สวนเสือศรีราชา เก็บไว้ในความทรงจำ

เฟซบุ๊ค สวนเสือศรีราชา แจ้งว่า สวนเสือศรีราชาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 แต่แล้วในเดือนเมษายน ปี 2564 ฟ้าก็ผ่าลงตรงเลข 24 ปีพอดี “สวนเสือศรีราชาเลิกกิจการ“

พร้อมโพสต์ต่อว่า เราเริ่มต้นตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีมีเพียงไม่กี่แห่ง โดย ดร.ไมตรี เต็มศิริพงศ์ ประธานกรรมการ และ ผู้ก่อตั้ง สวนเสือศรีราชา จากธุรกิจเพาะเลี้ยงหมูและจระเข้ ก้าวสู่ธุรกิจ ท่องเที่ยวประเภทสวนสัตว์ จากธุรกิจที่เราไม่มีประสบการณ์มาก่อน จนสร้างชื่อเสียงระดับโลกและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจและต้องการมาเที่ยวมากที่สุด

กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของสวนเสือศรีราชา คือ จีน อินเดีย เวียดนาม อินโดเซีย รัสเซีย ฯลฯ รับนักท่องเที่ยวปีละไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน ไฮไลท์ของสวนเสือศรีราชาคือ เป็นศูนย์เพาะและขยายพันธุ์เสือโคร่งพันธุ์รอยัลเบงกอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก การแสดงเสือ, จระเข้ ,ช้าง และหมู เป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขและสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้แล้วยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วม อาทิ ถ่ายรูปกับเสือ-จระเช้ , นางพญาแมงป่อง , ตกจระเข้ , ยิงอาหารเสือ , จูงเสือชมสวน , ป้อนนมปลาคาร์พ , ตกปลาช่อนอเมซอน และอีกมากมาย แต่ละกิจกรรมล้วนเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด

โควิด-19 เริ่มระบาดเมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมาเราพยายามที่จะดิ้นรน สร้างรายได้จากการขายอาหารริมทาง และ ยังเปิดให้เข้าฟรีหลังโควิด-19 ระยะแรก หลังจากนั้นได้จัดโปรโมชั่นเสมือนเข้าฟรีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อประคับประคองธุรกิจ ดูแลพนักงาน รวมถึงสัตว์ทุกตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โควิด-19 กลับมาระบาดอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ถึงแม้จะได้รับความรักและเอ็นดูจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่เราก็ไม่สามารถประคับประคองธุรกิจให้เดินต่อไปได้ ซึ่งเราตระหนักดีว่าธุรกิจท่องเที่ยวเอกชนประเภทสวนสัตว์ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งแรงกาย แรงใจ ความอดทน และที่สำคัญคือทุนทรัพย์

สวนเสือศรีราชา จะกลับมาเปิดอีกครั้งหรือไม่? เป็นเรื่องของอนาคตที่เราเองก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย อาจมีโอกาสดีๆ เข้ามา เรายินดีและพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากนักลงทุน ด้วยประสบการณ์ความรู้ ความสามารถ ด้านการท่องเที่ยว ที่จัดการบริหารสวนเสือมาตลอด 24 ปี อาจจะเนรมิตให้เกิดแลนด์มาร์คแห่งใหม่และกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ บริษัท สวนเสือศรีราชา จำกัด ได้จดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา ชื่อ ” สวนเสือศรีราชา ” ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ย้ายสัตว์ต่างๆรวมถึงเสือไปไว้ที่ไหน….? เสือเป็นสัตว์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองประเภทที่ 1 ซึ่งเสือทุกตัวเป็นทรัพย์สินของบริษัท ศรีราชาฟาร์มจระเข้และผลิตภัณฑ์ จำกัด (เจ้าของที่ดิน) ส่วนสัตว์อื่นๆ ที่มีอยู่จำนวนมาก ส่วนหนึ่งได้ขาย และส่วนหนึ่งเรายังคงเลี้ยงและดูแลเขาให้ดีที่สุด อาทิ จระเข้ ช้าง 11 เชือก กวาง อูฐ ม้าแคระ และอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 5,000 ตัว โดยเราได้ย้ายสัตว์เหล่านี้ไปไว้ในที่ดินที่บริษัทฯ เป็นผู้ถือครอง ส่วนโครงการในอนาคตจะทำอะไร หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะกลับมาให้ข้อมูลอีกครั้ง..

