โชว์ไอเดียประกวดต่อต้านการทุจริตผ่าน TikTok ชิงทุนการศึกษา

มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วยติ๊กต็อก โดยการสนับสนุนจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จัดโครงการประกวด‘ต่อต้านการทุจริต ผ่านติ๊กต็อก’ ประจำปี 2564 เชิญชวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั่วประเทศ สร้างสรรค์ผลงานคลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘เยาวชนไทย ไม่ยอม ไม่ทน ต่อการทุจริต’ ความยาวไม่เกิน 50 วินาที โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม ถึง วันพุธที่ 15 กันยายน 2564 ชิงถ้วยเกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษามูลค่ากว่า 500,000 บาท

ศาสตราจารย์​พิเศษ​ วิชา​ มหา​คุณ  ประธาน​กรรมการ​มูลนิธิ​ต่อต้าน​การ​ทุจริต   กล่าวว่า  การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งของชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศตลอดมา  ทั้งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมหาศาล มูลนิธิต่อต้านการทุจริตมุ่งมั่นขจัดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ โดยจัดให้มีกิจกรรมในการปลูกจิตสำนึกให้คนไทย โดยเฉพาะเยาวชนของชาติให้เป็นคนมีจิตสำนึกสาธารณะ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและมั่นคงในคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมให้โปร่งใสไร้การทุจริต ตลอดจนร่วมกันในการสร้างสังคมที่ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในปีนี้ ทางมูลนิธิได้ผนึกกำลังกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มทรูและติ๊กต็อก ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) จัดโครงการประกวดต่อต้านการทุจริต ติ๊กต็อก ประจำปี 2564   เปิดโอกาสให้นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั่วประเทศ สร้างสรรค์ผลงานคลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘‘เยาวชนไทย ไม่ยอม ไม่ทน ต่อการทุจริต’’ ชิงถ้วยเกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษากว่า  500,000 บาท โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันพุธที่ 15 กันยายน 2564

นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัดกล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมองค์กรเรื่องคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ที่เครือซีพียึดมั่นเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 100 ปี โดยเครือ ฯ ตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต และได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิต่อต้านการทุจริตมาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี  เพื่อเป็นส่วนหนี่งในการรณรงค์การปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต รวมทั้งชุมชนและประชาชนทั่วประเทศได้ตื่นรู้ถึงการมีส่วนร่วม เพื่อให้สังคมไทยปราศจากการทุจริตและคอร์รัปชัน

สำหรับปีนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนและดำเนินโครงการประกวด ‘ต่อต้านการทุจริต ผ่านแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อก’ ในหัวข้อ ‘เยาวชนไทย ไม่ยอม ไม่ทน ต่อการทุจริต’ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19  โดยปัจจุบันแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อก เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากและง่ายต่อการสร้างสรรค์ผลงาน   โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนต้องกักตัวกันอยู่ที่บ้านสามารถสร้างสรรค์คลิปรณรงค์ต่อต้านการทุจริตได้ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การร้องเพลง การเต้น การพูด  หรือ การแสดง อีกทั้งสามารถนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อกระตุ้นความสนใจให้คนอยากปฏิบัติตาม

ดร.คงกระพัน  อินทรแจ้ง  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล(GC)  เปิดเผยว่า GC ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นหลักการในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานการมีธรรมาภิบาลอยู่ในทุกกระบวนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง GC พร้อมเป็นกำลังสำคัญของภาคเอกชนไทยที่ร่วมสนับสนุนมูลนิธิต่อต้านการทุจริตมากว่า 5 ปี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนไทยเป็นทั้งคนเก่งและคนดี เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทนต่อการทุจริคคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ

ในการนี้ GC ร่วมสนับสนุนการจัดโครงการประกวดต่อต้านการทุจริต ติ๊กต็อก ประจำปี 2564  เพื่อให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านคลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘เยาวชนไทย ไม่ยอม ไม่ทน ต่อการทุจริต’ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่ปรับเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เยาวชนไทยจะสามารถแสดงออกได้ด้วยพลังทางความคิดและจินตนาการผ่านการใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์ที่ทันสมัยอย่างสร้างสรรค์  และสามารถเผยแพร่ให้สังคมไทยได้รับรู้และตระหนักในวงกว้างต่อไป

