ศุภาลัย ขานรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ รุกแนวราบโครงการใหม่

บมจ.ศุภาลัย ลุยต่อโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ ปาล์มสปริงส์” ต่อยอดความสำเร็จ เตรียมเปิดตัว ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ บ้านพอน” บนทำเลโดดเด่น ใกล้ถนนเทพกระษัตรี จ.ภูเก็ต ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท พร้อมเปิด Pre-Sale 17-18 กรกฎาคมนี้

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งล่าสุดมีการเปิดจังหวัดภูเก็ต เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบ หรือโครงการ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ให้นักท่องเที่ยว สามารถเดินทางเข้ามาในพื้นที่ได้

สำหรับตลาดอสังหาฯในจังหวัดภูเก็ตนั้น บริษัทฯ มีความมั่นใจในการขยายการลงทุน เปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งโครงการ แนวราบและคอนโดมิเนียม โดยในเดือนกรกฎาคมนี้ เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ปาล์มสปริงส์” ซึ่งประสบความสำเร็จในการประเดิมโครงการแรกที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จึงมีความมั่นใจเดินหน้ารุกโครงการแนวราบในภาคใต้ มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ บ้านพอน” คว้าทำเลเด่นท่ามกลางธรรมชาติ ในจังหวัดภูเก็ต ใกล้ถนนเทพกระษัตรี ที่จะเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชั่นผ่านบ้านสวย สไตล์โมเดิร์นให้ใช้ชีวิตได้เหมือนเป็น วันหยุดในทุกวัน

ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ บ้านพอน สร้างสรรค์แนวคิด Express your true style. Show your true colors.คุณภาพที่เหนือกว่าท่ามกลางธรรมชาติ กับแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น เป็นตัวตนในแบบของคุณ” บนที่ดินประมาณ 68 ไร่ ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการ มาพร้อมแบบบ้านมากถึง 7 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 119-213 ตร.ม. โดยบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ที่ดิน 50 ตร.ว. บ้านแฝด ขนาดพื้นที่ที่ดิน เริ่ม 35.5 ตร.ว และทาวน์โฮม ขนาดพื้นที่ที่ดิน เริ่ม 19.4 ตร.ว. ราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมระบบ Home Automation & Smart Security ให้ความสะดวกสบาย

ในการอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ ทางเข้าออกระบบ Easy Pass และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งกล้อง CCTV ทั้งโครงการ

โดดเด่นด้วยทำเลที่เดินทางสะดวก ห่างจากถนนเทพกระษัตรีเพียง 850 เมตร สามารถเดินทางเข้าออก ได้หลายเส้นทาง ทั้งออกสู่ถนนเทพกระษัตรี ถนนศรีสุนทร และถนนดอนจอมเฒ่า เพียบพร้อมด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกรายล้อมโครงการ และเพียง 20 เมตรจากจากร้านซุปเปอร์ชีป

บริษัทฯ มีมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพื่อเสริมความมั่นใจ ในการเข้าเยี่ยมชมโครงการ โดยคำนึงถึงสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อีกทั้งพนักงานประจำโครงการ ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายก่อสร้าง และฝ่ายบริการชุมชนล้วนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสการอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติ ใช้ชีวิตได้เหมือนเป็นวันหยุดในทุกวัน กับโครงการ ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ บ้านพอน” พร้อมเปิดบ้านให้คุณเป็นเจ้าของก่อนใคร ภายในงาน Pre-Sale 17-18 กรกฎาคม นี้ ณ Sales Gallery สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1720 หรือ www.supalai.com หรือสามารถดาวน์โหลด Application Supalai Sabai

ป่าน-ณิชาภัทร กับแฟชั่นสุดเริ่ด บนพรมแดงคานส์ 2021

เทศกาลแฟชั่นวีค หรือ งานพรมแดงระดับโลกต้องมี กูรูแฟชั่นสาวชาวไทยสุดฮอต ป่าน-ณิชาภัทร สุภาพ ผู้ที่มีซุปเปอร์คอนเนคชั่นกับคนดังระดับโลกมากมาย อาทิ นาโอมิ แคมป์เบลล์ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอแอนนา เดลโล รุสโซ ฯลฯ ที่ไปร่วมงานทุกครั้ง และแน่นอนว่า งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ประจำปี 2021 เธอผู้นี้ไม่พลาดร่วมเดินเฉิดฉาย สร้างสีสันให้พรมแดงคานส์ถึง 2 วัน  ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า  ป่าน-ณิชาภัทร คือหนึ่งในบทพิสูจน์ความสามารถของคนไทยที่ได้ยืนในวงการแฟชั่นระดับโลก

สำหรับลุคแฟชั่นของ สาว ป่าน-ณิชาภัทร บนพรมแดงครั้งนี้มาในชุดมินิเดรสเกาะอก ผ่าสูง สีขาว ดีไซน์ที่ผสานความเซ็กซี่และอ่อนหวาน จากแบรนด์ Giambattista Valli : Haute Couture  (เกียบาตติสตา วอลลี่ : โอต กูตูร์) คอลเลกชั่น Spring – Summer 2020 ซึ่งตัดเย็บด้วยเทคนิคการจับเดรปเย็บเป็นระบายต่อเป็นชั้นๆ เครื่องประดับจาก Bvlgari (บุลการี) ไฮจิวเวลรี่

