ชัยภูมิ ประกาศปิดสถานศึกษาทุกประเภทต่ออีก 14 วัน

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังมีผู้ติดเชื้อสะสมและผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศ อยู่ในอัตราที่สูงและยังพบการแพร่ระบาดแบบกลุ่มก้อน (Cluster) ในพื้นที่ที่มีความแออัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงผู้ติดเชื้อได้กระจายตัวออกไปในหลายพื้นที่อย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบบกลุ่มก้อน (Cluster) ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในสถานศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติตเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จึงอาศัยอำนางตามความในข้อ 7 (3) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2563 ข้อ 9 วรรคสอง ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 20) ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2564 ประกอบมาตรา 22 (7) และมาตรา 25 มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ ในคราวประชุม ครั้งที่ 59/2564 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2564 จึงให้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภท ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันกวดวิชา ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ งดการเรียน การสอน การสอบ การฝึกอบรม ในรูปแบบ On Site หรือ การทำกิจกรรมใด ๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค-19) เป็นระยะเวลา 14 วัน ทั้งนี้ ให้จัดการเรียน การสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใดๆในรูปแบบ Online , On Air , On Hand และ On Demand ไต้ตามวามหมาะสมตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2564 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดฝึกอบรมออนไลน์ ป้องกันภัยพิบัติจากสารเคมี

นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กำหนดจัดฝึกอบรม การป้องกันอุบัติภัยจากสารเคมีและเตรียมความพร้อมในการระงับเหตุ.ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่มีการเก็บหรือการใช้สารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยสารเคมีในการป้องกันอุบัติภัยจากสารเคมีและเตรียมความพร้อมในการระงับเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและถูกต้อง โดยดำเนินการรับมือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นในรูปแบบออนไลน์ มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ช่วยทบทวนมาตรการความปลอดภัยของโรงงานที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการจัดการภัยพิบัติ ทั้งมิติการเตรียมความพร้อม การรับมือ/ตอบสนองต่อเหตุการณ์ การเยียวยาฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบกิจการโรงงานและผู้ที่ปฏิบัติงานกับสารเคมี ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการสารเคมีได้อย่างปลอดภัย

สำหรับการฝึกอบรมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ระหว่างเวลา 08.30 น.- 12.00 น.ผ่านโปรแกรม Zoom ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ที่ www.diw.go.th/regis_safety/ ภายในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ กลุ่มความปลอดภัยสารเคมี โทร 0-2202-4220 ในวันและเวลาราชการ

อัตราเงินเฟ้อ ก.ค. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือนกรกฎาคม 2564 ขยายตัวร้อยละ 0.45  เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยเป็นผลมาจากมาตรการลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งการลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา ในรอบเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2564 การลดค่าเล่าเรียน-ค่าธรรมเนียมการศึกษาและการลดลงของราคาอาหารสดบางประเภท อาทิ เนื้อสุกร ไข่ไก่และผลไม้สด ตามความต้องการในช่วงล็อกดาวน์ ยังเป็นปัจจัยบั่นทอนที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนนี้ชะลอตัว ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือนของปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวในเดือนนี้ สอดคล้องกับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องซึ่งขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวเช่นกัน อาทิ ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงรายได้เกษตรกรและแม้ว่าเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 แต่การส่งออกสินค้าของไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2564 คาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่ไม่สูงมากนักเพราะมีปัจจัยสำคัญจากมาตรการลดค่าครองชีพผู้บริโภคของภาครัฐและราคาสินค้าเกษตรที่ยังมีโอกาสผันผวนตามสภาพอากาศ รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศ อย่างไรก็ตาม แผนการจัดหาและการกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและมีความชัดเจน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  น่าจะสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อเคลื่อนไหวในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้คือ ที่ร้อยละ 1.0 – 3.0 ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2564 จะอยู่ระหว่างร้อยละ 0.7 – 1.7 ค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ซึ่งเป็นอัตราที่น่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง

หอการค้าไทย ประเมินล็อกดาวน์ 2 เดือน เศรษฐกิจสูญรายได้ 5 เเสนล้าน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า การประกาศขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเป็น 29 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม  ครอบคลุมสัดส่วนร้อยละ 80 ของจีดีพี ทำให้เกิดการชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต การท่องเที่ยว การค้าและโลจิสติกส์

โดยคาดว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3-4 แสนล้านบาทต่อเดือน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไม่สามาควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ในช่วง 2 เดือน จะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 แสนล้านบาท  ทำให้เศรษฐกิจหดตัว -2 ถึง -3 จากเดิมที่เคยประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 0 ถึงร้อยละ 1

แต่อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าสถานการณ์จะคลายตัวได้ในเดือนกันยายน หรือตุลาคมนี้ และเข้าสู่การฟื้นฟู้เศรษฐกิจในระยะถัดไป ส่วน พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มองว่าจะไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาเงินกู้เพิ่มเติมอย่างน้อยอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อที่จะทำให้การใช้เงิน 1 ล้านล้านบาทเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจและอาจจะมีการพิจารณาขยายเพดานเงินกู้จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 60 ของจีดีพี ออกไปอีกร้อยละ 5-10

ตรัง จัดตั้งสถานที่แยกกักในชุมชนเพิ่ม 10 อำเภอ 1 เทศบาลนคร 1 เทศบาลเมือง

นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในพื้นที่จังหวัดตรังปัจจุบัน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วย ดังนั้น การจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในชุมชน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยและ ลดการแพร่ระบาดในชุมชน จังหวัดตรัง จึงได้เร่งดำเนินการสำรวจสถานที่เตรียมการจัดตั้งสถานที่แยกกักในชุมชน ( Community Isolation ) ใน 10 อำเภอ 1 เทศบาลนคร(เทศบาลนครตรัง) 1 เทศบาลเมือง(เทศบาลเมืองกันตัง)  สำหรับรองรับผู้ป่วย COVID-19 กลุ่มอาการสีเขียว เข้ารับการแยกกักในชุมชน (community isolation)

โดยได้พิจารณาถึงความพร้อม ความเหมาะสม เน้นย้ำสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เบื้องต้นได้ดำเนินการจัดตั้งสถานที่แยกกักในชุมชน (Community Isolation ) นำร่องไปแล้วที่อำเภอปะเหลียน  โดยใช้วิทยาลัยการอาชีพปะเหลีย ขณะที่ อำเภอวังวิเศษ กำหนดใช้ศาลาประชาคมอำเภอวังวิเศษ และอำเภอนาโยง ใช้ค่ายลูกเสือพระยารัษฎานุประดิษฐ์ จัดตั้งเป็นสถานที่แยกกักในชุมชน

พายุโซนร้อน “ลูปิต” เคลื่อนไปเกาะไต้หวันวันนี้ (6 ส.ค.)

รายงานข่าวแจ้งว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง พายุโซนร้อนลูปิต ฉบับที่ 4 มีข้อความระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (6 ส.ค.64) พายุโซนร้อน “ลูปิต” มีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณชายฝั่งจีนตอนใต้ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กม./ชม. กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันออกค่อนทางเหนือเล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนไปทางเกาะไต้หวัน ช่วงวันที่ 6-7 ส.ค.64 พายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของไทย

เปิดความร่วมมือพัฒนาและคิดค้นสูตร “ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์”