นายสุรยศ เอี่ยมละออ Head of Consumer Marketing บริษัท ติ๊กต็อก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ติ๊กต็อก ในฐานะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราไม่เพียงให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาประสบการณ์แพลตฟอร์มแก่ผู้ใช้ของเราเท่านั้น แต่ติ๊กต็อก ยังมุ่งมั่นเดินหน้าสร้าง Ecosystem ให้เกิดความยั่งยืน ทั้งผู้ใช้ ครีเอเตอร์ พันธมิตรธุรกิจ และ หน่วยงานต่าง ๆ โดยความร่วมมือของติ๊กต็อก และมูลนิธิต่อต้านการทุจริตในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของติ๊กต็อก ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการสร้างสรรค์คอนเทนท์ที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุน พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนใช้แพลตฟอร์มติ๊กต็อก ในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพลังบวกให้แก่ผู้คนผ่านคอนเทนท์วิดีโอสั้นในหัวข้อต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ โดยความร่วมมือในครั้งนี้มูลนิธิต่อต้านการทุจริตร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มทรูจัดโครงการประกวด ‘ต่อต้านการทุจริต ผ่านติ๊กต๊อก’ ในหัวข้อ ‘เยาวชนไทย ไม่ยอม ไม่ทน ต่อการทุจริต’ โดยติ๊กต็อก จะเป็นพื้นที่ในการแข่งขันโดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเปิดแอคเคาท์บนติ๊กต็อก และสร้างสรรค์คอนเทนท์วิดีโอสั้นตามหัวข้อที่กำหนด โดยใส่ #เยาวชนไทยไม่ยอมไม่ทนต่อการทุจริต นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปที่จัดโดยติ๊กต็อก ซึ่งเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างสรรคอนเทนท์วิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม ในหัวข้อสร้างคอนเทนท์ให้ปังบนโลกออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ที่มีอย่างครบครันทำให้การสร้างสรรค์คอนเทนท์ครบจบในที่เดียว

‘ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยให้สามารถแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างเปิดกว้าง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้คน อีกทั้งยังเป็นการเติบเต็ม Ecosystem ของเราให้เกิดความยั่งยืนในทุกด้าน’ นายสุรยศ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการฯ และดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.acf.or.th หรือ www.trueplookpanya.com โดยส่งใบสมัครพร้อมผลงานคลิปวิดีโอรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ความยาวไม่เกิน 50 วินาที ประเภทไฟล์ mp4 พร้อมแนบคำบรรยายแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานมาทาง E-Mail : [email protected]  ตั้งแต่วันนี้ – 15 กันยายน 2564 รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 097-289-9246  พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวโครงการได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ  ‘ช่อสะอาดต้านทุจริต’

ระยอง เตรียมตั้งโรงพยาบาลสนาม

นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายอนันต์ นาคนิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นพ.สุนทร เหรียญภูมิการกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภ.2 รรท.ผบก.ภ.จว.ระยอง และนายชัยพร แพภิมย์รัตน์ นายอำเภอปลวกแดง ร่วมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ อ.ปลวกแดง หลังจะมีการใช้โรงเรียนบ้านปลวกแดง เป็นโรงพยาบาลสนามกักตัวผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ อ.ปลวกแดง โดยจะมีการปรับปรุงอาคารหอประชุมของโรงเรียน ซึ่งจะสามารถรองรับได้ประมาณ 100-150 คน การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว มีผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากบางคนยังมีความกังวลจะได้รับผลกระทบติดเชื้อจากการมาตั้งโรงพาบาลสนามดังกล่าวไปด้วย

นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีคนติดเชื้อทุกวัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องตั้งโรงพยาบาลสนามรองรับ ซึ่งโรงพยาบาลหลักมีเตียงไม่เพียงพอรองรับ การตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่เข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่มีความกังวลการแพร่ระบาดของเชื้อ เท่าที่มีโรงพยาบาลสนามอยู่ในขณะนี้ ก็ยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อออกมา และชุมชนรอบข้างก็ไม่พบว่ามีคนติดเชื้อเลย ขอให้เข้าใจ และมั่นใจได้ว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามมีการป้องกันเต็มที่ มีขั้นตอนที่รัดกุม และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อออกไปในวงกว้าง ก็ขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ได้เห็นใจแพทย์ บุคลากรที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามที่หอประชุมโรงเรียนบ้านปลวกแดงดังกล่าว จะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา มีรั้วรอบขอบชิด ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้ามาได้เด็ดขาด

รพ.มหาราชนครราชสีมา รับ walk in ตรวจโควิด-19

รายงานข่าว แจ้งว่า สปสช.ร่วมกับ รพ.มหาราชนครราชสีมา และสถาบันธัญญารักษ์ .วิภาวดีรังสิต  (สบยช.)ตรวจโควิดเชิงรุกด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสท์ คิท ด้วยการรับ Walk In วันละ 5,000 ราย ฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย 7 วัน 15-21 กรกฎาคม 2564

โดยรายงานข่าวดังกล่าว สอดคล้องกับเฟสบู๊ค พญ.สาวิตรี วิษณุโยธิน รพ.มหาราชนครราชสีมา ที่โพสต์ข้อความว่าเพียงนำบัตรประชาชนมาแสดงก็ตรวจได้เพราะท่านคือคนไทยคนที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย

จะใช้ความรู้สึกใคร ใช้ความคิดใหน ใช้อีกกี่เหตุผลมันก็คือ ใช่ ใช่ และใช่ ที่ต้องทำ

มหาราชโคราชจึงบุกเมืองหลวง

ค้นไว แยกไว ลดการแพร่โควิดในเมืองหลวง

สปสช.ร่วมกับ รพ.มหาราชนครราชสีมา และสถาบันธัญญารักษ์ .วิภาวดีรังสิต  (สบยช.)

ตรวจโควิดเชิงรุกด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสท์ คิท (รู้ผลใน 30 นาที) ยืนยันผล+ด้วย RT-PCR

รับ Walk In วันละ 5,000 ราย ฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย 7 วัน 15-21 กรกฎาคม 2564 (ไม่หยุดเสาร์อาทิตย์)

ขอบคุณ Nisita Natprayut ทีมงานทุกท่านที่ทุ่มเทมากมายเพื่อคนไทย

ยอดโควิด-19 วันนี้ ผู้ติดเชื้อพุ่ง 9,692 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2564 รวม 9,692 ราย จำแนกเป็น ผู้ติดเชื้อใหม่ 9,077 ราย ผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 615 ราย ผู้ป่วยสะสม 353,044 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้หายป่วยกลับบ้าน 5,730 ราย ผู้หายป่วยสะสม 244,431 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้เสียชีวิต 67 ราย
ติดตามรายละเอียดได้ในการแถลงข่าว เวลา 12.30 น.

สนามกีฬาธูปะเตมีย์ รับ walk in ตรวจโควิด-19

สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค
ค้นหาโควิด -19 เชิงรุก โดยรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ก.ค. 64 (หยุดเสาร์-อาทิตย์) ณ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ รับ walk in วันละ 1,000 คน ประชาชนกลุ่มสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยัน และผู้ไปในสถานที่เสี่ยง เปิดแจกบัตรคิวหน้างาน ช่วงเช้ารอบเดียวจนกว่าจะหมด เริ่มแจกบัตรคิว 6.00 น. ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และปากกา (ส่วนตัว)

บู๊ทส์ เปิดตัวฟีเจอร์ ‘ปรึกษาเภสัชกรบู๊ทส์’

บู๊ทส์ ประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำระดับโลก ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วยการเปิดตัว “Boots app” แอปสุขภาพครบวงจร กับฟีเจอร์ใหม่ใช้ฟรี “Talk to Pharmacist’ หรือชื่อไทย “ปรึกษาเภสัชกรบู๊ทส์” เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