 

สามี ม.ล.สุรีย์วัล เผย ร่างกาย-สมอง ไม่ฟื้นสภาพเดิม

ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2564 ปุ้ม ม.ล.สุรีย์วัล สุริยง หรือ ม.ล.สุรีกร สุริยง เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยอาการไม่มีแรง จากนั้นตรวจพบเส้นเลือดในสมองแตก มีการผ่าตัดสมองด่วน และโรคมะเร็งในรังไข่

ล่าสุด เจี๊ยบ ชนันธร บุญราย สามี ได้โพสต์ภาพ ม.ล.สุรีย์วัล พร้อมทั้งอัปเดตอาการของภรรยาไว้บนเฟซบุ๊ค Chananthron Boonrai ว่า ผ่านมา 6 เดือนเต็ม ที่พี่ปุ้มล้มป่วยด้วยอาการมะเร็งในรังไข่ ที่ส่งผลให้ระบบเลือดมีปัญหา จนส่งผลให้เส้นเลือดแตก มีเลือดไหลซึมในสมอง ซึ่งอาการนี้ได้ทำลายสมองไปมาก จนทำให้พี่ปุ้มยังต้องนอนรักษาตัวที่ โรงพยาบาลภูมิพลมาต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 มกราคมเป็นต้นมา

อาการที่ผ่านมาในแต่ละช่วงเวลา พี่ปุ้มสู้ด้วยกำลังใจ กำลังกายเกินร้อย เพื่อให้ร่างกายและสมองฟื้นสภาพ

ในบางช่วงเวลา สภาพร่างกายแข็งแรงพอที่จับให้นั่งรถเข็นได้ แต่สมองพี่ปุ้มได้รับผลกระทบมาก ทำให้การฟื้นตัวมีขึ้น มีลง

จากการที่คุณหมอทำการตรวจด้วยเครื่องกระแสไฟฟ้าล่าสุด คุณหมอได้แจ้งว่า สภาพร่างกายและสมอง คงจะไม่ฟื้นกลับมาสู่สภาพเดิมได้ จากนี้ไปจะเป็นการรักษาในแบบประคองอาการ โดยในแต่ละวันคุณหมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้มีอาการเกร็ง และยาละลายลิ่มเลือด เพื่อไม่ให้เกิดเลือดอุดตันในระบบร่างกาย

ทั่วๆ ไปในแต่ละวัน จะนอนหลับ ในช่วงที่ตื่น ผู้ดูแลจะจับพี่ปุ้มยืดแข้ง ยืดขา ออกกำลังกาย ทำให้พี่ปุ้มมีร่างกายที่ดีพอสมควร

จากสภาวะในปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลงดเยี่ยม ทำให้ครอบครัว ทำได้แค่วิดิโอ คอล เห็นหน้า เห็นตาจากโทรศัพท์เท่านั้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ถามไถ่อาการด้วยความห่วงใยมาตลอด ผมต้องขออภัยที่ไม่ได้อัพเดทอาการมาสักพักนะครับ
ขอบคุณโรงพยาบาลภูมิพล,คุณหมอที่ดูแล และทีมพยาบาลวอร์ด 12/2 ที่เอาใจใส่ดูแลอาการตลอดเวลา 24 ชม.ในแต่ละวัน ขอบคุณทุกท่านจากใจครับ

Cr.เฟซบุ๊ค Chananthron Boonrai 

ภาพเล่าเรื่อง : โน้ต-อุดม บวช

โน้ต-อุดม แต้พานิช เข้ารับพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ที่วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “พระอุดม อธิจิตฺโต” แปลว่าผู้มีจิตสูง