รายงานข่าวแจ้งว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด ชี้แจงข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เรื่อง การบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาและคิดค้นสูตร “ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ตำรับแรกในประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และพลอากาศตรี นายแพทย์สันติ ศรีเสริมโภค รองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ และเภสัชกรหญิง พร้อมพร จำนงธนาโชติ จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ต้านไวรัสในผู้ป่วยเด็ก โดย แพทย์หญิงศรัยอร ธงอินเนตร และ แพทย์หญิงครองขวัญ เนียมสอน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมชี้แจงข้อมูล ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อในเด็กมีปริมาณค่อนข้างสูง ในขณะที่วัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อในเด็กยังไม่ได้รับการรับรองเป็นที่ชัดเจนและกว้างขวาง ทำให้เด็กได้รับเชื้อค่อนข้างเยอะ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ถึงแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระยะหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะป้องกันไม่ให้คนที่ได้รับเชื้อมีอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลและหรือเข้าหออภิบาลผู้ป่วยหนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือเสียชีวิต คือ การได้รับยารักษาโดยเร็ว ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาที่ได้การรับรองและพิสูจน์แล้วว่ามีการใช้ได้ผลในการรักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้กันมานานแล้ว และในตอนที่มีการระบาดของเชื้ออีโบล่าก็ได้มีการนำไปใช้เช่นเดียวกันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และในขณะนี้การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีรายงานเบื้องต้นว่า ถ้าได้ยาเร็วภายใน 4 วันหลังเริ่มมีอาการ ก็จะสามารถลดอาการหนักของผู้ป่วยในการเข้าโรงพยาบาลและลดการเสียชีวิตได้ด้วย ด้วยศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวาควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงมีความห่วงใยและทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิดโดยตลอดมา พร้อมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะสามารถเข้าถึงยารักษาโรคฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยทรงเป็นห่วงประชาชนและเด็กเล็ก เพื่อสนองพระนโยบายดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการพัฒนาและคิดค้นสูตร“ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) เพื่อต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่มีความลำบากในการกลืนยาเม็ด ตำรับแรกในประเทศไทย”

สำหรับ “ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” เป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างงานเภสัชกรรมฯ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด ที่ได้ร่วมกันพัฒนาและคิดค้นสูตรตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ซึ่งถือเป็นตำรับยาน้ำเชื่อมต้านไวรัส ตำรับแรกของประเทศไทย เพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส โดยปกติตัวยานี้มีไว้สำหรับการรักษาไข้หวัดใหญ่แต่มีการรายงานเบื้องต้นว่าสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้ยาเร็วในระยะเริ่มต้นของอาการ ยาชนิดน้ำเชื่อมนี้ทำไว้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเด็ก รวมถึงผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการกลืนยาเม็ด โดยมุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือประเทศไทยให้สามารถผลิตยาให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้และพบการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตำรับยานี้ได้มีการพัฒนาคัดเลือกและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบตัวยาสำคัญ ตลอดจนมีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐานสากล ด้วยวิธีการที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและการศึกษาความคงสภาพ เพื่อยืนยันคุณภาพตลอดช่วงอายุการใช้งาน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ เภสัชกรหญิง พร้อมพร จำนงธนาโชติ และรองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ ทีมจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมดิกา อินโนวา จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดในการพัฒนาตำรับยานี้ว่า ยาสูตรน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านการกลืน หรือผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางเพื่อให้เข้าถึงตัวยานี้ได้ โดยการพัฒนาตำรับยานี้มีกระบวนการค่อนข้างท้าทายในระดับหนึ่ง เนื่องจากด้วยตัวยาสำคัญและองค์ประกอบต่างๆ ค่อนข้างมีความยากลำบากในการพัฒนาเป็นสูตรน้ำเชื่อมเพราะยามีการละลายที่ไม่ค่อยดี จึงเห็นได้ว่าการรับประทานยาครั้งหนึ่งในการรักษาต้องใช้ยาในปริมาณมาก ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ ด้านการผลิตทีมงานได้คัดเลือกและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ ตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐานสากล รวมถึงมีการตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตยาในโรงพยาบาล (Hospital preparation) ทั้งนี้ ตัวยาสามารถใช้งานตามระยะเวลา 30 วัน เก็บไว้ในอุณหภูมิ 30 องศา(หรืออุณหภูมิห้อง) โดยถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสภาวะฉุกเฉิน

ด้าน แพทย์หญิงศรัยอร ธงอินเนตร และ แพทย์หญิงครองขวัญ เนียมสอน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้ข้อมูลแนวทางการใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ต้านไวรัสในผู้ป่วยเด็ก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาต้านไวรัสว่า เป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่กระจายและลดความรุนแรงของโรค จะเห็นว่ายาฟาวิฟิราเวียร์มีการเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2014 ในญี่ปุ่นเพื่อรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และประกาศในองค์การอนามัยโรคในการรักษาโรคอีโบล่า และในปี 2020 ได้มีการใช้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยในการรักษาโรคโควิด-19 ในปัจจุบันมีเด็กติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และมีอัตราการเกิดปอดติดเชื้อหรือเชื้อโควิด-19 ลงปอดเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 50% เพิ่มขึ้นเป็น 80% -90% จากการติดตามการรักษา อย่างไรก็ตาม ในเด็กจะมีอาการเบากว่าผู้ใหญ่ คือ ยังมีสุขภาวะที่ดีและยังไม่ต้องการออกซิเจน ด้วยยังคงระดับออกซิเจนในเลือดได้เกิน 95-96% ในส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ยาทุกตัวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับยาเม็ดบดละลายน้ำ จะมีข้อดีคือสามารถบดละลายน้ำในปริมาณน้อยได้ แต่มีข้อเสีย คือ ยามีตะกอน อาจได้ปริมาณยาไม่แน่นอน และมีรสชาติขม ส่วนยาน้ำ มีข้อดีคือ พร้อมใช้งานและมีปริมาณยาคงที่ ส่วนข้อเสียคือ มีปริมาตรยามากกว่ายาน้ำทั่วไป

สำหรับ คุณลักษณะ ขนาดและวิธีการใช้ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์ ต้านเชื้อไวรัส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นยาน้ำเชื่อมปราศจากน้ำตาล ลักษณะเป็นยาน้ำใส สีส้ม รสราสเบอรี่ มี 2 ขนาด คือ ขนาด 800 มิลลิกรัมใน 60 มิลลิลิตร และขนาด 1,800 มิลลิกรัมใน 135 มิลลิลิตร โดยให้รับประทานยาขณะท้องว่าง วันละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก 12 ชั่วโมง ขนาดและวิธีการใช้ยาในเด็ก วันแรก รับประทานขนาด 70 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด 35 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง แนะนำการให้ยาในเด็ก 5 วัน ทั้งนี้ ความปลอดภัยในการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในเด็กเล็ก สามารถใช้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 10 ปีทั้งนี้ ได้มีการใช้จริงในคนไข้เด็กจำนวนหนึ่งในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และมีการติดตามสังเกตอย่างใกล้ชิดเปรียบเทียบกับการใช้ยาเม็ดบดละลายน้ำ โดยได้ให้กับเด็กอายุช่วง 8 เดือน ถึง 5 ปี จำนวน 12 ราย ติดตามการรักษาพบว่าการตอบสนองต่อการรักษาเป็นไปได้ด้วยดีไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง โดยเด็กสามารถกินยาได้ดี

สำหรับขนาดและวิธีการใช้ยาในผู้ใหญ่ วันแรกรับประทาน ขนาด 1,800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมาขนาด 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง กรณีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กก/ตรม. วันแรก รับประทาน ขนาด 2,400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมา ขนาด 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

ด้าน พลอากาศตรี นายแพทย์สันติ ศรีเสริมโภค รองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงแนวทางขอรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์ว่า กรณีที่แพทย์มีความประสงค์จะใช้ยานี้ในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก หรือผู้สูงอายุที่ให้อาหารทางสาย หรือมีความลำบากในการกลืนยาเม็ดที่มีผลการตรวจ RT- PCR ยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 หรือในรายผู้ที่แพทย์เห็นสมควรจากประวัติสัมผัสและผลตรวจ Rapid Antigen Test เป็นบวก สามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อขอรับยาได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://favipiravir.cra.ac.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้นตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของอาการอย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ ท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้เพื่อก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน ร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อต้านภัยโควิดกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ที่ บัญชีธนาคารทหารไทยธนชาติ ชื่อบัญชี มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เลขที่บัญชี 236-1-00491-0

