กูรูการเงินวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก-ไทย ปักธงโอกาสลงทุน ไฮไลท์ครึ่งปีหลัง

KRUNGSRI EXCLUSIVE 2021 Mid-Year Outlook Series จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับในปีนี้จะพิเศษและเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นการสัมมนาแบบนิวนอร์มอลครั้งใหญ่แห่งปีตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระดมทัพขุนพลด้านการเงินและการลงทุนระดับแนวหน้าจากทั้งในและต่างประเทศร่วมวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เพื่อชี้ช่องทางให้กับลูกค้าคนสำคัญของกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ โดยเริ่มเปิดม่านโอกาสการลงทุนครั้งใหม่ที่ทรงพลังเมื่อวันที่กรกฎาคมที่ผ่านมาในหัวข้อ Global Outlook “A Powerful Restart” ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารกรุงศรีอยุธยา และพันธมิตร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก BlackRock มาเผยมุมมองเศรษฐกิจโลกในภาพใหญ่ ตลอดจนแนวโน้มการลงทุนที่น่าสนใจ น่าจับตา และควรจับจองโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดก่อนใคร

ตลอดปีที่ผ่านมาจนถึงครึ่งปีแรกนี้นักลงทุนต้องพบกับความท้าทาย และมีหลากหลายปัจจัยรุมเร้าจนยากต่อการคาดการณ์หรือเริ่มต้นการลงทุนในครึ่งปีหลัง ซึ่งคุณเบน พาวเวล (Ben Powell) CFA, Managing Director,  BlackRock บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก มองว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในภาพรวมนั้นกำลังจะดีขึ้นเนื่องจากการเข้าถึงวัคซีนที่มากขึ้นทั่วโลก และเชื่อว่าจะเป็นการเดินหน้าสู่การรีสตาร์ทครั้งใหม่ หลายประเทศส่งสัญญาณว่าประชาชนเริ่มออกมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา และหลายธุรกิจฟื้นตัวอีกครั้งโดยมีนโยบายทางการเงินมาสนับสนุน และดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงสภาวะที่ยังมีโอกาสดีๆ ซ่อนอยู่

สำหรับมุมมองของนักลงทุนระดับโลกที่มีต่อทิศทางการลงทุนในครึ่งปีหลังนั้น ผู้บริหาร BlackRock เผยว่ารูปแบบการลงทุนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการกลับมารีสตาร์ทเศรษฐกิจ และดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำคือ หุ้น (Equities) ที่มีผลตอบแทนคาดหวังสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ที่อยู่ในบริบทเดียวกัน อีกตราสารหนี้เอกชนต่างๆ ก็ยังเป็นส่วนการลงทุนที่ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน ส่วนแนวโน้มที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน คาดว่านโยบายทางการเงินจะยังไม่ปรับเปลี่ยนจนกว่าจะรอให้คนมั่นใจที่จะกลับไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นก่อน ส่วนความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังนั้น เขายกให้เรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนที่น้อยเกินไปหากยังเลือกลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนต่ำเช่น พันธบัตร ซึ่งนักลงทุนควรมองหารูปแบบการลงทุนอื่นๆ ที่ความเสี่ยงลดลงมา แต่ยังให้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้ นั่นคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

ตัดภาพมาที่บรรยากาศการลงทุนในบ้านเรา แน่นอนว่าหลายคนยังวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและยังมีความตึงเครียดอยู่ ถึงแม้การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้ามากขึ้นในไตรมาส แต่มีข้อกังวลกรณีที่มีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากแม้จะฉีดวัคซีนไปเยอะแล้ว อีกทั้งยังพบว่าการระบาดรอบใหม่ทำให้เกิดภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน ทั้งการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ แต่ถึงอย่างนั้น นายวิน พรหมแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่าไทยยังมีโอกาสในการลงทุนสอดรับกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

จากข้อมูลของ Krungsri Research มองว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวชัดเจน ทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ ซึ่งตัวเลข Global Composite PMI ขึ้นมาสูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตอยู่ที่ 2% ขณะเดียวกันจากการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก (Base Case) โดยจะขึ้นสูงสุดในช่วงสิงหาคม สะท้อนถึงความเป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นไทยจะคึกคักในช่วงไตรมาส ด้วยเช่นกัน และจากนั้นก็น่าจะเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อต่ำ 100 อีกครั้งเมื่อพ้นกลางตุลาคมนี้ไปแล้ว นอกจากนั้น Krungsri Global Markets ยังคาดว่า เงินบาทจะอ่อนค่าอีกเล็กน้อยก่อนจะกลับทิศเป็นแข็งค่า คาดหมายจะอยู่ที่ 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯในสิ้นปีนี้

สำหรับทิศทางการลงทุนของไทยก็จะมีแนวโน้มสอดรับกับระดับโลกเช่นกัน โดยหากมองในระยะยาว หุ้นยังอยู่ในขาขึ้น แต่เชื่อว่าระยะสั้นตลาดมีโอกาสปรับฐาน ดังนั้นนักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ซื้อและลงทุนเพิ่ม และระหว่างที่ยังถือเงินสดอยู่ในมือ ควรใช้เวลานี้ในการเลือกสรรกองทุนไว้ก่อน โดยรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นยุโรป (European Equity) ซึ่งคาดว่าการฉีดวัคซีนได้เร็วจะทำให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตามรอยสหรัฐอเมริกา และน่าจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของ Earnings Growth ที่โตถึง 33% อีกทั้งการวิเคราะห์ของ BlackRock ยังคาดว่า European EQ จะเป็น The Best Performer ในระยะ ปีข้างหน้า โดยยกตัวอย่างกองทุนที่น่าจับตามอง อย่าง KF-HEUROPE บริหาร Master Fund โดย Allianz Global Investors

นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ซึ่งคาดการณ์ว่า Global REITs จะกลับมา Outperform หุ้นโลกด้วยธีม Recovery เนื่องจากธุรกิจที่เคยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดอย่าง ค้าปลีก โรงแรม และการท่องเที่ยวกำลังจะฟื้นตัวนั่นเอง และถ้าพุ่งเป้ามาที่ Thai REITs ผู้บริหารกรุงศรีเผยว่า ยังมีราคาปรับขึ้นช้ากว่าตลาดโดยรวมเมื่อเทียบกับ SET และ Global REITs แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้อยู่ เพราะจากสถิติย้อนหลัง 40 ปี พบว่า ในภาวะเศรษฐกิจฟื้น เงินเฟ้อ และ Bond Yield ปรับขึ้น REITs ก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม  Apartments และ Office ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อด้วย

และอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุนที่คลาสสิกที่สุด อย่าง ทองคำ (Gold) ก็ยังเป็นที่น่าสนใจในช่วงครึ่งปีหลังเช่นกัน  โดยราคาทองคำมักเคลื่อนไหวตรงข้ามกับ Dollar Index  และตรงข้ามกับ Real Yield ซึ่งเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะใช้ทองคำเป็นการลงทุนทางเลือก กระจายความเสี่ยง และสำหรับผู้ที่สนใจทองคำ ผู้บริหารกรุงศรียังได้แนะนำกองทุน KF-GOLD และ KF-HGOLD ซึ่งทั้ง 2 กองทุนลงทุนใน SPDR Gold Trust เหมือนกัน ต่างกันที่การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนั้นยังมีประเด็นคำถามที่นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางในการปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นปลายปี 2565 รวมทั้งการปรับขึ้นอัตราภาษีที่อาจจะกระทบกับหุ้นสหรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถึงแม้หุ้นจีนจะน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ควรเร่งรีบ ต้องรอจังหวะเวลาเพราะยังไม่มีนโยบายการเงินมาซัพพอร์ตโดยตรง อีกทั้งยังพูดถึงโครงการ Phuket Sandbox นับเป็นการรีสตาร์ทความหวังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทยได้จริง ทั้งกระตุ้นการจ้างงาน และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Global Outlook “A Powerful Restart” หัวข้อแรกของ KRUNGSRI EXCLUSIVE 2021 Mid-Year Outlook Series คือ เชื้อไฟ” ที่สามารถจุดพลังความเชื่อมั่นในการลงทุนในช่วงครึ่งปีได้แล้ว แต่ยังมีอีก หัวข้ออย่าง วัคซีนความหวังฟื้นเศรษฐกิจไทย จัดพอร์ตครึ่งปีหลังต้อนรับการเปิดประเทศ และ ESG: The Future of Sustainability Investments นักลงทุนไม่ควรพลาดที่จะนำข้อมูลทรงพลังเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในพอร์ตของตัวเอง ซึ่งลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ และนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังสัมมนาออนไลน์สุดยิ่งใหญ่กลางปีนี้ได้ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมนี้ ผ่านทาง LINE Official Account: @​krungsriexclusive

เปิดตัว “แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง”

แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท หนึ่งในแบรนด์สุดพิเศษ 30 แบรนด์ของแมริออท บอนวอย ประกาศการเปิดตัวของแฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง ฉลองการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในเวียดนาม ตั้งอยู่ที่จังหวัดบิ่นห์เยือง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของความเรียบง่ายและน้ำใจอันอบอุ่น โรงแรมขนาด 181 ห้อง นำเสนอและเชิญชวนให้พบกับประสบการณ์ที่ราบรื่น โดดเด่นในการเป็นทางเลือกของจุดหมายปลายทางให้นักท่องเที่ยวทางภาคใต้ของเวียดนาม

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แนะนำแฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท ในเวียดนาม ด้วยการเปิดแฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง” ราจีฟ เมนอน ประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีนแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “การเปิดตัวครั้งนี้ ถือเป็นแบรนด์ที่ 5 ภายใต้พอร์ท โฟลิโอ ของแมริออท บอนวอย ที่เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นคำสัญญาในการมุ่งนำแบรนด์ที่หลากหลายในพอร์ทโฟลิโอ มาแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวที่มีความแตกต่างกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ขยายโรงแรมของเรามากขึ้นไปอีกทั่วประเทศเวียดนาม เพื่อเสนอที่พักใหม่ๆ ในจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดใจ”

ที่ตั้งของ แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง เป็นหนึ่งในเขตธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดปิ่นห์เยือง ที่มีบริษัทต่างประเทศเกือบ 70 บริษัท แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง เป็นแหล่งที่ดีเลิศสำหรับนักธุรกิจท้องถิ่นและนักเดินทางเพื่อธุรกิจจากต่างประเทศ โดยแขกผู้เข้าพักที่ตั้งใจมาสำรวจจุดหมายปลายทางแห่งนี้ สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้มากมาย รวมถึง ซอง บี กอล์ฟ รีสอร์ต  (Song Be Golf Resort), ได นัม ทัวริสต์ คอมเพล็กซ์ (Dai Nam Tourist Complex) และเจดีย์ฮอย คาน โรงแรมอยู่ห่างจากโฮจิมินห์ซิตี้ เมืองหลวงซึ่งเป็นย่านธุรกิจ เพียงขับรถ 45 นาที และอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติ Tan Son Nhat 20 นาที

“แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท ทำให้แขกผู้มาพักมั่นใจได้ว่าสามารถไว้วางใจคำสัญญาของแฟร์ฟิลด์ ตั้งแต่การให้บริการของโรงแรมไปจนถึงห้องพัก หากแขกรู้สึกไม่พึงพอใจกับการเข้าพัก แฟร์ฟิลด์พร้อมเสมอที่จะปรับปรุง แก้ไข” ไดแอน เมเยอร์ รองประธานและผู้จัดการแบรนด์คลาสสิก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “ด้วยการเปิดแฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แนะนำการต้อนรับที่อบอุ่นแบบแฟร์ฟิลด์ให้แก่นักท่องเที่ยวในเวียดนาม”

แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง นำเสนอห้องพักกว้างขวาง ทันสมัย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก 181 ห้อง ที่มีการแบ่งส่วนระหว่างพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อน ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางของโรงแรมนำเสนอ “ความสงบที่ทันสมัย” ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท ซึ่งไปกันได้ดีกับการจัดผังที่เปิดโล่ง เนื้อที่ว่างอเนกประสงค์ และแสงธรรมชาติ โรงแรมยังนำเสนอร้านอาหารและบาร์ที่เป็นซิกเนเจอร์ 2 แห่งคือ ORYZAA ร้านอาหารที่เปิดบริการทั้งวัน เสนออาหารท้องถิ่นต้นตำรับที่สดใหม่ และอาหารตะวันตกคลาสสิก นำเสนออาหารเช้าสากลแบบบุฟเฟต์เป็นแห่งแรกในย่านนี้ รวมถึงเมนูอาลาคาร์ท อาหารเอเชียสำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็น โดยแขกที่มองหาการผ่อนคลายหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวันสามารถเพลิดเพลินกับค็อกเทลริมสระที่ เดอะ พูล บาร์

โรงแรมยังมีห้องจัดเลี้ยงเนื้อที่ 120 ตารางเมตร เหมาะสำหรับการพบปะ การประชุม และงานสังคมต่างๆ แขกที่มาพักที่แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง สามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น สระว่ายน้ำกลางแจ้ง และบาร์ในสระกลางแจ้ง แขกยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันเช่นการออกกำลังกายได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และเลือกจับจ่ายของจำเป็นในแต่ละวันที่ เดอะ มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อในโรงแรมที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

“แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท คือทางเลือกที่ไว้ใจได้ หากนักท่องเที่ยวมองหาการพักผ่อนที่สุขสงบ อาหารมีประโยชน์ และบริการที่อบอุ่นพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ที่นี่ไม่เพียงเป็นข้อเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับนักเดินทางเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง ยังช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเดินทางกับผู้คนท้องถิ่น โดยการสนับสนุนให้ออกสำรวจวัฒนธรรม อาหาร ทิวทัศน์ธรรมชาติ ที่บ่งบอกถึงความเป็นเวียดนามใต้อย่างแท้จริง” เชอร์แมน อาวเมย์ดา ผู้จัดการโรงแรม  แฟร์ฟิลด์ บาย แมริออท เซาท์ บิ่นห์เยือง กล่าว “เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับนักเดินทางเพื่อธุรกิจ และเพื่อการพักผ่อน ให้ได้มาสัมผัสบริการอันอบอุ่น และสถานที่ที่ช่วยให้รู้สึกดีแห่งนี้”

สุกี้ตี๋น้อย ร่วมสู้ภัยโควิด-19 แบ่งปันวัตถุดิบฟรี!

แม้สถานการณ์ตอนนี้วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง หลายคนได้ผลกระทบทั้งทางตร งทางอ้อม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปในสังคมไทย คือ “น้ำใจคนไทย”ล่าสุด ร้านสุกี้-ชาบู บุพเฟ่ต์ชื่อดังครองใจคนไทย อันดับต้น ๆ อย่าง สุกี้ตี๋น้อย ที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่ สาขาที่ 29 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ด้วยการแบ่งปันวัตถุดิบฟรี! ให้กับชาวปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากการแพ่ระบาดโควิด-19 โดยแจกไข่ไก่ น้ำจิ้มซีฟู้ด รวมทั้งผักสด เช่น ผักกวางตุ้ง ฟักทอง เป็นต้น ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาแจกเป็นล้วนแต่เป็นของดีมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำขายหน้าร้าน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้รับแจกหายห่วงได้เลย สามารถนำไปปรุง รับประทานในครอบครัวกันได้อีกหลายมื้อ

จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติแค่ไหนแต่คนไทยก็ไม่เคยทิ้งกัน ใครอยากช่วยสนับสนุน ร้านสุกี้ตี๋น้อย สาขา เดอะไนนท์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ สามารถอุดหนุนกันได้ โดยสามารถสั่งและรับสินค้าที่หน้าสาขาได้ หรือจะสั่งแบบเดลิเวอรี่ผ่าน LINE MAN, Gojek และ ‎Foodpanda โดยทางร้านเปิดให้บริการ 11.00 น. – 20.00 น. จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ทางร้านยังได้จัดเป็นเซตเมนูหมู-เนื้อ มาให้เลือกแบบสุดคุ้ม ในราคาเริ่มต้นที่ 179 บาท เท่านั้น หรือจะเมนูยอดฮิต อย่างหมี่หยกตี๋น้อย กล่องละ 39 บาท เรียกว่า ราคาไม่แรง แถมอิ่มอร่อยเหมือนนั่งทานที่ร้าน

