ร่วมบริจาคโลหิตสู้วิกฤตขาดแคลนโควิด-19

บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับ สภากาชาดไทย ออกหน่วยจุดบริการรับบริจาคโลหิต สู้วิกฤตขาดแคลน ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีปริมาณโลหิตน้อยลง ไม่สามารถกระจายให้กับโรงพยาบาลต่างๆได้อย่างทั่วถึง จึงร่วมมือกับอลิอันซ์ อยุธยา ในการออกหน่วยจุดบริการเคลื่อนที่ เชิญชวนผู้บริหาร ตัวแทนฝ่ายขาย พนักงานและบุคคลร่วมบริจาคโลหิต ภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อส่งมอบให้กับศูนย์บริการโลหิต แห่งชาติสภากาชาดไทย ณ อาคารเพลินจิตทาวเวอร์

กทม.ส่ง 69 ทีมเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เชิงรุกในชุมชน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันพบผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หรือสถานประกอบการที่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกัน ซึ่งมีแนวโน้มเกิดการระบาดในครอบครัวและชุมชนมากขึ้น

กรุงเทพมหานคร จึงได้กำหนดแนวทางการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชนที่มีความพร้อม สำหรับในวันนี้ (15 ก.ค.64) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัย สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง จะบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เครือข่ายNGO จัดทีมเคลื่อนที่เร็วแบบเบ็ดเสร็จ CCRT (Comprehensive Covid-19 Response Team ) 69 ทีม ลงพื้นที่ 69 ชุมชน และจะขยายให้เป็น 200 ชุมชน เป้าหมายคือการเร่งระดมตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา รวมถึงให้ผู้ป่วยได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการกักตัวตัวที่บ้าน(Home Isolation) หรือการพัก ณ ศูนย์พักคอยรอส่งต่อ (Community Isolation) อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ จะมีการนำชุดตรวจ Antigen Test Kit ไปใช้ในการตรวจเชิงรุกในชุมชนแออัด เพื่อให้สามารถตรวจและแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนได้อย่างรวดเร็วด้วย โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้จะเป็นการร่วมกันดูแลผู้ป่วยแบบผสมผสาน เพื่อค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและกักกันไม่ให้แพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดอัตราการป่วยและการเสียชีวิตในกลุ่มเปราะบางได้ด้วย

เปิดกรุของนักสะสมแบรนด์เนมชื่อดัง มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง

หากพูดถึงเซเลบริตี้นักลงทุนแบรนด์เนมแถวหน้าของเมืองไทย แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อของ มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง อยู่ในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนอาจรู้จักกันดีในฐานะเจ้าของธุรกิจร้านทำผมคุณภาพระดับเวิลด์คลาส Maison Mark Thawin Hair & Elite Lifestyle ที่นอกจากจะคอยดูแลให้คำปรึกษาด้านทรงผมแล้ว ยังมีคอร์ส Celebrity Coaching ที่จะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์ การแต่งตัว การทำผม รวมไปถึงการวางตัวเมื่อต้องออกงานสำคัญ โดยล่าสุดกูรูดังก็ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของล้ำค่า พร้อมชี้เป้าไอเทมเด็ดที่เหล่านักลงทุนไม่ควรพลาด!

มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง กล่าวถึงความน่าสนใจของการลงทุนในแบรนด์เนมว่า ในปัจจุบันการลงทุนเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น และไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในรูปแบบของการออมเงิน การสร้างธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือหุ้น เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ยังมีการลงทุนที่เกิดจากความหลงใหลหรือที่เรียกว่า Passion Investment  ในรูปแบบของสะสม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ งานศิลปะ ของใช้ เสื้อผ้า และสินค้าแบรนด์เนม ที่นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมที่มีประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างดี และสามารถต่อยอดความมั่นคงในชีวิตได้ หากนักลงทุนคนไหนอยากจะเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ แน่นอนว่าต้องศึกษาเกี่ยวกับตัวแบรนด์ และของแต่ละชิ้นให้ลึกซึ้ง เพื่อที่จะประเมินได้ว่าของชิ้นไหนควรค่าแก่การลงทุน”

และด้วยประสบการณ์ในการเลือกซื้อและสะสมของมีค่าที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี “มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง” ได้มาแนะนำเคล็ดลับในการเลือกของล้ำค่าที่ลงทุนแล้วมีแต่มูลค่าเพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

