุนตามสมมติฐานอยู่ที่ 8.96% สำหรับช่วงเวลาประมาณการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565

นางสาวพรวิภา ตั้งตรงจิตร ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนสำหรับกระแสการตอบรับที่ดีที่ผ่านมา  การลงทุนในกองทรัสต์เป็นการถือสินทรัพย์ทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับนักลงทุน เนื่องจากมีรายได้ค่าเช่าที่สม่ำเสมอและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ที่มั่นคงในระยะยาว

นายอภิชาติ เนตรจรัสแสง ผู้บริหารงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า กองทรัสต์ INETREIT เป็นทางเลือกการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวจากเงินปันผล โดยการเข้าลงทุนครั้งแรกของกองทรัสต์ INETREIT มีมูลค่ารวม 4,300 ล้านบาท โดยมาจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์ 330 ล้านหน่วย ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท รวมมูลค่า 3,300 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาว 1,000 ล้านบาท INETREIT มีจุดเด่นเป็นกองทรัสต์ ที่ลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ในประเทศไทยกองแรก ซึ่งเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่จะได้รับประโยชน์การความต้องการจัดเก็บข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลในยุคดิจิทัล และทรัพย์สินที่เข้าลงทุนยังอยู่ในสภาพที่ดี

ทั้งนี้ กองทรัสต์ INETREIT มีนโยบายการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 2 ครั้งต่อรอบปีบัญชี ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว และยังมีโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยได้รับสิทธิในการปฏิเสธก่อน (Right of First Refusal) ในโครงการ INET-IDC3 เฟส 2 เฟส 3 และ เฟส 4 และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลอื่นๆของ INET ในอนาคต