เสวนาออนไลน์ SIAM PIECES พรุ่งนี้ (13 ก.ค.64)

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันพลาสติก และ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร สร้างสรรค์โครงการพัฒนาแบบแผนธุรกิจ (Business Model) สำหรับการบริหารจัดการขยะพลาสติกหลังการใช้โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการของพลาสติกหลังการใช้งานในภาพรวมของทั้ง Value Chain จึงจําเป็นต้องมีการศึกษาพฤติกรรมและแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  เพื่อเพิ่มอัตราการนําขยะพลาสติกไปใช้ประโยชน์ และป้องกันขยะพลาสติกหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้กำหนดจังานแถลงข่าวและงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ SIAM PIECES โมเดลเส้นทางการจัดการพลาสติกใช้แล้วครบวงจร ในวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2564 (ZOOM Application) เวลา 13.00-14.30 น. โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ได้ที่ https://us02web.zoom.us/j/87268423341#success

Carro Floor Auction ลุยตลาดลานประมูลรถยนต์มือสอง

นายอรรณพ เกษตระทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์โร (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองบนแพลตฟอร์มออนไลน์และ ยูนิคอร์น รายแรกในตลาดด้านยานยนต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า บริษัทเร่งเดินหน้ากลยุทธ์รุกธุรกิจครั้งใหญ่ หลังตลาดรถยนต์มือสองมีสัญญาณการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำด้านบริการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร (One-stop Shopping Place) ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ “click.buy.drive.” ซื้อรถง่ายแค่ปลายนิ้วคลิก

ล่าสุด บริษัททุ่มงบลุยช่องทางใหม่ Carro Floor Auction สร้างตลาดลานประมูลรถยนต์มือสองเชื่อมโยงทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เน้นความโปร่งใสและย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพรถยนต์ทุกคันที่ผ่านการคัดเกรดก่อนถึงมือลูกค้า

หลังจากนี้ คาร์โรจะขยายฐานธุรกิจให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภคในรูปแบบลานประมูลออนไลน์ Carro Floor Auction เพื่อเป็นช่องทางใหม่รองรับรถที่เข้ามาจำนวนมากจากสถาบันการเงินและบริษัทพันธมิตรต่างๆ โดยนำเข้าการประมูล ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน ตอบโจทย์ครบทุกด้านของแหล่งที่มาของรถยนต์จากสถาบันการเงิน สินเชื่อหรือรถองค์กร อีกทั้งเพิ่มโอกาสให้ดีลเลอร์ได้รับรถผ่านระบบลานประมูลที่โปร่งใสทุกขั้นตอนและเพิ่มช่องทางการขายให้ฝ่ายเจ้าของรถด้วย

สำหรับการจัดการประมูล Carro Floor Auction จะเริ่มรอบ Soft Launch ในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคมนี้ ก่อนเริ่มเปิดรอบประมูลอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป และในครั้งถัดๆ ไปจะจัดประมูลในทุกๆ วันจันทร์ อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

ด้านขั้นตอนและวิธีการเชิญผู้นำรถเข้ามาประมูล เริ่มจากเจ้าหน้าที่คาร์โรนำเสนอบริการ โดยการเป็นตัวแทนขายทอดตลาดแก่เจ้าของหรือบริษัทฯ ที่ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่ถูกยึด หรือรถล็อต หากมีการตกลงเข้าร่วม Carro Floor Auction จะมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างประมูลและสัญญาฝากทรัพย์ร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่คาร์โรจะนำรถเข้าตรวจสภาพจำนวน 200 จุด ผ่าน Inspection App เพื่อประเมินราคาเบื้องต้นและส่งราคาประเมินให้ผู้ขายพิจารณาก่อน

เมื่อผู้ขายอนุมัติราคาขายกลับมายังบริษัทคาร์โรฯ แล้ว จะพร้อมนำรถขึ้นประมูลได้ทันที และหากมีรถที่จบราคาหลังการประมูลเสร็จสิ้นลง บริษัทจะโอนเงินชำระค่ารถให้ผู้ขายภายใน 5 วันทำการ และส่งมอบเอกสารต่างๆ ภายในเวลา 30 วันทำการ