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ อีกมากมาย ได้ที่ www.thenine.co.th/tiwanon  หรือ Facebook : The Nine Center Tiwanon และ Insatagram : TheNine_Tiwanon

DRT เผยคุมเข้มงานก่อสร้าง ส่งผลกระทบยอดขายเล็กน้อย

บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT ประเมินรัฐสั่งล็อกดาวน์-คุมเข้มงานก่อสร้าง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดกระทบยอดขายไม่มากนัก เชื่อภาพรวมดีมานด์สินค้าครึ่งปีหลังยังขยายตัวได้ สบช่องใช้โอกาสนี้เพิ่มสต็อกสินค้าและเคลียร์ออเดอร์คงค้างในช่องทางจำหน่ายอื่นๆ หลังผลิตไม่ทันต่อความต้องการ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดต่อเนื่อง มั่นใจปีนี้เติบโต 5% ตามเป้าหมาย

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด อิฐมวลเบา คานทับหลัง เคาน์เตอร์มวลเบาสำเร็จรูปและบริการหลังการขายภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลังของ DRT เดินหน้า ทำตลาดวัสดุก่อสร้างภายใต้แบรนด์ ‘ตราเพชร’ อย่างต่อเนื่อง แม้โควิด-19 แพร่ระบาดรุนแรงทำให้ภาครัฐออกมาตรการล็อกดาวน์และชะลองานก่อสร้างบางส่วนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและภาคใต้ 4 จังหวัด เพื่อจำกัดการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลต่อบรรยากาศการซื้อสินค้าบ้าง แต่เบื้องต้น DRT ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบต่อยอดขายไม่มากนัก หลังสำรวจความต้องการสินค้าผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยและห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ยังมีอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคซื้อสินค้าไปต่อเติมและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในช่วงที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home)

ขณะที่ลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะมีผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้น DRT จะใช้ช่วงเวลานี้เร่งผลิตสินค้าเพิ่มปริมาณสต็อก รองรับคำสั่งซื้อลูกค้าทุกกลุ่มที่จะกลับมาฟื้นตัวแรงในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น รวมถึงใช้โอกาสนี้เร่งเคลียร์สินค้าบางรายการที่ยังคงค้างการจัดส่งในช่องทางอื่นๆ และผลิตสินค้าเพื่อเตรียมความพร้อมหากตลาดฟื้นตัว

“เรามองว่ามาตรการล็อกดาวน์และการชะลองานก่อสร้างจะส่งผลกระทบยอดขายบ้างแต่ไม่มากนัก ซึ่งจะใช้ช่วงเวลานี้บริหารจัดการด้านการผลิตสินค้า เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวดี หลังสิ้นสุดมาตรการ โดยเราต้องเตรียมความพร้อมด้านสินค้าให้เพียงพอและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด” นายสาธิต กล่าว

ทั้งนี้ DRT คงเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 5% แม้มีปัจจัยเสี่ยงภายนอก เนื่องจากได้ประเมินผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้นยังเป็นไปตามแผน จากจุดแข็งของ DRT ที่มีแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าและการดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งตอกย้ำความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวคิด ‘สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง’ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตราเพชรที่สามารถนำไปก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง รวมถึงความสามารถด้านการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ NT-11 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ รวมถึงวางแผนรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่80% เพื่อบริหารจัดการต้นทุนการผลิตโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพ

Meal For You ส่งอาหารปรุงสุกถึงหน้าบ้านผู้ป่วยกักตัว

กลุ่มเซ็นทรัล โดย เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดโครงการ Meal for You จัดส่งอาหารปรุงสุก มื้อทุกวัน จากร้าน อร่อยดี และแบรนด์อื่น ๆ ในเครือซีอาร์จี ให้ผู้ป่วยสีเขียวที่กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ในรัศมี กมของโรงพยาบาล ผ่านบริการ แกร็บเอ็กซ์เพรส (GrabExpress) โดย กลุ่มเซ็นทรัลยังร่วมสมทบทุนมื้ออาหารเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ป่วยได้บริโภคอาหารที่หลากหลายตามหลักโภชนาการ ควบคู่กับการรักษาผ่าน Teleclinic ที่มีประสิทธิภาพจากทีมแพทย์

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล

นายณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาการขาคแคลนเตียงรักษา จึงเป็นที่มาของมาตรการทางการแพทย์ที่เรียกว่า Home Isolation หรือการกักตัวเองที่บ้านของกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว โดยทางโรงพยาบาลจะประเมินการรักษาทางออนไลน์แบบรายวัน พร้อมจัดส่งอุปกรณ์วัดไข้ ยา และอาหารทุกมื้อ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจร้านอาหารเครือข่าย จึงได้ร่วมมือกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็น ผู้ดำเนินการจัดส่งอาหารปรุงสุกจาก แบรนด์ “อร่อยดี” และแบรนด์อื่น ๆ ในเครือซีอาร์จี มอบให้กับผู้ป่วยที่เข้าร่วมมาตรการ Home Isolation ของทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ภายในรัศมี กม. ครบทั้ง มื้อทุกวัน โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ แกร็บ (Grab) อำนวยความสะดวกในการจัดส่งอาหารให้กับผู้ป่วยถึงที่พัก ผ่านบริการแกร็บ เอ็กซ์เพรส ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย ทั้งนี้ ซีอาร์จีและแกร็บจะรักษาข้อมูลของผู้ป่วยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลผู้ป่วยที่ทางเราได้รับจากทางโรงพยาบาลจะถูกทำลายทิ้งทันทีเมื่ออาหารส่งถึงผู้ป่วยวันต่อวัน

