เทคนิคมีนบุรี คืนเงินค่าใช้จ่ายช่วยลดภาระผู้ปกครองช่วงโควิด

นายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ได้ร่วมกับสมาคมผู้ปกครองและครูวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ซึ่งปัจจุบันมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นนายกสมาคมครูและผู้ปกครอง มีความห่วงใยผู้ปกครอง นักเรียนและนักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ ทางวิทยาลัยฯ จึงได้มีการประชุมหารือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งฝ่ายบริหาร แผนกวิชา งานกิจกรรม งานการเงิน งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี งานพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน งานทะเบียน งานครูที่ปรึกษา และสมาคมผู้ปกครองและครู เพื่อพิจารณาลดค่าใช้จ่ายที่สถานศึกษาเก็บจากผู้ปกครองตามระเบียบของ กระทรวงศึกษาธิการ เช่น ด้านการเรียนการสอน การฝึกงาน ค่ากิจกรรมต่าง ๆ เงินอุดหนุนโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เช่น ค่าชุดนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดที่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือไม่ได้ปฏิบัติในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ก็ให้คำนึงถึงความเดือดร้อนของทุกฝ่ายให้คืนเงินส่วนนั้น เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองมากที่สุดเต็มจำนวน 100% แต่ส่วนใดที่ยังมีค่าใช้จ่ายอยู่ เช่น เป็นโครงการต่อเนื่อง การจ้างครู ทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีสัญญาว่าจ้าง กิจกรรมที่ปรับเปลี่ยนไปจัดในรูปแบบออนไลน์แล้วค่าใช้จ่ายลดลง ก็จะลดให้ตามสัดส่วน ซึ่งจะได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ปกครอง และให้ผู้ปกครองสามารถทำเรื่องผ่อนผันได้ การจัดหาทุนการศึกษามาช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเยียวยาจิตใจให้ผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดได้อีกทางหนึ่ง ถึงแม้ว่าในสถานศึกษาของรัฐจะไม่มีค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกับสถานศึกษาของเอกชนเพราะรัฐมีเงินงบประมาณอุดหนุนมาให้ เช่น เงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากร ห้องเรียนอาคารสถานที่ คุรุภัณฑ์ ยานพาหนะ ค่าสาธารณูปโภคต่าง เป็นต้น แต่เราก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะ ช่วยบรรเทาช่วยเหลือผู้ปกครองเพิ่มอีก

นายทวีศักดิ์ ยังได้กล่าวต่อว่าในเรื่องดังกล่าวนี้ ทางสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำกับดูแลสถานศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็พร้อมใจกันยินดีจะดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะถือว่าสถานศึกษา จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษา ต้องไม่ให้ผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาเดือดร้อนต้องพักการเรียนหรือมาลาออกจากสถานศึกษา หรือการฝึกงานในสถานประกอบการเพราะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาทุกสาขาวิชานั้นสำคัญต่อประเทศชาติ สำหรับการคืนเงินจะไม่มีผลกระทบต่อการเรียนการสอน เพราะสถานศึกษาจะพยายามจัดกิจกรรมต่าง ๆให้มีคุณภาพ ปลอดภัยให้ประหยัดงบประมาณมากที่สุด และช่วงนี้ทางสมาคมผู้ปกครองและครูก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนกิจกรรมต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ซึ่งขณะนี้ทุกโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนก็ได้รับทราบนโยบายนี้และทางสถาบันการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการสั่งการและกำชับติดตามในเรื่องนี้ โดยสถานศึกษาต่าง ๆ ได้ดำเนินการทยอยคืนเงินให้กับผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษา ตั้งแต่ช่วงที่เปิดเทอมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา แต่อาจจะเกิดความล่าช้าเนื่องจากอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด โดยทางวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ได้ลดค่าใช้จ่ายคืนให้กับผู้ปกครองตามประกาศ ขณะนี้มีผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาบางส่วนได้มาติดต่อขอรับคืนจากงานการเงิน และครูที่ปรึกษาแล้ว

คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสให้บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าในเดือนกรกฎาคม เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงและเร็วขึ้น และฉีดวัคซีนซิโนแวคสลับแอสตร้าเซนเนก้า ห่างจากเข็มแรก 3 – 4 สัปดาห์ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์เดลต้า ให้สถานพยาบาลใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit เพิ่มการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อในกลุ่มเสี่ยง ลดการแพร่กระจายเชื้อ พร้อมเห็นชอบแนวทางการแยกกักตัวที่บ้านและในชุมชน ดูแลติดตามอาการใกล้ชิดตามมาตรฐานจากโรงพยาบาล รวมทั้งมีทีมดูแลผู้ป่วยโควิดอาการน้อยหรือพักฟื้นที่บ้านในพื้นที่กทม.

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2564) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติครั้งที่ 7/2564 โดยมีนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลาโหม มหาดไทย แรงงาน ศึกษาธิการ การต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ UHOSNET โรงพยาบาลเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสภาวิชาชีพและองค์กรอิสระ ร่วมการประชุมและประชุมผ่านระบบออนไลน์

นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นการระบาดที่เกิดจากไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้า และมีแนวโน้มแพร่เชื้อไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานประกอบการ โรงงาน ตลาดค้าส่ง หากไม่มีมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่เข้มงวดมีประสิทธิภาพ คาดการณ์ว่าอาจพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 10,000 ราย/วัน หรือสะสมมากกว่า 100,000 รายใน 2 สัปดาห์ ส่งผลทำให้มีการเสียชีวิตเกิน 100 ราย/วัน จำเป็นต้องใช้มาตรการยาแรงจะดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เช่น ห้ามการรวมกลุ่มคนมากกว่า 5 คน จำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด ลดจำนวนขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัดระยะไกล ปิดสถานที่เสี่ยง ให้พนักงาน Work from home ให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสสัมผัสโรค ลดการเคลื่อนย้าย และลดกิจกรรมของบุคคลให้มากที่สุด รวมถึงปรับแผนการฉีดวัคซีน ระดมฉีดกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคทั่วประเทศ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในพื้นที่ระบาดรุนแรง เช่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ให้ได้ 1 ล้านคนภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันมากกว่า 80%  เนื่องจากกลุ่มนี้หากติดเชื้อมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 11 กรกฎาคม 2564 ฉีดวัคซีนไปแล้ว 12,569,213 โดส เป็นเข็ม 1 จำนวน 9,301,407 ราย เข็ม 2 จำนวน 3,267,806 ราย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ 4 ประเด็นต่อการควบคุมโรคโควิด 19 คือ

1.การฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster dose) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า โดยห่างจากเข็ม 2 นาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันให้สูงและเร็วที่สุด เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า และธำรงระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนซิโนแวค ครบแล้วนานมากกว่า 3 เดือน จึงควรได้รับการกระตุ้นในเดือนกรกฎาคมได้ทันที อาจเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหรือไฟเซอร์

2.การให้ฉีดวัคซีนโควิดสลับ 2 ชนิด เข็ม 1 เป็นวัคซีนซิโนแวค และเข็ม 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า โดยห่างจากเข็มแรกนาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสให้อยู่ในระดับที่สูงได้เร็วมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้รับวัคซีน

3.แนวทางการใช้ Antigen Test Kit ในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิด 19 โดยใช้ Antigen Test Kit ที่ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 24 ยี่ห้อ โดยอนุญาตให้ตรวจในสถานพยาบาล และหน่วยตรวจที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการตรวจ RT-PCR ที่มีมากกว่า 300 แห่ง ช่วยลดระยะเวลารอคอย และในระยะต่อไปจะอนุญาตให้ประชาชนตรวจเองได้ที่บ้าน โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อ จังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร กำกับการดำเนินงานตามแนวทางปฏิบัติ 

และ4.แนวทางการแยกกักที่บ้าน (Home isolation) และการแยกกักในชุมชน (Community isolation) สำหรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีเงื่อนไขเหมาะสม หรือไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ รวมทั้งการแยกกักในชุมชนในกรณีการติดเชื้อโควิด 19 ในชุมชนเป็นจำนวนมาก โดยมีกระบวนการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากสถานพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด 19 เพื่อความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานในการดูแลรักษา เช่น มีเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ เครื่อง Oxymeter วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และยารักษาโรค โดยมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร นำเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป นอกจากนี้ ยังรับทราบแนวทางการจัดทีมดูแลผู้ป่วยโควิด 19 กลุ่มสีเขียวหรือกลุ่มผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน ในพื้นที่ กทม.

“การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 จะช่วยลดการป่วยที่รุนแรงและเสียชีวิต ช่วยชะลอการระบาดของโรค ช่วยให้โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพยังคงรองรับผู้ป่วยได้ สิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติตามคือมาตรการป้องกันส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย งดการคลุกคลีใกล้ชิด และไม่รับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน งดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ตามแนวทางและมาตรการที่ ศบค. กำหนด” นายอนุทินกล่าว

ADD ดึงกลุ่มสถาบันเข้าลงทุน เดินเกมรุกครึ่งปีหลัง

บมจ. แอดเทค ฮับ (ADD) โรดโชว์แบบซุ่มเงียบ ดึงนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศเข้าลงทุนในหุ้น ADD แบบหัวบันไดไม่แห้ง ส่งผลให้ 2 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ผนึกขายหุ้น Big-Lot ให้สถาบัน หวังเพิ่มฐานนักลงทุนสถาบัน – เพิ่มสภาพคล่อง ชูโอกาสการเติบโตรูปแบบส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) จากโอเปอเรเตอร์ สร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนของรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่สบช่องโตแบบมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต พร้อมส่งซิกดอดเจรจาโอเปอเรเตอร์ เพื่อพัฒนาบริการด้าน Digital Content Support และ Digital Solution เพิ่ม 2-3 โปรเจกต์ จ่อสรุปปิดดีลครึ่งปีหลังอย่างน้อย 1 ดีล เตรียมรับรู้รายได้ทันที พร้อมระบุปี 64 ตั้งเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่า 50 %

นายสมโภช ทนุตันติวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท แอดเทค ฮับ จำกัด (มหาชน) หรือ ADD เปิดเผยว่า ภายหลังจากการให้ข้อมูล Roadshow กับนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยอมรับว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจในรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ของ ADD เป็นอย่างมาก จนเป็นที่มาของการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่ (Big-Lot Board) จำนวน 8,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยรายการดังกล่าวเกิดจากการขายหุ้นส่วนตัวของ นายสมโภช ทนุตันติวงศ์ และ นายเจนวิทย์ จิวะกุลชัยนันท์ รองประธานกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ โดยเป็นการทำรายการขายให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มฐานผู้ลงทุนประเภทสถาบัน รวมถึงเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับหลักทรัพย์