“จุดเด่นสำคัญของ Carro Floor Auction ที่ต่างจากตลาดลานประมูลทั่วไป คือ ระบบการประมูลออนไลน์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาช่วยเสริมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเกรดรถยนต์คุณภาพเพื่อเข้าประมูลซึ่งรถทุกคันจะผ่านการตรวจสอบสภาพจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 200 จุด พร้อมนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์แบ่งเกรดของรถอย่างชัดเจน มีการโชว์ผลการตรวจให้เห็นผ่าน Inspection Report เพื่อเป็นข้อมูลตัดสินใจแก่ผู้เข้าร่วมประมูล และเปิดโอกาสให้ตรวจสอบรถที่เข้าประมูลได้ด้วยตนเอง รวมไปถึงระบบการประมูลที่เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้กระบวนการโปร่งใสและสามารถดูย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน” นายอรรณพ กล่าว

นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วม ยังสามารถเข้าร่วมประมูลทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันได้ โดยลงทะเบียนก่อนการเข้าประมูล พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานยืนยันการมีตัวตนอยู่จริง ซึ่งบริษัทจะประชาสัมพันธ์เชิญทางช่องทางออนไลน์ สำหรับดีลเลอร์ทั่วไป และดีลเลอร์ในกลุ่มพันธมิตรของคาร์โร ซึ่งสามารถดูข้อมูลอัพเดทข้อมูลของรถยนต์ที่เข้าร่วมประมูลได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Carro Wholesale และเปิดรับลงทะเบียนหน้างานอีกครั้งในวันประมูล

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนผลักดันแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น เพื่อดึงดีลเลอร์เข้าประมูลผ่านช่องทางออนไลน์ให้ได้มากกว่า 500 การประมูลต่อรอบประมูล สร้างการแข่งขันราคามากที่สุดและจบราคาที่สูงจูงใจบริษัท Finance & Leasing เพื่อส่งรถเข้าประมูลเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าดึงดีลเลอร์เข้าร่วมประมูลไม่ต่ำกว่า 30 รายต่อเดือน สร้างเพื่อผลักดันยอดขายมากกว่า 1,000 คันต่อเดือน และเพิ่มเป็น 3,000 คันต่อเดือนภายในกลางปี 2565

นายอรรณพ ยังกล่าวถึงภาพรวมตลาดรถยนต์มือสอง ว่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้น ทั้งในแง่ของความต้องการที่เพิ่มขึ้นและราคาซื้อขายที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์ทั้งปี 2564 จะมียอดขายเติบโตราว 7% อยู่ที่ 1.7-1.8 ล้านคัน จากรถมือสองในตลาดการประมูลประมาณ 250,000-300,000 คันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท

โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดรถมือสองโตขึ้น คือ สถานการณ์โควิด ทำให้ผู้คนหันมาซื้อรถมือสองคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านกำลังซื้อที่ลดลง และราคารถมือสองที่สามารถเอื้อมถึงได้มากกว่ารถใหม่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว และซึ่งประชาชนบางกลุ่มต้องการมีรถส่วนตัว เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ ทำให้การเลือกซื้อรถยนต์มือสองที่มีคุณภาพกลายเป็นทางเลือกของคนส่วนใหญ่ที่มองหารถขณะนี้

ขณะเดียวกัน บริษัท คาร์โร ประเทศไทย ได้รับผลบวกจากปัจจัยดังกล่าวและมีอัตราเติบโตสูงมาก โดยช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงถึง 6 เท่า เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ต้องเร่งขยายฐานลูกค้าและดึงพันธมิตรที่มีเข้ามาสนับสนุนเพื่อผลักดันรถยนต์มือสองเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าประมูลได้เลือกประเภทรถที่เหมาะกับความต้องการที่หลายหลาย ในช่องทาง Carro Floor Auction เพราะจำนวนรถที่มากขึ้นจะนำไปสู่สัดส่วนของตลาดรถยนต์มือสองที่มากขึ้นเช่นกัน