ลุคพรมแดงวันที่ 2 สาว ป่าน-ณิชาภัทร สวยสง่าในชุดเดรสยาวปักเลื่อมสีชมพู จาก Rami Kadi Maison de Couture (คามิ คาดิ เมซง เดอ กูตูร์) คอลเลกชั่น Fall – Winter 2020 เครื่องประดับจาก Bvlgari (บุลการี) ไฮจิวเวลรี่

พร้อมเสริมความสวยสง่าทั้ง 2 วัน  ด้วยรองเท้า SHU RED CARPETS 4” สี  SILVER LIQUID MIRROR ซึ่งรองเท้าคู่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเดินพรมแดงของเหล่าเซเลบบริตี้คนดัง ระดับโลก ตามชื่อ SHU RED CARPETS 4” ผสมผสานกับดีไซน์หรูหรา ทรงสวย ซึ่งผลิตจากวัสดุพรีเมียมอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าที่มาแรงทุกพรมแดงระดับอินเตอร์

เปิดตัวหลักสูตร ต้นทุนชีวิต สร้างวัคซีนชีวิตด้วยพลังบวก

ศูนย์คุณธรรม เปิดตัวหลักสูตร ต้นทุนชีวิต สร้างวัคซีนชีวิตด้วยพลังบวก (Life Assets Positive Development) หวังเป็นวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เด็กไทยด้วยพลังบวก หลังพบว่า 10 ปีที่ผ่านมาพลังบวกของเด็กไทยอ่อนแอนลง โดยเฉพาะพลังชุมชน ด้านจิตอาสา น้ำใจ แบ่งปัน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ณ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชนรศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทุนชีวิต หรือ life assets ตามความหมายจากราชบัณฑิตยสถาน ปี 2556 หมายถึง คุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ที่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม และสติปัญญา เกื้อหนุนให้เจริญเติบโตและดำรงชีพอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและมีความสุข มนุษย์มีทุนชีวิตในระดับหนึ่งมาตั้งแต่เกิด และเพิ่มขึ้นตามวัยจากการอบรมเลี้ยงดู ความรัก ความเอาใจใส่ ความเข้าใจของพ่อแม่และบุคคลรอบข้าง รวมทั้งปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุนชีวิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีพลังในการปรับตัวและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ จากนั้นได้มีการพัฒนาเรื่อยมาตลอดระยะเวลา 10 ปี เราจึงนิยามให้ต้นทุนชีวิต เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดทั้งพลังบวกและวัดจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและสังคม หรือถิ่นที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นในเมือง หรือบนดอย หรือที่อื่น ๆ

โดยถอดรหัสออกมาเป็น พลัง ที่จะสะท้อนตัวตนของเด็กว่า เด็กจะรู้สึกอย่างไร มีทักษะรู้คิด และจิตสำนึกอย่างไรต่อต้นทุนชีวิตทั้ง พลังนี้ ได้แก่ 1. พลังตัวตัวตน (ตัวเราเอง) 2. พลังครอบครัว 3. พลังสร้างปัญญา (การสร้างพลังปัญญา อาจเกิดขึ้นจากในรั้วโรงเรียน หรือนอกรั้วโรงเรียน) 4. พลังชุมชน และ 5. พลังเพื่อนและกิจกรรม ถือเป็นเครื่องมือวัดพลังบวกแรกของประเทศไทย ซึ่งวัดเสียงสะท้อนของตัวเด็กเองว่ารู้สึกอย่างไรผ่านบริบท พลังดังกล่าวข้างต้น

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่ออีกว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านนี้ ได้มีโอกาสทำการสำรวจต้นทุนชีวิตเด็กไทย โดยช่วงปี 2552-2553 ได้ทำการสำรวจเด็กในระดับมัธยม หลายหมื่นกว่าตัวอย่างทั่วประเทศ ผ่านกลไกระบบของกระทรวงศึกษาธิการในสังกัด สพฐ. โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พบภาพรวมของพลังบวก อยู่ในเกณฑ์พอใช้คือ 69.10% และจากผลลัพธ์ในต้นทุนชีวิตทั้ง พลัง กลับพบว่า “พลังชุมชน” อยู่ในเกณฑ์ที่อ่อนแอที่สุด (64.04%) โดยเฉพาะในเรื่องจิตอาสา น้ำใจ แบ่งปัน เหลืออยู่เพียงประมาณ 34% โดยในปีเดียวกันนี้เมื่อนำมาเทียบเคียงกับรายงานวิจัยร่วมกับการทำสำรวจในเด็กพิเศษ (ยกตัวอย่าง เด็กที่มีการบกพร่องทั้งการได้ยินและการมองเห็น) พบว่า เด็กเหล่านี้มีจิตอาสา น้ำใจ แบ่งปัน มากกว่าเด็กปกติถึง เท่า