นางสาวอรพรรณ พงศ์พานิช Head of Customer Experience บู๊ทส์ รีเทล ประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2540 เป็นเวลาเกือบ 24 ปีแล้ว ที่บู๊ทส์ ประเทศไทย ได้ดูแลสุขภาพของคนไทยหลายล้านคน ด้วยการจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผ่านร้านบู๊ทส์ทั่วประเทศ และบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะบู๊ทส์ ประเทศไทยมีพันธกิจคือ “บู๊ทส์อยู่เคียงข้างคุณเสมอ พร้อมนำเสนอโซลูชันที่จะช่วยให้ชีวิตมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขมากขึ้น” เพื่อมอบการดูแลอย่างครบวงจรในช่วงการระบาดของ COVID-19 บู๊ทส์ขอนำเสนอบริการ Talk to Pharmacist หรือ ปรึกษาเภสัชกรบู๊ทส์ ที่ให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพที่เชื่อถือได้จากเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญจากบู๊ทส์ ซึ่งพร้อมดูแลสุขภาพคนไทยแบบ O2O (Online to Offline) เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญจากบู๊ทส์ ได้ผ่านการอบรมความรู้ด้านสุขภาพและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ COVID-19 จากวอลกรีนส์ บู๊ทส์ อลิอันซ์ (หรือ ดับเบิ้ลยูบีเอ) กิจการระดับโลกแห่งแรกที่ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีชั้นนำ และบู๊ทส์ ประเทศไทย เป็นประจำทุกสัปดาห์ ปัจจุบัน บู๊ทส์มีจำนวน 240 สาขาทั่วประเทศ มีเภสัชกรของบู๊ทส์จำนวน 288 คน ที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ และตอบปัญหาแบบส่วนตัว ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับ COVID-19 โรคประจำตัว ความกังวลใจเรื่องสุขภาพ ผิวพรรณ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพต่างๆ

“จากการเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 Boots app มียอดดาวน์โหลดและติดตั้งโตถึง 6 เท่า และมียอดขายโตถึง 2 เท่า ซึ่ง Boots app ถือเป็นแหล่งรวมสินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม กว่า 4,453 รายการ นอกจากนี้ บู๊ทส์ยังมีแคมเปญ “Be Healthy, Be Boots” สุขภาพดีๆ เกิดขึ้นได้ที่บู๊ทส์ ที่ชวนทุกคนมาเฮลท์ตี้กับหลากหลายสินค้าสุขภาพ อาหารเสริม และเวชสำอางแบรนด์ดัง ลดพิเศษ Buy 1 Get 1 Free ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค.” อรพรรณ กล่าวสรุป

มาดูแลสุขภาพตัวเองฝ่าวิกฤต COVID-19 กับ บู๊ทส์ประเทศไทย ผ่านช่องทาง Boots app แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพครบวงจร ดาวน์โหลดได้ที่ https://bit.ly/3wbObtD หรือที่ร้านบู๊ทส์ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/bootsthailand

“โอสถสภา” เปิดโรดแมปความยั่งยืน

โอสถสภา ประกาศโรดแมปความยั่งยืน เดินหน้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภค ตลอดจนสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยตั้งเป้าในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ลดการนำเข้าและเพิ่มการใช้วัตถุดิบสมุนไพรภายในประเทศ พร้อมเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าในเครือทั้งหมดเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล

นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. โอสถสภา เปิดเผยว่า โอสถสภามีแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจเพื่อสร้างพลังชีวิตที่ยั่งยืน ด้วยการเชื่อมโยงเสาหลัก 3 ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ 1) เสาหลักด้านธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับธุรกิจของโอสถสภาและคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า 2) เสาหลักด้านสังคม ซึ่งมุ่งสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมพนักงานในองค์กรให้เติบโตไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของธุรกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนด้วยโครงการที่มุ่งพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนในสังคม 3) เสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งมั่นลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยเสาหลักทั้งสามนี้มีบุคลากรในองค์กร (People) เป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนแผนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่วางไว้