Cr.เพจเดี่ยว

สิ้นนักแสดงรุ่นใหญ่ “ราม-ราชพงษ์”

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ”ราม ราชพงษ์” (หรือชื่อจริง ธวัช มลศรีวัฒน์) เสียชีวิตอย่างสงบด้วยการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ได้เสียชีวิตในวัย 75 ปี เมื่อคืนวันที่ 11 กค. ที่โรงพยาบาลสิรินธร เขตประเวศ กรุงเทพฯ ด้วยโรคกระเพาะ และปอดติดเชื้อ หลังจากไม่สบายและเข้ารับการรักษาประมาณ 5 วัน

โดยกำหนดสวดอภิธรรม วัดบึงทองหลาง ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิกรุงเทพฯ ศาลา17

วันที่ 12 ก.ค. 64 : ตั้งศพคืนแรก (งดพิธีรดน้ำศพตามมาตรการทางวัด) สวดพระอภิธรรมศพ เวลา 18.00 น.

วันที่ 13 ก.ค. 64 : สวดพระอภิธรรมศพ เวลา 18.00 น.

วันที่ 14 ก.ค. 64 : สวดพระอภิธรรมศพ เวลา 18.00 น.

พิธีฌาปนกิจศพ วันที่ 15 ก.ค. 64
11.00 น.เลี้ยงพระถวาย ภัตตาหารเพล ร่วมรับฟังเทศนา
12.00 น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (จัดแบบชุดข้าวกล่อง ตามมาตรการ)
15.00 น. ฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดบึงทองหลาง

ขอแสดงความเสียใจ กับครอบครัวมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

Cr. เพจดาราภาพยนตร์

รัฐบาล ออกมาตรการเยียวยา 10 จังหวัดสีแดงเข้ม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ที่ต้องปิดสถานที่และกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนเองได้รับรู้ปัญหาของพี่น้องกลุ่มต่างๆ และหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด

มาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วเมื่อวานนี้ และคณะรัฐมนตรีได้ให้การเห็นชอบมาตรการที่นำเสนอในวันนี้ (13 ก.ค.) โดยมีรายละเอียดคือ  มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ขอบเขตของกิจการที่ได้รับการเยียวยา

กลุ่มที่ 1 มี 9 หมวดกิจการ ประกอบด้วย ก่อสร้าง ,ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ,ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ ,กิจกรรมการบริการด้านอื่นๆ ,ขายส่งขายปลีกและซ่อมยานยนต์ ,ขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ,กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ ข้อมูลข่าวสารและสื่อสาร

ส่วนกลุ่มที่ 2 มี 5 กิจการของถุงเงิน ประกอบด้วย ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ,ร้าน OTOP ,ร้านค้าทั่วไป ,ร้านค้าบริการ ,กิจการขนส่งสาธารณะ ทั้งนี้ระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือ 1 เดือน อาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์

สำหรับรายละเอียดของการเยียวยา แบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบคือ  ลูกจ้าง ม. 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุด 10,000 บาท  นายจ้าง ม. 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 200 คน  ผู้ประกันตนตาม ม. 39 และ 40  รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน // ผู้ประกอบอาชีพอิสระให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40 ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท  ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างแต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33  ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างและไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40 ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ผู้ประกอบการในระบบ ถุงเงิน ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะ ที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือ ผู้ประกอบการในระบบถุงเงินที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40  ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน สำหรับประชาชนทั่วประเทศ ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้า เป็นเวลา 2 เดือน คือกรกฎาคมและสิงหาคม 2564 สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก และบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง แต่หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ 2564 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และหากใช้ 501 – 1,000 หน่วย  ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในอัตราร้อยละ 50 รวมถึงหากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในอัตราร้อยละ 70 ทั้งนี้ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกิจการขนาดเล็กให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก สำหรับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร  ให้ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564 ส่วนค่าน้ำประปา ลดร้อยละ 10 สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ระยะเวลา 2 เดือนคือ กรกฎาคมและสิงหาคม 2564