ต่อมาในปี 2556 มีการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในเยาวชนอายุ 12-25 ปี ทั่วประเทศ จำนวน กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเด็กในระบบการศึกษาปกติ โดย สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 2. กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิชาการ (ยกตัวอย่าง เด็กค่ายโอลิมปิกเด็กที่เป็นตัวแทนการแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ) โดย ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ 3. กลุ่มการศึกษาทางเลือกที่เข้าร่วมโครงการฯ (ยกตัวอย่าง ศูนย์การเรียนม่อนแสงดาววิชชาลัยโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญามูลนิธิเด็ก ฯลฯ) โดยทีมคณะทำงานกลาง (แกนนำเยาวชนกลุ่มการศึกษาทางเลือก) ซึ่งผลลัพธ์ของพลังทุนชีวิตโดยรวม ของเด็กทั้ง กลุ่มนี้ออกมาใกล้เคียงกัน คือ อยู่ในระดับเกณฑ์พอใช้ถึงดี (ประมาณ 68-70%) แต่พอมาดูที่ผลลัพธ์ต้นทุนชีวิตทั้ง พลัง พบว่า ภาพรวม “พลังชุมชน” ของเด็กกลุ่มที่มีความสามารถทางวิชาการ อยู่ที่ 50.45% ซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่น้อยกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ ค่อนข้างมาก ในขณะที่ “พลังครอบครัว” ของเด็กกลุ่มที่มีความสามารถทางวิชาการ อยู่ที่ 82.39% ซึ่งมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ สิ่งนี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล่ำของการศึกษาในเด็กแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจน

จนกระทั่งปี 2562ศูนย์คุณธรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล และกระทรวงศึกษาธิการ เก็บข้อมูลใหม่ทั้งประเทศไทยอีกครั้ง พบสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ “พลังชุมชน” ตกทั้งพลังทั่วประเทศไทย คือค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 53.84% จึงทำให้ ศูนย์คุณธรรมผลักดันหลักสูตร “ต้นทุนชีวิต สร้างวัคซีนชีวิตด้วยพลังบวก” นี้ขึ้นมา เพื่อที่จะช่วยให้องค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำไปใช้บูรณาการ สู่การพัฒนา และเป็นวัคซีนภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อไป  

“ต้นทุนชีวิต หรือทุนชีวิต เป็นเรื่องที่สำคัญและมีความหมายมาก ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคม เรามักจะพบสมมติฐานมากมายที่เกิดขึ้นในสังคม อย่างทุนชีวิตในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในสภาวะยากลำบาก แต่พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างมีทุนชีวิตที่แข็งแกร่ง ก็พบว่า ลูกกลายเป็นเด็กไทยหัวใจแกร่ง ตรงกันข้ามกับพ่อแม่ที่มีฐานะดี มีการศึกษาดี ไม่ได้อยู่ในสภาวะยากลำบากเลย แต่เลี้ยงลูกให้มีทุนชีวิตต่ำ ปรากฎว่าพบพฤติกรรมเสี่ยงมากมายกว่าหลายเท่าตัว”รศ.นพ. สุริยเดว กล่าว

น้องหญิง เด็กหญิงกชวรรณ ราวีศรี อายุ 12 ปี และน้องแสน เด็กชายพสธร ราวีศรี อายุ 11 ปี นักเรียนจากโรงเรียนบ้านมณีโชติสามัคคี สระบุรี ตัวอย่างหนึ่งที่ต้นทุนชีวิตไม่ได้มาพร้อมกับฐานะทางบ้านที่ดี แต่พี่น้องทั้ง คนยังเป็นกำลังสำคัญที่นอกจากเรียนแล้ว ยังต้องช่วยทางบ้านทำงานอยู่ตลอด สิ่งที่เป็นต้นทุนสำคัญของน้องทั้ง คน คือความกตัญญู ที่บอกกับครวบครัวเสมอว่า เวลาที่เสียไปต้องมีคุณค่า ปัจจุบันใช้เวลาหลังเลิกเรียน และช่วงกลางดึกรับจ้างชำแหละโครงไก่

น้องติวเตอร์ มนัสวี อานามนารถ อีกหนึ่งตัวอย่าง หนุ่มน้อยจากสัตหีบ ผู้ที่บอกกับตัวเองว่า ต้นทุนของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากติดลบ น้องติวเตอร์เริ่มต้นร้องเพลงเปิดหมวกหาเงินเพื่อครอบครัว และส่งตัวเอง และน้องๆ เรียนตั้งแต่ ม.1 กีต้าร์ตัวแรกกับเชือกฟางไปทุกๆ ตลาดในชลบุรีและระยอง และบอกกับตัวเองเสมอ ผมจะพัฒนาตัวเองต่อไป เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ร้องเพลงริมถนนเยาวราช ทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ เพื่อหาทุนการศึกษา และความตั้งใจบวกความสามารถของน้อง ทำให้มีโอกาสได้ร้องเพลงกับศิลปินที่ชื่นชอบ ว่าน ธนกฤต ที่ร่วมแจมกับน้องติวเตอร์ นักเรียนร้องเพลงเปิดหมวก หาเงินริมถนนเยาวราช กลายเป็นโมเมนต์ประทับใจ ยิ้มตามกันในโซเชียล  ปัจจุบัน น้องติวเตอร์ ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินใหม่กับค่ายเพลงน้องใหม่ ค่าย Bad Morning และมี single เพลงเขิน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา

รศ.นพ. สุริยเดว กล่าวทิ้งท้ายว่า เครื่องมือทุนชีวิต จึงเป็นเครื่องมือวัดภูมิคุ้มกันทางสังคม เราจะใช้ “ทุนชีวิต” เป็น navigator เหมือนกับปรอทวัดไข้ ถ้าอยากรู้ว่าเราป่วยหรือไม่ เราใช้ปรอทวัดไข้ในการวัด เช่นเดียวกัน หากเราต้องการรู้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันทางสังคมดีหรือไม่ เราจะใช้เครื่องมือทุนชีวิตมาวัดพลังบวก ในขณะที่วัคซีนภูมิคุ้มกันทางสังคม หนึ่งในนั้น ก็คือ ระบบพี่เลี้ยงในชุมชน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างผลักดันพลังบวกขึ้นมาได้ โดยผ่านกระบวนการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตวิทยาเชิงบวก ดังนั้น หลักสูตร “Life Assets ต้นทุนชีวิต” จึงเป็นหลักสูตรที่จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การสร้างต้นทุนชีวิต โดยใช้จิตวิทยาพลังบวก เพื่อสร้างทักษะชีวิตอย่างมีจิตสำนึกต่อตนเองและสังคม

สำหรับผู้ที่สนใจ เข้าเรียนหลักสูตร “Life Assets ต้นทุนชีวิต” หลักสูตรออนไลน์ ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดตามได้ที่เวปไซด์ศูนย์คุณธรรม www.moralcenter.or.th หัวข้อหลักสูตรออนไลน์ ซึ่งยังมีหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรกลยุทธ์การสร้างและพัฒนาองค์กรคุณธรรมหลักสูตรการจัดการความรู้สู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ มากมาย หรือติดต่อ 02-644-9900

นิปปอนเพนต์ ยกระดับ ช่างซ่อมสีรถยนต์ สู่มืออาชีพ

บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยธุรกิจสีพ่นซ่อมรถยนต์ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 นครสวรรค์ มอบหนังสือรับรองการผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาอาชีพช่างเครื่องกล สาขาช่าง เตรียมพื้นผิวสำหรับงานซ่อมสีรถยนต์ ภายใต้โครงการ “นิปปอนเพนต์ โปรเตเจ้” มุ่งสร้างเยาวชนช่างสี ขับเคลื่อนกำลังพล สู่มืออาชีพ

นางสาวสมสุข มิ่งขวัญโพธิ์ทอง ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมด้านเทคนิค บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยธุรกิจสีพ่นซ่อมรถยนต์ และ นายมานพ ดีฉนวน รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 (สพร.8) นครสวรรค์ ร่วมมอบหนังสือรับรองการผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพ สาขาอาชีพช่างเครื่องกล สาขาช่างเตรียมพื้นผิว สำหรับงานซ่อมสีรถยนต์ ระดับ 1 โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารวิทยาลัยในสังกัด คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคอุทัยธานี, วิทยาลัยเทคนิคโคกสำโรง, วิทยาลัยการอาชีพนครสวรรค์,สำนักอาชีวศึกษาบัณฑิต,สำนักยุทธศาสตร์พัฒนาและความร่วมมือ, สถาบันอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4 ที่เป็นเครือข่ายในการร่วมพัฒนาผู้เรียนด้านตัวถังและสีรถยนต์ อย่างจริงจัง และต่อเนื่องมาโดยตลอด ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 นครสวรรค์

โครงการนิปปอนเพนต์ โปรเตเจ้ ได้รับหนังสือการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพในสาขาอาชีพช่างเครื่องกล สาขาช่างเตรียมพื้นผิวสำหรับงานซ่อมสีรถยนต์ ระดับ 1 ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพฯ ในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 18 คน มีผู้ที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ จำนวน 9 คน ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ที่เป็นภาคความรู้พื้นฐานการปฎิบัติงานที่จำเป็น คิดคะแนนเป็นร้อยละ20 และ ภาคความสามารถ ทักษะความชำนาญงานการลงมือปฎิบัติ คิดคะแนนเป็นร้อยละ80

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพฯ นั้น ในส่วนของแรงงานผู้เข้าทดสอบ สามารถทดสอบความสามารถ และนำแนวทางไปพัฒนาทักษะงานของตนให้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพได้มากขึ้น ในส่วนของผู้ประกอบการ หรือนายจ้างของผู้เข้าทดสอบ สามารถใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถตามที่ต้องการ ใช้ในการวางแผนการพัฒนาบุคคลากร พิจารณาผลตอบแทน ช่วยลดอุบัติเหตุและความเสียหายจากการทำงาน เพิ่มผลผลิตของงานในสถานประกอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2563 โครงการนิปปอนเพนต์ โปรเตเจ้ ได้จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพ สาขาอาชีพช่างเครื่องกล สาขาช่างเตรียมพื้นผิวสำหรับงานซ่อมสีรถยนต์ ระดับ 1จากคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสีพ่นซ่อมรถยนต์อันดับหนึ่ง ที่ครองใจผู้ใช้ทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และ มาตรฐานฝีมือการทำงานในระบบการซ่อมสีรถยนต์ ซึ่งได้รับการยอมรับและ มีความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนในวงกว้าง