ช้อปอะไรดี? ตู้เย็นไฮเออร์ รุ่น HRF-330MGI

เติมเต็มไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลให้สะดวกสบายและสมาร์ทยิ่งกว่า ไฮเออร์ (Haier) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ตู้เย็นไฮเออร์ รุ่น HRF-330MGI ที่มาพร้อมนวัตกรรมเด่น Haier Gen 3 New Temp Technology” สร้างมาตรฐานตู้เย็นยุคใหม่ ตอบโจทย์ความคุ้มค่าทั้งราคา ฟังก์ชันการใช้งาน ตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัย

ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยนวัตกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้ดีที่สุด พร้อมตอบสนองเทรนด์การแต่งบ้านที่ทุกคนให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นในด้านดีไซน์ของเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น 2 ประตูระดับพรีเมียม (HRF-330 MGI) ขนาดความจุ 11.4 คิว (ราคา 15,990 บาท) โดดเด่นด้วยดีไซน์ เรียบหรู เน้นวัสดุพรีเมียมอย่างกระจกและสเตนเลส มาพร้อม Smart Temp Control ควบคุมอุณหภูมิได้ง่าย ๆ ตามความต้องการด้วยหน้าจอระบบสัมผัส สามารถกำหนดทิศทางอุณหภูมิของแต่ละช่องแช่แข็งให้แตกต่างกันออกไป รวมทั้งมีฟังก์ชันทำเครื่องดื่มเกล็ดหิมะ มีการดีไซน์ 3 ช่องแยกอิสระ เพื่อช่วยให้กลิ่นอาหารไม่ปะปนกัน และระบบ Twin Inverter ประหยัดพลังงานด้วยคอมเพรสเซอร์ และพัดลมอินเวอร์เตอร์รุ่นล่าสุด

จุดเด่นที่เป็นหัวใจหลักของตู้เย็นของไฮเออร์คือ ฟังก์ชันเมจิกรูม (MAGIC ROOM) ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งแช่เย็นและแช่แข็ง ด้วยองศาความเย็นที่ละเอียดสุด เช่น แช่เนื้อแบบพร้อมปรุงไม่ต้องรอละลายให้เสียรสชาติ (-7˚c), ทำเครื่องดื่มวุ้นแบบขวดไม่แตก (-10˚c), แช่ไอศกรีมแบบพร้อมรับประทานโดยไม่แข็งเกินไป (-12˚c) ทำให้อาหารสดแต่ละประเภท คุมรสชาติความสดของอาหารได้ดียิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันกำจัดแบคทีเรียในตู้ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของทุกคนในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัมผัสประสิทธิภาพตู้เย็นระดับพรีเมียมจากไฮเออร์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายไฮเออร์ และไฮเออร์แบรนด์ช็อปทุกสาขา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.haier.com/th และอัพเดตข่าวสาร รวมถึงโปรโมชั่นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจได้ทางเฟซบุ๊ค : HaierThailand

ShopeePay Shares Love ชวนส่งต่อกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์

ShopeePay (ช้อปปี้เพย์) ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินผ่าน Mobile Wallet ชั้นนำจาก SeaMoney ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งแรงสนับสนุนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้คนไทย ก้าวผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนนักรบเสื้อขาวผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านหน้าอย่างเสียสละ ด้วยการจัดแคมเปญ ShopeePay Shares Love เชิญชวนทุกคนแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊กแฟนเพจ ShopeePay พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจ โดยทุกๆ 1 แชร์ จะมีมูลค่า 1 บาท เพื่อร่วมบริจาคสมทบทุนด้านการแพทย์สู้ภัยโควิด-19 ให้กับศิริราชมูลนิธิ สามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 กรกฎาคมนี้

นายศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้อำนวยการ ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง และต้องทุ่มเทกายใจเพื่อปฎิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ ด้วยพันธกิจหลักของ ShopeePay ต้องการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติผ่านเทคโนโลยีการชำระเงิน Mobile Wallet เราได้ตระหนักถึงความเสียสละอดทนของเหล่านักรบชุดขาวที่ต่างทำงานเพื่อพวกเราอย่างไม่มีวันหยุด เราขอขอบคุณจากใจ และขอเป็นสื่อกลางในการรวบรวมคำขอบคุณจากประชาชนชาวไทย เพื่อส่งมอบกำลังใจไปยังบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านแคมเปญ ‘ShopeePay Shares Love’ เพราะทุกๆ ข้อความที่ขอบคุณ ชื่นชม และให้กำลังใจ ล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทีมบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ผ่านทุกอุปสรรค มีแรงในการต่อสู้กับภารกิจใหญ่ครั้งนี้ และเราจะจับมือกันก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

รายละเอียดการร่วมกิจกรรมแคมเปญ ShopeePay Shares Love

  • กดแชร์โพสต์แคมเปญ ‘ShopeePay Shares Love’ จากทางเฟซบุ๊ก ShopeePay
  • เขียนข้อความให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ใส่ Hashtag #ShopeePayTH #ShopeePaySharesLove และตั้งค่าเป็นสาธารณะ โดย 1 แชร์ จะมีมูลค่า 1 บาท

ShopeePay จะนำไปสมทบทุนด้านการแพทย์สู้ภัยโควิด-19 ให้กับศิริราชมูลนิธิ โดยสามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 12 – 19 กรกฎาคมนี้

AH รับอานิสงค์อุตฯ รถยนต์ฟื้นดันออเดอร์แน่น

AH ส่งซิกผลงานไตรมาส 2/64 โดดเด่นกว่าปีก่อน อานิสงค์อุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ดันยอดคำสั่งซื้อทั้งใน-ต่างประเทศแน่น ประเมินครึ่งปีหลังสดใสต่อเนื่อง หนุนภาพรวมทั้งปี 2564 มีโอกาสกวาดรายได้ทะลุเป้า 21,000 ล้านบาท ล่าสุดคว้างานผลิตเพลารถยนต์รุ่นใหม่ เติมพอร์ตกว่าปีละ 1 พันล้านบาท เริ่มผลิตป้อนลูกค้าไตรมาส 4/64 พร้อมขยายธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เล็งเปิดโชว์รูม MG แห่งใหม่แบบครบวงจรยึดหัวหาดย่านปทุมธานีปลายปีนี้ ผู้บริหารชี้ ราคาเหล็กขยับไม่กระทบธุรกิจในประเทศไทย ส่วนประเด็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขาดตลาด คาดกระทบบ้างช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังมั่นใจยอดผลิตรถยนต์เติบโต 8-10% จากปี 2563

นายเย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ผู้นำด้านธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการหลังการขายประเมินภาพรวมผลงานไตรมาส 2/2564 ว่า เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (ฐานต่ำผลการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19ระลอกแรก) รับอานิสงค์อุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ซึ่งปัจจุบันเห็นสัญญาณการฟื้นตัวเป็นแบบ V Shape จากเดิมคาดเป็น U Shape ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะด้านการส่งออกที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น จากภาพรวมเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อาทิ ออสเตรเลีย ขณะที่ยอดขายภายในประเทศ ลูกค้ารายใหญ่ได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของยอดขายรถกระบะในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทฯได้ลงนามสัญญางานใหม่ “พัฒนาและผลิตเพลารถยนต์รุ่นใหม่” มูลค่างานกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี (สัญญา 7 ปี) เริ่มผลิตช่วงไตรมาส 4/64 เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เบื้องต้นจะส่งออกไปยังแอฟริกาใต้และอาเจนติน่า นอกจากนี้ยังได้เดินหน้าขยายธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โดยเตรียมเปิดโชว์รูม MG แห่งใหม่แบบครบวงจร บนทำเลย่านปทุมธานี ช่วงไตรมาส 4/64 รองรับการฟื้นตัวของดีมานส์ภายในประเทศ