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการความช่วยเหลือ บรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆเข่น การศึกษา ให้พิจารณาลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1 /2564

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การเยียวยาในครั้งนี้ แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้และรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุดและจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าจะเอาชนะได้

โรงรับจำนำ กทม. ลดดอกเบี้ยฝ่าวิกฤติโควิด-19

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องรายได้และค่าใช้จ่าย กรุงเทพมหานครจึงลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการฝ่าวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 ดังนี้
  • จำนำไม่เกิน 5,000 บาท ดอกเบี้ย 0.10% ต่อเดือน
  • จำนำ 5,001-15,000 บาท ดอกเบี้ย 0.80% ต่อเดือน
  • จำนำเกิน 15,000 บาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
  • ให้วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อตั๋ว
  • จำนำได้สูงสุด 5 แสนบาทต่อคน
  • ให้ราคารับจำนำทองสูงสุด 87.5% ของราคารับซื้อทอง
สอบถามข้อมูลโทร. 0 2158 0042-4 ดูรายละเอียดทางเว็บไซต์ www.pawnshop.bangkok.go.th หรือเฟซบุ๊ก: สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร – โรงรับจำนำของกรุงเทพมหานคร

ประกาศเกียรติคุณ 3 นักดับเพลิง ผู้ปิดวาล์ว เหตุไฟไหม้หมิงตี้

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณและรูปปั้นนักดับเพลิงปีนบันไดแก่นักดับเพลิงผู้ปิดวาล์วถังสารเคมีในเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายนัฐพล ดานะ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติงาน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยดาวคะนอง นายฉัตรชัย อภิวงค์ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติงาน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางอ้อ และนายวิทวัส ประสงค์ทรัพย์ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชำนาญงาน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยตลิ่งชัน โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมพิธี ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรณีเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับกรุงเทพมหานคร 2 เขต คือ เขตลาดกระบัง และประเวศ จึงได้สั่งการให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำนักดับเพลิงและกู้ภัย และเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร รวม 164 คน พร้อมรถน้ำดับเพลิง รถกู้ภัยสารเคมี รถบรรทุกอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ (SCBA) รถ LUF-60 น้ำยาโฟม ชนิดดับเพลิงสารเคมี 347 ถัง รวมถึงรถบัญชาการสื่อสารจากศูนย์วิทยุพระราม 199 ไประงับเหตุร่วมกับนักดับเพลิงและกู้ภัย จ.สมุทรปราการ อาสาสมัคร จิตอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ ใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่งเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ดังกล่าว ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมีใกล้เคียง 1-5 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังได้สูญเสียอาสาสมัครผู้เสียสละอีก 1 ราย
จากเหตุการณ์นี้ จะเห็นได้ว่าทุกภาคส่วนได้ร่วมกันบูรณาการความร่วมมือ ตลอดจนร่วมแรง ร่วมคิด ร่วมใช้เทคนิควิธีการที่มี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและระงับเหตุให้ได้เร็วที่สุด ขอขอบคุณนักดับเพลิงทั้ง 3 รายเป็นอย่างยิ่ง ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการหยุดการรั่วไหลของสารเคมีที่เป็นสาเหตุของการระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ด้วยความกล้าหาญและยอมเสี่ยงอันตราย เข้าไปปิดวาล์วถังสารเคมี นอกจากนี้ ขอขอบคุณนักดับเพลิงของกรุงเทพมหานครทุกคน ที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจระงับเหตุดังกล่าว ด้วยความทุ่มเท กล้าหาญ จนเพลิงสงบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของนักดับเพลิงและความปลอดภัยให้กับคนกรุงเทพมหานคร ขอให้นักดับเพลิงของกรุงเทพมหานครทุกคน หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีร่างกายที่แข็งแกร่ง และจิตใจที่เข้มแข็ง ปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความสำนึกว่าประชาชนต้องได้รับความปลอดภัยจากภัยพิบัติต่างๆ ขอให้ภาคภูมิใจในบทบาทหน้าที่ของตน เพื่อร่วมเป็นพลังในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