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมสมทบทุนค่าอาหารและบริการจัดการ ที่ทางโรงพยาบาลได้รับจากทางภาครัฐเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยได้บริโภคอาหารที่หลากหลายยิ่งขึ้นและไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ผศ.พญ.ยุวรีย์ พิชิตโชค รองผู้อำนวยการฯฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กรและทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทางด้าน ผศ.พญ.ยุวรีย์ พิชิตโชค รองผู้อำนวยการฯฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กรและทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นทั้งใน โรงพยาบาลและ Hospitel  ซึ่งเราดูแลกว่า 500 ราย เกือบทุกวัน ทำให้ไม่สามารถมีเตียงรองรับเพียงพอ อีกทั้งทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำกัด ดังนั้นทางออกของปัญหาดังกล่าว คือ การดูแลคนไข้ที่บ้านระหว่างรอเตียง (home isolation) โดยเราได้เตรียมทีมแพทย์ ทีมพยาบาล ระบบเทคโนโลยี  ยา และ อาหาร เพื่อสื่อสารและอำนวยความสะดวกให้กับคนไข้ ภายใต้แนวคิด การที่คนไข้ยังไม่มีเตียงในโรงพยาบาล แต่หากมีทีมแพทย์และพยาบาลพร้อมติดต่อใกล้ชิด จะช่วยทำให้คนไข้อุ่นใจ ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง และสามารถหายป่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพยาบาล

สำหรับด้าน “มื้ออาหาร” ทางเราได้มองหาพันธมิตรในการดำเนินการจัดทำและจัดส่งอาหาร เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล จึงขอรับการสนับสนุนจาก กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งมีธุรกิจร้านอาหาร ในการเป็นตัวกลางจัดสรรอาหารปรุงสุก ส่งถึงผู้ป่วย Home Isolation ภายใต้การดูแลของทางโรงพยาบาล ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในชื่อโครงการ MEAL FOR YOU โดยมีการนำร่องจัดส่งอาหารผ่านแกร็บให้กับผู้ป่วยบางรายแล้ว

กลุ่มเซ็นทรัล จะอยู่เคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ด้วยกำลังใจที่ส่งให้กันและกัน เพื่อรอยยิ้มของคนไทยได้กลับมาอีกครั้ง

มัดรวมเวลาปิดบริการรถไฟฟ้าทุกสาย

รถไฟฟ้าทุกสายแจ้งปรับเวลาปิดให้บริการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจากรัฐบาล

BTS สายสุขุมวิท สายสีลม เที่ยวสุดท้ายออกจากสถานี เวลา 21.00 น.

รถไฟฟ้าสายสีทอง เที่ยวสุดท้ายออกจากสถานี เวลา 21.00 น.

รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที เที่ยวสุดท้ายออกจากสถานี เวลา 21.00 น.

MRT สายสีน้ำเงิน และ สายสีม่วง เที่ยวสุดท้ายถึงปลายทาง เวลา 21.00 น.

แอร์พอร์ตเรลลิงก์ เที่ยวสุดท้ายออกจากสถานี เวลา 20.30 น.

Cr.เพจรถไฟฟ้าบีทีเอส

‘โฆษกแรงงาน’ ยัน จ่ายเยียวยาคนงานในแคมป์ก่อสร้างแล้วตามสิทธิ

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายไชยวัฒน์ วรรณโคตร เลขานุการและอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ด้านแรงงานสวัสดิการ คุ้มครองแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ เขียนบทความ เรียบเรียงข้อมูลการชดเชยแรงงานจากคำสั่งปิดแคมป์คนงาน โดยระบุว่า ปิดแคมป์คนงาน 14 วัน เกือบ 7 แสนคน ยังไม่ได้รับชดเชยเยียวยาและไม่ได้ดูแลเรื่องอาหารให้กับคนงานนั้น ในเรื่องนี้นั้น ขอชี้แจงว่า กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินเยียวยาสุดวิสัยโควิด -19 ร้อยละ 50 ของค่าจ้างให้ลูกจ้าง 4 ประเภทกิจการ ได้แก่ 1) กิจการก่อสร้าง 2) กิจการที่พักแรม บริการด้านอาหาร 3) กิจการศิลปะความบันเทิงนันทนาการ และ 4) กิจการอื่น ๆ ไม่ใช่กิจการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว และขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมได้วินิจฉัยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยโควิด-19 ไปแล้วทั้งสิ้น 17,920 ราย เป็นจำนวนเงิน 87,631,033.80 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ก.ค.64) โดยแยกเป็น กิจการก่อสร้าง 16,468 ราย เป็นเงิน 79,801,420.45 บาท ที่เหลือเป็นกิจการร้านอาหาร และภัตตาคาร 1,452 ราย เป็นเงิน 7,829,613.35 บาท
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม จะตัดจ่ายทุกวันศุกร์ และนำจ่ายเงินให้ลูกจ้างทุกวันจันทร์ โดยคนงานในกิจการก่อสร้างจ่ายเป็นเงินสด ส่วนกิจการอื่น ๆ ที่เหลือจะโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้างโดยตรง กรณีลูกจ้างที่ยังไม่ได้เงิน สำนักงานประกันสังคม ขอให้เร่งดำเนินการ ดังนี้ 1) ให้นายจ้างรับรองในระบบ e-service ว่ามีลูกจ้างกี่ราย หยุดงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน 2) ลูกจ้างยื่นแบบ สปส. 2 – 01/7 ให้แก่นายจ้างส่งต่อให้สำนักงานประกันสังคม เพื่อที่จะให้ประกันสังคมพิจารณาวินิจฉัยจ่ายเงินโดยเร็วต่อไป
ส่วนเรื่องอาหารในแคมป์คนงานก่อสร้างนั้น กระทรวงแรงงาน ได้ขอความร่วมมือนายจ้างสถานประกอบการดูแลเรื่องอาหารแก่คนงานทั้ง 3 มื้อ โดยกระทรวงแรงงานจะสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร น้ำดื่ม ไข่ไก่ ปลากระป๋อง ที่ได้รับบริจาคจากภาคเอกชน และนำไปมอบให้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นศูนย์กลางในการกระจายอาหารไปยังคนงานตามแคมป์ต่างๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นมาตรการเสริมที่กระทรวงแรงงานขอความร่วมมือนายจ้างสถานประกอบการ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านอาหารให้แก่คนงานอีกทางหนึ่ง