เริ่มจากกลุ่มเครื่องประดับ และจิวเวลรี่ กับชิ้นแรกอย่าง ‘มุกเมโล’ ไข่มุกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากหอยทากทะเล ซึ่งมีโอกาสเกิดแค่ 1 ใน 3,000 ตัวเท่านั้น ถ้าหากจะหาไข่มุกเม็ดที่มีความสมบูรณ์ สวยงามไร้ที่ติ อาจจะเจอแค่ 1 ในแสนตัว และในอดีตมุกเมโลนั้นมีความพิเศษตรงที่เป็นมุกประดับบนมงกุฏของจักรพรรดิชาวจีน  ด้วยความพิเศษนี้มุกเมโลจึงมีมูลค่าสูง อย่างเม็ดที่มีอยู่นี้มีความสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ หากเปิดประมูลก็จะได้ราคาก็ไม่ต่ำว่า 8 หลัก ต่อมาที่ ‘พลอยสี’ พลอยที่มีสีสัน เอกลักษณ์ และลวดลายเฉพาะตามถิ่นกำเนิด ไม่สามารถผลิตทดแทนกันได้ อย่าง ทับทิมสยาม และทับทิมพม่า ก็เป็นพลอยสีที่หายากมากในท้องตลาด เพราะต้นกำเนิดเหมืองพลอยที่พม่าได้ปิดทำการไปแล้ว ส่งผลให้ทับทิมสยาม และทับทิมพม่าเป็นพลอยสีที่มีมูลค่ามากในความเป็นธรรมชาติ หากเป็นมรกตควรเลือกเป็นสีมูโซ่กรีน (Muzo Green) ซึ่งเป็นสีเขียวเหลือบฟ้า จะเป็นสีที่สวย และสะอาดที่สุด โดยสำหรับคนที่กำลังเริ่มสะสม และลงทุนกับพลอยสี ควรเลือกพลอยสีที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ผ่านความร้อนหรือกระบวนการหลอมใดๆ ไม่มีสารปนเปื้อน และมีตำหนิน้อยที่สุด ซึ่งความธรรมชาติของพลอยสีนั้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับพลอยสีเป็นอย่างดี ชิ้นถัดมาเป็นไฮจิวเวลรี่จากแบรนด์ ‘บุลการี’ (Bvlgari) ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตำนานเครื่องประดับรูปงู ที่มีชิ้นเด่นเป็นสร้อยคอ Monete Pendant Watch ซึ่งเป็นทั้งเครื่องประดับ และเครื่องบอกเวลา โดยความพิเศษอยู่ที่ตัวจี้จะเป็นเหรียญ Monete ที่ประดับอยู่บนนาฬิกาตูร์บิยง ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตมาจากเหรียญโรมันโบราณที่มีชื่อว่าเตตราดราคม (Tetradrachm) สืบทอดมาจาก Alexander the Great โดยสร้อยเส้นนี้เป็นสร้อยที่มีเส้นเดียวในโลก ส่งผลให้มูลค่าของสร้อยปรับเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา

กลุ่มถัดมาเป็นกลุ่มนาฬิกา โดยเริ่มจากแบรนด์  ‘โรเล็กซ์’ (Rolex) แบรนด์นาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกสวมใส่โดยคนดังระดับโลกมากมายเหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ อย่างรุ่น Daytona Rainbow Everose นี้ เปิดตัวในปี 2012 หน้าปัดนาฬิกาล้อมรอบด้วยพลอยสีไล่เรียงเฉดสวยเสมอกัน วางประดับบนตัวเรือนที่ออกแบบมาสามสีด้วยกัน ได้แก่ สีทองคำขาว, สีทองเหลือง และสีทองชมพู ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการผลิตในรูปแบบนี้แล้ว จะมีก็แต่การแบบ After setting ที่ซื้อนาฬิกามาแล้วเอาไปฝังพลอยเอง ซึ่งคุณภาพก็จะไม่เหมือนกับที่แบรนด์ทำอย่างแน่นอน โดยรุ่นราคาเปิดตัวเมื่อตอนวางขายประมาณ 2.8 ล้านบาท ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ต่อมาที่แบรนด์ ‘ปาเต็ก ฟิลิปป์’ (Patek Philippe) แบรนด์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และฟังก์ชันที่มีมากกว่าการบอกเวลา เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มนักลงทุนว่าเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแน่นอน อย่างรุ่น Patek Philippe Nautilus 5724R-001 ขนาด 40 มม. ตัวเรือนเป็นโรสโกลด์ 18K ประดับเพชรด้านหลัง คริสตัลแซฟไฟร์เม็ดมะยมแบบขันเกลียว ตัวสายทำจากหนังจระเข้สีน้ำตาล ที่ใช้มือเย็บแบบแฮนด์เมดทั้งหมด ความพิถีพิถันในการผลิตอย่างหรูหราไร้ที่ติ ทำให้ปาเต็ก ฟิลิปป์น่าหลงใหล ไม่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา

ถัดมาเป็นกลุ่ม ‘เสื้อผ้า’ ซึ่งหลายคนอาจจะมีความเข้าใจว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ลงทุนไม่ได้ แต่หากเรามีหลักในการเลือก เสื้อผ้าก็สามารถลงทุนเพื่อเก็งกำไรได้เช่นกัน อย่างเช่น เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ผลิตเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น หรือคอลเลกชั่นที่ออกแบบร่วมกับดีไซน์เนอร์แบรนด์อื่นๆ ก็จะมีความโดดเด่นกว่าเสื้อผ้าทั่วไป สำหรับแบรนด์เสื้อผ้าที่เหมาะแก่การลงทุนในมุมของ “มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง” นั้น คือแบรนด์ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ (COMME des GARCONS) แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น โดยเรย์ คาวาคูโบะ แบรนด์นี้จะเด่นในเรื่องของการนำความงดงามทางศิลปะที่แปลกตามาผสมผสานกับแฟชั่น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2013 ด้วยลายพิมพ์ดอกไม้บนชุดโอเวอร์โค้ท ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบความ    อาวองการ์ด (Avant-Garde) ซึ่งราคาวางขายประมาณ 8 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาทะยานขึ้นสูงถึง 2 แสนบาท