สาเหตุที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุน เนื่องจากเห็นว่า ADD มีศักยภาพในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการพัฒนาและดูแลรักษาระบบสนับสนุนการให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content Support) และให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Solution) ให้กับลูกค้าโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการทำงานให้ทันกับโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ การชำระเงินทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาโปรแกรมและแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากการขยายการให้บริการของโอเปอเรเตอร์ ซึ่งการให้บริการของ ADD เปรียบเสมือนตัวกลางการให้บริการที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อและพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อจัดส่งคอนเทนต์ไปยังผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้เข้าถึงในการใช้ชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนสถาบันยังเล็งเห็นว่า ADD มีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากภาพรวมของตลาด Digital Content ในประเทศ ณ ปัจจุบัน มีมูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ในขณะเดียวกัน ทิศทางการเติบโตของโอเปอเรเตอร์ได้มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Non-Voice และ Digital Content มากขึ้น หลังจากที่มีการให้บริการบนคลื่นความถี่ต่างๆ ทั้งในรูปแบบ 4G และ 5G หนุนให้มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Digital Content ใหม่ๆออกมารองรับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้บริการ Digital Content ในรูปแบบการสมัครสมาชิก

ดังนั้น โอกาสการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในอนาคตจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ขยายตัว โดยเฉพาะในส่วนระบบการชำระเงินผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Carrier Billing) ที่โอเปอเรเตอร์พยายามให้ลูกค้าหันมาจ่ายค่าคอนเทนต์ผ่านซิมมือถือ โดยจะทำให้ได้ส่วนแบ่งจากผู้ผลิตคอนเทนต์ มากขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อบริษัทฯ ที่จะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากโอเปอเรเตอร์เช่นกัน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนของรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต และจากปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นแรงหนุนให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันสนใจเข้ามาลงทุนในหุ้น ADD อย่างต่อเนื่อง

 สำหรับทิศทางธุรกิจในครึ่งปีหลัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ. แอดเทค ฮับ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจยังคงมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงได้รับอานิสงส์จากระบบชำระเงินค่าบริการหรือสินค้าผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ที่มีการขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา

 นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับโอเปอเรเตอร์ เพื่อที่จะให้บริการด้าน Digital Content Support และให้บริการพัฒนาระบบ Digital Solution เพิ่มเติมอีก 2-3 โปรเจกต์ โดยเบื้องต้นคาดว่าดีลดังกล่าวจะเห็นความชัดเจนได้ภายในช่วงครึ่งปีหลังอย่างน้อย 1 โปรเจกต์ก่อน ซึ่งก็จะส่งผลให้บริษัทฯสามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันทีในช่วงครึ่งปีหลัง และจะรับรู้เต็มปีในปี 2565 ส่วนโปรเจกต์อื่นๆจะทยอยทราบความชัดเจนในลำดับถัดไป  อย่างไรก็ตาม สำหรับประมาณการอัตราการเติบโตของบริษัทฯในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% โดยอิงกับแนวโน้มการขยายตัวทางธุรกิจข้างต้น ผนวกกับการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

TPS เปิดฉากลุย ธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เต็มสปีด

บมจ.เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น (TPS) ใส่เกียร์ลุย “ธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้” ประกาศตั้งบริษัทย่อย “เอ็กซ์-ซีเคียว” เปิดให้บริการด้านความปลอดภัย ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างครบวงจร (MSS)  ฟาก”บุญสม กิจเกษตรสถาพร”ระบุ ตั้งเป้ารุกขยายฐานลูกค้าใหม่ พร้อมต่อยอดจากลูกค้าเดิมของบริษัทฯ คาดเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 มั่นใจ ช่วยสนับสนุนผลงานปีนี้โตโดดเด่น และผลักดันการเติบโตระยะยาว

นายบุญสม กิจเกษตรสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TPS ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง จำหน่ายผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา บริษัทฯได้จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท เอ็กซ์-ซีเคียว จำกัด (X-Secure Co.,Ltd)  เป็นบริษัทย่อย เรียบร้อยแล้ว โดยจะเปิดให้บริการด้านความปลอดภัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างครบวงจรหรือ Managed Security Service (MSS)

ทั้งนี้ จะให้คำปรึกษา และการออกระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์, จัดหาบริการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์ (CSOC: Cyber Security Operation Center & CSIRT : Cyber Security Incident Response Team ) ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีชั้นนำที่ทันสมัย เช่น นวัตกรรม AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) และการเข้าไปจัดการแก้ไข ป้องกัน ภัยคุกคามไซเบอร์ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตลอดจน พัฒนาบุคลากร (People) และการสร้างขบวนการทำงาน (Process) ของลูกค้าที่ใช้บริการให้เข้าใจ ตระหนักถึงและสามารถรับหรือเผชิญเหตุกับสถานการณ์ภัยเพื่อการบริหารระบบสารสนเทศให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์ อย่างยั่งยืน

“บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะเดินหน้ารุกขยายไปยังธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งจะช่วยต่อยอดธุรกิจเดิม โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการจากฐานลูกค้าของ TPS และเจาะลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่า จะเห็นความชัดเจน และสามารถรับรู้รายได้ทันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่า จะช่วยสนับสนุนรายได้และกำไรในปีนี้ให้เติบโตอย่างโดดเด่น และช่วยผลักดันการเติบโตได้ในระยะยาว”