จับกุมสาวหลอกขายหน้ากากอนามัย ก่อนเชิดเงินหนี

พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง ผกก.3 บก.รฟ. สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต. เริ่ม เกตุสุวรรณ์ สว.ส.รฟ.หัวหิน กก.3 บก.รฟ. นำกำลังเข้าจับกุมนางสาวนิตยา อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 347/2564 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ว่ากระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ในคดีของ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี

ตำรวจรถไฟได้ทำการจับกุมนางสาวนิตยา บนขบวนรถเร็วที่ 171( กรุงเทพฯ-ทุ่งสง) ขณะขบวนรถไฟจอดเทียบชานชาลาสถานีรถไฟหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาได้โพสต์ขายสินค้าเป็นหน้ากากอนามัยทางเฟซบุ๊ก โดยผู้เสียหายได้สั่งซื้อสินค้าและโอนเงินค่าสินค้าให้กับผู้ต้องหา แต่ทางผู้เสียหายไม่ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อ ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนจนพบผู้ต้องหาเดินทางมากับรถไฟ เพื่อกลับบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำรวจรถไฟ ส.รฟ.หัวหิน จึงแสดงตัวจับกุมตัวบนขบวนรถไฟดังกล่าว

ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวคืนแรกรวม 299 คน

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2564 มีวิทยุสั่งการและกำชับการปฏิบัติไปยังทุกหน่วยงานในสังกัด ให้ปฏิบัติตามประกาศข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 ในการควบคุม ระงับ ยับยั้ง การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) โดยเฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยให้ประสานงานกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสรุปภาพรวมผล การปฏิบัติการตั้งจุดตรวจ ประจำวันที่ 13 ก.ค.2564 ในฐานความผิดออกนอกเคหสถาน พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด รวม 299 ราย โดยแบ่งออกตามพื้นที่ดังนี้

  1. พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 57 ราย
  2. พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 187 ราย
  3. พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 7 ราย
  4. พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 48 ราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้กำชับ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายยึดการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด หากพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย ก็จะพิจารณาความบกพร่องทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดต่อไป

นอกจากนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งมายังสายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คิง เพาเวอร์ จัดทัพให้บริการช้อปปิ้งวิถีใหม่

คิง เพาเวอร์ ขานรับนโยบายภาครัฐ ปิดให้บริการชั่วคราว ร้านค้าจำหน่ายสินค้าปลอดอากร 3 สาขา รางน้ำ มหานคร และศรีวารี ปรับให้บริการช้อปปิ้งวิถีใหม่กับบริการ King Power Call to Shop ช้อปง่าย ช้อปคุ้ม ส่งไว พร้อมอัดโปรช้อปออนไลน์ตลอดเดือน รวมถึงยังคงให้บริการเสิร์ฟเมนูสตรีทฟู้ดจากศูนย์อาหาร Thai Taste Hub (ไทย เทสต์ ฮับ) คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และมหานคร คิวบ์ เฉพาะ Takeaway และ Delivery ภายใต้มาตรการเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขั้นสูงสุดโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม นี้ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

จากแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอก 4 ของภาครัฐ ที่เกิดเป็นภาวะวิกฤติในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม นี้ คิง เพาเวอร์ จะปิดให้บริการชั่วคราวสำหรับร้านค้าจำหน่ายสินค้าปลอดอากร 3 แห่ง ได้แก่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, มหานคร และศรีวารี โดยจะปรับการให้บริการรองรับการช้อปปิ้งวิถีใหม่เรียกว่า ‘King Power Call to Shop ช้อปง่าย ช้อปคุ้ม ส่งไว’