ประธานกรรมการบริหาร AH บอกเพิ่มเติมว่า จากสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมรถยนต์ และแผนงานที่วางไว้ เชื่อมั่นผลงานช่วงครึ่งปีหลังสดใสต่อเนื่อง แม้อาจได้รับผลกระทบระยะสั้นจากปัญหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขาดตลาด และการขัดข้องเรื่อง Supply Chain บางส่วนจากการล็อคดาวน์ในประเทศมาเลเซีย หนุนภาพรวมรายได้ทั้งปี 2564 มีโอกาสทะลุเป้า 21,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 20% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่คาดจะเติบโตได้เพียง 5-10% พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้ในระดับ 10-12% หลังเน้นบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพในระดับสูงต่อเนื่อง ปรับระบบการทำงานภายใน โดยเฉพาะงานปฏิบัติการ (Operation) ด้วยการนำ Robotic Process Automation : RPA เข้ามาปรับใช้

ACE เข้ารอบโรงไฟฟ้าชุมชนยกแผง 29 โครงการ

ACE ประกาศข่าวดี 29 บริษัทย่อยผ่านคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งสิ้น 29 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 93.00 เมกะวัตต์ ลุ้นข้อเสนอราคาขายไฟในเดือนกันยายน 2564 มั่นใจประสบการณ์ ความพร้อม และข้อเสนอจะเกิดประโยชน์ที่ดีกับชุมชน

นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. ได้ประกาศรายชื่อผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก 95 รายที่ผ่านคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) ซึ่งบริษัทย่อยของ ACE จำนวน 29 บริษัท ได้ยื่นคำเสนอไปรวมทั้งสิ้น 29 โครงการ ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 93.00 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตเสนอขายรวม 78.85 เมกะวัตต์ ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา คาดจะทราบผลในช่วงเดือนกันยายน 2564

“การเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการขยายธุรกิจตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งบริษัทฯ มีจุดแข็งทั้งด้านความพร้อมของฝ่ายบริหาร ทีมงานที่มีประสบการณ์ รวมถึงความสำเร็จจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยเทคโนโลยีสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ และปัจจัยสำคัญ คือ การมีเครือข่ายเกษตรกรและวัตถุดิบชีวมวล รวมถึงความเชี่ยวชาญในการวิจัยพัฒนาพืชพลังงาน จึงเชื่อว่าข้อเสนอของบริษัทฯ จะเป็นข้อเสนอที่ดีเกิดประโยชน์กับชุมชนสูงสุด หากมีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก บริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบต่อไปนายธนะชัย กล่าว

TPCH ฉลุย! โรงไฟฟ้าชุมชนฯ 8 โครงการ กำลังผลิต 27 MW

TPCH ผ่านคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก ประเภทพลังงานเชื้อเพลิงชีวมวลและชีวภาพ จำนวน 8 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 27 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ฟาก “กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี” ระบุ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ มั่นใจศักยภาพความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หวังดันกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมแตะ 250 เมกะวัตต์ ภายในปี 2566 จากปัจจุบันอยู่ที่ 109 เมกะวัตต์ ช่วยสนับสนุนอนาคตโตโดดเด่น

นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เปิดเผยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 รับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบ ไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ โดยบริษัทย่อยของ TPCH ได้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ และคำเสนอขอขายไฟฟ้าทางเทคนิคจำนวน 8 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 27 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้ กฟภ.มีกำหนดประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 9 กันยายน 2564 และกำหนดลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วัน นับจากวันประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก หรือภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567

สำหรับโครงการที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค จำนวน 2 โครงการ บริษัทฯ มีความพร้อมในการเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา (ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564) ต่อไป