จากแนวคิดของเสาหลักทั้งสาม โอสถสภาได้กำหนดโรดแมปความยั่งยืนไว้ 5 ด้านหลัก โดยมีการตั้งเป้าหมายในแต่ละด้านตามแผน 5 ปี (2563 – 2568) ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

1. การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply chain) โอสถสภามุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และช่วยยกระดับความรู้และช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับคู่ค้ารายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตให้แก่บริษัท สมุนไพรที่สามารถปลูกและเติบโตในประเทศได้นั้น โอสถสภาจะลดการนำเข้า โดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากแหล่งผลิตในประเทศ สำหรับสมุนไพรที่ไม่สามารถปลูกในประเทศได้ ก็จะส่งเสริมการศึกษาทดลองปลูกในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการประเมินด้านความยั่งยืน และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ดีในการดำเนินธุรกิจให้แก่คู่ค้าอีกด้วย

2. การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค (Consumer Health & Well-being) โอสถสภามุ่งมั่นที่จะส่งมอบสินค้าที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี 100% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยลง และ 50% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอมจะเป็นสูตรปราศจากน้ำตาล ที่ผ่านมา ได้เริ่มปรับลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์บางรายการแล้ว อาทิ ผลิตภัณฑ์แบรนด์โบตัน นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพที่ดีให้กับคนไทย

3. การใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable Packaging) เนื่องจากมีการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดปริมาณขยะ โอสถสภามีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2573 ผลิตภัณฑ์ของสินค้าในเครือทั้งหมดจะใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มอัตราการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศไทย

4. การบริหารจัดการน้ำในกระบวนการผลิต (Water Management) น้ำเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเครื่องดื่ม และเป็นทรัพยากรสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนท้องถิ่น โอสถสภาจึงให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โอสถสภาตั้งเป้าลดการใช้น้ำในการผลิตลงให้ได้ 40% แม้จะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง แต่ด้วยความมุ่งมั่น และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โอสถสภาจึงพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว

5. การบริหารจัดการพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (Energy & Climate Change Management) โอสถสภามุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท โดยวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าภายในปี 2568 จะลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองให้ได้ 10% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% โดยเลือกใช้พลังงานทางเลือกต่างๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวล รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมการลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่ม ซึ่งมีปริมาณการบริโภคเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน โอสถสภาพร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยลดปริมาณขยะ จับมือ กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ กรมการค้าภายใน กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 และคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานของตำรวจ จัดทำโครงการ “Bottle to Bottle” หรือ “ส่งขวดแก้วสู่ขวดแก้ว” ส่งเสริมการนำขวดแก้วที่ใช้แล้วมารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตขวดใหม่ โดยจะเริ่มทดลองนำร่องในชุมชนย่านหัวหมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโอสถสภาในปลายปี 2564

“ผลิตภัณฑ์ของโอสถสภาเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี ความผูกพันกับสังคมไทยทำให้โอสถสภามีความรับผิดชอบและมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สังคม และสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนและการผลักดันแผนการสร้างความยั่งยืนด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ จะทำให้โอสถสภาสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเติบโตอย่างมั่งคงและยั่งยืนร่วมกับสังคมไทย” นางวรรณิภา กล่าวสรุป

แว่นท็อปเจริญ รับโล่เกียรติคุณ ผู้ทำประโยชน์ให้แก่วงการแพทย์ทางจักษุ

นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างแว่นท็อปเจริญ เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก ศาสตราจารย์ พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะ “ผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่วงการแพทย์ด้านจักษุ โดยเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ รวมไปถึงการดำเนินโครงการเด็กไทยสายตาดี ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยเป็นผู้สนับสนุนประกอบแว่นสายตาพร้อมเลนส์ และส่งมอบแว่นสายตาให้แก่เด็กไทยทั่วประเทศกว่า 150 โรงพยาบาล ตามเจตนารมณ์ที่ปรารถนาให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้ใช้แว่นตาที่มีคุณภาพ มีดวงตาที่สดใสมองเห็นชัดเจน นำไปสู่การดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยมี รศ.นพ.อนุชิต ปุญญทลังค์ รองประธานราชวิทยาลัยฯ นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการฯ และพ.อ.นพ.ยุทธพงษ์ อิ่มสุวรรณ เลขาธิการฯ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบโล่รางวัล เนื่องในงานประชุมวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยครั้งที่ 45 ณ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย เมื่อวันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2564