นายบุญสม กล่าวอีกว่า แนวโน้มธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ยังมีการเติบโตอีกมาก เนื่องจาก ปัจจุบัน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจะให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลบนช่องทางออนไลน์ ทั้งซอฟต์แวร์ หรือระบบคลาวด์มากขึ้น เพราะต้องการใช้เป็นการป้องกันมิจฉาชีพ ซึ่งในวงการไอที รู้จักกันในนาม แรนซัมแวร์ (Ransomware) มัลแวร์ (Malware) เรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุด  และกำลังแพร่ระบาดอย่างมากในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา โดยสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบคอมพิวเตอร์ และฐานข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการเกือบทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญมากขึ้น ดังนั้นในส่วนของ TPS จึงมองเห็นโอกาส และบริษัทฯ มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจนี้อยู่แล้ว สามารถเปิดให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อนึ่ง บริษัท เอ็กซ์-ซีเคียว จำกัด (X-Secure Co.,Ltd) เป็นบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา ออกแบบ บริการ  จัดหา ติดตั้ง และบริการจัดหาทรัพยากรบุคคล เพื่อระบบความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ  (Cyber Information Security) ทั้งด้านข้อมูลสารสนเทศ (Data Security) และระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Network Security)โดยมีทุนจดทะเบียน  3,000,000 บาท ซึ่ง TPS ถือหุ้นในสัดส่วน 60%

SCI ได้เข้าชิงโรงไฟฟ้าชุมชน

นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI เปิดเผยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 โดยบริษัทร่วมทุนของ SCI นั้นได้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้า 3.5 เมกะวัตต์  และไม่ผ่านคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค จำนวน 6 โครงการ จากที่ยื่นขอเสนอทั้งหมด 7 โครงการ

“เราได้มา 1 โครงการ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการขยายการลงทุนในพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ประจำ (Recurring Income) ส่วนอีก 6 โครงการที่ไม่ผ่านด้านเทคนิคก็คงต้องรอผลการชี้แจงก่อนว่าตกข้อไหนบ้าง และจะดำเนินการจะยื่นอุธรณ์ต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว

“ช่อง 9” จับมือ 2 บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ รับผังครึ่งปีหลัง

จังหวะนี้จับตาดู ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30  ล่าสุดจับมือกับ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่วงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์เมืองไทย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด และ บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด และพร้อมเปิดตัวพาร์ทเนอร์อีกเพียบในปีนี้

โดย สิโรตม์ รัตนามหัทธนะ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับผังครึ่งปีหลังของช่อง 9 เราเตรียมปล่อยคอนเทนต์เพื่อแฟนหน้าจอแบบเต็มพิกัด โดยล่าสุดทางช่องร่วมกับ บรอดคาซท์ฯ และ โมโน สตรีมมิ่งฯ เตรียมจัดความบันเทิง ทั้งหนังดี ซีรีส์ดัง ละครคุณภาพ มาให้ชมแบบจัดเต็ม อาทิ ซีรีส์แห่งสยามแผ่นดินโดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (The Series) ภาคองค์ประกันหงสา และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (The Series) ภาคประกาศอิสรภาพ อีกทั้งภาพยนตร์เรื่อง หอแต๋วแตกแหกนะคะ รวมถึงซีรีส์แนวลึกลับ เรื่องสัมผัสพิศวง THE SENSE, ซีรีส์วัยรุ่น ดราม่า เรื่อง ลับ หลัง BEHIND THE SIN The series ทางด้านซีรีส์สุดพรีเมี่ยมจากอังกฤษ ของ BBC One ที่ครองใจนักวิจารณ์กระชากเรตติ้งสูงสุด 3 เรื่องเด็ดได้ชมแน่นอนไม่ว่าจะเป็น The Musketeers สามทหารเสือ, The living and the dead ท้าเป็นท้าตาย ปิดท้ายด้วยซีรีส์ยอดเยี่ยม The Kettering Incident  คดีลับเมือง 2 โลก ส่วนคอการ์ตูนห้ามพลาดพบกับ “โดราเอมอน” การ์ตูนอมตะสุดคลาสสิคที่ครองใจใครต่อหลายคนมาทุกยุคทุกสมัย เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่ผูกพันและเติบโตมาพร้อม ๆ กับใครหลายคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ งานนี้เราจัดให้ชมทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ 2 วันแบบเต็มอิ่ม พร้อมกันนั้นรายการวาไรตี้บันเทิง รายการน้ำดี พร้อมทั้งสารคดีคุณภาพ เราก็ยังมีมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง และทางช่องก็ต้องขอบคุณแฟนหน้าจอที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเรามาตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการนำเสนอข่าวของ “สำนักข่าวไทย” ที่มีฟีดแบคที่ดีมาเสมอว่า การนำเสนอข่าวของเรามีความน่าเชื่อถือ เป็นข่าวจริง

INET ชูจุดเด่นทรัสต์กองแรกที่ลงทุนใน Digital Infrastructure Asset 

บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือ INET เปิดตัวทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต (INETREIT) เข้าลงทุนในศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลดาต้า เซ็นเตอร์ โครงการ ‘INET-IDC3 เฟส 1’ มูลค่ารวม 4,300 ล้านบาท ชูจุดเด่นเป็นกองทรัสต์กองแรกที่ลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีในไทย เพื่อรองรับอนาคตและเทรนด์ความต้องการใช้งานระบบคลาวด์ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัล เตรียมเสนอขายหน่วยทรัสต์เร็วๆ นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้นเดือนสิงหาคมนี้

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีแบบครบวงจร ปัจจุบันมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจให้บริการคลาวด์ โซลูชันส์ (Cloud Solutions) แก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ฯลฯ ที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูง โดยมีศูนย์อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (INET Data Center) หรือโครงการ INET-IDC 3 แห่ง ประกอบด้วย INET-IDC1 ณ อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์ ถนนรางน้ำ INET-IDC2 ณ อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และ INETIDC3 จังหวัดสระบุรี

2.ธุรกิจบริการเชื่อมอินเทอร์เน็ต (Internet Access) เพื่อให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าธุรกิจด้วยความเร็วที่หลากหลายและครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัด

3.บริการ Co – Location โดยศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลไอเน็ตจะเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่หน่วยงานหรือภาคธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนในโครงการ INET Data Center อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพแก่ลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และตอบสนองความต้องการการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ในยุคดิจิทัลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการลงทุนในระบบคลาวด์เอง โดยโครงการ INETIDC 3 จังหวัดสระบุรี เป็นศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลแห่งล่าสุดของบริษัทฯ ที่มีความทันสมัยระดับโลก มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูง ได้รับรางวัล Data Center Service Vendor of the Year 2013 จากบริษัท Frost & Sullivan ซึ่งเป็นองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ซึ่งบริษัทฯ เริ่มเปิดให้บริการเฟส 1 ในเดือนมีนาคม 2560 และเฟส 2 (บางส่วน) รวมถึงมีแผนขยายการลงทุนในโครงการ INETIDC 3 เฟส 2 3 และ 4 อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากผลสำรวจธุรกิจให้บริการคลาวด์ในประเทศไทยจาก IDC Semiannual Public Cloud Services Tracker ปี 2020 (ปี 2563) INET มีส่วนแบ่งตลาด 14.8% เป็นอันดับหนึ่งในจำนวนผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ให้บริการคลาวด์ในไทย สะท้อนถึงศักยภาพในฐานะผู้ให้บริการระบบคลาวด์ชั้นนำในประเทศ

วัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET

นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET กล่าวว่า บริษัทฯ ได้จัดตั้งทรัสต์ เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต หรือ INET Leasehold Real Estate Investment Trust (INETREIT) เพื่อเข้าลงทุนในโครงการ INETIDC3 เฟส 1 จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มธนาคาร, เทคโนโลยีไอที, ธุรกิจพาณิชย์ เป็นต้น เนื่องจากศักยภาพของโครงการที่มีมาตรฐานสูง อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร 24 ชั่วโมง สามารถเชื่อมต่อกับโครงการ INET-IDC 1 และ INET-IDC 2 อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อเป็นเส้นทางสำรองในการเข้าถึงข้อมูลและสามารถให้บริการอย่างต่อเนื่องแม้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

โดยผลการดำเนินงานปี 2561 – 2563 ของโครงการ INETIDC3 เฟส 1 นี้ เป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปี 2561 มีรายได้รวม 462.12 ล้านบาท (เดือนละ 38.51 ล้านบาท) ปี 2562 มีรายได้รวม 865.44 ล้านบาท (เดือนละ 72.12 ล้านบาท) และ 1,123.20 ล้านบาท  (เดือนละ 93.60 ล้านบาท)

พรวิสาข์ มังกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเน็ต รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์

นางสาวพรวิสาข์ มังกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเน็ต รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ กล่าวว่า INETREIT จะเข้าลงทุนครั้งแรกในอาคารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานของโครงการ INET-IDC3 เฟส 1 และที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารควบคุมสถานีไฟฟ้าย่อย ประกอบด้วย การลงทุนในกรรมสิทธิ์อาคารศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล (Data Center) พื้นที่ประมาณ 1,900 ตารางเมตรและอาคารห้องเครื่องพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร อาคารรับรอง (Customer Center) พื้นที่ประมาณ 1,600 ตารางเมตร ทรัพย์สินส่วนกลางของโครงการ อาคารและส่วนควบของสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ตู้ Rack อุปกรณ์การเชื่อมต่ออื่นๆ ที่ใช้ในโครงการรวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง (Core Network) จำนวน 492 Rack ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการ INET-IDC3 เฟส 1 และลงทุนในสิทธิการเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารควบคุมสถานีไฟฟ้าย่อย ระยะเวลาการเช่าประมาณ 24 ปี 5 เดือน (สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2588)

หลังจากกองทรัสต์เข้าลงทุนในโครงการ INET-IDC3 เฟส 1 จะปล่อยเช่าทรัพย์สินดังกล่าวแก่ INET เพียงรายเดียวตลอดระยะเวลาการเช่า โดยค่าเช่าเป็นค่าเช่าคงที่ และมีข้อตกลงปรับขึ้นค่าเช่าปีละ 1 ครั้ง ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งจะทำให้กองทรัสต์มีรายได้มั่นคงและเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยค่าเช่าเริ่มต้นในปี 2564 เท่ากับ 30.928 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้กองทรัสต์ได้รับสิทธิในการปฏิเสธก่อน (Right of First Refusal) ในโครงการ INET-IDC3 เฟส 2 เฟส 3 และ เฟส 4 และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลอื่นๆของ INET เพื่อรองรับแผนงานขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต

จิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด

นางจิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินครั้งแรกในราคาลงทุนไม่เกิน 4,300 ล้านบาท โดยมีมูลค่าใกล้เคียงกับราคาประเมินทรัพย์สินของผู้ประเมินทรัพย์สินอิสระที่ราคา 4,298-4,496 ล้านบาท ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินเห็นว่าราคาลงทุนดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสม

พรวิภา ตั้งตรงจิตร ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นางสาวพรวิภา ตั้งตรงจิตร ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของ INETREIT เป็นกองทรัสต์กองแรกในไทยที่เข้าลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีในไทยเพื่อรองรับโลกอนาคต ซึ่งกองทรัสต์จะมีรายได้ค่าเช่าที่มั่นคงและสม่ำเสมอและจะได้รับประโยชน์จากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)  โดยมีฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และบริหารจัดการโดยบริษัท ไอเน็ต รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ และตัวผู้เช่า INET เองก็มีความแข็งแกร่งจากการที่มีภาครัฐถือหุ้นอยู่ 49%  