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ย้ำถึงความสำคัญของตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิฟิราเวียร์นี้ว่า ยานี้เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น และแพทย์จะต้องติดตามผลอย่างเป็นระบบ ด้วยตัวยามีอายุจำกัดเพียง 30 วัน การเก็บยาให้เก็บในอุณหภูมิ 30 องศา (อุณหภูมิห้อง) ปริมาตรของการใช้ยาซึ่งใช้ในปริมาตรที่มากโดยเฉพาะการใช้ยาในวันแรก และด้วยข้อจำกัดด้านการผลิตที่ยังไม่มากพอ โดยปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาภรณ์สามารถผลิตยาน้ำได้จำกัดเพียง 300 รายต่อสัปดาห์ หากโรงพยาบาลที่สนใจจะนำตำรับยาไปผลิตในโรงพยาบาล ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความยินดีและพร้อมเข้าไปช่วยควบคุมดูแลมาตรฐานด้วย เนื่องจากเราต้องการผลิตยาให้ได้อย่างรวดเร็ว และมีการกระจายอย่างกว้างขวางและทั่วถึง

วันนี้ (6 ส.ค.) จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยเปิดลงทะเบียนซิโนฟาร์ม รอบองค์กร/นิติบุคคล

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (6 สิงหาคม 2564) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย เปิดยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนตัวเลือก”ซิโนฟาร์ม” ระยะที่ 2 สำหรับองค์กร/นิติบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำหรับองค์กรและนิติบุคคลที่ต้องการยื่นขอรับการจัดสรรวัคซีนให้กับกลุ่มบุคคลได้ทุกประเภททั้งพนักงาน ครอบครัวพนักงาน แรงงานต่างชาติ ตั้งแต่ 100-3,000 คน สามารถลงทะเบียนผ่านทาง http://vaccine.cra.ac.th ตั้งแต่เวลา 08.08 น. (จำนวน 100,000 ราย) โดยเลือกเมนู “ยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนสำหรับองค์กรและหน่วยงาน”

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 21,379 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2564 รวม 21,379 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 20,895 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 484 ราย ผู้ป่วยสะสม 685,821 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 22,172 ราย ผู้หายป่วยสะสม 468,478 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 212,926 ราย ผู้เสียชีวิต 191 ราย

RBF มอบชุด PAPR หนุนแพทย์สู้โควิด-19

RBF มอบชุดป้องกันเชื้อ PAPR พิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้บุคลากรทางการแพทย์ ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงวิกฤตโควิด-19

พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการบริษัท บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศต้องทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะช่วงที่โควิด-19 ทวีความรุนแรง โรงพยาบาลต่างๆ เริ่มขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการปฏิบัติหน้าที่และนำมาซึ่งความสูญเสียในที่สุด

RBF ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหา รวมทั้งช่วยป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ขยายวงกว้างสู่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และชุมชน โดย RBF ได้ส่งมอบชุดอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ หรือ PAPR (Powered air purifying respirator) ให้กับโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, โรงพยาบาลบ้านแพ้ว, โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์, โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลปัตตานี พื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลละ 1 ชุด

PAPR เป็นอุปกรณ์ช่วย้องกันบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะตรวจรักษา หรือทำหัตถการกับผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มความปลอดภัยในการทำงานและไม่นำเชื้อกลับไปติดคนในครอบครัว โดย RBF พร้อมสนับสนุนและเคียงข้างบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นด่านแรกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย และเชื่อว่าสังคมไทยจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว หากทุกคนช่วยกันดูแลป้องกันตัวเองและร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19พญ.จัณจิดา กล่าว