SMD เด้งรับดีมานต์เครื่อง AED หนุนออเดอร์ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน

บมจ.เซนต์เมด (SMD) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต รับลูกมาตรการภาครัฐฯ ออกกฎให้อาคารสูงติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ หรือ AED (Automated External Defibrillator)  เพิ่มศักยภาพการช่วยชีวิตฉุกเฉินภาคประชาชน หนุนความต้องการซื้อและติดตั้งใช้งานจากภาคเอกชน  คาดว่าจะเข้ามาไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท รุกสร้างการเติบโตในระยะยาว 

ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ผู้ดำเนินจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต เปิดเผยว่า อีกก้าวสำคัญหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการช่วยชีวิตฉุกเฉินภาคประชาชนในประเทศไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยประกาศกฎกระทรวง กำหนดให้อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่เป็นอาคารสาธารณะ ต้องติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ หรือ AED (Automated External Defibrillator) และต้องมีพื้นที่สำหรับรถฉุกเฉิน รวมถึงต้องจัดให้มีลิฟท์ที่มีขนาดสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินได้ โดยจะมีผลบังคับใช้นับจากวันที่ประกาศ (4 มิ.ย.64) ในอีก 180 วัน

สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยในปัจจุบัน SMD ได้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือประเภทนี้ให้แก่โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่แล้ว โดยประเมินว่าเมื่อภาครัฐมีมาตรการดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลดีต่อยอดคำสั่งซื้อของ SMD ให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีเข้ามาไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

“มาตรการภาครัฐครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยชีวิตฉุกเฉินภาคประชาชนของประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมี AED ติดตั้งใช้งานกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน โรงงาน โรงแรม โรงเรียน สถานที่ราชการและเอกชนอื่นๆ รวมกันแล้วประมาณ 30,000 เครื่อง แต่เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีการติดตั้งเครื่อง AED ในพื้นที่สาธารณะจำนวน 600,000 เครื่อง และเกาหลีติดตั้งแล้วประมาณ 200,000  เครื่อง ก็ยังถือว่าประเทศไทยมีเครื่อง AED น้อยมาก ซึ่งหากกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ คาดว่าประเทศไทยจะมี AED ใกล้เคียงกับประเทศเกาหลี ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้ประชาชนที่ประสบเหตุหัวใจหยุดเต้นเฉียบหลันนอกโรงพยาบาลมีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น ใกล้เคียงกับนานาอารยประเทศในทวีปเอเชีย” ดร.วิโรจน์ กล่าว

SCI สอยงานสายส่งใหม่ มูลค่ากว่า 450 ล้าน

นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ เพิ่งได้รับงานเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มูลค่ากว่า 450 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีงานในมือมูลค่ารวมกว่า 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงานเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงอีกหนึ่งงานที่กำลังรอประกาศผล มั่นใจภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 64 เติบโตกว่าเดิม ส่วนในครึ่งปีหลังวางแผนเข้าร่วมประมูลงานของการไฟฟ้าอีกหลายงาน

ในส่วนของโรงไฟฟ้าชุมชนที่ทางบริษัทร่วมได้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคแล้ว 1 โครงการและรอผลการยื่นอุธรณ์อีก 6 โครงการนั้น ทางบริษัทฯ มั่นใจว่า 6 โครงการที่ได้ขอยื่นอุธรณ์จะผ่านคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคทั้งหมด และถ้าชนะการประมูลจะทำให้มีโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 24.5 เมกกะวัตต์

บริษัทฯ มีงานในมือเพื่อรองรับการรับรู้รายได้ในปีนี้ไว้แล้ว แม้จะต้องเผชิญกับสถานการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถตุนงานในมือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผลงานในปีนี้คาดว่าจะเติบโตจากปีก่อนหน้าแน่นอน