และในปี 2564 นี้ ทางโครงการฯ กำลังดำเนินการเสนอร่างมาตรฐานของผู้ประกอบอาชีพฯ ในสาขาอาชีพ ช่างพ่นสี และจะมีสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมให้ครบทั้งกระบวนการงานซ่อมสีรถยนต์อย่างเต็มระบบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบอาชีพช่างซ่อมสีรถยนต์ให้มีการรับรองมาตรฐานในระดับชาติและระดับสากลมากขึ้นในอนาคตต่อไป ตามพันธกิจของ โครงการนิปปอนเพนต์โปรเตเจ้ มุ่งสร้างเยาวชนช่างสี ขับเคลื่อนกำลังพล สู่มืออาชีพ

DITP ติวเข้มแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดตัวโครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ปีที่ 2 ติวเข้มผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ภายใต้แนวคิดเพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าตามหลัก BCG Model หวังพัฒนาผู้ประกอบการสู่ตลาดสากล กระตุ้นการส่งออกต่อไป

ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเน้นพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคการผลิต และภาคบริการ ทั้งเอสเอ็มอี และไมโคร เอสเอ็มอี โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่จะนำความต้องการยุค New Normal มาเป็นแนวทางการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ และขยายช่องทางการตลาดสินค้าและบริการของไทยสู่ตลาดโลก

นายสมเด็จ  สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวด้วยว่า ตลาดโลกในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ประกอบกับวาระแห่งชาติ ในปี 2564 ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Model ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงจัดให้มี โครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok” หรือ STYLE BANGKOK COLLABORATION 2021 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิดเพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า (Sustainable Life) ให้กับผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย โดยมีคณะวิทยากรชั้นนำที่จะร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อนำไปต่อยอดให้กับแบรนด์สินค้า และยกระดับสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยสู่ยุค BCG ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล สร้างสรรสินค้าใหม่ๆดึงดูดความสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้าให้สั่งซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยให้มากขึ้น หรือเดินทางมาเข้าชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เมื่อสถานการณ์ปกติหลังการแพร่ระบาดของ Covid-19

สำหรับปีนี้ คณะกรรมการจะคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อจับคู่พัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่อย่างน้อย 25 ผลงาน โดยจะได้ร่วมอบรมพร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้แก่ อาทิ  เซบาสเตียน มาลวิลล์ (Sebastien Maleville) สตูดิโอ ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ Jacom Jensen Design | KMUTT Bangkok, ปารีสา  จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด, วิชชุกร  โชคดีทวีอนันต์ นักออกแบบสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ Co-founder และ Project Manager โครงการเดอะบาวด์เฮาส์, มนัสพงษ์  สงวนวุฒิโรจนา Design Director, Hypothesis และกรรมการสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย, ธีรพจน์ ธีโรภาส นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และ Design Director แบรนด์สินค้าเฟอร์นิเจอร์ Kitt-Ta-Khon และ ภฤศธร สกุลไทย Design Director บริษัทให้บริการด้านมัณฑนศิลป์ PIA interior

ทั้งนี้ โครงการในปีที่ผ่านมาเกิดการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่กว่า 20 ผลงาน โดยผลงานจำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จจากการคว้ารางวัลจากเวทีประกวดต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และพร้อมส่งออกแล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ และยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ได้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการพัฒนาศักยภาพได้ต่อไป

ช่วยเหลือภัยโควิด-19 กับชาวบ้านในชุมชนพื้นที่บางปะกง

บริษัท ไทย สพิริท อินดัสทรี จำกัด โรงงานผู้ผลิตและจำหน่ายสุราแช่ประเภทสุราผลไม้เบียร์และอื่นๆ โดย นายจี๊บ เทพอาจ กวินอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้ผู้แทนลงพื้นที่ส่งความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อช่วยเหลือบรรเทา ช่วยป้องกันภาวะโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มอบเครื่องพ่นน้ำพร้อมยาฆ่าเชื้อ, เจลแอลกอฮอล์, น้ำดื่มตรา Thai Spirit ให้กับตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่หมู่ บ้านบางไทร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งในชุมชนดังกล่าวนั้นมีทั้งประชาชนทั่วไปในพื้นที่ พนักงานของบริษัทฯ และมีครอบครัวที่มีเด็กเล็กจำนวนมากอาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อให้ประชาชนและชาวบ้านผู้พักอาศัย ผ่านวิกฤตนี้อย่างปลอดภัยไปด้วยกัน