การผ่านเกณฑ์พิจารณาในขั้นตอนแรกเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ซึ่งบริษัทฯ สามารถผ่านเกณฑ์พิจารณา จำนวน 8 โครงการ จากที่ได้ยื่นประมูลไป จำนวน 10 โครงการ โดยบริษัทฯ มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นอย่างดี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนอนาคตให้มีการเติบโตได้อย่างโดดเด่น” นางกนกทิพย์ กล่าว

ด้าน นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้งจำกัด (มหาชน)หรือ TPCH กล่าวว่า สำหรับโครงการที่ผ่านเกณฑ์พิจารณา 8 โครงการ แบ่งเป็นการผลิตประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล 7 โครงการและการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ 1 โครงการ ประกอบด้วย 1.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 9 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลเพหลา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่, 2.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 10 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลลุโบะบือา อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส, 3.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 11 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส, 4.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 14 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส, 5.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 15 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส, 6.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 18 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลลานดอกไม้ตก อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร, 7.บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 19 จำกัด ที่ตั้ง ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี และ 8.โครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ บริษัท พี พี แอล พาวเวอร์ จำกัด ที่ตั้ง ตำบลเพหลา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

ปัจจุบัน TPCH มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ขายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้ว  10 แห่ง กำลังการผลิตรวม 109 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวล CRB, MWE, MGP, TSG, PGP, SGP , PTG ,TPCH 5 , TPCH 1 และ TPCH 2 นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมที่จะ COD โรงไฟฟ้าขยะ สยาม พาวเวอร์ (SP) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ และหากบริษัทฯ ได้งานดังกล่าว จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้มีกำลังการผลิตรวมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  ทั้งโรงไฟฟ้าชีวภาพและชีวมวล250 เมกะวัตต์ ภายในปี 2566 ” นายเชิดศักดิ์กล่าว

10 อันดับ อภิมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2564

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของไทยหดตัวลงมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษมากถึงร้อยละ 6.1 ในปี 2563 ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันในปีนี้ แต่รัฐบาลก็ได้ให้คำมั่นที่จะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนโควิดสำหรับชาวต่างชาติภายในเดือนตุลาคม โดยเริ่มที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะที่แนวโน้มการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการส่งออก ได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 43 นับตั้งแต่มีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินครั้งล่าสุดเมื่อ 15 เดือนที่แล้ว ซึ่งมีส่วนในการเพิ่มทรัพย์สินรวมของบุคคลร่ำรวยที่สุดจากการจัดอันดับของ Forbes ประจำปี 2564 กว่าร้อยละ 20 เป็น 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ในปีนี้ พี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น 2.9 พันล้านเหรียญ เป็น 3.02 หมื่นล้านเหรียญ ตามมาด้วย เฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังระดับโลกอย่างกระทิงแดง ร่วมกับตระกูลของเขา โดยเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีนี้ รวมมูลค่าสุทธิ 2.45 หมื่นล้านเหรียญ

ด้าน สารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีด้านพลังงาน คือ อีกหนึ่งรายที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 เป็น 8.9 พันล้านเหรียญ และล่าสุดในเดือนเมษายน ได้นำบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำเสนอซื้อหุ้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่ราคา 1.7 หมื่นล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย

จาก 38 รายชื่อที่มีมูลมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มีเพียง 8 รายเท่านั้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ นำโดยเสถียร เศรษฐสิทธิ์ และ ณัชไมย ถนอมบุญเจริญ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มคาราบาว ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ด้วยผลกำไรที่มากที่สุดในรอบปีได้ส่งผลให้ทั้งคู่มีมูลค่าทรัพย์สินส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นรายละมากกว่า 2 เท่า 

เช่นเดียวกับความมั่งคั่งของผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพทั้ง 5 รายในทำเนียบที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมไปถึงพงษ์ศักดิ์ วิทยากร หลังจากที่สาธิต วิทยากร บุตรชายได้เข้าซื้อหุ้นในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่มูลค่าเกือบ 600 ล้านเหรียญ