สธ.วาง 3 แนวทางช่วยเข้าถึงตรวจหาเชื้อและรักษาโควิด 19

กระทรวงสาธารณสุข วาง 3 แนวทางใช้ Antigen Test Kit ช่วยประชาชนตรวจหาเชื้อเร็วขึ้น คาดสัปดาห์หน้าใช้ตรวจด้วยตนเองได้ ให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการดูแลรักษาที่บ้านหรือที่ชุมชน ลดการใช้เตียงในโรงพยาบาล และจัด CCR Team 188 ทีม ดูแลผู้ป่วยโควิดถึงบ้านและชุมชน เร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ พร้อมบูสเตอร์โดสในบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ปรับแผนฉีดวัคซีนสลับชนิด

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการตรวจรักษาโรคโควิด 19 โดย นายแพทย์เกียรติภูมิ กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ กทม.และปริมณฑลมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีการรอตรวจหาเชื้อและรอเตียงรักษาจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขวางระบบแก้ไขดังนี้ 1.การนำ Antigen Test Kit (ATK) มาใช้ โดยระยะแรกตรวจในสถานพยาบาล และจะขยายให้ประชาชนตรวจด้วยตนเอง คาดว่าจะเริ่มได้ในสัปดาห์หน้า 2.การดูแลผู้ป่วยโควิดไม่มีอาการหรืออาการน้อยที่บ้าน (Home Isolation) หรือที่ชุมชน (Community Isolation) และ 3.กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับ กทม. และภาคีเครือข่ายใช้ระบบบริการปฐมภูมิดำเนินการ ส่ง Comprehensive Covid-19 Response Team หรือ CCR Team จำนวน 188 ทีม ดูแลผู้ป่วยโควิดที่บ้านหรือชุมชน โดยให้ความรู้การดูแลตนเอง ดูแลรักษาทางกายและใจ ให้คำปรึกษาผ่านเทเลเมดิซีน จ่ายยารักษา หากมีอาการมากขึ้นจะประสานเข้าระบบโรงพยาบาล และถ้าพบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหญิงตั้งครรภ์ จะเข้าไปฉีดวัคซีนทันที ดำเนินการในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการล็อกดาวน์ โดยในวันนี้ ได้ปล่อยขบวน CCR Team ออกปฏิบัติงานแล้วเริ่มที่ซอยลาซาล

นายแพทย์เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องวัคซีน เนื่องจากปัญหาไวรัสกลายพันธุ์ โดย กทม.เป็นสายพันธุ์เดลตามากกว่า 50% จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันสู้ไวรัสกลายพันธุ์ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจึงมีมติ คือ 1.การให้วัคซีนบูสเตอร์โดสสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ซึ่งเดิมได้รับซิโนแวค 2 เข็ม จะได้รับวัคซีนเข็ม 3 อาจเป็นแอสตร้าเซนเนก้าหรือไฟเซอร์ 2.ปรับวิธีการฉีดโดยให้วัคซีนต่างชนิดกัน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้นและเร็วขึ้น และ 3.เร่งฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีโรคเรื้อรังให้มากกว่า 80% เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต จะช่วยลดการใช้เตียงในโรงพยาบาลตามมาได้

นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ชุดตรวจ Antigen Test Kit เป็นการใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ ดำเนินการในสถานพยาบาล ส่วนการปรับให้ใช้ด้วยตนเองได้นั้น วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในประกาศกระทรวง และจะบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าสัปดาห์หน้าจะเริ่มใช้ด้วยตนเองได้ โดยช่องทางการจำหน่ายต้องเป็นสถานพยาบาล คลินิกเวชกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านขายยาที่มีเภสัชกรไม่สามารถขายทางอินเทอร์เน็ต โดยชุดตรวจที่มีการขึ้นทะเบียน 24 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7 รายได้ยื่นเรื่องเพื่อปรับเอกสารกำกับการใช้สำหรับการใช้ด้วยตนเอง และจะมีมากขึ้นหลังกฎหมายบังคับใช้