โดยการให้บริการ King Power Call to Shop จะเป็นบริการใหม่ล่าสุดของ คิง เพาเวอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสินค้าภายในร้านค้าปลอดอากรของ คิง เพาเวอร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘กริ๊งเดียวครบ จบทุกการ ช้อป’ สามารถรอรับสินค้าที่บ้านได้ภายใน 7 วัน เพียงโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดสินค้าจากผู้ช่วยช้อปได้ที่หมายแลข 02-3387870 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 18.00 น. ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยโปรโมชั่นพิเศษที่คุ้มค่าสำหรับน้ำหอมและเครื่องสำอาง ที่ลดสูงสุด 10 % และเมื่อลงทะเบียนร่วมช้อป สามารถรับทันทีคูปองส่วนลด 2 ใบ จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/วัน ซึ่งสามารถรับสิทธิ์สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ดังนี้

คูปองส่วนลด 2,000 บาท สำหรับซื้อสินค้าตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ
คูปองส่วนลด 4,500 บาท สำหรับซื้อสินค้าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ
นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มค่าที่มากขึ้นเมื่อซื้อ Cash Card มูลค่า 20,000 บาท รับ Gift Card มูลค่า 2,500 บาท และ หากซื้อ 50,000 บาท รับ Gift Card มูลค่า 8,000 บาท

ขณะที่ตลอดเดือนกรกฎาคม ในช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์และแอปพลิเคชั่น คิง เพาเวอร์ ยังสามารถรับความคุ้มค่าจากแคมเปญ ‘Super Deals Super Brands’ โดยมีสินค้าแฟชั่นและบิวตี้ให้กดช้อปส่งบ้านราคาดิวตี้ฟรี ลดสูงสุด 30% เมื่อช้อปครบ 2,000 บาท เพียงใส่รหัส SUPERDB และลดเพิ่มอีก 5% เมื่อช้อปครบ 1,200 บาท เพียงใส่รหัส SV CODE รหัสส่วนลดจากพนักงาน คิง เพาเวอร์ และเฉพาะวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ พบดีลสุดคุ้มกับส่วนลดสินค้าที่ร่วมรายการลดสูงสุด 60 % ไม่มีขั้นต่ำ ไม่ต้องใส่รหัสส่วนลด

นอกเหนือการให้บริการช้อปปิ้งในวิถีใหม่แล้ว ศูนย์อาหาร Thai Taste Hub (ไทย เทสต์ ฮับ) คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และ มหานคร คิวบ์ ยังเปิดให้บริการเมนูอาหารจากร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง ร้านอร่อยระดับ เชฟมิชลินสตาร์ ในรูปแบบ Takeaway และ Delivery ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 19.00 น. ภายใต้มาตรการ ‘คัดกรอง’ เพื่อสุขอนามัยขั้นสูงสุดให้อาหารถึงมือลูกค้าได้อย่างอุ่นใจ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ถึงแม้ธุรกิจในกลุ่มคิง เพาเวอร์ จะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยืนหยัดที่จะสู้ และฝ่าวิกฤตินี้ ด้วยการปรับกลยุทธ์การขายสินค้าให้สอดคล้องกับลูกค้าคนไทย มีแนวทางสร้างรายได้ให้พนักงานผ่านโครงการในวิกฤติ และที่สำคัญคือมีความมุ่งมั่นในการตอกย้ำมาตรการด้านสุขอนามัยในทุกๆ บริการ ปฏิบัติมาตรการดูแลป้องกันตามที่ภาครัฐกำหนดอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด เพื่อสร้างเป็นบรรทัดฐานในฐานะผู้นำธุรกิจท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้ คิง เพาเวอร์ ยังยืนยันความพร้อมให้บริการด้วยการร่วมยกระดับการควบคุมโรค ภายใต้มาตรการต่างๆ และเตรียมพัฒนาบริการ และโปรแกรมการช้อปปิ้งที่คุ้มค่าเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจภายใต้วิกฤติโควิด-19 นี้