นอกจากนี้ ยังมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่อีก 3 รายจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ผู้ก่อตั้งธุรกิจอาหาร บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย สมหวัง และ ไวยวุฒิ สินเจริญกุล คู่พ่อลูกผู้อยู่เบื้องหลัง บมจ.ศรีตรังแอโกรฯ

อุตสาหกรรมยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และอดิศักดิ์ และ นาตยา ตั้งมิตรประชา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน Dohome

ด้าน 1 ใน 3 รายชื่อที่หวนคืนสู่ทำเนียบในปีนี้อีกครั้ง ได้แก่ บัญชา องค์โฆษิต จากการที่บริษัทเคซีอี อีเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์สำหรับภาคยานยนต์ ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 

ขณะที่ 6 มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินลดลง ได้แก่ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา แห่งคิง เพาเวอร์ ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และอีก 6 รายชื่อที่หลุดออกจากทำเนียบ เนื่องจากเกณฑ์การจัดอันดับได้ปรับจาก 460 ล้านเหรียญในปี 2020 มาอยู่ที่ 737 ล้านเหรียญในปีนี้

cr.: ,

พยากรณ์อากาศประจำสัปดาห์ 12-18 ก.ค. นี้

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 12-18 กรกฎาคม 2564 ดังนี้

ในช่วงวันที่ 12 – 13 ก.ค. 64 ร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีกำลังอ่อนลง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ยังคงทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในวันที่ 14 – 18 ก.ค. 64 ร่องมรสุมพาดยังคงผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ในวันที่ 12 ก.ค. 64 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 13 – 18 ก.ค. 64 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 14 – 18 ก.ค. 64 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 12 ก.ค. 64

นายกฯ รับมอบวัคซีนโควิด-19 จากรัฐบาลญี่ปุ่น

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2564) เวลา 08.30 น. ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานงานรับมอบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายนาชิดะ คาซูยะ (H.E. Mr. Nashida Kazuya) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ภายหลังเสร็จสิ้นการรับมอบฯ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณในไมตรีจิตและความห่วงใยของรัฐบาลญี่ปุ่นในการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รัฐบาลไทยรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งถึงความปรารถนาดีที่ญี่ปุ่นมีให้ตลอดมา สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน ซึ่งการฉีดวัคซีนถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดการแพร่ระบาด อีกทั้งความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้ มีส่วนสำคัญที่จะมาเสริมกับวัคซีนที่ไทยได้ดำเนินการจัดหามาแล้วเพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนมากยิ่งขึ้น ลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และสนับสนุนให้ไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมที่จะก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ และวิกฤติครั้งนี้ไปพร้อมกับญี่ปุ่นโดยไม่มีวันทอดทิ้งกัน

นายนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้มอบสารจากนายซูกะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถึงนายกรัฐมนตรี และได้กล่าวว่านับถือรัฐบาลไทยในการจัดการมาตรการโควิดครั้งนี้ หวังว่าการมอบวัคซีนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้มาตรการฉีดวัคซีนของไทยราบรื่นยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวถึงความช่วยเหลือร่วมมือของไทยญี่ปุ่นที่มีมาตลอดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเกือบ 135 ปี โดยญี่ปุ่นและไทยร่วมฝ่าวิกฤติร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2554 และหวังว่ามิตรภาพที่มีจะช่วยให้เราผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน กลับมาสู่การเดินทางไปมาหาสู่กันด้วยรอยยิ้มเร็วที่สุด

ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวได้มีการลงนามหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 และจัดส่งถึงไทยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โดยมีจำนวน 1,053,090 โดส เป็นวัคซีนของบริษัท AstraZeneca ซึ่งผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท KM Biologics Co., Ltd. และบริษัท Daiichi Sankyo Co., Ltd