SNNP เคาะราคาขายสุดท้าย IPO หุ้นละ 9.20 บาท

บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP ผู้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของประเทศไทย เคาะราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้น IPO ที่ 9.20 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย หลังสำรวจความต้องการจองซื้อจากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เกินกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้กว่า 17.0 เท่า ขณะที่นักลงทุนรายย่อยตอบรับจองซื้อหุ้น IPO กันอย่างคึกคักคาดนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก.ค. นี้ เดินหน้าลงทุนสร้างรากฐานผลิตและระบบจัดจำหน่ายส่งออกทั่วโลก พร้อมลุยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากกัญชงรับเทรนด์ผู้บริโภค มุ่งสู่ผู้นำเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวแห่งอาเซียน ตั้งเป้าปี 69 ทำยอดขายแตะ 8,000 ล้านบาท

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจาก บมจ. ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 8.70 – 9.20 บาทต่อหุ้น โดยเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อระหว่างวันที่ 7-9กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนรายย่อย เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันที่แสดงความสนใจจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ที่ราคา 9.20 บาท มากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรกว่า 17.0 เท่า สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและเชื่อมั่นถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าจะนำหลักทรัพย์ SNNP เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม 2564

วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP

นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP ผู้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของประเทศไทย กล่าวว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพและฐานะทางการเงิน เพื่อรองรับแผนขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ มุ่งเน้นความเป็นเลิศทั้งในด้านคุณภาพและการบริการ และสร้างแบรนด์ให้เป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่วงเวลาและโอกาสในการบริโภค ก้าวสู่ผู้นำเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวแห่งอาเซียน โดยตั้งเป้ารายได้แตะ 8,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 จากแผนการลงทุนดังนี้

1.แผนลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในประเทศ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพที่ดีได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงลดต้นทุน สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

2.แผนการลงทุนในบริษัทย่อยของบริษัทฯ เพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม ที่มุ่งเพิ่มกำลังการผลิตและขยายการจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทฯ ได้ลงทุน ผ่าน S.T. Food Marketing Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเยลลี่สำเร็จรูปในประเทศเวียดนาม ซึ่งได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วในไตรมาส 3 ปี 2564 โดยโรงงานจะแบ่งการก่อสร้างเป็นทั้งหมด 3 ช่วงเวลา และคาดว่าโรงงานในส่วนที่ 1 จะแล้วเสร็จในปี 2565 และโรงงานทั้งหมดตามแผนการลงทุนในเบื้องต้นจะแล้วเสร็จช่วงสิ้นปี 2566 ซึ่งจะทำให้ SNNP มีฐานการผลิตจำนวนทั้งสิ้น 6 แห่ง ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม ครอบคลุมตลาดที่มีประชากรกว่า 250 ล้านคน และเป็นฐานการส่งออกสินค้าไปตลาดอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ส่งออกไปยัง 5 ทวีป รวมกว่า 35 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศจีนและกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปโดยวางเป้าหมายรายได้จากตลาดต่างประเทศเติบโต 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า

3.แผนลงทุนพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดย SNNP ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารจากกัญชงและกัญชา และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ รวมถึงโครงการวิจัยเรื่องการคัดเลือกพันธุ์กัญชงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมทั้งบริษัทฯ ยังมีแผนต่อยอดแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด อาทิ เจเล่ เบนโตะ เมจิกฟาร์ม โลตัสขาไก่ และเครื่องดื่มอควาวิตซ์ ฯลฯ โดยมุ่งพัฒนารสชาติ ขนาดและราคา ให้เหมาะกับกำลังซื้อในแต่ละประเทศ (Localization) และด้วยศักยภาพทางธุรกิจที่บริษัทฯ วางไว้อย่างแข็งแกร่ง จะผลักดันให้ผลดำเนินงาน SNNP  มีการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

TM ครึ่งปีหลังจ่อโกยรายได้ 350 – 400 ล้าน

บมจ. เทคโนเมดิคัล (TM) ส่งซิกครึ่งปีหลังมีเฮ..เสิร์ฟข่าวดีต่อเนื่อง สบช่องโกยรายได้ ช่วงครึ่งปีหลังเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 350 – 400 ล้านบาท ระบุไตรมาส 3/64 นี้ เตรียมเซ็น MOU กับ “พระจอมเกล้าลาดกระบัง” ผลิตเครื่องฟอกอากาศช่วยป้องกันไวรัส COVID-19 และอุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย จ่อทำการตลาดทันที พร้อมลุยเจาะตลาดออนไลน์ยกโปรดักส์ฆ่าเชื้อ Covid  ขายผ่านแพลตฟอร์ม TM CARE SHOP ต่อเนื่อง ตอกย้ำรายได้รวมปี64 แตะระดับ 650-700 ล้านบาทตามเป้า 

นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดเผยว่า ภายในไตรมาส 3/2564 นี้ บริษัทฯ เตรียมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อศึกษานวัตกรรมและผลิตเครื่องฟอกและฆ่าเชื้อในอากาศขนาดเล็ก สำหรับกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพิษ PM 2.5 พร้อมทั้งร่วมศึกษานวัตกรรมและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อเตรียมการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด โดยคาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 3/2564 นี้

พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังว่า TM มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมทั้งยังได้ตั้งเป้ารายได้รวมในช่วงไตรมาสที่เหลือไว้ที่ระดับ 350-400 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากการบริหารจัดการและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อไวรัส Covid-19 ผ่านแพลตฟอร์ม TM CARE SHOP (www.tmcare-shop.com)Facebook (FacebookPage: https://www.facebook.com/TMCARESHOP/) และLine (Line@ : @tmcareshop) ของบริษัทฯ ได้โดยตรง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ TM มียอดขาย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ Covid-19 ที่ TM เป็นตัวแทนจำหน่าย ประกอบด้วย เจลล้างมือ PURELL, หน้ากาก Life 3D Surgical Mask, ผลิตภัณฑ์ Ara Dry Shampoo เช็ดทำความสะอาดผิวกาย โดยไม่ต้องใช้น้ำล้างออก, แผ่นเช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ V-Wipes, ผลิตภัณฑ์ Aircraft Odor Eliminator สเปรย์ปรับอากาศและขจัดกลิ่น สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99.99%

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ Fresh & Clean 3 in 1 สเปรย์ปรับอากาศ ฆ่าเชื้อโรค และขจัดกลิ่น ภายใต้แบรนด์ Callington, ผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อ Netbiokem DSAM+ Hospital Grade Disinfectant น้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย Covid-19 ใช้สำหรับฉีดพ่นเช็ดทำความสะอาด และเครื่องฟอกอากาศ M-One กำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพิษ PM2.5 เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในข้างต้น ส่งผลให้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในปีนี้ประมาณ 20-30 ล้านบาท

ส่วนความคืบหน้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลเฉพาะทาง ภายใต้โครงการ “THE PARENTS” นั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เทคโนเมดิคัล (TM) กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมดำเนินการก่อสร้างอาคาร Nursing Home เพื่อใช้เป็นสถานที่รับดูแลผู้สูงอายุทุกภาวะ เฟส2 ช่วงเดือนตุลาคมนี้ หลังจากที่มีการก่อสร้างในเฟสแรกไปแล้ว ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลเฉพาะทางดังกล่าว จะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2566 ซึ่งหากแผนขยายธุรกิจดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมาย จะส่งผลให้บริษัทฯทยอยรับรู้รายได้จากธุรกิจนี้เข้ามาเฉลี่ย 100-150 ล้านต่อปี ดังนั้นจากแผนปรับกลยุทธ์โครงสร้างธุรกิจในเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนของรายได้ประจำ (Recurring Income) ส่งผลให้บริษัทฯมีความเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยบริษัทฯได้มีการตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวแตะที่ระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 650-700 ล้านบาท

“ถูกดี มีมาตรฐาน” ยกระดับร้านค้าปลีกให้ทันสมัย

ร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน” สร้างคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงค้าปลีกในไทย ชูโมเดลธุรกิจ ร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน  ผนึก โชห่วย ทั่วประเทศ ยกระดับร้านค้าปลีกให้ทันสมัย ร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” ที่มุ่งสร้างมาตรฐานวงการร้านค้าปลีกชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ด้วยการยกระดับมาตรฐานร้านค้าปลีกให้ทันสมัยด้วยความรู้ และเทคโนโลยีการบริหารจัดการร้าน โดยชูโมเดล “ร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ที่สนิทใจลูกค้า เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

สำหรับโมเดลธุรกิจของร้านถูกดี มีมาตรฐาน บริษัทฯ มุ่งแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นธุรกิจโชห่วย เพื่อก้าวสู่ “คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกค้าปลีกในประเทศไทย” ร่วมกัน เพื่อสร้างโอกาสให้กับการค้าชุมชนทั่วประเทศ

ตั้งแต่เจ้าของร้านโชห่วย คู่ค้า ที่สามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่จะมีช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านร้านถูกดี มีมาตรฐาน รวมถึงคนในชุมชนที่สามารถเข้าถึงสินค้าดี มีคุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และที่สำคัญคือการมีส่วนช่วยให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพให้คนจำนวนมาก จากการขยายตัวของร้านค้า และคลังสินค้า กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย สร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจของคนในชุมชนจากเมืองไปสู่ชนบทได้อย่างทั่วถึง ทำให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถือเป็นธุรกิจที่จะสร้างความหวังให้กับสังคมไทย ท่ามกลางภาวะวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อกระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ของคนไทยในวงกว้าง ช่วยยกระดับการค้าระดับชุมชน และพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ดีขึ้น

นายเสถียรกล่าวว่า บริษัทฯ ได้ทดลองพัฒนาคอนเซ็ปต์ร้านค้าปลีก ภายใต้แบรนด์ “ถูกดี มีมาตรฐาน” มาตั้งแต่ปี 2562 โดยผนึกความร่วมมือกับเจ้าของร้านโชห่วยต่างๆ เข้าไปช่วยพัฒนาทั้งด้านสินค้า อุปกรณ์ ความรู้ และเทคโนโลยี ให้ร้านค้ามีระบบการบริหารจัดการที่ดี หน้าร้านที่สวยงาม ทันสมัย พร้อมร่วมกับคู่ค้าต่างๆ จัดรายการส่งเสริมการขาย และสื่อโฆษณา ณ จุดขาย เพื่อสนับสนุนการขายให้ร้านโชห่วย สร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ สามารถต่อยอด และแข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ได้