สุดท้ายเป็นกลุ่ม ‘กระเป๋า’ แน่นอนว่าแบรนด์ไฮเอนด์ที่น่าลงทุน และน่าครอบครองมากที่สุดคือ ‘แอร์เมส’ (Hermès) ลักชัวรี่แบรนด์ที่มีกลยุทธ์ในการขายสินค้าที่แตกต่าง และไม่เหมือนใคร ซึ่งถ้าหากไม่ได้เป็นแฟนตัวจริงของแบรนด์ก็ยากที่จะได้เป็นเจ้าของ สำหรับรุ่นที่สามารถลงทุนได้นั้น อาทิ รุ่น Hermes Ghillies Kelly 35 Tri-Color Alligator Bag หรือที่เรียกกันว่ารุ่น 3 หนัง โดยความพิเศษของตัวกระเป๋าผลิตจากหนังสัตว์สามชนิดประกอบกัน ได้แก่ หนังนกกระจอกเทศ, หนังลิซซาร์ด (Lizard) และหนังจระเข้ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการผลิตรุ่นนี้แล้ว ราคาเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 2.25 ล้านบาท ส่วนราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วยังมี Hermes Kelly 40 Limited Edition Teddy Shearling Plush ที่ตัวกระเป๋าด้านนอกผลิตจากหนังแกะสีน้ำตาล ส่วนด้านในกระเป๋า และหูกระเป๋าผลิตด้วยหนังแพะภูเขา ราคาเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา ประมาณเกือบ 1 ล้านบาท ส่วนปัจจุบันสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าของแบรนด์เนมแต่ละชิ้นนั้น เมื่อเทียบราคาซื้อกับราคาปัจจุบันแล้ว ราคาปัจจุบันปรับตัวสูงกว่าหลายเท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามูลค่าของสินค้าแบรนด์เนมนั้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอยู่ทุกปี ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจรูปแบบใด การลงทุนกับสินค้าแบรนด์เนมจึงถูกจัดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอีกทางหนึ่ง โดยเคล็ดลับสำคัญก็คือต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ และแบรนด์ที่สนใจ รวมถึงความต้องการในท้องตลาด สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับของสิ่งนั้น และเพิ่มกำไรให้กับผู้ลงทุนได้

สามารถรับชมเรื่องราวการลงทุนของล้ำค่าเพิ่มเติมได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=VB7Sa-s1CxA หรือติดคอนเทนต์ดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนโดยเซเลบริตี้นักลงทุนแบรนด์เนมแถวชื่อดัง “มาร์ค ธาวิน พี เซียวตง” ได้ทาง Facebook, Instagram และ YouTube ชื่อ The World of Mark Thawin

KWM-W1 ลงสนามเทรดวันนี้

บมจ. เค.ดับบลิว.เม็ททัล เวิร์ค (KWM) ส่ง KWM-W1 ลงสนามเทรดวันนี้ (15 ก.ค.64) เร่งเดินเกมรุกทางธุรกิจ อัดงบเพิ่ม 50 ล้านบาท ขยายไลน์การผลิตใหม่-คลังสินค้า รองรับความต้องการสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหตุบริษัทชั้นนำด้านการเกษตรเพิ่มกำลังการผลิตระดับสูงต่อเนื่องถึง ต.ค. หนุนกำลังผลิตของบริษัทเฉลี่ยทั้งปีสูงถึง 80 % พร้อมปรับเป้ารายได้สู่การเติบโตถึง 40 % ทำสถิติสูงสุด  

นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.ดับบลิว.เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM เปิดเผยว่า วันนี้ (15 ก.ค.64) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท หรือ วอร์แรนต์ ครั้งที่1 (KWM-W1) เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอในวันนี้ สำหรับการออกวอร์แรนต์ในครั้งนี้ หากผู้ถือหุ้นมีการแปลงสภาพหมดตามสิทธิ จะส่งผลให้บริษัทฯได้รับเงินเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนเข้ามาประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลบริษัทฯ มีศักยภาพความแข็งแกร่งทางการเงิน รวมถึงมีเงินทุนรองรับการเติบโตในอีก 2 ปีข้างหน้า

“KWM แจก KWM-W1 ฟรีให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 3:1 จำนวนไม่เกิน 140 ล้านหน่วย โดยวอร์แรนต์มีอายุ 2 ปี ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิแปลงสภาพได้ตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คือวันที่ 4 ม.ค.65 , วันที่ 4 ก.ค.65 , วันที่ 4 ม.ค.66 และการใช้สิทธิแปลงสภาพครั้งสุดท้าย วันที่ 4 ก.ค.66 โดยมีอัตราการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยต่อหุ้นสามัญของบริษัท 1 หุ้น ในราคาใช้สิทธิ 1.50 บาท โดยเม็ดเงินดังกล่าว บริษัทฯ นำไปขยายและต่อยอดโครงการในอนาคต พร้อมเพิ่มไลน์การผลิต ทั้งในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ทางการเกษตร และการผลิตเครื่องจักร รวมถึงลงทุนในธุรกิจเครื่องสกัดพืชสมุนไพรไทย รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับกัญชง-กัญชา”

 พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวตอกย้ำการเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ว่าล่าสุดบริษัทฯ มีการปรับเป้าหมายรายได้ปี 2564 โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 40% จากเดิมที่ 15-20%  พร้อมทั้งได้วางงบลงทุนไว้กว่า 50 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในคลังสินค้า และเพิ่มเครื่องจักรในการผลิตไลน์ใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นไลน์การผลิตที่ 3 ในระบบออโตเมชั่น ที่สามารถลดการใช้แรงงานและสามารถผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และเพื่อเป็นการสำรองกำลังการผลิตในช่วงที่เครื่องจักรต้องหยุดซ่อมบำรุง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯในปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทฯ มีต้นทุนในการผลิตลดลง ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มี Margin เพิ่มขึ้น

ติยาภรณ์ วนโกสุม กรรมการผู้จัดการ KMW

ด้าน นางสาวติยาภรณ์ วนโกสุม กรรมการผู้จัดการ KMW กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญ ที่บริษัทฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการทางการเกษตร ที่ผลิตให้กับกลุ่มบริษัทการเกษตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้แบรนด์ “ตราช้าง”รวมถึงสินค้าภายใต้แบรนด์ “Pegasus” ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัทเองที่ผลิตอุปกรณ์การเกษตร อาทิ ใบผาล ใบจักร ใบคัดท้าย โครงผาล ใบดันดิน ใบเกลียวลำเลียง มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใบผาล มีคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่าช่วงที่ผ่านมาถึง 3 เท่า เป็นสัดส่วนรายได้สูงถึง 60 % ของรายได้มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯคาดว่าการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีจะสูงถึง 80% สูงกว่าระดับปกติที่ 40-50%

“จากดีมานด์การใช้กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เกษตรที่มีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ สามารถทำสถิติสูงสุดในครั้งใหม่ได้อีกครั้ง ด้วยแรงสนับสนุนจากธุรกิจการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการทางการเกษตร ที่มีการเติบโตตามผู้ประกอบอาชีพภาคการเกษตรมากขึ้น หลังจากราคาสินค้าเกษตรที่ดี และจากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจ ภาคการจ้างงานลดลง ทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกันราคาพืชผลทางการเกษตรค่อนข้างดี จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้คนส่วนใหญ่ย้ายกลับเข้าไปสู่ภูมิลำเนาเดิม เพื่อประกอบอาชีพภาคการเกษตรมากขึ้น ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีนี้กลุ่มบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ อย่างสยามคูโบต้า คาดว่าจะใช้กำลังการผลิตระดับสูงไปต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม ซึ่งจากปกติจะเริ่มชะลอการสั่งผลิตในช่วงดังกล่าว” นางสาวติยาภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

“เด็กแรกเกิดต้องรอด” โครงการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับทารกแรกเกิดที่แม่ติดเชื้อโควิด-19

เด็กแรกเกิด เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตโควิด-19 เพราะปัจจุบันมีกลุ่มแม่อุ้มท้องที่ติดเชื้อและเจ็บท้องคลอด แต่เพื่อไม่ให้เด็กทารกแรกเกิดที่คลอดออกมานั้น ได้รับเชื้อโควิด-19 จำเป็น ต้องมีการดูแลมารดา และทารกอย่างถูกต้อง จากข้อมูลในปัจจุบันพบว่า ในคุณแม่ติดเชื้อ แม้มีโอกาสถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ไม่มากนัก แต่หากกระบวนการดูแลทั้งการคลอด หลังคลอด และที่บ้าน ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะทำให้เด็กแรกเกิดมีโอกาสติดเชื้อไปด้วย ฉะนั้น โรงพยาบาลเด็ก หนึ่งในด่านหน้าที่รับดูแลเด็กแรกเกิดที่ป่วยจึงได้ริเริ่มโครงการ “เด็กแรกเกิดต้องรอด” เพื่อเตรียมสถานที่และอุปกรณ์สำหรับรองรับการดูแลทารกแรกเกิดที่มีอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 หรือคลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ

นายแพทย์เสรี ตู้จินดา ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

นายแพทย์เสรี ตู้จินดา ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือในชื่อเดิมคือ รพ.เด็ก เป็น รพ.รัฐบาลแห่งเดียวในประเทศไทยที่รับดูแลแต่ผู้ป่วยเด็กเท่านั้น มีแผนกต่างๆสำหรับเด็กครบถ้วนเช่นเดียวกับโรงพยาบาลผู้ใหญ่ ให้การดูแลตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึง 15-18 ปี โดยหน่วยทารกแรกเกิด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านทารกแรกเกิดของกรมการแพทย์ ให้การดูแลทารกที่คลอดที่ รพ.ราชวิถีทุกราย ทั้งทารกปกติที่อยู่กับมารดา และทารกที่มีอาการป่วยซึ่งจะได้รับการส่งต่อมารับการรักษาที่สถาบันฯ   นอกจากนี้ ยังให้การดูแลรักษาทารกวิกฤต หรือมีปัญหาซับซ้อนที่ส่งต่อมาจาก รพ.ทั่วประเทศ โดย รพ.ราชวิถี ซึ่งเป็นรพ.ศูนย์ขั้นสูงระดับตติยภูมิ และให้การดูแลและรับส่งต่อมารดาที่มีความเจ็บป่วยซับซ้อนเช่นเดียวกัน ปัจจุบันสถิติมารดาคลอดประมาณ 400–500 รายต่อเดือน พบจำนวนมารดาที่เป็นโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 10 รายในเดือนพฤษภาคม เป็น 29 รายในเดือนมิถุนายน และในเพียงแค่ 11 วันแรกของเดือนกรกฎาคมนี้ พบมารดาที่ติดเชื้อแล้วถึง 16 ราย รวมพบเป็น 55 ราย

นายแพทย์เสรี กล่าวเพิ่มเติมว่า “มารดาที่เป็นโรคโควิด 19 ต้องได้รับการดูแลในห้องหรือเต็นท์ความดันลบ ทั้งก่อนคลอด ขณะคลอดและหลังคลอด รวมทั้งห้องผ่าตัดความดันลบหากจำเป็นต้องผ่าคลอด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยจากการแพร่กระจายเชื้อสู่ทารกและบุคลากรผู้ดูแล จากมารดาป่วยด้วยโรคโควิด-19 ทั้งหมด 55 ราย ใน รพ.ราชวิถี ได้รับการผ่าตัดคลอดประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งมารดาหลายคนมีภาวะปอดบวมอย่างรุนแรง ซึ่งยากต่อการรักษากว่าผู้ป่วยอื่น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดในการดูแลรักษา ซึ่งอาการของมารดาจะส่งผลกระทบต่อทารก และมารดาที่ติดเชื้อมักมีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรือทำให้อาการของมารดา และ/หรือ ทารกทรุดลง จำเป็นต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน  ส่งผลให้ทารกส่วนหนึ่งต้องคลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะขาดออกซิเจน ต้องได้รับการกู้ชีพหลังคลอด ใช้เครื่องช่วยหายใจ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นของทั้งมารดาและทารก  หลังคลอดทารกที่มีอาการ โดยเฉพาะทารกที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจำเป็นต้องอยู่ในห้องความดันลบ แยกจากทารกอื่นเพื่อลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ จนกว่าจะทราบผลตรวจที่อายุ  48 ชั่วโมง ทั้งนี้ จากรายงานการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ มีโอกาสติดเชื้อจากมารดาค่อนข้างน้อย ประมาณ 1-3% แตกต่างกันตามรายงานในแต่ละที่ จากการที่สถาบันฯ ดูแลทารกทั้งหมด 55 ราย พบว่าอาจติดเชื้อจากมารดาตั้งแต่ในครรภ์ 1 รายซึ่งเป็นทารกส่งต่อมาจาก รพ.อื่น และทารกอีก 5 ราย ติดเชื้อจากคนในครอบครัวหลังคลอด นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้และอาจเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากได้ ถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่น้อยลง”

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

ด้าน นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวถึงสภาวการณ์ปัจจุบันว่า “ในภาวะปกติ เตียงของทารกที่สถาบันฯ ซึ่งมีจำนวน 70 เตียงรองรับผู้ป่วยเต็มจำนวนเกือบตลอดเวลา แต่สถานที่ไม่พร้อมที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด 19 ได้หากเกิดการระบาดขึ้น ทางหน่วยทารกแรกเกิดจึงได้เตรียมห้องความดันลบสำหรับผู้ป่วยทารกแรกเกิดจำนวน 2 ห้องไว้ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกเมื่อปลายปี 2563 ซึ่งได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจากทีมวิศวกรจุฬาฯรุ่น 75 และชุมชนคนอินเดียในประเทศไทย (Thai-Indian community) ทำให้เราสามารถให้การดูแลทารกได้อย่างดีในช่วงแรก แต่จากสถานการณ์ขณะนี้ พบว่าเตียงในห้องความดันลบที่เรามีอยู่ไม่พอต่อการรองรับผู้ป่วย  ในบางช่วงมีทารกต้องใช้ห้องในเวลาเดียวกันมากกว่าที่จะรองรับได้  รวมทั้งทารกที่ติดเชื้อโควิด-19 จะใช้เวลาอยู่ใน รพ.เป็นเวลานาน 10-14 วัน ทำให้ไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้อีก ซึ่งจะเป็นปัญหามากในอนาคตอันใกล้  อีกทั้ง จากจำนวนทารกแรกเกิดที่ป่วยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เราจำเป็นต้องขยายเตียง ICU และ semi- ICU เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อสามารถให้การดูแลทารกป่วยด้วยโควิด-19 ได้ จำนวน 6-8 ราย ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นอกจากภาระดูแลทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโควิด 19 ทั้งที่ รพ.ราชวิถี  และสถาบันฯ เอง เรายินดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ รพ.ที่ไม่สามารถดูแลทารกที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้