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ชุดตรวจ Antigen Test Kit เป็นการหาองค์ประกอบไวรัส เก็บตัวอย่างเหมือนการทำ RT-PCR คือ การแหย่จมูกถึงคอหอย แหย่ทางช่องปาก โพรงจมูกหรือใช้น้ำลาย ขึ้นกับชุดตรวจแต่ละชนิด ส่วนความแม่นยำนั้นกรณีผลบวกใกล้เคียงกับ RT-PCR ถึง 90% มีข้อจำกัดคือกรณีผลลบ หากเชื้อมีน้อยจะตรวจไม่เจอ ผลลบจึงไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ ต้องตรวจซ้ำใน 3-5 วัน หรือเมื่อมีอาการ ดังนั้นช่วงที่มีผู้ติดเชื้อไม่มากจึงไม่ได้ใช้วิธีนี้ ขณะนี้ต้องนำมาใช้เนื่องจากมีการรอตรวจจำนวนมาก  หากมีผลเป็นบวกต้องแจ้งสถานพยาบาลเพื่อนำเข้าสู่ระบบการรักษา

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวว่า การใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง บริษัทต้องทำเอกสารกำกับการใช้ให้ชัดเจนเข้าใจง่าย ผู้ใช้ต้องตรวจสอบวันหมดอายุ เก็บไว้ในที่ไม่โดนแสงแดด เตรียมสถานที่ตรวจไม่ให้ปะปนผู้อื่น ไม่ให้แพร่เชื้อเก็บตัวอย่างให้ถูกต้อง เมื่อนำมาสัมผัสกับน้ำยาและหยดลงชุดตรวจ จะต้องมีเส้นขึ้นที่ตัวอักษร C หากไม่ขึ้นแสดงว่าตรวจไม่ถูกต้อง ต้องใช้ชุดตรวจใหม่ ส่วนอักษร T หากมีเส้นขึ้นมาถือว่าเป็นผลบวก ไม่มีเส้นเป็นผลลบ ใช้เสร็จแล้วถือเป็นขยะติดเชื้อ ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนทิ้ง และทำความสะอาดล้างมือหลังทดสอบ

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ข้อมูลตรงกันว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดกันมีประโยชน์ภูมิคุ้มกันขึ้นสูงต่อสู้เดลตาได้ดี ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบการฉีดซิโนแวคเข็มแรก เว้น 3 สัปดาห์แล้วฉีดด้วยแอสตร้าเซนเนก้า จะกระตุ้นประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันสูงขึ้นใกล้เคียงแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม และใช้ระยะเวลาสร้างภูมิคุ้มกันเร็วกว่า จากเดิมฉีดแอสตร้าเซนเนก้าต้องใช้เวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกรณีฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรกไม่ต้องสลับวัคซีนในเข็มสอง ทั้งนี้ จะจัดเตรียมวัคซีนให้เหมาะสมเพียงพอ เอาไปใช้ได้ตามสถานการณ์จำเป็นที่เหมาะสมต่อไป ส่วนการฉีดบูสเตอร์โดสบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจะฉีดห่างจากเข็ม 2 ประมาณ 3-4 สัปดาห์ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ดำเนินการได้ทันที หรือ mRNA ตามความเหมาะสม ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ที่รับบริจาคอยู่ระหว่างรอกำหนดส่งมอบ ส่วนคนทั่วไปครบ 2 เข็มจะพิจารณาบูสเตอร์โดสลำดับต่อไป

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้าระบบการดูแลที่บ้าน คือ ผู้ป่วยใหม่อาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการอยู่ระหว่างรอเตียง หรือผู้ป่วยที่รักษามาแล้ว 7-10 วัน อาการคงที่ให้กลับมาดูแลต่อที่บ้าน โดยแพทย์จะพิจารณาหลักเกณฑ์ดังนี้ 1.ติดเชื้อไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย 2.อายุน้อยกว่า 60 ปี 3.สุขภาพแข็งแรง 4. พักอยู่คนเดียวหรือมีคนพักรวมไม่เกิน 1 คน 5.ไม่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัมหรือค่าดัชนีมวลกายเกิน 30  6.ไม่มีโรคร่วมสำคัญ คือ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ไตเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด หลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และ7.ยินยอมในการแยกตัว

สำหรับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยขณะดูแลรักษาที่บ้าน คือ 1.ไม่ให้ใครมาเยี่ยม 2. เว้นระยะห่างจากคนอื่น 2 เมตร 3.แยกห้องพัก หากทำไม่ได้ให้แยกจากคนอื่นให้มากที่สุด อากาศต้องถ่ายเท 4. ห้ามกินดื่มด้วยกัน 5.สวมหน้ากากตลอดเวลา 6.ล้างมือบ่อยๆ 7.แยกเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหมด 8.แยกซักเสื้อผ้า 9.ใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่นหรือใช้หลังสุดและทำความสะอาด และ 10. แยกขยะ ทั้งนี้ สถานพยาบาลจัดระบบเข้ามาดูแลติดตามอาการ โดยมีอาหาร 3 มื้อ ปรอทวัดไข้และเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด ให้ยาตามดุลยพินิจแพทย์ มีระบบเทเลเมดิซีนพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ติดตามประเมินอาการ ให้คำปรึกษา หากอาการเปลี่ยนแปลงจะนำส่งโรงพยาบาล ส่วนกรณีแยกห้องพักไม่ได้อาจใช้แนวทางดูแลผู้ป่วยที่ชุมชน ซึ่งกทม.ร่วมกับกรมการแพทย์ดำเนินการศูนย์พักคอย 16 ศูนย์ ใน 15 เขต รองรับผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย เตรียมไว้ประมาณ 2,500 คน จัดแพทย์ พยาบาล ระบบไอทีติดตามอาการ