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ และทดลองโมเดลดังกล่าวมากว่า 2 ปี เริ่มจากจังหวัดนครปฐม ขอนแก่น  อุดรธานี ขยายไปยังภาคเหนือ และภาคกลาง พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้กับโชห่วย จากเดิมที่ขายสินค้าได้ 3-5 พันบาทต่อวัน เพิ่มเป็นมากกว่าหมื่นบาทต่อวัน สามารถช่วยเจ้าของร้านฝ่าวิกฤตต่างๆ สร้างชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสวนกระแส ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ด้วยโมเดลที่ตอบโจทย์ชุมชนได้อย่างแท้จริง ทำให้บริษัทฯสามารถเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร เจ้าของร้านโชห่วยได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

ข้อได้เปรียบสำคัญของร้านถูกดี มีมาตรฐานคือ ความเป็นเจ้าของร้านในพื้นที่ ทำให้สามารถเข้าใจ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ร้านถูกดี มีมาตรฐาน มีความแตกต่างจากร้านค้าปลีกอื่นๆ คือการมีการนำสินค้าท้องถิ่นชื่อดัง หรือสินค้าที่มีจุดเด่นน่าสนใจในแต่ละพื้นที่ นำเข้ามาจำหน่ายในร้าน เพื่อเพิ่มจุดขาย และสร้างความแตกต่างจากร้านค้าปลีกอื่นๆ

ปัจจุบันมีจำนวนร้านค้ากว่า 1,000 ร้านค้า โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายขยายเป็น 8,000 ร้านค้า ในปี 2564 และเพิ่มเป็น 30,000 ร้านค้า ในปี 2565 โดยวางเป้าหมายเป็นร้านสะดวกซื้อที่สามารถเข้าถึงชุมชนที่ลึกที่สุดในระดับหมู่บ้าน โดยมียุทธศาสตร์หลักเป็นการเจาะลึกเข้าไปในระดับหมู่บ้าน ในชุมชนเล็กๆ ที่มีร้านค้าปลีกตั้งอยู่

ทั้งนี้ จากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ร้านถูกดี มีมาตรฐาน จึงได้เปิดศูนย์บริหารจังหวัด พร้อมรองรับเจ้าของร้านโชห่วย เป็นก้าวสำคัญที่มั่นคงในการขยายธุรกิจ และแสดงถึงความพร้อมในการรองรับเจ้าของร้านโชห่วยทั่วประเทศ เพื่อเข้าเยี่ยมชมศูนย์บริหารที่พร้อมมอบประสบการณ์ทดลองเป็นผู้ซื้อ ผู้ขายจริง ไม่ว่าจะเป็นการชมอุปกรณ์ภายในร้าน สินค้าที่หลากหลาย รูปแบบการตกแต่งร้าน รวมถึงการทดลองใช้ระบบเครื่องคิดเงินอัตโนมัติ (POS) ที่ช่วยบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้อย่างครบวงจร พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูล และตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นพาร์ทเนอร์ร้านถูกดี มีมาตรฐาน

บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด เปิดโอกาสในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจให้กับร้านโชห่วยทั่วประเทศ และคู่ค้า ที่สนใจเข้ามาร่วมมือกับร้านถูกดี มีมาตรฐาน เครือข่ายธุรกิจค้าปลีกของชุมชน เพื่อยกระดับธุรกิจค้าปลีกของไทยให้ทันสมัย แข่งขันได้ และสนับสนุนให้ชุมชนในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นต่อไป

ธนาคารกรุงเทพ สนับสนุนทุนปริญญาโท ต่อเนื่องปีที่ 14

นายสุวิทย์ อินทรเฉลิม เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ (ที่ 2 จากขวา) นางศิริกุล ไชยสิงห์ ผู้จัดการภาคนครหลวง 9 สายลูกค้าบุคคล (ขวาสุด) และ นางสาวลลิตา ทองชั่ง ผู้ช่วยผู้จัดการสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ซ้ายสุด) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนธนาคาร ร่วมส่งมอบทุนการศึกษาแก่ นางสาวอิสรีย์ แสวงศิริผล (ที่ 2 จากซ้าย) นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ประจำปีการศึกษา 2563 ผู้รับมอบทุนในโครงการบัณฑิตศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง ธนาคารกรุงเทพ ได้ให้การสนับสนุนทุนแก่นักศึกษาที่มีศักยภาพ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 เพื่อสนับสนุนโอกาสในการสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและประเทศชาติ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กลาง) ให้เกียรติร่วมรับมอบ ณ ห้อง 403 ชั้น 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

สำหรับหลักสูตรดังกล่าวก่อตั้งขึ้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในปี 2512 เป็นหลักสูตรการศึกษาแบบเต็มเวลา และมีคุณภาพสูง เทียบเท่ามาตรฐานการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเดียวกันในต่างประเทศ