ดังนั้น หลายท่านอาจได้ยินชื่อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีหรือรพ.เด็ก เป็นครั้งแรก แต่หลายท่านอาจรู้จักเราในฐานะที่เป็นที่พึ่งแห่งหนึ่งในการดูแลเด็กเสมอมา ในวิกฤตปัจจุบันเด็กก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะทารกแรกเกิดมีความเปราะบางยากต่อการดูแล ขอโอกาสให้เด็กและทารกสามารถเข้าถึงการรักษา ด้วยการบริจาคของท่านเพียงคนละเล็กน้อย จะสามารถสร้างโอกาสชีวิตให้กับอนาคตของชาติ เราจะร่วมกันสู้เพื่อผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” นายแพทย์อดิศัย กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ สำหรับเด็กทารกแรกเกิดที่แม่ติดเชื้อจากโควิด-19 ได้ที่ชื่อบัญชี สมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 051-2-09873-5 โดยระบุ “เด็กแรกเกิดต้องรอด” (ใบเสร็จรับเงินสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า) โดยส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมชื่อ-สกุล เบอร์โทร เพื่อรับใบเสร็จรับเงิน ที่ LINE OA: @thaichf24 หรืออีเมล [email protected] สอบรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-354-8321 หรือ 090-663-1479

ข้าวมาบุญครอง สมทบข้าวหอมมะลิ ผ่านครัวพระราชทาน

บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจในเครือข้าวมาบุญครอง  สมทบข้าวขาวหอมมะลิใหม่ 100คัดพิเศษ จากแดนอีสาน ผ่านครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ร่วมใจฝ่าวิกฤติ COVID-19” เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกเติมพลังกาย มอบพลังใจให้กับบุคลากรณ์ทางการแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายแพทย์พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์คหกรรมศาสตร์ช่อพวงชมพู มหาวิทยาลัยเทคโลโลยีราชมงคลธัญบุรี

นางสาวมัลลิกา บุระขันธ์  ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ภายในประเทศปัจจุบัน มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่เริ่มอ่อนล้า และหมดกำลังใจ จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส กลุ่มธุรกิจในเครือข้าวมาบุญครอง ในฐานะของข้าวของคนไทย  โดยในครั้งนี้ กลุ่มธุรกิจในเครือข้าวมาบุญครองได้สนับสนุนเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิแท้ 100คัดพิเศษ ที่มีความหอม นุ่ม ทานอร่อย เพื่อให้ทุกท่านได้ทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และรสชาติอร่อย เพื่อจะได้มีกำลังกาย กำลังใจ ในการเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด  – 19 

ข้าวมาบุญครองยังคงเดินหน้าเพื่อช่วยเหลือ และอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย เพื่อให้เราพ้นวิกฤติที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันผ่านความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกท่านให้ได้มากที่สุด โดยในปัจจุบันได้สนับสนุนข้าวสารมาบุญครองเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด – 19 ไปแล้วกว่า 70 ตัน โดยมอบให้ประชาชนในรูปแบบของถุงยังชีพ และอาหารปรุงสุกพร้อมทาน ตรงตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯในการเป็นผู้ผลิตและให้บริการด้านอาหาร และดูแลสังคม เพื่อเป็นธุรกิจอาหารชั้นนำที่ยั่งยืน

PRAPAT หนุนภารกิจเปิดประเทศ “สมุย พลัส โมเดล”

ตามที่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี จะเปิด เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้โครงการ “สมุย พลัส โมเดล” ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ในช่วง 7 วันแรก นักท่องเที่ยวจะต้องพักในโรงแรมที่เป็นสถานที่กักตัวทางเลือก หรือ ALQ และตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซึ่ง 3 วันแรก สามารถทำกิจกรรมเฉพาะภายในบริเวณโรงแรม และหากตรวจไม่พบโควิด สามารถท่องเที่ยวในเกาะสมุย ตามเส้นทางและโปรแกรมท่องเที่ยวที่กำหนด

นายวีระพงค์ ลือสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT เปิดเผยว่า การที่ภาครัฐเริ่มแผนการเปิดประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูท่องเที่ยวที่ซบเซาอย่างหนัก จากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด—19  โดยเลือกจังหวัดภูเก็ต นำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยไม่ต้องกักตัว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และถือฤกษ์ วันที่ 15 กรกฎาคม เปิดโครงการ “สมุย พลัส โมเดล” ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสเป็นแห่งที่สอง บริษัทฯ มีความยินดีและได้ให้การสนับสนุนการเปิดเมืองครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยจัดพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ ให้บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อกับผู้ประกอบการต่างๆบนเกาะสมุย ประมาณ 10 แห่ง เช่น โรงแรม      รีสอร์ท ร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อต่างๆ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้าพักและใช้บริการ

ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ทั้งคู่ค้าและผู้ประกอบการธุรกิจหลายราย ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบถึงธุรกิจของ PRAPAT อย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัท จึงวางกลยุทธ์ในการช่วยเหลือคู่ค้าและผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี บริษัท ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แคมเปญ “100 X 100 ฝ่าวิกฤตโควิด-19”  บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อให้กับโรงแรม 100 รายแรกฟรี ในพื้นที่ 100 ตารางเมตรแรก พร้อมรับใบประกาศนียบัตรสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของบริษัท PRAPAT รวมถึง การจัดแคมเปญ “ SAMUI SANDBOX”  ,  “Fogger Clear Safe Package” และจัดโปรโมชั่นลดราคาชุดน้ำยาทำความสะอาดจาก PRAPAT ให้ผู้ประกอบการได้เลือกใช้บริการ เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ไปจนถึงเดือนกันยายน 2564

ส่วนการทำการตลาด คาดว่า ช่วงครึ่งปีหลัง ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซักรีด จะกลับมาเติบโตหลังโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการเป็นปกติ รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ จะมียอดขายที่ดีและทำยอดเป็นไปตามเป้าหมาย

“PRAPAT พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคู่ค้า และผู้ประกอบการธุรกิจให้พลิกฟื้นกลับมาประกอบกิจการได้เป็นปกติโดยเร็วที่สุด โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และยินดีสนับสนุนภารกิจการเปิดประเทศของรัฐบาล เพื่อร่วมผลักดันให้การท่องเที่ยวให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว”  นายวีรพงค์ กล่าว

TNR เซ็น MOUมหาวิทยาลัยแม่โจ้รุกธุรกิจกัญชง

นายอมร ดารารัตนโรจน์ (ที่ จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา (ที่ จากซ้าย) อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดย TNR ให้การสนับสนุนโครงการศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนากัญชงอุตสาหกรรม รองรับการรุกธุรกิจด้านกัญชงครอบคลุมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ตั้งแต่การเพาะปลูก จัดตั้งโรงงานสกัดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง เบื้องต้นเตรียมนำสายพันธุ์กัญชงจากต่างประเทศที่นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ทดสอบเพื่อศึกษาปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกในประเทศ ให้ได้สารสำคัญที่มีปริมาณและคุณภาพในระดับที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของโรงงานสกัด พร้อมทั้งตกลงที่จะร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์กรความรู้ ประสบการณ์ อบรมสัมมนา ดูงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกัญชง โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย ชั้น 5 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

เมื่อหมวยแซ่บ “สกุล กัญญาภัค” สวมทูพีชสีเหลือง

นางแบบสาวหมวยลุคแซ่บ ยกให้ สกุล กัญญาภัค พงษ์ศักดิ์ หวานใจ แบงค์ อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ด้วยใบหน้าหมวย ๆ น่ารัก หุ่นเอาไปเต็มสิบไม่หัก แถมด้วยสไตล์การแต่งตัวแสนเซ็กซี่ ล่าสุดจัดเต็มเหมือนเดิมบน ig@sakulkyp กับชุดว่ายน้ำทูพีช สีเหลืองตัวจิ๋วแสนสดใส อวดหุ่นสวย ผิวเนียน ริมสระว่ายน้ำ!

 

 

แมคโดนัลด์ ดึง BTS คลอดเมนูพิเศษ BTS Meal ดันยอด

แมคโดนัลด์ ใส่ใจนักสะสม ทุกออเดอร์ของ #BTSMeal จะถูกแยกซอสและถุงกระดาษออกจากอาหาร บรรจุอยู่ในถุงซิปล็อคอย่างดี มั่นใจในความสะอาดและคุณภาพ เพื่อการส่งมอบที่สมบูรณ์ที่สุด พบกัน 16 ก.ค. 64 ตั้งแต่ 11.00 น. เป็นต้นไป พร้อมกันทั่วประเทศ

บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์แมคโดนัลด์ในประเทศไทย ต่อยอดความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับโลกของแมคโดนัลด์ และ BTS ศิลปินบอยแบนด์ชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่เพื่อเขย่าตลาดอาหารบริการด่วน (QSR-Quick Service Restaurant) ในประเทศไทย ด้วยการส่งเมนูเซ็ตสุดพิเศษ “BTS Meal” ที่แฟน ๆ ชาวไทยรอคอยให้ได้ลิ้มลองตั้งแต่วันที่ 16 กรกฏาคมนี้ ตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของแมคโดนัลด์ในการสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่โดนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