การเข้าลงทุนครั้งแรกของกองทรัสต์ INETREIT มีมูลค่ารวม 4,300 ล้านบาท โดยมาจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์จำนวนไม่เกิน 330 ล้านหน่วย ที่ราคาเสนอขายหน่วยละ 10 บาท และเงินกู้ยืมระยะยาวไม่เกิน 1,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวน ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลใช้บังคับแล้ว 

อภิชาติ เนตรจรัสแสง ผู้บริหารงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นายอภิชาติ เนตรจรัสแสง ผู้บริหารงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า จะเปิดการขายเร็วๆ นี้ ผ่าน ทาง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) และ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) โดยจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วย หรือ 10,000 บาท และเพิ่มขึ้นครั้งละ 100 หน่วย หรือ 1,000บาท  ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมด้ที่ www.inetreit.com หรือ www.sec.or.th เงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นเป็นตามที่เปิดเผยไว้ในหนังสือชี้ชวน

บราเดอร์ ชี้ โควิด-19! โจทย์หินธุรกิจไอทีไทย ‘รอดไม่รอด’

บราเดอร์ พร้อมรับมือโควิด-19 ระลอกใหม่ เผยเทรนด์ WFH และการเรียนการสอนแบบออนไลน์หนุนธุรกิจเครื่องพิมพ์ขยายตัวต่อเนื่อง เดินหน้าพัฒนาศักยภาพทีมงานพร้อมก้าวต่อไปให้ดียิ่งกว่าหากวิกฤติเริ่มคลี่คลาย  มั่นใจหากแผนการกระจายวัคซีนของภาครัฐเป็นไปตามเป้า จะส่งผลให้ 3 เส้นเลือดหลัก ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว-การบริโภคภายในประเทศ’ กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจไทยและภาคธุรกิจไอที

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยมาตั้งแต่ปี 2563 แม้ภาครัฐพยายามจะกระตุ้นด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ แต่เมื่อวิกฤติโควิด-19 ยังยืดเยื้อ ก็ถือเป็นความท้าทายที่ยากในการรับมือ ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าได้ 3 กลไกหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมการส่งออก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความแข็งแกร่งของกำลังซื้อในประเทศต้องเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว แต่ปัจจุบันมีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมการส่งออกที่เริ่มมีการขับเคลื่อนได้เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศที่เริ่มจัดการกับผลกระทบจากโควิด-19 ได้ดีขึ้น อาทิ อเมริกา จีน และประเทศในทวีปยุโรป ด้านความพยายามส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อหวังกระจายโมเดลดังกล่าวไปตามจังหวัดหลักด้านการท่องเที่ยวก็อาจไม่คึกคักอย่างที่คาด รวมถึงการอัดเม็ดเงินสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศครั้งใหม่นี้ ก็ยังไม่สามารถส่งผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากการจัดแคมเปญช้อปดีมีคืนที่สร้างความคึกคักให้แก่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หากภาครัฐนำแคมเปญดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศได้อย่างดี

เศรษฐกิจในภาพใหญ่และธุรกิจไอทีของไทย จะกลับมาเดินต่อได้อย่างมีเสถียรภาพ แผนการกระจายวัคซีนของภาครัฐต้องทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วน” นายธีรวุธ กล่าวแสดงความเห็น “แม้ธุรกิจไอทีจะมีข้อได้เปรียบจากกระแส Work from Home และการเรียนออนไลน์ ที่ทำให้ความต้องการในตลาดขยายตัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19    เห็นได้จากการเติบโตในกลุ่มลูกค้า home use ของบราเดอร์ แต่สิ่งที่ต้องบริหารจัดการและวางแผนอย่างรอบคอบคือ แผนการผลิตและการจัดหาชิ้นส่วนให้เพียงพอต่อการผลิต รวมทั้งเตรียมการณ์ล่วงหน้าในกรณีเกิดการล็อกดาวน์ในบริเวณโรงงานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าเพื่อป้อนสู่ตลาด ที่ผ่านมาหลายๆธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไอทีต้องเผชิญกับปัญหาโรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่เชื่อว่าภายในสิ้นปี 2564 จะสามารถปรับสู่ภาวะสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลายได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ นายธีรวุธ ยังกล่าวถึงแผนการปรับตัวของ บราเดอร์ ว่า บริษัทฯ มีการปรับแผนธุรกิจอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา  ให้ความสำคัญต่อการบริหารค่าใช้จ่ายภายในองค์กรเพื่อบริหารต้นทุน และการเสริมศักยภาพการทำงานของบุคลากรรวมถึงปรับกระบวนการทำงานภายในและปรับองค์กรเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน คิดค้นวิธีการทำตลาดใหม่ เพื่อให้พร้อมเดินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้น เพราะถ้ารอให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้วค่อยปรับตัวก็ช้าไปแล้ว

ฉลองวันชาติฝรั่งเศสแบบฉบับปารีเซียง

บองชูว์! ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงฝรั่งเศส ดินแดนสุดโรแมนติกที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือน ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขอพาคุณลัดฟ้าไปยังมหานครปารีสเมืองแห่งแสงสีที่ไม่เคยหลับไหล กับ เทศกาลอาหารแสนอร่อยคัดสรรสุดพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศส ในงาน La Fête Nationale 14 Juillet ร่วมท่องไปยังดินแดนโรแมนติก และช้อปสินค้าขึ้นชื่อส่งตรงจากฝรั่งเศสกว่า 800 รายการ พร้อมชิม 3 เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ ประจำ CENTRAL EATERY (เซ็นทรัล อีทเทอรี) ที่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา และท็อปส์ มาร์เก็ต เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ

เริ่มต้นฉลองวันชาติฝรั่งเศสเสมือนได้ไปเยือนปารีสด้วยการช้อปปิ้งสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศส ลดสูงสุด  32 % ตั้งแต่วันที่ 10-14 กรกฎาคม 2564  เริ่มด้วยชีสหลากหลายชนิดในราคาที่คุณไม่ควรพลาด ได้แก่ ชีสกงเต้ 250 กรัม  (Carrefour Comte) พิเศษ 270 บาท ปกติ 399 บาท, ชีสการ์มองแบร์ 250 กรัม(Carrefour Camembert) พิเศษ 159 บาท ปกติ 199 บาท, ชีสบรีผสมทรัฟเฟิล 100 กรัม (Fromi Brie with Truffles) พิเศษ 430 บาท ปกติ 480 บาท, เนื้อสันแหลม (Limousine Rib Eye Beef) กิโลกรัมละ 2,690 บาท ปกติ 3,690 บาท, น้ำแร่ธรรมชาติ สปาร์คลิ่ง 500 มล. ซื้อ 1 แถม 1 ในราคา 69 บาท

อุ่นเครื่องด้วยการช้อปปิ้งไปแล้ว ก็ได้เวลารองท้องกับเบเกอรี่อาร์ติซานกลิ่นหอมกรุ่นเย้ายวนใจที่อบสดใหม่จากเตา โดยเชฟประจำ The Baker ซึ่งคัดสรรเฉพาะวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เนยสดแท้จากแคว้นบริตทานี่ เริ่มด้วย ครัวซองต์ (Croissant) หอมกรุ่น ชุ่มเนย ราคาเริ่มต้นชิ้นละ 65 บาท มีหลากหลายรสชาติ เช่น ครัวซองต์คาราเมลแมคคาดาเมีย, ครัวซองต์เนยสดฝรั่งเศส, ครัวซองต์สวิสเอมเมนทอลชีส พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รับฟรี! เดอะเบเกอร์อาร์ติซานครัวซองต์เนยสดฝรั่งเศส 1 ชิ้น มูลค่า 65 บาท เมื่อซื้อครัวซองต์ชิ้นละ 75 บาท ครบ 3 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 14-27 กรกฎาคม 2564

อีกหนึ่งขนมปังเนยสไตล์ฝรั่งเศสสีเหลืองทอง ที่คนรักขนมปังจะต้องไม่พลาด บริยอช (Brioche) ขนมปังอบที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มนวลด้วยส่วนผสมของไข่และเนยชั้นดี อาทิ  เดอะเบเกอร์อาร์ติซานขนมปังบริยอชเนยสดฝรั่งเศส ชิ้นละ  99 บาท, ขนมปังบริยอชน้ำผึ้งดอกลำไยถั่วพีแคน พิเศษ 145 บาท ปกติ 160 บาท

ปิดท้ายด้วย 4 เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟรสชาติต้นตำรับฝรั่งเศส จาก CENTRAL EATERY มีจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 10-18 กรกฎาคม 2564 ได้แก่  “French Onion Soup” หรือ ซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส (ราคา 140 บาท) ขึ้นชื่อว่าเป็นซุปใสก็จริง แต่ซุปหัวหอมของฝรั่งเศสนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เริ่มจากเชฟต้องผัดให้หอมใหญ่ขึ้นสีจนสวย (Caramelized) จากนั้นจึงนำมาเคี่ยวต่อกับน้ำสต็อกเนื้อรสชาติเข้มข้น ปรุงรสจนได้ที่ ออกมาเป็นซุปใสที่รสชาติเต็มปากเต็มคำ ท็อปปิ้งด้วยชีส Gruyère (กรุยแยร์) ที่ถูกเบิร์นจนหอม เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศส รับรองว่าเพียงแค่คำแรกที่ได้ชิม ก็จะรู้สึกราวกับได้นั่งอยู่ที่คาเฟ่สักแห่งกลางกรุงปารีส

เมนูที่สอง เชฟเลือกเสิร์ฟ “Tuna Niçoise Salad” (ทูน่า นีซัว สลัด) หรือสลัดปลาทูน่าสไตล์ฝรั่งเศส (ราคา 250 บาท) เมนูเบาๆ ก่อนจะไปถึงเมนคอร์ส ในเมนูประกอบไปด้วยผักนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่ง  เฟรนช์บีน หอมแดง มะเขือเทศ แอนโชวี มะกอกคาลามาตา พริกหวาน ไข่ต้ม ราดด้วย Lemon Vinaigrette หรือน้ำสลัดเลมอนที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ทานคู่กับปลาทูน่าเนื้อแน่นที่ถูกปรุงอย่างตั้งใจ หอมกลิ่นพริกไทยดำชวนให้อยากอาหารมากยิ่งขึ้น

เดินทางมาถึงเมนคอร์สที่เอาใจสายมีทเลิฟเวอร์ กับ “Côte de Boeuf” (โก้ต เดอ เบิฟ) หรือ สเต็กเนื้อต้นตำหรับสไตล์ฝรั่งเศส (ราคา 1,295 บาท) เมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะเชฟเลือกเนื้อส่วนริบอายติดกระดูกคุณภาพดีมาปรุงอย่าง พิถีพิถันในทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นจานโปรด ปรุงความสุกของเนื้อออกมาพอดิบพอดี ได้รสชาติเนื้อเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมสลัด และชีส Parmigiano Reggiano หรือพาร์เมซานที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้สเต็กเนื้อจานนี้กลมกล่อมยิ่งขึ้น