นายแพทย์โกเมนทร์ ทิวทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนระบบปฐมภูมิและคลินิกหมอครอบครัว กล่าวว่า CCR Team ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข ของหน่วยบริการปฐมภูมิ คลินิกชุมชนอบอุ่น ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เครือข่ายภาคประชาชน บุคลากรของ กทม. เจ้าหน้าที่เขต หรือกำลังทหาร ตำรวจจำนวน 188 ทีม คอยช่วยประสานการลงพื้นที่ ดูแล 6 กลุ่มเขตในกทม. เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันนี้ ภายใน 2 สัปดาห์ที่มีการล็อกดาวน์ และได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุน CCR Team เบอร์0-2590-1933         

Phuket Sandbox สื่อกลางนำรัก “หนุ่มฮ่องกง-สาวไทย”

วันนี้ 12 ก.ค.64 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ตจังหวัดภูเก็ต นายจีระศักดิ์ คงธนถาวรสกุล ปลัดอําเภอเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร อำเภอเมืองภูเก็ต ได้ดำเนินการจดทะเบียนสมรสให้กับ นางสาวณัฐนันท์ ฉันทแดนสุวรรณ อายุ 32 ปี และ นายฟรานซิส หว่อง ชาวฮ่องกง อายุ 32 ปี ซึ่งการจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ มีความพิเศษเนื่องจากผู้ที่เดินทางเข้ามาจดทะเบียนฝ่ายชายเป็นชาวฮ่องกง เดินทางมาจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตผ่านโครงการ Phuket Sandbox ส่วนฝ่ายหญิงเดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร
นางสาวณัฐนันท์ ฉันทแดนสุวรรณ เล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นคนไทยเมื่อ 4 ปี ก่อน ได้เดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษและได้พบรักกับ นายฟรานซิส หว่อง ชาวฮ่องกง โดยได้วางแผนจะแต่งงานกันแต่ด้วยสถานการณ์ covid-19 จึงทำให้ต้องชะลอการจัดงานแต่งงาน เมื่อมีโครงการ Phuket Sandbox ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ นายฟรานซิส หว่อง ชาวฮ่องกง จึงเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อมาพบกันและจดทะเบียนสมรสกันที่จังหวัดภูเก็ต และจากนี้ 1 ปีตนเองจะวางแผนไปอยู่ที่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป
นายฟรานซิส หว่อง ชาวฮ่องกง กล่าวว่าโครงการ Phuket Sandbox เป็นโครงการที่ดีมาก แม้ในขั้นแรกจะมีความยุ่งยากและความละเอียดของการเตรียมเอกสาร แต่เมื่อเอกสารครบและได้รับการอนุมัติแล้ว ก็เดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต ได้ทันที เมื่อถึงจังหวัดภูเก็ตได้รับการดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นอย่างดี
Cr.สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต/ข่าว/ภาพ

6 กลุ่มอาชีพ ที่สามารถเดินทางช่วง ‘เคอร์ฟิว’ ได้

เปิดรายละเอียด 6 กลุ่มยกเว้น ที่สามารถเดินทางออกนอกบ้านในช่วงเวลาเคอร์ฟิว ตั้งแต่เวลา 21.00 – 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา โดยมีระยะเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 64 เป็นต้นไป
1) ด้านสาธารณสุข ได้แก่ ผู้ป่วยที่ต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษา และเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข
2) การขนส่งสินค้าเพื่อประชาชน ได้แก่ ผู้ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง ไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ สิ่งพิมพ์ สินค้าเพื่อการส่งออกหรือนำเข้า
3) การขนส่งหรือขนย้ายประชาชน ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานขนส่งสาธารณะ ผู้ขนส่งและผู้เดินทางมาจากหรือไปยังท่าอากาศยานหรือสถานีขนส่ง ผู้ที่เดินทางไปยังที่ศูนย์พักคอยรอการส่งตัวเพื่อรับการรักษาโรค ผู้โดยสารและผู้เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด
4) การให้บริการหรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ได้แก่ ผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ประสบภัย ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและอาหาร ผู้ซ่อมบำรุงระบบสาธารณูปโภค ผู้จัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอย ผู้บริการซ่อมแซมอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม งานกู้ภัย การประกันภัย ผู้ต้องดำเนินงานกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่
5) การประกอบอาชีพที่จำเป็น ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานตามรอบเวลา กะ หรือการทำงานตามผลัดเปลี่ยนเวรยาม ผู้ทำงานในโรงงาน งานก่อสร้าง งานบำรุงรักษาที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานได้ งานรักษาความปลอดภัย งานด้านเกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ หรือการตรวจรักษาสัตว์
6) กรณีจำเป็นอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ผู้เดินทางจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรแสดงตนอย่างอื่น และเอกสารรับรองความจำเป็น เอกสารเกี่ยวกับสินค้า บริการ การเดินทางหรือหลักฐานอื่น ๆ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่อย่างเคร่งครัด
ดาวน์โหลดเอกสารรับรองการออกนอกเคหสถาน ได้ที่ลิงก์นี้