การเกิดแคมเปญระดับโลกของแมคโดนัลด์และศิลปินวง BTS หรือที่แฟนคลับชาวไทยเรียกว่า บังทัน มีจุดเริ่มต้นจากเรื่องจริงที่ว่า ศิลปินวงนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแมคโดนัลด์มาอย่างยาวนาน พวกเขามักจะทานแมคโดนัลด์อยู่บ่อย ๆ เมื่อเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ วง BTS ซึ่งมีเพลงฮิตติดท็อปชาร์ตทั่วโลกตั้งแต่ปี 2556 ยังสามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วทุกแห่งหนเข้าด้วยกัน และมอบพลังบวกให้กับเหล่าแฟนคลับของพวกเขาหรืออาร์มี่ ผ่านบทเพลงที่มีความหมายดี ๆ เช่นเดียวกับแมคโดนัลด์ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบช่วงเวลาความสุขแก่ลูกค้าผ่านอาหารที่อร่อย คุณภาพดี และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า “เมนูเซ็ตพิเศษ BTS Meal เกิดจากแนวคิดหลักของแคมเปญที่ว่า ‘แมคโดนัลด์เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน แม้แต่คนที่โด่งดังหรือมีชื่อเสียง’ เราทราบดีว่าลูกค้าในประเทศไทยและแม้แต่พนักงานของเราเอง ต่างก็ตื่นเต้นและรอคอยการมาถึงของเมนูเซเลบริตี้ ซิกเนเจอร์ในครั้งนี้ หวังว่าทุกท่านจะได้รับความสุขและเอร็ดอร่อยไปพร้อมกัน”

BTS Meal ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของวงบอยแบนด์ BTS จำหน่ายในราคา 199 บาท ประกอบด้วย แมคนักเก็ต ทอดเสิร์ฟร้อน เหลืองกรอบ สดใหม่ ผลิตจากเนื้ออกไก่ ปลอดสารแต่งสีและกลิ่น จำนวน 10 ชิ้น เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งผลิตจากมันฝรั่งแท้ 100% นำเข้าจากต่างประเทศ ขนาดกลาง (M) 1 กล่อง เครื่องดื่มโค้ก ขนาด 16 ออนซ์ 1 แก้ว และไอเท็มเด็ดของเมนูนี้คือ สวีท ชิลลี่ ซอส และเคจัน ซอส ซึ่งสร้างสรรค์จากสูตรต้นตำรับของแมคโดนัลด์ ประเทศเกาหลีใต้ หรือจะเลือกอิ่มใหญ่ อัพไซส์เฟรนช์ฟรายส์เป็นขนาดใหญ่ (L) และเครื่องดื่มโค้ก ขนาด 22 ออนซ์ ในราคาเพียง 209 บาท หรือเลือกอิ่มจุก ๆ เพียงอัพไซส์เฟรนช์ฟรายส์เป็นขนาดใหญ่พิเศษ (XL) และเครื่องดื่มโค้ก ขนาด 32 ออนซ์ ในราคา 219 บาท

นอกจากนี้ แมคโดนัลด์ ยังเตรียมปล่อยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่มีหนุ่ม ๆ วง BTS ร่วมแสดง โดยมีเพลง Butter ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของวงและไต่ขึ้นชาร์ตในอันดับสูงสุด ประกอบในภาพยนตร์โฆษณานี้ด้วย รับชมพร้อมกันในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ทาง Youtube: McDonald’s Thailand (https://youtu.be/ta0U1pyRbNs)

แมคโดนัลด์เตรียมจำหน่ายชุด BTS Meal ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ถึง 18 สิงหาคมนี้ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ลูกค้าสามารถสั่งสินค้า ณ ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ (www.bit.ly/McTHBTS) บริการไดร์ฟ ทรู บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน แมคดิลิเวอรี ใน 3 ช่องทาง คือ โทร.1711 เว็บไซต์ www.mcdonalds.co.th หรือแอปพลิเคชันของแมคโดนัลด์ และแอปฯ GrabFood ทั้งนี้ ร้านแมคโดนัลด์ที่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด สามารถสั่งซื้อชุด BTS Meal ได้ทางบริการไดร์ฟ ทรู บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน แมคเดลิเวอรี และแอปฯ GrabFood เท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/mcthai

ร้านแมคโดนัลด์ที่ตกแต่งในธีม BTS Meal จำนวน 3 สาขา ได้แก่ ร้านแมคโดนัลด์ สาขาอัมรินทร์พลาซ่าร้านแมคโดนัลด์ สาขาสยามพารากอน และร้านแมคโดนัลด์ สาขากลาสเฮ้าส์ รัชดาฯ

แมคโดนัลด์ยกระดับคุมเข้มมาตรการเพื่อรับมือและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยดำเนินมาตรการการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลและสังคม โดยกำหนดจุดต่อคิวบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ และเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ กำหนดจำนวนผู้เข้าใช้บริการภายในร้าน และจัดระเบียบที่นั่งภายในร้านให้มีระยะห่างในการนั่งรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม โดยแนะนำให้ลูกค้าใช้บริการซื้อกลับบ้าน (Take away) เพื่อลดความหนาแน่นของพื้นที่ และการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างบุคคล พร้อมให้บริการรับการชำระเงินแบบไร้เงินสด ผ่านบัตรเครดิต เดบิต บัตรแรบบิท และ e-Wallet ต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเงินหรือธนบัตร เตรียมความพร้อมในการให้บริการไดร์ฟ ทรู (Drive Thru) ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อย อย่างปลอดภัย ไม่ต้องลงจากรถ รวมทั้งการจัดส่งอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ไร้สัมผัส ผ่านบริการแมคดิลิเวอรี (McDelivery) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