ปิดท้ายความฟินแบบฉบับปารีเซียงกันด้วยเมนูขนมหวานจานหรูอย่าง “Duchesse de Citron” (ดุชเชส เดอ ซิทร็ง) หรือเลม่อนทาร์ต (ราคา 60  บาท) หนึ่งในขนมสไตล์ Pâtisserie ขวัญใจนักชิมทั่วโลก รสเปรี้ยวของเลม่อนเคิร์ดที่เพิ่มความสดชื่น และช่วยล้างปากหลังทานของคาวได้เป็นอย่างดี เป็นขนมที่ให้ความนุ่มและความกรุบกรอบในหนึ่งคำ ให้คุณดื่มด่ำบรรยากาศจากที่บ้านได้เหมือนอยู่ปารีส

เฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศส ในงาน  “La Fête Nationale 14 Juillet” สะดวกสบายด้วยบริการสั่งซื้อสินค้าผ่าน www.tops.co.th หรือ สั่งอาหารจาก Grab Food เลือก CENTRAL EATERY อาหารปรุงสดโดยเชฟมืออาชีพ  เพียงเท่านี้ รสชาติของฝรั่งเศสที่คุณคิดถึงก็พร้อมเดินทางไปหาถึงหน้าบ้านแล้ว

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.thwww.centralfoodhall.com, เฟซบุ๊ก TopsThailand, เฟซบุ๊ก Central Food Hall หรือ อินสตาแกรม centralfoodhallofficial

กองทัพอากาศ เผยยอด 290 นายติดเชื้อโควิด-19

กองทัพอากาศ เปิดเผยทหารกองประจำการติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันทุกคนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

พลอากาศโท ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 กองทัพอากาศได้รับมอบหมายภารกิจในการสนับสนุนรัฐบาล และ ศบค.ในหลายมิติ ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงมีความห่วงใยในความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงและด่านหน้า โดยเฉพาะน้อง ๆ ทหารกองประจำการ ณ ที่ตั้งดอนเมือง ซึ่งออกปฏิบัติหน้าที่ช่วงสถานการณ์ COVID-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งเมื่อเสร็จจากการปฏิบัติภารกิจน้อง ๆ ทหารกองประจำการเหล่านี้ต้องกลับมาพักอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน

ดังนั้น เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับกำลังพล ผู้บัญชาการทหารอากาศจึงสั่งการให้หน่วยเกี่ยวข้องดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกให้กับทหารกองประจำการ ระหว่างวันที่ 9 – 11 ก.ค.64 เพี่อสร้างความปลอดภัย ผลการตรวจคัดกรองของทหารกองประจำการ จำนวน 718 คน พบว่า มีทหารกองประจำการติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 290 คน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง (กลุ่มอาการสีเขียว) โดยทั้งหมดได้รับการดูแลอย่างดีและรับการรักษาตามขั้นตอนที่ทางสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด มีรายละเอียดการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้

1. กองทัพอากาศ จัดเตรียมอาคาร สถานที่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก โดยใช้อาคารกองพันของหน่วย เพื่อจัดเป็น Community Isolation หรือ สถานที่แยกตัวชุมชนของหน่วย ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย 2 อาคาร ได้แก่ อาคารสำหรับผู้มีความเสี่ยงสูง และ อาคารสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ (ผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง) โดยอาคารทั้ง 2 แห่ง แยกจากกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

2. ทหารกองประจำการที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด แยกเข้ารับการรักษาภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ กรมแพทย์ทหารอากาศ ดังนี้
2.1 Community Isolation (สถานที่แยกตัวชุมชนของหน่วย) หรือ อาคารกองพันของหน่วย
จำนวน 199 คน
2.2 โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (ดอนเมือง) จำนวน 52 คน
2.3 โรงพยาบาลสนามกองทัพอากาศ (โรงเรียนการบิน) จำนวน 39 คน

3. สำหรับการดูแลผู้มีความเสี่ยงสูงและผู้ป่วยติดเชื้อ ได้ดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ของกองทัพอากาศดูแลอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อจะได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิและวัดปริมาณออกซิเจน พร้อมลงบันทึกข้อมูลและแจ้งอาการป่วยกับเจ้าหน้าที่ทุกวัน รวมทั้งได้รับการบริการอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อรองรับการดูแลรักษาอย่างเพียงพอ

4. กรณีพบผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง จะนำส่งเข้ารักษาต่อยังโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ

5. สำหรับรายละเอียด Time Line ที่ผ่านมาของผู้ป่วยติดเชื้อนั้น น้อง ๆ ทหารกองประจำการ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยกลับบ้านและพักอาศัยอยู่ที่หน่วยตลอดเวลา

สำหรับการติดเชื้อในหน่วยทหารของกองทัพอากาศ ถือเป็นสถานการณ์โรคระบาดที่มีความสำคัญ และกองทัพอากาศติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เมื่อมีการติดเชื้อก็จะเข้าสู่กระบวนการป้องกันและรักษาตามมาตรฐานสาธารณสุข โดยใช้ศักยภาพของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพอากาศในการรักษาพยาบาลกำลังพล และควบคุมไม่ให้กระจายไปสู่ภายนอก ซึ่งกำลังพลกองทัพอากาศมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้เช่นเดียวกับประชาชนโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารอากาศมีความห่วงใย และได้กำชับให้กำลังพลเพิ่มความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากที่ตั้งบางหน่วยเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค กองทัพอากาศขอยืนยันว่าเราจะดูแลน้อง ๆ ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นบุตรหลานของท่านอย่างดีที่สุดภายใต้มาตรฐานการรักษาพยาบาลและขีดความสามารถของหน่วยงานทางการแพทย์ของกองทัพอากาศที่มีอยู่อย่างเต็มกำลังความสามารถ